ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 59 การศึกษาไม่แบ่งชนชั้น / ตอนที่ 60 แมวตาบอดพบหนูตาย
ตอนที่ 59 การศึกษาไม่แบ่งชนชั้น / ตอนที่ 60 แมวตาบอดพบหนูตาย
ตอนที่ 59 การศึกษาไม่แบ่งชนชั้น
อาจารย์สวีเองก็รู้สึกอับอายอยู่บ้าง
แต่คำพูดก็เหมือนกับน้ำที่สาดออกไปแล้ว เดิมทีเขาตั้งใจสร้างความลำบากให้กับนาง ตอนนี้แม่นางเซี่ยผู้นี้กลับสามารถเขียนภาษาสันสกฤตออกมาได้ เขาจึงได้แต่ต้องทำตามกฎปล่อยให้นางผ่านการทดสอบนี้ไป
แม้ว่านางอาจจะสามารถเขียนภาษาสันสกฤตนี้ออกมาได้ด้วยความบังเอิญก็ตาม แต่นั่นก็ยังนับว่าเป็นความสามารถของนาง
ความคิดของอาจารย์สวียุ่งเหยิงอยู่ชั่วครู่
หลังจากนั้นไม่นานเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าแข็งทื่อ “ไม่เลว เก่งกว่าน้องชายน้องสาวคู่นั้นของเจ้าอยู่บ้าง”
เมื่อเซี่ยเฉียวได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้าลงเงียบๆ
ผ่านไปครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงนางเอ่ยขึ้นอย่างเนิบช้าราวกับสายน้ำไหล “ท่านเป็นอาจารย์ หากท่านมีอคติต่อครอบครัวของข้า ข้าจะพูดอะไรได้ ในเมื่อตอนนี้ข้าต้องการจะเข้าเรียน และต้องมาเจอกับท่าน ข้าก็ได้แต่ต้องกล้ำกลืนความอยุติธรรมนี้ลงไป เพียงแต่ว่าหากท่านไม่พอใจข้าก็พูดมาเถิดเจ้าค่ะ ขออย่าได้รังแกน้องสาวน้องชายของข้าเลย พวกเขายังเป็นเด็กอยู่…”
ระหว่างที่พูดเซี่ยเฉียวก็ก้มหน้าตลอดเวลา นางเล่นพู่กันที่อยู่ในมือ ท่าทางน่าสงสารเหมือนไม่รู้จะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรดี
ด้วยสถานะของนางตอนนี้ไม่เหมาะที่จะใช้ไม้แข็งกับอาจารย์
ถึงอย่างไรอาจารย์ก็อยู่สูงกว่านางหนึ่งขั้น นางจึงทำเช่นนั้นไม่ได้
ในเมื่ออาจารย์ท่านนี้รังแกนาง อย่างนั้นนางก็จะเปิดเผยความอ่อนแอของนางออกมาให้เขาได้รังแกสมใจอยาก
สวีเหมี่ยนตกใจกับคำพูดของเซี่ยเฉียว
เขายังไม่ทันได้สติกลับมาก็ได้ยินใครบางคนข้างนอกพูดกัน
“อาจารย์สวี ท่านทำเกินไปจริงๆ แม้แต่พวกเราก็ยังไม่รู้จักภาษาสันสกฤตเลย ท่านใช้สิ่งนี้มาทดสอบนางก็เห็นได้ชัดแล้วว่าท่านไม่คิดจะให้นางเข้าเรียนใช่ไหม”
“แม่นางเซี่ยผู้นี้เป็นพี่สาวของเซี่ยผิงไหวและเซี่ยซีเชียวนะ ที่อาจารย์สวีทำอย่างนี้ก็นับว่ามีเหตุผล!” แน่นอนว่ามีคนที่ไม่ชอบหน้าเซี่ยเฉียวอยู่ด้วยเช่นกัน
“เซี่ยผิงไหวก็คือเซี่ยผิงไหวสิ แล้วเกี่ยวอะไรกับพี่สาวเขาด้วยล่ะ อีกอย่าง เซี่ยผิงไหวก็ไม่ได้ทำผิดอะไรร้ายแรงนี่!” นักเรียนคนหนึ่งแย้ง
“สถานะของพวกเขานั่นแหละที่ผิด! เกิดมาเป็นโจร จะเป็นคนดีไปได้อย่างไร”
“ใช่ ใต้เท้าเซี่ยเป็นโจรมาก่อน แต่ตอนนี้เขาทำงานให้ราชสำนักแล้ว หลายปีมานี้ก็อยู่ในกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด อีกอย่างตอนนั้นก็เป็นใต้เท้าเซี่ยที่นำทหารไปกำราบพวกคนเถื่อน ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองจะสงบสุขอย่างนี้ได้หรือ!”
