ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 61 คนงามไร้สมอง / ตอนที่ 62 เอาของปลอมมาหลอกว่าเป็นของจริง
- Home
- ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา
- ตอนที่ 61 คนงามไร้สมอง / ตอนที่ 62 เอาของปลอมมาหลอกว่าเป็นของจริง
ตอนที่ 61 คนงามไร้สมอง / ตอนที่ 62 เอาของปลอมมาหลอกว่าเป็นของจริง
ตอนที่ 61 คนงามไร้สมอง
เมื่อทุกคนพูดจบก็มองเซี่ยผิงไหวตาปริบๆ
เซี่ยผิงไหวดูตะลึง “พวกเจ้ามองข้าไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร พี่สาวข้าเป็นอย่างไรข้าก็ไม่รู้หรอก! นางได้รับการเลี้ยงดูอยู่ในวัดเต๋าตั้งแต่ยังเด็ก!”
“วัดเต๋า ตลอดเลยหรือ” พอทุกคนได้ยินดังนั้นก็ตกใจ
ไม่สิ คนที่โตมากับวัดเต๋าจะมาเข้าใจเรื่องของศาสนาพุทธได้อย่างไร
“ใช่แล้ว ท่านพ่อบอกว่านางดวงแข็งเกินไป สุขภาพของพี่สาวข้าก็ไม่ค่อยดี หากเลี้ยงดูในบ้านก็จะเป็นการทำร้ายนาง พอคลอดออกมาก็ให้คนอื่นพาไป นางเคยเรียนหนังสือมาก่อนหรือไม่ข้าก็ไม่รู้ แต่วัดที่พี่สาวข้าไปอยู่ก็ค่อนข้างห่างไกล ข้าเดาว่านางก็อาจจะรู้บ้างไม่กี่คำกระมัง” เซี่ยผิงไหวเล่าออกมาโดยไม่ได้คิดอะไร
“น่าสงสารนะ…น่าเสียดายใบหน้าที่งดงามของนาง” ทุกคนอดไม่ได้ที่จะออกความเห็น
นางน่าจะเป็นคนงามที่ไร้สมองไม่ผิดแน่แล้ว
“จริงสิ ท่านพ่อของเจ้า…เตรียมจะส่งเงินมาพรุ่งนี้แล้วใช่ไหม” มีคนถามขึ้นมาอีก
“อืม ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นแหละ? ทำไมหรือ” เซี่ยผิงไหวถามขึ้นด้วยความสงสัย
ทุกคนมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด
ไม่มีใครพูดอะไรแล้ว
เซี่ยผิงไหวพ่นลมหายใจออกมา จากนั้นก็ไม่ได้สนใจพวกเขาอีกต่อไป
คนพวกนี้ล้วนมีปัญหา ปกติแล้วก็มักจะไม่แยแสสนใจเขา แต่วันนี้เขาไม่รู้ทำกรรมอะไรไว้ พวกเขาถึงได้เข้ามาพูดคุย รบกวนเวลาเล่นสนุกของเขาอยู่ได้
ทุกคนก็ไม่รู้ว่าควรจะวิจารณ์ครอบครัวตระกูลเซี่ยนี้อย่างไรดี
โง่เขลามากจริงๆ
พวกเขาดูไม่ออกจริงๆ หรือ ว่าอาจารย์หลายคนไม่พอใจกับเรื่องเงินนี้อย่างมาก ไม่รู้จักพลิกแพลงสักหน่อยเลยหรือ
เซี่ยผิงไหวถือหญ้าหางกระรอกไว้ในมือคอยแหย่จิ้งหรีดไว้ ในเวลาไม่นานจิ้งหรีดตัวหนึ่งก็ถูกตีล่าถอยไปถึงสามครั้งติดต่อกัน เขาเอาแถบกระดาษอีกใบแปะลงบนแก้มซ้าย พึมพำกับตัวเองไม่หยุดว่า “เอาใหม่ เอาใหม่”
เซี่ยเฉียวนั่งรถม้ากลับบ้านด้วยตัวเอง
ตกเย็นเซี่ยหนิวซานกลับมาแล้วก็เรียกให้นางไปหา
นางเพียงมองหน้าเซี่ยหนิวซานด้วยสีหน้ายินดีเท่านั้น
หลังจากเห็นเซี่ยเฉียว “ได้ยินมาว่าเจ้าสอบผ่านแล้ว? พวกเรามีคุณสมบัติที่จะมอบค่าเล่าเรียนแล้วสินะ?”
