ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 139 หยกไม่ได้เจียระไนใช้การไม่ได้ / ตอนที่ 140 ทำความสะอาดสำนัก
- Home
- ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา
- ตอนที่ 139 หยกไม่ได้เจียระไนใช้การไม่ได้ / ตอนที่ 140 ทำความสะอาดสำนัก
ตอนที่ 139 หยกไม่ได้เจียระไนใช้การไม่ได้ / ตอนที่ 140 ทำความสะอาดสำนัก
ตอนที่ 139 หยกไม่ได้เจียระไนใช้การไม่ได้
ตอนนี้เขากลับมาเมืองหลวงแล้วจะเอาแต่อยู่เฉยตลอดไม่ได้ จะต้องหาเรื่องอะไรทำ
เขาเคยไปกรมคลัง กรมโยธา และกรมยุติธรรมมาหมดแล้ว แต่ศาลตัดสินคดีความนี้เขากลับไม่เคยไปเยือนเลยสักครั้ง
ศาลตัดสินคดีความกับกรมยุติธรรมนี้มีหน้าที่รับผิดชอบคล้ายกัน แต่อย่างไรก็ตามขอบเขตของกรมยุติธรรมนั้นกว้างกว่าอยู่บ้าง แม้ว่าศาลตัดสินคดีความมีหน้าที่ตรวจสอบเช่นกัน แต่จะสอบสวนคดีเป็นหลัก
จ้าวเสวียนจิ่งดูจิตใจล่องลอยเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่โจวเว่ยจงรู้สึกว่าตนเองตามฝ่าบาทของเขาไม่ทัน
ความคิดของฝ่าบาทก้าวกระโดดเร็วเกินไป
จ้าวเสวียนจิ่งออกเดินตรงไปยังเรือนของท่านอาจารย์เซียวในชั่วพริบตา
เป็นอย่างที่เขาคาดไว้จริงๆ จ้าวเสวียนจิ่งมองเห็นหนุ่มน้อยคุกเข่าอยู่ก็กวาดตามองหนึ่งรอบ ก่อนจะเข้าไปข้างในโดยไม่ได้พูดอะไร
เซียวอวี้หรงกำลังเดินหมากอยู่กับตัวเอง
“คนที่อยู่ข้างนอกนั่นคือศิษย์คนแรกของท่านหรือ” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยปากทันที “ไม่เลวเลย ข้าจึงมาฉลองให้ท่านเป็นการเฉพาะ ถือโอกาสมาขอดื่มเหล้าสักจอกเสียเลย”
เซียวอวี้หรงเงยหน้าขึ้นมอง “ข้ายังไม่ได้รับศิษย์นะ หรือว่าเจ้าชอบใจ หากอย่างนั้นก็พาไปด้วยสิ ข้าไม่ได้อยากได้”
เด็กข้างนอกนั่น…น่าหงุดหงิดเสียจริง
“ก็ดีเหมือนกัน” จ้าวเสวียนจิ่งพยักหน้า
เซียวอวี้หรงหยุดมือและเก็บเม็ดหมากกลับเข้าไปในกล่อง “ฝ่าบาทล้อข้าเล่นหรอกกระมัง ท่านรับเขาเป็นศิษย์ เขาไม่ขึ้นสวรรค์ไปเลยหรือ ข้าให้คนไปตรวจสอบดูแล้ว เด็กคนนี้ชนไก่เดินนก เด็กเสเพลคนหนึ่ง หากไม่ใช่ว่าศิษย์พี่โม่…”
คิดแล้วก็เศร้าใจ
“ดังนั้นตอนนี้ท่านก็แค่สงวนท่าทีไว้เท่านั้น ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องยอมรับเขาเป็นศิษย์สินะ” น้ำเสียงของจ้าวเสวียนจิ่งเรียบๆ แต่ดูเหมือนจะมีความพึงพอใจแฝงอยู่บ้าง
เซียวอวี้หรงรู้สึกว่ามันน่าประหลาด “ก็ต้องรับนั่นล่ะ แต่หยกที่ไม่ได้เจียระไนใช้การไม่ได้ หากไม่สั่งสอนเขาสักหน่อย ต่อไปเกรงว่าเด็กคนนี้จะสร้างปัญหา พี่ใหญ่บอกว่านางเป็นหนี้บุญคุณตระกูลเซี่ยอยู่เรื่องหนึ่ง จึงไหว้วานให้ข้าสั่งสอนเซี่ยผิงไหว เจ้าก้อนหินที่ดื้อรั้นนี่ก็เป็นปัญหาที่ยากเช่นกัน”
