ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 433 ชาติหน้าค่อยใช้คืน / ตอนที่ 434 ไม่มีอีกแล้ว
ตอนที่ 433 ชาติหน้าค่อยใช้คืน / ตอนที่ 434 ไม่มีอีกแล้ว
ตอนที่ 433 ชาติหน้าค่อยใช้คืน
เมื่อนางยังมีชีวิตอยู่ นางทนรับการวิพากษ์วิจารณ์จากคนอื่นไม่ได้ นางทนไม่ได้ที่ตนเองจะต้องกลายเป็นคนที่มีความผิดติดตัว นางมักรู้สึกอยู่เสมอว่าสกปรกไปทั้งตัวจนทนต่อความสกปรกนั้นไม่ไหว จึงทำให้นางต้องการที่จะตายในทันที
แต่นางคิดผิดแล้ว
ชั่วขณะที่นางจะสิ้นใจ ลูกชายของนางก็มาพบเห็นนางเข้า
ดวงตาที่หวาดกลัวสลักอยู่ในหัวใจของนางทำให้เจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง
ลูกชายของนางอายุแค่สิบขวบเท่านั้น คืนก่อนหน้าเขายังบอกนางว่าอย่ากลัว ลูกชายของนางกล้าหาญกว่านางเสียอีก แต่นางกลับเลือกที่จะทิ้งเขา!
ดังนั้นตอนนี้นางจึงต้องการอยู่กับลูกชายของนาง เคียงข้างเขาตลอดไป
“ข้าจะอยู่กับเขาโดยไม่ทำร้ายเขาไม่ได้หรือ” สะใภ้ชิวถามเสียงสั่น “ข้าอยากจะปกป้องลูกชายของข้า ต่อให้ไปเกิดใหม่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แม้ว่าวิญญาณจะแหลกสลายไปก็ได้ ขอให้ข้าได้ปกป้องเขาสักสิบปี..ก็พอ”
ในระยะเวลาสิบปีลูกชายของนางก็คงจะแต่งงานและมีครอบครัวแล้ว
เวลานั้นเขาเติบโตขึ้นแล้วและจะกล้าหาญกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้
“นี่เป็นความปรารถนาของเจ้าหรือ” เซี่ยเฉียวเอ่ยถาม
“ใช่” สะใภ้ชิวพยักหน้า
“เจ้ารู้ไหมว่าบิดามารดาของเจ้าทุ่มเทไปกับเจ้าเท่าไหร่ เจ้าเคยคิดบ้างไหมว่าพวกเขาจะทำทุกอย่างเพื่อเจ้าเช่นกัน” เซี่ยเฉียวถาม “เจ้าคิดถึงแต่สิ่งที่คนอื่นติดค้างเจ้า แต่เจ้าเคยคิดถึงบ้างหรือไม่ว่าตนเองก็มีสิ่งติดค้างคนอื่น”
สะใภ้ชิวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
นางไม่กล้านึกถึงพ่อแม่ของนาง
“ชาติหน้า…ค่อยใช้คืน” สะใภ้ชิวรู้สึกต่ำต้อยอย่างที่สุด
เซี่ยเฉียวยิ้มเล็กน้อย “ชาติหน้า…ยังอีกยาวไกลนัก”
นางจะได้ใช้คืนหรือไม่ก็ไม่มีใครรู้ได้?
