ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 291 ไม่ปล่อยไปแน่ / ตอนที่ 292 ความปรารถนาสุดท้าย
ตอนที่ 291 ไม่ปล่อยไปแน่ / ตอนที่ 292 ความปรารถนาสุดท้าย
ตอนที่ 291 ไม่ปล่อยไปแน่
ผู้ดูแลรู้สึกว่าตนเองปลอบโยนคนเก่ง เขายิ้มอย่างมีเมตตาให้เซี่ยเฉียว
เซี่ยเฉียวไม่ได้ขี้หวาดกลัวขนาดนั้น เพียงแต่เวลานี้นางนึกถึงช่วงเวลาตอนที่นางยังเป็นเด็ก
ที่เมืองอวิ๋นจิงมีเหมืองหยกหลายแห่ง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เหมืองหยกถล่มลงมาฝังคนหลายร้อย
ในช่วงเวลานั้นนางไม่กล้าออกไปไหนเลยเพราะหลังจากเหมืองหยกถล่มลงมาก็มีพลังหยินรุนแรง นอกจากวิญญาณที่ตายไปแล้ว ดวงวิญญาณที่อยู่รอบๆ ในระยะหลายสิบลี้ก็ยังมาวนเวียนอยู่ในบริเวณนั้นด้วย
นอกจากนี้ในวัดเต๋าก็มีชาวบ้านจำนวนมากขึ้นเขาไปอธิฐานขอความหวังและคร่ำครวญต่อเทพเซียน
ขณะนั้นร่างกายของนางย่ำแย่และยังเด็ก นางจึงไม่สามารถทำอะไรได้เลยและรับผลกระทบจากพลังหยินจนแทบเอาชีวิตไม่รอด
ยังมีอีกครั้งหนึ่งถัดจากนั้นอีกหลายปีที่นางพบว่าดวงดาวมีความผิดปกติในคืนหนึ่ง
หลังจากนางดูอย่างถี่ถ้วนแล้วก็พบว่า มีลักษณะของดาวอังคารเล็งดาวเทียนกงซึ่งทำให้นางตกใจไม่น้อย ลักษณะเช่นนี้จะให้โลกโกลาหล กองทัพลุกฮือ ผู้คนต่างหวาดกลัว และแว่นแค้นอยู่ในความวิตกกังวล อย่างไรก็ตามลักษณะของดวงดาวยังไม่ชัดเจนและยังสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้
ในขณะนั้นแม้คนเถื่อนจะมีความเคลื่อนไหวอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้มีอะไรรุนแรง
ต่อมาจู่ๆ พวกคนเถื่อนก็ทำสงคราม กำลังทหารก็มาสนับสนุนไม่ทันจนต้องเสียประตูเมืองไป
หากรอกำลังทหารมาเสริมเกรงว่าที่ชายแดนคงจะมีคนตายไม่น้อย ดังนั้นนางจึงเขียนจดหมายไปหาเซี่ยหนิวซานให้เขาเขานำพวกโจรออกมาสู้
เวลานั้นนางกระวนกระวายใจอย่างยิ่ง
เพราะนางมองเห็นเมฆดำปกคลุมอยู่ด้านบนเสมอ ซึ่งสำหรับนางแล้วมันเหมือนกับวันสิ้นโลก
แน่นอนว่านางไม่ได้คิดที่จะส่งบิดานางไปตาย
นางคำนวณมาอย่างดีแล้วก่อนที่จะตัดสินใจเช่นนั้น สำหรับตระกูลเซี่ยแล้วถือเป็นเลขมงคล ดังนั้นนางจึงกล้าปล่อยให้พวกเขาไป
และแม้นางจะรู้สึกสะเทือนใจเมื่อได้ยินผู้ดูแลพูดเรื่องเหล่านี้แต่ก็ไม่ถึงกับหวาดกลัว
เซี่ยเฉียวออกจากร้านค้า จากนั้นก็นั่งรถม้าออกไปนอกเมือง