อย่างไรก็ตามหลังจากผ่านไปหลายปีศิษย์พี่ของเขาเพิ่งขอให้เขาทำอะไรให้เป็นครั้งแรก เขาจึงไม่ตอบรับไม่ได้
จ้าวเสวียนจิ่งไม่พูดไม่จา เขายกขาขึ้นไขว่ห้างทันที และจ้องมองที่กระดานหมาก
เซียวอวี้หรงสวมชุดคลุมสีขาวทั้งตัวดูสะอาดสะอ้านและสูงส่ง ปีนี้เขาอายุยี่สิบเก้าปีแล้ว แต่กลับอยู่โดดเดี่ยวตัวคนเดียว ทำให้ดูเหมือนเทพเซียนไร้มลทินเข้าไปอีก
ทว่าเขามักจะรู้สึกว่าตนเองแปลกแยกไม่ได้อยู่บนโลกนี้ เมื่อเห็นจ้าวเสวียนจิ่งเขาจึงรู้สึกสงบลงได้บ้างในทันที
“ข้าได้ยินมาตลอดว่าศิษย์พี่รอบรู้ลึกซึ้ง เสียดายที่ไม่เคยได้เห็นหน้ากัน ศิษย์น้องไม่สงสัยอยากรู้บ้างหรือ” เซียวอวี้หรงเอ่ยถาม
“รอให้ท่านอาจารย์ขึ้นแดนเซียน พวกเราก็ย่อมได้เห็นเอง จะร้อนใจไปทำไม” จ้าวเสวียนจิ่งกล่าวนิ่งเรียบ ไม่แสดงความรู้สึกอันใด แต่จู่ๆ ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาก่อนจะวางหมากขาวลงบนตำแหน่งหนึ่ง จากนั้นเขาก็เผยรอยยิ้ม แล้วเก็บกินหมากดำจำนวนหนึ่งไป
เซียวอวี้หรงหนังตากระตุกทันที
เขาพยายามพูดประโยคนั้น
ในระหว่างที่เขาพูดประโยคนั้น เขาก็ถูกนำหน้าไปหนึ่งก้าวแล้ว
เจ้าปีศาจตนนี้
“เพียงแต่ข้าได้ยินว่าสุขภาพร่างกายของศิษย์พี่โม่ไม่ดี ส่วนอาจารย์ก็แข็งแรงดี ตอนนี้ท่านยังมีแรงท่องเที่ยวไปได้ทั่ว การจะอยู่ต่อไปได้อีกยี่สิบปีก็มิใช่เรื่องยาก ถ้าหากศิษย์พี่นำไปก่อนหนึ่งก้าว ชาตินี้พวกเราก็คงไร้วาสนาจะได้พบกันแล้ว” เซียวอวี้หรงเอ่ยขึ้นอีก
จ้าวเสวียนจิ่งเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาซับซ้อน “คงไม่ใช่เพราะแค่ของขวัญรับศิษย์น้องธรรมดาๆ เมื่อหลายปีก่อนทำให้ท่านลืมนางไม่ลง ไม่ยอมแต่งภรรยามาตลอดหรอกนะ”
“…” ใบหน้าของเซียวอวี้หรงแดงก่ำ
เจ้าเด็กน้อยนี่จะเข้าใจอะไร
เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน มักจะหดหู่ไม่มีความสุขอยู่เสมอ ตอนที่เขาอายุยี่สิบปีก็เข้าสำนักมาพร้อมกับรัชทายาทที่มีอายุเพียงสิบเอ็ดปีเท่านั้น หลังจากเข้าสำนักได้สามเดือน ศิษย์พี่ที่เล่าลือกันก็ส่งของขวัญมาให้สองชิ้น
ของที่ศิษย์พี่โม่ส่งมานั้นเรียบง่ายไม่โอ้อวด
ตอนนั้นเขาเป็นศิษย์ของอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ดังนั้นของขวัญทั้งหลายทั้งปวงที่มีคนส่งมาให้เขาจึงล้วนแล้วแต่เป็นของมีค่า จิตใจเขาดังล่องลอยอยู่ในอากาศ อดรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองไม่ได้ แล้วในช่วงเวลาที่สำคัญนั้นเองเขาก็ได้รับกระบี่ไม้ท้อจากศิษย์พี่ใหญ่ ซึ่งทำให้เขาตกตะกอน
กระบี่เป็นของวิญญูชน ไม้ท้อนั้นธรรมดาเรียบง่าย
น่าจะต้องการชี้แนะให้พวกเขาสองคนไม่ลืมปณิธานแต่เดิม
