ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 289 ภัยพิบัติ / ตอนที่ 290 ฉากภัยพิบัติ
ตอนที่ 289 ภัยพิบัติ / ตอนที่ 290 ฉากภัยพิบัติ
ตอนที่ 289 ภัยพิบัติ
เซี่ยเฉียวไม่เคยทำกุศลในสำนักศึกษามาก่อน ไม่เหมือนกับนางที่เมื่อเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา นางได้ติดตามท่านแม่ของนางไปทำโจ๊กนอกเมือง และได้รู้ว่าผู้ประสบภัยต้องการอะไร!
อาหาร ผ้าห่ม เงิน!
เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยต้องใช้ถั่วเงินแลกเอาจากสำนักศึกษา ทั้งยังต้องบันทึกค่าใช้จ่าย ที่ใช้อะไรไปจะต้องสอดคล้องกับถั่วเงินที่ใช้แลกเปลี่ยน เซี่ยเฉียวอยู่มานานแค่ไหนแล้ว
นางคำนวณมาก่อนแล้วว่าในมือเซี่ยเฉียวน่าจะมีถั่วเงินประมาณสามถึงห้าร้อยเมล็ด ซึ่งนั่นก็นับว่ามากแล้ว!
เซี่ยเฉียวคร้านจะต่อปากต่อคำกับซย่าหย่าอวิ๋นอีกต่อไป
นางพูดออกไปเช่นนั้นก็แค่คิดว่าซย่าหย่าอวิ๋นโง่ที่ไม่รู้จักตัวเอง
เวลานี้ทั้งสองฝ่ายต่างยินยอมพร้อมใจ อาจารย์หลี่ว์จึงได้นำกระดาษสัญญาแผ่นหนึ่งออกมา
บนกระดาษมีชื่อพยานเรียบร้อยแล้ว แม้กระทั่ง…ชื่อผู้จัดงาน ‘เมิ่งจี๋ฟัง!’
และเมิ่งจี๋ฟังได้ลงนามของเขาไว้ก่อนแล้วด้วย!
เซี่ยเฉียวและซย่าหย่าอวิ๋นลงนามร่วมกัน
วันการกุศลของสถาบันการศึกษาจะจัดขึ้นต่อเนื่องกันหลายวัน อย่างไรก็ตามเมื่อเซี่ยเฉียวและซย่าหย่าอวิ๋นลงนามในสัญญานี้แล้ว พวกนางก็สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระในสำนักศึกษาในช่วงเวลานี้ และยังสามารถขอลาเรียนในชั้นเรียนวิชาบังคับบางวิชาได้
แน่นอนว่าหลังจากเรื่องนี้ผ่านพ้นแล้วพวกนางจะต้องไปเรียนชดเชย การบ้านก็ยังต้องทำส่งอาจารย์ กระทั่งเวลามีสอบก็ยังต้องเข้าสอบด้วย
เมื่อถึงตอนเที่ยงเซี่ยเฉียวหลบสายตาของผู้คนไปยังเรือนตะวันออก
รัชทายาทไม่ได้อยู่ในสำนักศึกษา แต่เขาทิ้งองครักษ์เอาไว้ที่นี่ เซี่ยเฉียวส่งมอบสมุดเล่มเล็กๆ ที่นางบันทึกไว้ตอนที่อยู่ในวังตะวันออกก่อนหน้านี้ให้เขา
ในนั้นมีภาพวาดและคำอธิบายซึ่งช่วยให้เข้าใจได้ นอกจากนั้นแล้วยังมีภาพเหมือนวิญญาณสาวในชุดชาววังอีกด้วย รัชทายาทจะได้ช่วยนางตามหาคนง่ายๆ
เซี่ยเฉียวอยากจะอยู่ในสำนักศึกษาให้นานกว่านี้ แต่นางมีเรื่องที่ต้องทำอีกมากจึงได้จากไปในตอนบ่าย
ซย่าหย่าอวิ๋นเองก็ออกไปตั้งนานแล้ว
เซี่ยเฉียวไม่ได้รีบออกไปนอกเมือง แต่นางกลับไปที่หอส่องชะตา
ผู้ดูแลแซ่ฉังรู้จักแต่โม่ชูเซิง แต่เขาก็รู้ว่าโม่ชูเชิงมีรุ่นน้องที่ปกป้องดูแลอยู่เป็นอย่างดีคือ ‘แม่นางเซี่ย’ ดังนั้นทันทีที่เซี่ยเฉียวมาถึงผู้ดูแลร้านก็ยกชาและของว่างมาและดูแลนางเป็นอย่างดี
“ปรมาจารย์โม่ให้ข้าเอายันต์มาส่ง”เซี่ยเฉียวหยิบของปึกหนึ่งออกมาจากย่ามสะพาย
ผู้ดูแลร้านรับไว้อย่างยินดีปรีดา “ขอบคุณแม่นางเซี่ยอย่างยิ่งที่นำมาให้ ข้าน้อยกำลังกังวลใจอยู่พอดี หลายวันมานี้ของขาดตลอด มีลูกค้าหลายท่านเข้ามาแล้วก็ต้องกลับออกไปด้วยความผิดหวัง”
เซี่ยเฉียวเหลือบมองก็พบว่ายันต์ศิลปะวิชาการที่นางเพิ่งเติมไปก็หมดอีกแล้ว
“ยันต์ศิลปะวิชาการขายดีอย่างนี้เลย” เซี่ยเฉียวเอ่ย