“ในฐานะพ่อแม่ที่ต้องเป็นคนส่งคนหัวดำไปก่อน พวกเขาต่างก็หวังว่าลูกสาวที่จากไปแต่เนิ่นๆ จะได้ไปเกิดใหม่อย่างสงบและพบครอบครัวที่ดีในชาติหน้า ถ้าเจ้าเลือกที่จะอยู่ต่อไปอีกสิบปี ทำลายบุญกุศลของตัวเจ้าเองเพื่อปกป้องลูกชายของเจ้า นั่นคือการปักมีดลงไปในใจของพ่อแม่เจ้าอีกแผล เจ้าเข้าใจหรือไม่” เซี่ยเฉียวเอ่ยถาม
สะใภ้ชิวจะไม่เข้าใจได้อย่างไร
“ข้ารบกวนแม่นางเซี่ย…อย่าได้บอกท่านพ่อท่านแม่ของข้าเลย…” สะใภ้ชิวรับเอ่ยทันที
“บิดามารดาบางคนอาจมีความห่วงใยต่อลูกๆ ในระดับที่สื่อสารจากหัวใจถึงหัวใจกันได้ ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ดีมีสุขหรือไม่ พวกเขาก็อาจจะรู้สึกได้เองโดยไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นบอก” ท่าทีของเซี่ยเฉียวยังคงเหมือนเดิม
สะใภ้ชิวปิดหน้าและร้องไห้อย่างขมขื่น
เซี่ยเฉียวไม่ได้แยแสสนใจแม้แต่น้อย
นางเห็นมามากนัก
บางครั้งนางคิดว่านิสัยของบิดาและพี่ชายของนางนั้นดีมาก ทั้งๆ ที่รู้ว่านางอาจจะตายเมื่อไหร่ก็ได้ แต่พวกเขาก็ยังดูสบายๆ แม้ว่านางจะตายไปจริงๆ พวกเขาก็จะยังคิดตก และไม่ดันทุรังทำอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์
“ลูกชายข้ายังเด็ก…ให้ข้าเห็นแก่ตัวอีกสักครั้ง ขอให้แม่นางเซี่ยช่วยบอกบิดาของข้าว่า ว่าลูกสาวอย่างข้าอกตัญญู ขอให้ท่านพ่อท่านแม่สุขกายสบายใจ อย่าได้เสียใจเรื่องของข้า”
วิญญาณของสะใภ้ชิวคุกเข่าลงและคำนับเซี่ยเฉียวอย่างจริงจัง
“ตกลง ในเมื่อเจ้ายืนยันที่จะทำเช่นนี้ ข้าก็จะไปจัดการให้เจ้า” เซี่ยเฉียวครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย
สะใภ้ชิวรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
เหตุผลที่เซี่ยเฉียวพูดถึงบิดามารดาของสะใภ้ชิวก็เพื่อที่จะบอกนางว่ากฎของโลกใบนี้เป็นเช่นนี้ พวกเขาจะติดค้างซึ่งกันและกัน และไม่มีใครสามารถชดใช้ให้กันได้สำเร็จ
หากนางสามารถเข้าใจได้ก็ควรที่จะไปเกิดใหม่เสียดีๆ ย่อมดีกว่าการเป็นวิญญาณเช่นนี้แน่ๆ
นางยังเป็นวิญญาณที่โง่เขลาถึงขนาดเข้าไปในสำนักศึกษาอีกด้วย
ถ้าปล่อยให้นางล่องลอยไปตามอำเภอใจก็คงจะจบเห่ในไม่ช้าก็เร็ว
เซี่ยเฉียวเก็บวิญญาณของนางเอาไว้ชั่วคราว
รอให้นางได้พบกับอาจารย์ชิวอีกครั้งและพูดคุยเรื่องนี้กับเขาก่อน จากนั้นจึงค่อยหาอาวุธวิเศษจำพวกจี้หยกมาผนึกนางไว้ข้างใน แล้วให้โจวไคอวิ๋นพกติดตัวไว้