นางนั่งเงียบๆ อยู่ในรถม้าและคอยมองอย่างระแวดระวัง
อาจเป็นเพราะภูมิประเทศภายนอกเมืองเปิดโล่งขึ้นเล็กน้อยจึงได้หนาวกว่ามาก นางสวมเสื้อคลุมอย่างหนาและถือเตาอุ่นมือเล็กเอาไว้ในมือ ถึงกระนั้นนางก็ยังตัวสั่นจากความหนาวเย็น ดวงหน้าเล็กเปลี่ยนสีซีดเขียว และปลายจมูกของนางเรื่อสีแดง
นอกเมืองดูเหมือนจะมีโจ๊กแจกทุกวัน มีเพิงโจ๊กอยู่หลายแห่งทีเดียว ซึ่งแต่ละแห่งก็มีจะมีธงที่เขียนชื่อตระกูลต่างๆ ปักอยู่
นางยังไม่เห็นคนแจกเสื้อผ้ากันหนาว
เสื้อกันหนาวนี้สามารถแจกจ่ายหมดได้อย่างรวดเร็ว ไม่เหมือนกับเพิงโจ๊กที่สามารถตั้งอยู่ตรงนี้ได้ตลอดเวลาเป็นเหมือนป้ายประกาศที่มีชีวิตอย่างหนึ่ง
“บ้านเราโชคร้ายจริงๆ ทั้งที่มีเด็กเยอะขนาดนี้ ทำไมยังไม่ถึงตาของพวกเราอีก ไหนว่าจะแจกเนื้อทุกวัน และซื้อเสื้อผ้าให้ด้วย…” เสียงพูดของใครบางคนที่เดินผ่านรถม้าของเซี่ยเฉียวเล็ดลอดเข้ามาข้างใน
“ใครๆ ก็บอกว่าชะตาชีวิตคนเราไม่เหมือนกัน แล้วนี่ไม่ใช่หรือ เด็กน้อยบ้านเจ้าก็อายุสิบกว่าปีเหมือนกัน เจ้าลองดูคุณหนูสูงศักดิ์นั่นสิ…เฮ้อ มือนั้นทั้งขาวทั้งนุ่มอย่างกับหยก เสื้อผ้าของนางก็ยังลื่นกว่าผิวหนังของพวกเราเสียอีก…”
“คุณหนูเซี่ยเป็นคนดีมีเมตตา ข้าได้ยินมาว่านางมาจากสำนักศึกษาหลวงน่ะ”
“ใช่ ข้ายังได้ยินมาว่าอีกสองวันข้างหน้าเป็นต้นไปสำนักศึกษาจะจ้างคนมาซ่อมเพิงให้ หวังว่าพวกเราจะได้ทำงานและหาเงินได้บ้าง…”
“…”
เซี่ยเฉียวฟังแล้วก็พอรู้ว่าคุณหนูสูงศักดิ์คนนั้นน่าจะเป็นซย่าหย่าอวิ๋น
ผู้ประสบภัยทั้งห้าสิบคนที่นางจะให้ความช่วยเหลือนี้นางน่าจะเลือกช่วยเหลือเด็กหรือไม่ก็คนหนุ่มสาวทั้งหมด ถึงอย่างไรคนในวัยนี้ก็มักมีความคิดที่เรียบง่ายและเกลี้ยกล่อมง่ายกว่า
เซี่ยเฉียวไม่ได้รีบร้อนที่จะทำความดีอะไร นางคอยเฝ้ามองที่นี่ตลอดช่วงบ่ายก่อนจะกลับบ้านไป
หลายวันหลังจากนั้นนางก็ทำเช่นเดียวกัน นางฝึกฝนตนเองที่สำนักศึกษาตอนเช้า ตอนบ่ายก็มาเฝ้ามองสถานการณ์ที่ประตูเมือง
“เป็นพวกเขาที่แย่งชิงเสื้อผ้าและอาหารของข้าไป ข้าไม่ยอม พวกมันยังทุบตีข้า หลังจากที่ข้าคลานกลับไปที่เพิงแล้ว ข้าก็กระอักเลือดตายทันที” วิญญาณผู้ชายร่างผอมผิวดำนั่งอยู่ข้างๆ เซี่ยเฉียว “ล้วนเป็นความผิดของคนชั่วพวกนี้ ข้าจะไม่มีวันปล่อยพวกมันไปแน่!”