“โจรก็คือโจร ที่เขากำจัดพวกคนเถื่อนนั่นก็เพื่อผลประโยชน์ เพื่อตำแหน่งขุนนาง!”
“ที่สำคัญก็คือเซี่ยผิงไหวกับเซี่ยซีไร้ความสามารถและไร้คุณธรรม สร้างความอับอายให้สำนักศึกษาของพวกเรา!”
“พวกเขาน่าอับอายแล้วเกี่ยวอะไรกับคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ยเล่า พวกเจ้าไม่ได้ยินเมื่อครู่นี้หรือ นางเติบโตข้างนอกมาตลอด! อายุตั้งขนาดนี้แล้วเพิ่งจะได้มาเข้าเรียน น่าเวทนาขนาดไหน”
“…”
ในชั่วขณะนั้นภายนอกก็เกิดการถกเถียงกันขึ้นมา
ครั้งนี้มีนักเรียนมาร่วมชมเรื่องสนุกกันประมาณสิบถึงยี่สิบคน ไม่นึกเลยว่าตอนนี้จะแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่ายแล้ว!
เซี่ยเฉียวไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น เพราะประโยค ‘อายุตั้งขนาดนี้’ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของนาง
ถ้านางจำไม่ผิด วันเกิดของนางคือกลางเดือนเจ็ด ในระหว่างทางที่เดินทางมาเมืองหลวงนางยังทำบะหมี่อายุยืนให้ตัวเองชามหนึ่งอยู่เลย ตอนนี้นางเพิ่งจะอายุครบสิบหกปีเท่านั้น
เซี่ยเฉียวถอนหายใจอย่างเงียบๆ
วัดยังดีเสียกว่า
เพื่อที่นางจะได้แย่งเขาดื่มเหล้าไม่ได้ อาจารย์ของนางจึงมักบอกว่านางยังเด็กอยู่
สวีเหมี่ยนสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก “ไม่ต้องเถียงกันแล้ว นี่มันอะไรกัน!”
“ท่านอาจารย์ พวกเราทวงความยุติธรรมแทนท่านนะ ใต้เท้าเซี่ยท่านนี้ลบหลู่สำนักศึกษาของเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่านทำอย่างนี้ถูกแล้ว!” นักเรียนบางคนพูดขึ้นด้วยความโกรธ
“ลบหลู่ เดิมทีสำนักศึกษาของเราก็มีค่าเล่าเรียนอยู่แล้ว และก็เป็นที่รู้กันทั่วไปไม่ได้ทำลับๆ ล่อๆ ใต้เท้าเซี่ยจะลบหลู่อย่างไรล่ะ ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าก็มอบของขวัญที่มีมูลค่าพอๆ กันเพื่อให้ได้เข้าเรียนหรอกหรือ”
“เจ้าต่างหากที่กำลังดูหมิ่นสำนักศึกษา!”
“พวกเราก็แค่ว่ากันไปตามเนื้อผ้าเท่านั้น!”