ระหว่างแม่และลูกมีความเชื่อมโยงกัน เมื่อโจวไคอวิ๋นหล่อเลี้ยงหยกก็เหมือนหล่อเลี้ยงนาง ถ้าโจวไคอวิ๋นตกอยู่ในอันตรายจริงๆ วิญญาณที่อยู่ในอาวุธวิเศษนี้ก็พอจะสามารถทำอะไรได้บ้าง
เพียงแต่สิบปีนั้นนานนัก และโอกาสที่จะเกิดเรื่องไม่คาดฝันในอนาคตก็ค่อนข้างสูงเช่นกัน
เช่นถ้าหากโจวไคอวิ๋นเดินทางผิด หยกที่เขาหล่อเลี้ยงก็จะมีความชั่วร้ายเล็กน้อย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสะใภ้ชิว เนื่องจากมันจะทำลายผลบุญกุศลที่นางสะสมเอาไว้ด้วย
ตอนที่ 434 ไม่มีอีกแล้ว
เพียงแต่ส่วนที่ควรพูดเซี่ยเฉียวก็ได้พูดไปหมดแล้ว สะใภ้ชิวก็ยังคงยึดติดอยู่เช่นนั้น ก็ต้องแล้วแต่ความต้องการของนาง
เซี่ยเฉียวกลับบ้านมาก่อน ให้หลังไม่นานโจวไคอวิ๋นก็ตามเซี่ยผิงไหวกลับมาบ้านเช่นกัน
ทั้งสองทำหน้าตาบูดบึ้ง ขาดแค่ยังไม่ได้ต่อยตีกันเท่านั้น
“พี่หญิง ข้าเอาคนมาส่งให้แล้ว ข้าจะไปบ้านตระกูลหลินแล้วนะ?” เซี่ยผิงไหวเอ่ยกับเซี่ยเฉียว
มือที่บาดเจ็บยังคงห้อยอยู่ที่หน้าอกของเขา
“นานๆ จะกลับมาสักที ไม่อยากค้างที่บ้านสักคืนหรือ” เซี่ยเฉียวถามด้วยรอยยิ้ม
เซี่ยผิงไหวแสดงสีหน้าอึดอัดใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ไม่ล่ะ ท่านป้าใหญ่…บอกว่านางแก่ตั้งขนาดนี้แล้วยังไม่มีลูกชาย นางยืนยันจะให้อยู่เป็นเพื่อนนางและกินข้าวที่นางทำให้ได้ น่ารำคาญจริงๆ”
เซี่ยเฉียวยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย “อาหารที่ท่านป้าทำอร่อยไหม”
“ไม่อร่อยเลย มีแต่พวกน้ำแกงต้มกระดูก ข้าดื่มจนจะอาเจียนแล้ว!” นี่เป็นเรื่องจริง
เซี่ยเฉียวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะทันที
ดูเหมือนว่าหลินหยาเซียงจะมีความสามารถไม่น้อยเลย ในเวลาแค่นี้ก็จัดการนิสัยของเด็กคนนี้เสียอยู่หมัดแล้ว
เจ้าเด็กเซี่ยผิงไหวคนนี้ชอบไม้อ่อนไม่ชอบไม้แข็ง เวลานี้เขาบาดเจ็บที่แขนซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่เขาต้องการการเอาใจใส่ ท่านป้าใหญ่ตระกูลหลินสามารถใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้เข้ามาแทนที่หลูซื่อได้เป็นอย่างดี
เซี่ยผิงไหวถูกเซี่ยเฉียวจ้องมองจนรู้สึกอึดอัด และไม่กล้าสบตานาง แต่เขากลับจ้องไปที่โจวไคอวิ๋นอย่างโกรธเคืองแทน แล้วก็วิ่งหนีไปทันที
ช่างเป็นเด็กที่ยังไม่รู้จักโตจริงๆ
โจวไควอวิ๋นพ่นลมหายใจและเข้าไปนั่งอยู่ในลานบ้าน “ข้าไม่กลัวพวกเจ้า ข้าอยู่ที่นี่เพื่อรอเซี่ยผิงกั่ง!”