ตอนที่ 292 ความปรารถนาสุดท้าย
ดวงตาของวิญญาณชายเป็นสีแดงดูน่ากลัวเล็กน้อย
เขากระอักเลือดจนตาย ด้วยเหตุนี้จึงเห็นปากนั้นเป็นสีแดงเลือด เซี่ยเฉียวยังถึงกับเห็นฟันที่เปื้อนสีแดงของเขาได้ด้วย จนนางไม่อยากที่จะมองซ้ำเลย
อย่างไรก็ตามวิญญาณนี้ไม่ได้ร้ายกาจอะไร
แม้คำพูดของเขาจะค่อนข้างรุนแรงแต่พลังยังไม่แรงพอ และดูค่อนข้างน่าสงสารเสียด้วยซ้ำ
ยิ่งกว่านั้นนางคอยสังเกตการณ์ที่นี่มาหลายวันแล้ว หลังจากเลือกไปเลือกมาก็เลือกได้วิญญาณผู้ชายคนนี้ และได้ยินเขาพร่ำบ่นถึงความยากลำบากมากมาย
วิญญาณผู้ชายคนนี้อายุยี่สิบกว่าปี เขาเคยเล่าเรียนหนังสือมาแล้ว หลังจากเกิดภัยพิบัติเขาก็พาภรรยามารดาของเขาลี้ภัยออกมาด้วยกัน
ระหว่างที่ลี้ภัยร่างกายของชายคนนี้ก็ย่ำแย่และล้มป่วยลง โชคดีที่ได้ภรรยาคอยดูแลเขาจึงรอดชีวิตมาได้จนถึงเมืองหลวงแห่งนี้ เมื่อมีโจ๊กที่ผู้สูงศักดิ์ทำมาบริจาค แม้ว่าชีวิตเขาจะยากลำบากแต่การอยู่รอดก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร
เมื่อสองเดือนก่อนมีพ่อค้าผู้มั่งคั่งบริจาคเสื้อผ้าและอาหาร เขาเพิ่งจะหายดีจึงไปเข้าแถวรับบริจาค เนื่องจากเขาสีผิวเหลืองซีดผ่ายผอมดูน่าสงสาร เขาจึงได้รับสิ่งของมาไม่น้อยเลย
ขณะที่เขากำลังมีความสุขก็ถูกคนแย่งของไปในระหว่างทาง
เขายังไม่ได้ทำอะไรเพื่อภรรยา ลูก และมารดาเลย กว่าจะได้อาหารเล็กน้อยมาได้ก็ยากเย็นนัก ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ยอมปล่อยมันไปง่ายๆ ดังนั้นเขาจึงถูกคนกลุ่มนั้นทุบตีอย่างรุนแรง
ร่างกายของเขาอ่อนแออยู่แล้วจึงทนไม่ได้ แล้วเขาก็ตายหลังจากกลับมาได้ไม่นาน
ไร้อาหารและเสื้อผ้า ชีวิตน้อยๆ ก็ยังรักษาไว้ไม่ได้
แม้จะมีเจ้าหน้าที่ทหารคุมอยู่นอกเมืองก็จริง แต่เนื่องจากเขาเสียชีวิตในกระท่อมและก่อนหน้านี้ก็ป่วยมาตลอด ดังนั้นการตายของเขาจึงจัดเป็น ‘การเสียชีวิตด้วยโรคร้ายแรง’
วิญญาณผู้ชายคนนี้ไม่ได้กลัวความตาย เขาป่วยมานานขนาดนี้อันที่จริงก็ได้เตรียมใจที่จะตายไว้แล้ว ถึงขั้นว่าความตายก็ยังเป็นการปลดปล่อยสำหรับเขา อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ทำให้ภรรยาและลูกต้องพลอยลำบากไปด้วย
แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่เต็มใจก็คือเมล็ดข้าวกำมือหนึ่งและเสื้อกันหนาวสองตัวนั้น!