หนังตาเซี่ยเฉียวเขม่นเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“ดีมาก ดีมาก สมกับที่เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าเซี่ยหนิวซาน!” เซี่ยหนิวซานดีใจมาก เขานำตั๋วเงินห้าสิบตำลึงออกมาใบหนึ่ง “วันนี้ข้าโชคดีได้รับเงินรางวัลจากทางการ! เงินนี่ให้เจ้าติดกระเป๋าไว้ใช้!”
“ท่านไม่ได้ไปร่ำสุรามาหรือเจ้าคะ” หลูซื่อได้ยินดังนั้นก็รีบเอ่ยถาม
“ก็ไปร่ำสุรานั่นล่ะ ข้าก็แค่ไปร่วมครื้นเครงดื่มกับเพื่อนร่วมงานสองสามคน กลายเป็นว่าพวกเขาได้ยินนักวิชาการสองสามคนกำลังถกเถียงกันเรื่องราชสำนัก ก็เลยอดไม่ได้ที่จะพูดสักสองสามคำ แต่วันนี้ตัวข้าเหม็น ไม่กล้าที่จะเปิดปาก นึกไม่ถึงเลยว่าคนพวกนั้นจะเป็นเจ้าหน้าที่ออกจากวังมาเตร็ดเตร่ พวกเขาได้ยินที่พวกเราพูดทุกคำไม่มีตกหล่นแม้แต่น้อย พวกเขาชมข้า บอกว่าข้าบุคลิกสุขุม ทั้งยังได้ยินมาว่าครอบครัวข้าค่อนข้างยากจนก็เลยให้รางวัลข้ามาเล็กน้อย” เซี่ยหนิวซานดีใจจนแทบตัวลอย
เซี่ยเฉียวกะพริบตาปริบๆ
บุคลิกสุขุม?
วันนี้คงไม่ใช่วันเชงเม้งหรอกนะ?
“ท่านพ่อไม่ได้แบ่งรางวัลนี้กับเพื่อนร่วมงานหรือเจ้าคะ” เซี่ยเฉียวเอ่ยถามด้วยท่าทางสบายๆ
“ทำไมต้องแบ่ง” เซี่ยหนิวซานอึ้งไปเมื่อได้ยิน
“ทุกคนต่างก็ไปเที่ยวด้วยกัน คนอื่นต่างก็พูดความจริงออกมาทั้งนั้น มีแต่ท่านคนเดียวเท่านั้นที่เงียบผิดปกติ บางทีพวกเขาอาจจะคิดว่าท่านได้ข่าวมาจากที่ไหน หรือรู้ว่าฮ่องเต้อยู่ที่นั่นด้วย หากข้าเป็นท่านพ่อ ข้าคงมอบของขวัญให้พวกเขาเล็กน้อย และหากให้ดีก็ควรอธิบายพวกเขาสักหน่อย ไม่อย่างนั้นคราวหน้าก็คงไม่มีใครพาท่านออกไปเที่ยวเล่นด้วยแล้ว” เซี่ยเฉียวเอ่ยนิ่งๆ
ของที่ฮ่องเต้พระราชทานย่อมต้องไม่น้อยแน่ และไม่จำเป็นต้องให้ทั้งหมด
เล็กๆ น้อยๆ ก็ได้แล้ว
อีกอย่าง เมื่อพวกเขารับรู้ว่าได้รับรางวัล คนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันย่อมต้องส่งของขวัญมาแสดงความยินดี นั่นก็นับเป็นรายรับอีกทางหนึ่งด้วย
เมื่อได้ฟังที่เซี่ยเฉียวพูด เซี่ยหนิวซานก็ตอบสนองทันที “ฟังดู…มีเหตุผลทีเดียว”
“ฮูหยิน เจ้ามัวนิ่งอยู่ทำไม ไปเตรียมของขวัญแสดงน้ำใจให้ข้าสิ” เซี่ยหนิวซานหันมาเห็นหลูซื่อที่กำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดก็รีบเอ่ย
ตอนนี้หลูซื่อเป็นผู้ดูแลบัญชี หากไม่ใช่นางแล้วใครจะทำ
ตอนที่ 62 เอาของปลอมมาหลอกว่าเป็นของจริง