อีกทั้งท่านอาจารย์ยังเคยบอกว่า โม่ชูเซิง ศิษย์พี่โม่นั้นเป็นคน…อ่อนน้อมถ่อมตน ขยันขันแข็ง อ่อนโยน…น่ารัก
ตอนที่ 140 ทำความสะอาดสำนัก
ท่าทียอมรับกลายๆ ของเซียวอวี้หรงทำให้จ้าวเสวียนจิ่งรู้สึกไม่เคยชินเล็กน้อย
“ท่านอาจารย์เคยบอกว่า ศิษย์พี่โม่ไม่เหมือนกับคนทั่วไป นางสุขภาพไม่ดีมาตั้งแต่ยังเล็ก แต่นางยืนหยัดอดทนมาก ไม่ยอมก้มหัวให้ใครทั้งนั้น ภูมิหลังของนางไม่ได้สูงส่ง แต่กลับใช้ชีวิตตามอำเภอใจ นางมีพรสวรรค์มาก ไม่ว่าเรื่องอะไรก็สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว แต่จนกระทั่งวันนี้ข้ากลับยังไม่มีโอกาสได้พบคนอัจฉริยะอย่างนี้เลยสักครั้ง ข้ารู้สึกเสียดายยิ่งนัก”
จ้าวเสวียนจิ่งหนังตากระตุกทันที
“ข้าคิดว่าท่านรีบหาภรรยาสักคนจะดีกว่า” จ้าวเสวียนจิ่งชำเลืองมองเขาอย่างลึกซึ้ง สีหน้าเขาเผยความเห็นอกเห็นใจ
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร เพราะศิษย์พี่สุขภาพไม่ดีอย่างนั้นหรือ แม้หลายปีก่อนท่านอาจารย์จะบอกอย่างนั้นก็จริง แต่ท่านก็บอกว่านางยังพอทนได้มิใช่หรือ” เซียวอวี้หรงร้อนใจขึ้นมาทันที
เขาคว้าข้อมือของจ้าวเสวียนจิ่งทันทีด้วยความตึงเครียด
จ้าวเสวียนจิ่งขมวดคิ้วพลางมองข้อมือของตน จากนั้นก็บิดข้อมือออกอย่างรังเกียจ “หากท่านเหมาะ ท่านอาจารย์ก็คงจะจับคู่ให้ท่านแล้ว จะไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลยตลอดหลายปีนี้ได้อย่างไร ในเมื่อท่านอาจารย์ไม่เอ่ยปาก กระทั่งขัดขวางการรอคอยที่จะพบหน้าของท่าน นั่นก็แปลว่าอยากให้ท่านเลิกล้มความคิดนี้”
ท่านอาจารย์รักใคร่เอ็นดูโม่ชูเซิงมาก
ตอนที่สั่งสอนพวกเขาในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ ท่านก็มักจะเอ่ยถึงโม่ชูเซิงอยู่เป็นประจำ
แต่ทุกครั้งที่เซียวอวี้หรงเอ่ยว่าอยากจะเชิญศิษย์พี่ให้มารวมตัวกันที่เมืองหลวง สีหน้าของท่านอาจารย์ก็เปลี่ยนไปทันที
เห็นได้ชัดว่าในสายตาของท่านอาจารย์เซียวอวี้หรงไม่ได้เป็นคู่ครองที่เหมาะสมของโม่ชูเซิง
เมื่อพูดถึงกระบี่ไม้ท้อนั่น…
จ้าวเสวียนจิ่งนึกถึงความประหลาดใจตอนที่เขาได้รับของขวัญ เขายังรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ
งานฝีมือของกระบี่เล่มนั้นธรรมดาทั่วไป กระทั่งรู้สึกว่าหยาบมือไปหน่อย งานแกะสลักด้านบนก็ไม่ได้เนียนละเอียดมากนัก มันเหมือนของเล่นที่เด็กน้อยทำขึ้นกระนั้น
เขาสงสัยมาตลอดว่าตอนนั้นนางส่งของนี้มาผิดโดยไม่ได้ตั้งใจใช่หรือไม่
หรือว่าศิษย์พี่โม่อาจจะแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว ส่วนกระบี่ไม้ท้อนี่ก็เป็นของเล่นที่เด็กๆ ในบ้านทำขึ้นมา แล้วนางจึงส่งมาให้พวกเขาร่วมสนุกด้วย?