“ใช่ขอรับ แต่คราวนี้เป็นท่านอาจารย์เซียวที่เหมาไปทั้งหมด เขามือเติบทีเดียว” ผู้ดูแลเอ่ย
เซี่ยเฉียวขมวดคิ้ว “ไม่ได้ คราวหน้าหากเขามา ขายให้เขาได้ไม่เกินสามแผ่นเท่านั้น”
ผู้ดูแลชะงักไปทันที
ดูเหมือนว่าแม่นางเซี่ยผู้นี้ไม่น่าจะมายุ่งวุ่นวายเรื่องภายในหอส่องชะตานี้ได้นะ? ทว่า…แม่นางเซี่ยผู้นี้ก็อาจจะได้พูดคุยกับท่านเจ้าของร้าน ดังนั้นปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ดูแลหลังผ่านไปครู่หนึ่งจึงเป็นการพยักหน้าทันที “ขอรับ”
“ผู้ดูแลฉัง ท่านรู้เรื่องผู้ประสบภัยนอกเมืองบ้างหรือไม่” เซี่ยเฉียวเอ่ยถาม
“ผู้ประสบภัย? พวกที่เพิ่งมานั่นน่ะหรือ” ผู้ดูแลทำหน้าสงสัย “ข้าได้ยินมาว่าเกิดมีหนูระบาดในพื้นที่หนึ่งตอนหน้าร้อน หนูพวกนั้นตัวใหญ่มากเท่ากับแขน น่ากลัวมากทีเดียว ว่ากันว่ามันทำลายเสบียงอาหารจนเสียหายหมด และก็ยังมีบางคนที่ถูกหนูกัดตาย…”
เซี่ยเฉียวหน้านิ่วคิ้วขมวด
“แต่พื้นที่ที่ถูกหนูรบกวนในครั้งนี้ไม่ได้ใหญ่มาก และมีเพียงสามหรือสองเมืองที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น ชาวบ้านที่พอจะหลบซ่อนได้ก็หลบซ่อนกันหมดแล้ว ตอนนี้ก็เข้าสู่ฤดูหนาวอีกครั้ง หนูพวกนั้นน่าจะทั้งหนาวและหิว ก็น่าจะตายไปบ้างพอสมควรแล้ว เพียงแต่ว่าการเดินทางในฤดูหนาวนี้เป็นเรื่องยาก แม้พวกผู้ประสบภัยจะต้องการเดินกลับบ้าน ส่วนใหญ่ก็ต้องรอจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิจึงจะออกเดินทางได้” ผู้ดูแลเอ่ย
ตอนที่ 290 ฉากภัยพิบัติ
เมื่อเซี่ยเฉียวได้ฟังที่ผู้ดูแลพูดก็เข้าใจขึ้นมาก
ผู้ดูแลฉังมองเด็กสาวแล้วก็รู้สึกว่าแม่นางน้อยคนนี้น่าจะไร้เดียงสาอยู่บ้าง เขาจึงอธิบายว่า “ภัยพิบัติหนูครั้งนี้น่ากลัวมาก ข้าน้อยเคยเห็นมาหนหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ พวกหนูเหล่านั้นปรากฏตัวเป็นฝูง ไม่กลัวว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ของต่างๆ ภายในบ้านไม่ว่าจะเป็นไม้ กระเบื้องหรือเครื่องปั้นดินเผาก็แทบจะถูกมันแทะกินจนหมด แม้แต่บ้านก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงเป็ดไก่ วัวควาย แกะ และทุ่งนาเลย”
“ไร่นาที่ถูกหนูพวกนี้รุกรานซึ่งเกิดขึ้นในชั่วพริบตาจะไม่มีหญ้าขึ้น และหนูพวกนั้นก็ไม่กลัวคนจึงมีคนจำนวนมากที่ถูกหนูกัดจนตายอยู่เสมอ โชคดีที่ภัยพิบัติหนูครั้งนี้กินพื้นที่ไม่ใหญ่นัก ไม่เช่นนั้นราชสำนักจะต้องเดือดร้อนแน่ๆ จำนวนผู้ประสบภัยพิบัติที่อยู่นอกเมืองจะมีเพียงแค่นั้นหรือ”
ผู้ดูแลฉังทอดถอนใจ
“ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ ปีนี้ข้างนอก…อาจมีคนหนาวตายกันอีกไม่น้อย” ผู้ดูแลฉังกล่าวเสริม
“ในเมืองหลวงนี้น่าจะมีครอบครัวคนรวยไม่น้อยทำโจ๊กไปบริจาค ตอนที่ข้ามาเมืองหลวงก็เห็นมีเพิงแจกโจ๊กอยู่มากมายทีเดียว และยังมีคนบริจาคผ้าห่มด้วย แล้วจะมีคนหนาวตายมากมายได้อย่างไร” เซี่ยเฉียวถาม
ดูเหมือนว่าปีนี้จะมีผู้ประสบภัยไม่มากนัก พวกวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นก็น่าจะมีเพียงพอสิ