จู่ๆ หลูซื่อก็ถูกใช้ให้ทำ นางไม่ค่อยเต็มใจนัก
“ข้าว่าทำเช่นนั้นไม่ได้หรอก ท่านพี่ หากท่านส่งของขวัญไปอธิบาย นั่นก็ไม่เท่ากับว่าท่านบอกเจ้าหน้าที่พวกนั้นว่าจริงๆ แล้วท่านไม่ได้สุขุมอะไรหรอกหรือเจ้าคะ…” หลูซื่อเอ่ยอีก
“ก็ถูกของเจ้า…” เซี่ยหนิวซานพยักหน้าอีกครั้ง
ต่างก็มีเหตุผล
แต่ว่าหากเขาไม่ส่งของขวัญ ต่อไปก็คงไม่มีคนชวนเขาออกไปเที่ยวด้วยแล้ว
เซี่ยหนิวซานขมวดคิ้วแน่นจนรอยยับย่นตรงกลางหน้าผากสามารถฆ่าแมลงวันได้เลยทีเดียว
“ตอนที่ท่านพ่อยอมเข้ากับทางการ ท่านมีนิสัยอย่างไร พฤติกรรมเป็นอย่างไร ทางการก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว ข้าว่าวันนี้ทางการไม่ได้อยากจะชมท่านพ่อจริงๆ หรอก แต่ต้องการยืมมือท่านเพื่อบอกคนอื่นๆ ว่า ทำงานให้ราชสำนักก็อย่าเหลาะแหละไร้สาระเกินไปมากกว่า เมื่อท่านส่งของขวัญให้อย่างจริงใจ พูดความจริงกับพวกเขา ทางการย่อมไม่สามารถที่จะตำหนิท่านได้หรอกเจ้าค่ะ บางทียังอาจจะคิดว่าท่านเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจเสียด้วยซ้ำ” เซี่ยเฉียวเตือนอีกครั้ง
พอพูดจบนางก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ
หากเขาไม่ใช่พ่อของนาง นางก็คร้านจะพูดจริงๆ
จากโจรเปลี่ยนมาเป็นขุนนางมันจะดีขนาดนั้นเลยหรือ
คนผู้เดียวที่อยู่เหนือคนทั้งโลกจะไม่รู้จักเขาเลยหรือ
“ใช่ๆ ข้าเป็นอย่างไรทางการย่อมรู้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นส่งของขวัญออกไปดีกว่า ไม่เช่นนั้นต่อไปก็คงไม่มีใครพูดกับข้าเป็นแน่!”
เทียบกับคนที่อยู่สูงคนนั้นแล้ว เพื่อนๆ ของเขาสำคัญกว่า
เขาเป็นนายพล วันนี้คนที่ออกไปด้วยกันก็มีแต่คนจากกรมทหาร ทุกคนเป็นเพื่อนกันทั้งนั้น หากจู่ๆ เขาถูกกีดกันออกมา ต่อไปเขาฝึกทหารก็ไม่สะดวกแล้ว
“ฮูหยิน ไปเตรียมของขวัญไว้ พรุ่งนี้ข้าค่อยออกไปส่ง อีกอย่างเงินที่จะให้นังหนูไปสำนักศึกษาพรุ่งนี้ก็เตรียมไว้ให้ดีด้วย!” เซี่ยหนิวซานเอ่ย
หลูซื่อมีสีหน้ายากลำบาก “บ้านเราเงินทองขัดสน…”
“ต่อให้บ้านไหนๆ จนกว่านี้ก็ไม่มีใครยอมให้ลำบากไปถึงลูก นังหนูลูกสาวคนโตของข้าอยู่ในวัดมาตลอด หากคนอื่นรู้เข้าก็ไม่รู้ว่าจะรังเกียจนางอย่างไรบ้าง พรุ่งนี้ข้าจะนำเงินไปเอง จะได้ให้คนอื่นรู้ด้วยว่าบ้านเราก็มีเงิน!” เซี่ยหนิวซานพูดอย่างดุดัน
สำหรับเขาแล้ว การนำเงินไปมอบด้วยตัวเองถือเป็นการให้เกียรติสำนักศึกษาอย่างที่สุด!