นั่นเป็นเหตุผลที่เขายังคงร่อนเร่อยู่หลังจากที่ตายไปแล้ว!
สายตาเซี่ยเฉียวติดตามพวกอันธพาลชั่วเหล่านั้นไป
คนเหล่านี้ไม่ได้รวมตัวอยู่ด้วยกัน พวกเขามักจะรวมกลุ่มกันสองสามคนเดินเตร่ไปมา พอพบเจ้าหน้าที่ทหารที่ลาดตระเวนก็จะแกล้งทำเป็นลงไม้ลงมือที่หน้าเพิงแจกโจ๊กพวกนั้น
ใช่แล้ว พวกเขายังทำตัวเป็น ‘ผู้คุ้มกัน’ ที่คอยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของชาวบ้านตามสถานที่บริจาคอาหารอีกด้วย
หากมีคนมีทำโจ๊กล่วงหน้า แล้วเกิดมีการเบียดเสียดกันระหว่างผู้ประสบภัย พวกเขาจะเป็นคนคอยจัดการให้เข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ
แต่เนื่องจากเขาเป็นผู้รับผิดชอบงานนี้ ดังนั้นใครได้อาหารหรือเครื่องนุ่งห่มอะไรไป พวกเขาย่อมรู้ดีกว่าคนที่มาทำกุศลเสียด้วยซ้ำ!
วิญญาณชายคอยจ้องพวกเขาไม่วางตา แค่จ้องยังไม่พอผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ลอยออกไปจนไปอยู่ข้างชายคนหนึ่งที่ลงไม้ลงมือกับเขาในวันนั้น และใช้สองมือของเขาก็บีบคอของชายผู้นั้นเอาไว้
วิญญาณเหล่านี้ชอบที่จะบีบคอกันเสียจริง
แต่เห็นได้ชัดว่าพลังของวิญญาณตนนี้ไม่แข็งแกร่งพอ อีกทั้งพลังหยางของคนที่ลงมือนั้นมีมาก ดังนั้นวิญญาณชายจึงทำอะไรเขาได้น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ถึงขั้นไม่รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ!
ผ่านไปครู่หนึ่งวิญญาณชายก็ลอยกลับมาอย่างท้อแท้
“ข้ามันช่างไร้ค่าจริงๆ ทำอะไรก็ไม่ได้ ตอนมีชีวิตก็เป็นตัวถ่วงภรรยากับท่านแม่ แม้ตายไปแล้ว แค่คิดจะแก้แค้นก็ยังทำไม่ได้…ฮือๆ…” วิญญาณชายพูดพลางก็เริ่มสะอึกสะอื้น
น้ำตาที่ไหลนองใบหน้าเป็นสีเลือดยิ่งดูน่ากลัวขึ้นไปอีก
“อย่ามัวร้องไห้อยู่เลย ลองคิดดูว่าความปรารถนาสุดท้ายของเจ้าคืออะไร ข้าจะพยายามทำแทนเจ้าให้สำเร็จ” เซี่ยเฉียวเอ่ยเรียบๆ
นางกระชับเตาอุ่นมือขนาดเล็กไว้แน่น
เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่หนาวที่สุดในฤดูกาลนี้
พอหิมะตกนางคงจะไม่หนาวตายหรอกใช่ไหม
เซี่ยเฉียวมองออกไปข้างนอกด้วยจิตใจที่เลื่อนลอย
วิญญาณชายตนนั้นเงยหน้ามองอย่างทุกข์ระทม เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ความปรารถนาของข้า…”
แก้แค้นหรือ
ให้พวกที่แย่งชิงของพวกนั้นตกตายไปอย่างเขาเช่นนั้นหรือ
เมื่อคิดถึงตรงนี้วิญญาณชายก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว เวลานี้เขาเพิ่งรู้ว่าตนเองช่างไร้ค่าจริงๆ และแม้แต่ความปรารถนาที่ลึกที่สุดของเขาก็ไม่ใช่สิ่งนี้
“ข้าอยากจะแย่งเสื้อผ้าและอาหารคืนมา แล้วส่งมันให้ครอบครัวของข้า…”