ผู้ดูแลฉังเหลือบไปมองข้างนอก เมื่อเขาเห็นว่าไม่มีใครมาจึงได้เอ่ย “หากพวกเขาได้รับของบริจาคมาก็จะถูกแย่งชิงไปทันที ไหนเลยจะได้ใช้”
“ถูกแย่งชิง” เซี่ยเฉียวขมวดคิ้วเล็กน้อย
“พวกผู้ประสบภัยไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในเมือง นอกเสียจากว่าพวกเขาจะมีงานทำ แล้วนอกเมืองจะมีความปลอดภัยในเท่าในเมืองได้อย่างไรเล่า ก็จะมีพวกนักเลงอันธพาลคอยดูอยู่เลยว่าบ้านไหนได้ของดีๆ ไป หากเห็นใครท่าทางรังแกง่าย พวกมันก็จะเข้าไปแย่งชิงของทันที ของที่แย่งมาได้ก็เปลี่ยนมือขายให้โรงรับจำนำ พวกโรงรับจำนำก็ทำการค้าเช่นกัน เมื่อมีของมาขายให้ถึงที่เช่นนี้มีหรือจะไม่รับ แม่นางคิดว่าของที่รวบรวมมาได้นั้นสุดท้ายแล้วไปอยู่ที่ไหน” ผู้ดูแลเอ่ยอย่างลึกลับ
เซี่ยเฉียวรู้ทันทีได้โดยไม่ต้องคิดอะไรมากมาย ท้ายที่สุดแล้วของพวกนี้…
จะมีครอบครัวที่ร่ำรวยบางครอบครัวซื้อไป แล้วเปลี่ยนมือก่อนจะส่งไปนอกเมืองอีกครั้ง
“เสื้อผ้าถูกปล้น และอาหารก็คงไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่หรอกใช่หรือไม่” เซี่ยเฉียวเอ่ยอีก
“ใช่แล้ว ผู้ประสบภัยข้างนอกส่วนใหญ่ต้องอาศัยโจ๊กหรือทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเอง แต่คนส่วนใหญ่เมื่อดื่มโจ๊กเปล่าเป็นเวลาหลายเดือนเข้า สุขภาพของพวกเขาจะดีได้อย่างไร หน้าซีดเหลืองผ่ายผอม คิดจะหางานทำก็ยาก ถึงจะมีบางคนเอาเมล็ดข้าวไปแจกจ่ายให้โดยตรงก็ตาม แต่มันก็จะถูกแย่งชิงไปเหมือนกัน” ผู้ดูแลร้านหัวเราะ
แม้จะฟังดูโหดร้าย แต่เดิมทีพวกเขาก็เป็นผู้ประสบภัยอยู่แล้ว จะให้มีชีวิตที่ดีได้อย่างไร
นี่แค่เรื่องอาหารและเสื้อผ้าเท่านั้นนะ
ถึงอย่างไรการสร้างบ้านนอกเมืองก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นบ้านทั้งหมดจึงเป็นเพิงที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย หลังคามุงด้วยหญ้าคา สี่ด้านประกอบขึ้นจากไม้และหินซึ่งมักจะมีรูให้ลมเล็ดลอดเข้ามาได้
ฤดูหนาวนี้อากาศหนาวเหน็บ และในอีกไม่กี่วันเกรงว่าน้ำก็จะกลายเป็นน้ำแข็งแล้ว
พอหิมะตกเพิงพวกนั้นก็คงถล่มลงมา
แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น ในใจของพวกผู้ประสบภัยก็คงคิดว่าไม่แย่เท่าไรแล้ว
หากเป็นปีแห่งความหายนะ ถึงจะขายลูกกินก็คงไม่แปลก แม้ว่าจะมีบางคนหนาวตายไป แต่คนส่วนใหญ่ก็สามารถอดทนจนรอดไปได้ แค่ต้องรอให้ย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ เมื่อน้ำแข็งและหิมะละลายแล้วพวกเขาก็จะสามารถกลับสู่บ้านเกิดของตนเองได้
เซี่ยเฉียวราวกับกำลังครุ่นคิด
ผู้ดูแลร้านรู้สึกผิดเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเซี่ยเฉียวเงียบไป
แม่นางน้อยคนนี้ท่าทางบอบบางอ่อนแอคงไม่ตกใจหวาดกลัวจนเป็นอะไรไปหรอกนะ
“อันที่จริงก็ยังดีนะที่คราวนี้มีผู้ประสบภัยไม่มากนักและชีวิตก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แม่นางยังเด็กและไม่เคยเห็นฉากภัยพิบัติในอดีต สถานการณ์ข้างนอกตอนนี้เทียบไม่ได้เลยจริงๆ” ผู้ดูแลร้านเอ่ยอีก