เมื่อสวีเหมี่ยนเห็นคนพวกนี้ทะเลาะกันจนหน้าดำหน้าแดงก็รู้ทันทีว่าเขาทำอะไรผิดไป
เมื่อสองปีก่อนตอนที่เด็กหญิงชายตระกูลเซี่ยคู่นั้นมาเข้าเรียน บิดาพวกเขาขนเงินไปให้ผู้ดูแล เขารู้สึกโกรธมาก แต่ผู้ดูแลแค่หัวเราะและพูดแค่ไม่กี่คำว่า ‘การศึกษาไม่แบ่งชนชั้น’
ตอนที่ 60 แมวตาบอดพบหนูตาย
ความหมายของผู้ดูแลก็คือ คุณสมบัติของตระกูลเซี่ยตรงตามข้อกำหนดจึงสามารถเข้าเรียนได้ ไม่ว่าลูกของตระกูลเซี่ยจะเป็นอย่างไร ตราบใดที่พวกเขาสามารถเข้ามาได้ก็จะต้องสั่งสอนพวกเขาเป็นอย่างดี
เขาลืมไปแล้วจริงๆ!
พอหันไปมองเซี่ยเฉียวอีกครั้ง…
ตอนนี้นางเอาแต่ก้มหน้า ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
หากมองแค่นางโดยไม่คิดว่าเป็นลูกสาวของเซี่ยหนิวซานแล้วล่ะก็ นางก็ถือว่าเป็นหญิงสาวที่โดดเด่นคนหนึ่ง
รูปร่างหน้าตางดงาม กิริยามารยาทเรียบร้อย พอมาคิดดูดีๆ กลายเป็นเขาที่ให้ความสนใจกับเรื่องราวในอดีตมากเกินไป
เมื่อเห็นนักเรียนที่อยู่ด้านนอกโต้เถียงกันเพราะการกระทำของเขาแล้ว สวีเหมี่ยนก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที
“คุณหนูเซี่ย การสอบเข้าครั้งนี้ของเจ้าไม่มีปัญหาใดๆ เป็นข้าเองที่ทำไม่ถูก” สวีเหมี่ยนกลับตรงไปตรงมา เขาโค้งตัวลงเพื่อแสดงความขอโทษต่อเซี่ยเฉียว
เมื่อสักครู่เซี่ยเฉียวกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่ในหัว พอนางได้ยินเสียงดังขึ้นอย่างคาดไม่ถึงก็ตกใจ
อาจารย์ของที่นี่…
เปลี่ยนไปเร็วจริงๆ
เซี่ยเฉียวลุกขึ้นยืนโค้งคำนับตอบทันที “ท่านอาจารย์กล่าวหนักไปแล้ว”
เซี่ยวเฉียวลุกขึ้นโค้งคำนับอย่างกะทันหันทำให้ร่างของนางโงนเงนเล็กน้อยอย่างช่วยไม่ได้
ดีที่ไม่ได้ทำขายหน้า นางทรงตัวได้มั่นแล้ว
อาจารย์สวีเห็นดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “ร่างกายของแม่นางเซี่ยดูเหมือนจะไม่ค่อยดีเท่าไรนัก”
“ทำให้ท่านอาจารย์ต้องเป็นกังวลแล้ว แค่อ่อนแรงเล็กน้อย ไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โต” เซี่ยเฉียวเอ่ยตอบ
นางย่อมต้องดูแลชีวิตน้อยๆ ของนางเป็นอย่างดีแน่นอน
อาจารย์สวีเองก็ไม่มีอะไรจะต้องพูด
อาจารย์สวีนึกว่าในเมื่อเขาเองก็ขอโทษเซี่ยเฉียวไปแล้ว นักเรียนที่อยู่ข้างนอกก็ควรจะหยุดได้แล้ว
แต่เมื่อเขาหันกลับไปมองก็ยังเห็นพวกเขาโต้เถียงกันไม่หยุด?