เซียวอวี้หรงจะยอมล้มเลิกง่ายๆ ได้ที่ไหน
“ข้าอยากจะได้ยินศิษย์พี่โม่พูดคำนี้ด้วยปากของนางเอง” เซียวอวี้หรงยังคงดื้อรั้นอย่างยิ่ง “อีกอย่าง ชีวิตนี้ข้าอยากที่จะทำอย่างที่ท่านอาจารย์ทำ คือสอนหนังสือให้ความรู้ และท่องเที่ยวไปในโลกมนุษย์ เจ้าวางใจเถอะ ถ้าหากศิษย์พี่โม่ไม่ได้ชอบข้า ข้าก็จะไม่ตอแยนางหรอก”
จ้าวเสวียนจิ่งพ่นลมหายใจออกมาหนึ่งที ในเมื่อเขาไม่เคยกังวลใจ แล้วจะวางใจได้อย่างไร
“ว่าแต่เจ้าเถอะ ในฐานะรัชทายาทก็ควรที่จะกำหนดตัวพระชายาตั้งแต่เนิ่นๆ นี่ก็ล่วงเลยมาหลายปีแล้ว ฝ่าบาทก็ยังยอมตามใจเจ้า หากเจ้ายังอยากอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไป ก็ควรที่จะสนใจเรื่องทายาทสืบทอดสักหน่อยมิใช่หรือ” เซียวอวี้หรงขมวดคิ้วและเริ่มสั่งสอนเขาอีกครั้ง
จ้าวเสวียนจิ่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยอารมณ์สบายๆ ผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย
“ข้าไม่รีบ” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ย
เซียวอวี้หรงเหลือบมองแขนของรัชทายาทโดยไม่รู้ตัว
จ้าวเสวียนจิ่งมีความรู้สึกไวต่อสายตาแบบนี้เป็นพิเศษ
เพียงแต่บางครั้งเขาก็ขี้เกียจที่จะหาความ และตอนนี้เขาก็รู้ด้วยว่าเซียวอวี้หรงไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่ก็ทำให้เขาหมดอารมณ์สนุกไปบ้างอยู่ดี เขาจึงวางหมากกลับลงไปในกล่อง ก่อนร่างสูงเพรียวจะลุกขึ้นยืน บรรยากาศกดดันขึ้นเล็กน้อยในชั่วพริบตา
เซียวอวี้หรงอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
หากมือของรัชทายาทยังใช้การได้ดี ใยต้องกังวลว่าจะไม่มีผู้ปกครองที่เก่งกาจเป็นตำนานเพิ่มขึ้นมาอีกสักคน
เมื่อนึกถึงตอนที่รัชทายาทกราบอาจารย์ตอนเขาอายุสิบเอ็ดปี เขามีความรู้ความสามารถโดดเด่นไม่มีใครเทียบได้ คารมคมคาย เป็นเลิศทั้งขี่ม้ายิงธนู แม้แต่ท่านอาจารย์ก็ยังพูดว่า บนโลกใบนี้นอกจากโม่ชูเซิงแล้ว ก็มีแต่รัชทายาทนี่ล่ะที่ได้ดั่งใจเขาที่สุด
แต่น่าเสียดายที่สวรรค์กลั่นแกล้งเขา
ทันทีที่เซียวอวี้หรงคิดเช่นนี้ เขาก็รู้สึกได้ว่าองค์ชายดูเหมือนจะเหลือบมองเขา
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกหัวใจเย็นเยียบ “ข้ากำลังคิดถึงศิษย์พี่โม่…”
เขาทำตัวมีพิรุธ
“อย่าลืมว่านางก็เป็นศิษย์พี่ของข้าเช่นกัน ข้าว่าศิษย์พี่เซียวเก็บความคิดเช่นนี้ของท่านเอาไว้ให้ดีดีกว่า มิเช่นนั้นท่านอาจารย์อาจจะต้องเขียนจดหมายมาจากแดนไกล สั่งให้ข้าทำความสะอาดสำนักแทนท่าน”