“ไม่เลว วางมาดได้ค่อนข้างดี ข้าหวังว่าเจ้าจะสามารถรักษามันไว้ต่อไปได้” เซี่ยเฉียวพยักหน้าชมเชยเขา แล้วขอให้พ่อบ้านยกโต๊ะเก้าอี้เข้ามา
นางเองก็นั่งอยู่ที่ลานบ้าน เพียงแต่นางถือพู่กันอยู่ในมือ นางดูหนังสือไปพลางจดบันทึกไปพลาง ดูท่าทางสบายใจยิ่งนัก
หลังจากนางนั่งไปได้ครู่หนึ่ง บ่าวรับใช้บางคนกลัวว่านางจะหนาว ดังนั้นพวกเขาจึงยกฉากบังลมสองสามบานมากันลมให้นาง
โจวไคอวิ๋นมองดูตัวเองอีกครั้ง…
เขานั่งบนพื้นดูต่ำต้อยอย่างยิ่ง เหมือนพวกที่ชอบทะเลาะด่าทอกันบนถนนพวกนั้น เป็นหญิงปากร้ายที่นั่งยองๆ ลงกับพื้น…
โจวไคอวิ๋นลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าแดงก่ำ
เขาอายุยังน้อย ยืนขึ้นจะมีมารยาทกว่า
ลมหนาวยิ่งพัดมาจนเขาตัวสั่นสะท้าน
“ถ้าเจ้าทนไม่ได้ก็มานั่งกับข้าตรงนี้ ตรงนี้มีอ่างถ่าน” เสียงของเซี่ยเฉียวลอยมา
โจวไคอวิ๋นแค่นเสียง “ไม่จำเป็น!”
เขามาที่นี่เพื่อฆ่าคน!
“คำพูดของเจ้าเชื่อถือได้หรือไม่? พอเขามาแล้วก็ปิดประตูให้หมด คนอื่นไม่มีสิทธิ์ยุ่ง เขายอมให้ข้าสามกระบวนท่า!” โจวไคอวิ๋นเอ่ยอีกครั้ง
“แน่นอนอยู่แล้ว” น้ำเสียงของเซี่ยเฉียวอ่อนโยน “ถ้าเจ้าคิดว่าจะฆ่าเขาไม่ได้ในสามกระบวนท่า จะเพิ่มให้เจ้าอีกสักสองสามกระบวนท่าก็ย่อมได้”
“อย่าดูถูกคนอื่น!” โจวไคอวิ๋นขบกรามแน่น
จะต้องฟันหัวให้ขาดได้ในดาบเดียว!
เซี่ยเฉียวยิ้มเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ถือสา นางอ่านหนังสือที่อยู่ในมือ และพึมพำอะไรออกมาเป็นบางครั้ง น้ำเสียงของนางเนิบช้าและไพเราะน่าฟังอย่างยิ่ง
โจวไคอวิ๋นมักจะตกอยู่ในภวังค์อยู่เสมอ
เมื่อท่านแม่ของเขายังมีชีวิตอยู่ นางก็ชอบอ่านหนังสือให้เขาฟังเช่นกัน
แต่ท่านแม่ของเขาตายแล้ว! ไม่มี ไม่มีอีกแล้ว!
ในขณะนี้วิญญาณของสะใภ้ชิวไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย เซี่ยเฉียวไม่ได้ปล่อยนางออกมา
ความจริงคือวิญญาณของนางได้รับบาดเจ็บตอนที่เข้าไปในสำนักศึกษา นางจึงต้องเก็บวิญญาณไว้ คอยหล่อเลี้ยงดีๆ
เซี่ยเฉียวรอคอยอย่างไม่รีบร้อน และหลังจากนั้นไม่นานก็ให้คนยกขนมรสชาติเยี่ยมมาให้ กระทั่งยังมีความอุ่นร้อนและกลิ่นหอมเล็กน้อยที่ทำให้เด็กน้อยหน้าดุคนนั้นต้องกลืนน้ำลายไม่หยุดเลยทีเดียว
“กินไหม หวานนะ” เซี่ยเฉียวเอ่ย
โจวไคอวิ๋นเกือบจะร้องไห้แล้ว
ท่านแม่ของเขาตายไปแล้ว ไม่มีใครสนใจว่าเขาชอบกินขนมแบบไหนอีกแล้ว!
และเซี่ยเฉียวคนนี้ก็ยังรังแกเขาอีก!
เขาไม่สนใจขนมบ้าๆ นั่นหรอก ใช่ว่าเขาไม่เคยกินเสียหน่อย!