สีหน้าเขาจึงแปลกไปในทันที
เขาหันไปมองเซี่ยเฉียวหวังให้นางออกปากหยุดพวกเขาสักหน่อย ถึงอย่างไรต้นเหตุที่พวกเขาทะเลาะกันก็เป็นเพราะนาง
แต่เซี่ยเฉียวกลับมองเขาแล้วยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ย “ในเมื่อการสอบเข้าครั้งนี้เสร็จสิ้นแล้ว อย่างนั้นพรุ่งนี้ข้าก็สามารถเข้าเรียนได้เลยใช่หรือไม่”
นางค่อยนำค่าเล่าเรียนติดตัวมาด้วยตอนเข้าเรียนก็ได้
สวี่เหมี่ยนตกตะลึงไป “ข้าง ข้างนอกนี่…”
“ข้าขอตัวก่อนเจ้าค่ะ” เซี่ยเฉียวลุกขึ้นยิ้มน้อยๆ แล้วก็เดินจากไป
สวี่เหมี่ยนเองก็ไม่อยากที่จะอยู่
เซี่ยเฉียวออกจากบ้านมาคราวนี้ไม่ได้นำอะไรติดตัวมาด้วย
ท่านพ่อของนางไปแล้ว แต่สาวใช้และคนขับรถม้าต่างก็รออยู่ข้างนอก
เซี่ยเฉียวจากไปอย่างมีความสุข แต่กลับไม่รู้เลยว่าหลังจากนั้น นางก็เริ่มเป็นที่รู้จักในสำนักศึกษาแล้ว
“เซี่ยผิงไหว ตกลงแล้วพี่สาวของเจ้าเซี่ยเฉียวเคยอ่านหนังสืออะไรมากันแน่” บนใบหน้าเซี่ยผิงไหวมีกระดาษแปะอยู่แผ่นหนึ่ง ดวงตาเขากำลังจ้องไปที่โหลจิ้งหรีดที่วางอยู่บนโต๊ะ มีจิ้งหรีดสองตัวกำลังต่อสู้กันอยู่ในท่อ
เมื่อได้ยินคำพูดนี้เซี่ยผิงไหวก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง “เจ้าว่าอะไรนะ”
“พูดถึงพี่สาวเจ้า! นางคัดลอกบทความภาษาสันสกฤตของท่านอาจารย์สวีชุดหนึ่ง ทุกคนกำลังเดากันว่าจริงๆ แล้วนางรู้อักษรหรือไม่!” นักเรียนคนนั้นเอ่ยอีก
ไม่มีใครคิดว่าเซี่ยเฉียวจะเข้าใจภาษาสันสกฤตนั้นจริงๆ ต่างก็คิดว่านางแค่บังเอิญเคยท่องมาเท่านั้น
แต่ภาษาสันสกฤตก็คือภาษาสันสกฤต หนังสือจริงๆ นี้นางเคยอ่านหรือไม่ก็ไม่มีใครรู้
ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่เซี่ยเฉียวจากไปก็มีคนพูดว่านางเป็นดั่งแมวตาบอดพบหนูตาย หากมิใช่ว่าอาจารย์สวีบังเอิญทดสอบภาษาสันสกฤตของนาง นางก็คงไม่สามารถผ่านการทดสอบเข้าเรียนวันนี้ไปได้ด้วยซ้ำ
แน่นอนว่ามีบางคนเช่นกันที่คิดว่าการที่เซี่ยเฉียวรู้ภาษาสันสกฤต ต่อให้นางไม่ใช่หญิงสาวที่มีพรสวรรค์ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คนอื่นๆ พูดกันอย่างแน่นอน
หากเซี่ยเฉียวผู้นี้เติบโตขึ้นมาในเมืองหลวงก็คงจะสามารถสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้บ้าง
แต่หญิงสาวผู้นี้เพิ่งมาเมืองหลวงไม่กี่วันก่อน เมื่อก่อนเป็นอย่างไรจึงไม่สามารถรู้ได้เลย!
เซี่ยผิงไหวหันหน้ากลับไปด้วยความสงสัย “ข้าไม่รู้หรอก”
“นั่นพี่สาวแท้ๆ ของนายมิใช่หรือ” ทุกคนแปลกใจเล็กน้อย
“ก็ใช่สิ พี่สาวคนโตลูกจากภรรยาเอก” เซี่ยผิงไหวไม่ได้มีการตอบสนองอะไร ”พวกเจ้าจะแปลกใจอะไรกันขนาดนี้”
“พวกเจ้าสองคนหน้าตาไม่เหมือนกันเลยสักนิด ได้ยินว่าพี่สาวเจ้าหน้าตางดงามมาก รูปโฉมก็ยังดูดีกว่าแม่นางฉู่เสียด้วยซ้ำ แค่ไม่รู้ว่าความสามารถด้านการเรียนเป็นอย่างไร!”