ตาเซี่ยเฉียวเขม่นในทันที “อย่านะ”
“ข้าเตรียมของขวัญเอาไว้แล้วเจ้าค่ะ ดังนั้นเงินของท่านพ่อไม่จำเป็นหรอก” เซี่ยเฉียวเอ่ย
“เจ้าจะมีของขวัญอะไรหรือ” เซี่ยหนิวซานคิ้วผูกกัน “คงไม่ใช่หยกแกะสลักแบบที่เจ้าให้เซี่ยผิงไหวก่อนหน้านี้หรอกใช่ไหม ใครจะอยากได้หินอย่างนั้น”
เซี่ยเฉียวรู้สึกว่าโชคดีที่นางดวงแข็งจนไม่สามารถอยู่กับคนในครอบครัวได้นานเกินไป
ไม่อย่างนั้นนางน่าจะโมโหท่านพ่อจนตายไปแล้ว
“ก่อนหน้านี้ข้าบังเอิญได้ภาพวาดหนึ่งมา เอามามอบให้สำนักศึกษาน่าจะเหมาะสมดี” เซี่ยเฉียวเอ่ย
“ภาพวาด? เอามาให้ข้าดูก่อน” เซี่ยหนิวซานเอ่ยขึ้นทันที
แม้ว่าเขาจะดูไม่เข้าใจเลยก็ตาม
เซี่ยเฉียวถอนหายใจก่อนจะให้ชุนเอ๋อร์ไปที่เรือนของนางเพื่อนำภาพวาดมา
หลูซื่อและเผยหว่านเย่ว์ที่ร่วมวงด้วยอยู่ก่อนแล้วก็ยื่นหน้าเข้ามามอง
“มันเป็นภาพวาดของใครน่ะ ก็แค่ภาพสัตว์เลี้ยงกับคนไม่ใช่หรือ ทางสำนักศึกษาจะยินดีรับของนี่ไว้หรือ” เซี่ยหนิวซานไม่เข้าใจภาพวาด
“ท่านแม่ มันคือ…ภาพวาดของอาจารย์อวิ๋นเวยเจ้าค่ะ” เผยหว่านเย่ว์เลิกคิ้วขึ้น “หรือจะเป็น…ของเลียนแบบ”
“ท่านอาจารย์อวิ๋นเวยหรือ งั้นถ้าภาพวาดนี้เป็นของจริงจะมีมูลค่าเท่าไร” หลูซื่อดวงตาลุกวาว นางมองเผยหว่านเย่ว์และถามขึ้น
“ข้าไม่ค่อยรู้เรื่องภาพวาดเท่าไรนัก แต่ถ้าดูแค่ชื่อและขนาดของภาพวาด…ก็น่าจะขายได้สี่ห้าพันตำลึงโดยไม่มีปัญหา” เผยหว่านเย่ว์เอ่ย
แต่ภาพวาดที่มีราคาขนาดนี้มาอยู่ในมือของเซี่ยเฉียวได้อย่างไรกัน
ผลงานภาพวาดของท่านอาจารย์อวิ๋นเวยมีน้อยมาก ในตลาดส่วนมากก็เป็นภาพวาดที่มีขนาดเล็ก
เซี่ยเฉียวไม่ได้ให้พวกเขามองนานนักก็เก็บของกลับแล้ว ความจริงก็คือเซี่ยหนิวซานเป็นคนหยาบกระด้าง หากไม่ระวังทำภาพของนางเสียหายขึ้นมา นางก็ต้องลงมือลงแรงทุ่มเทกายใจทำขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
“นังหนูนี่เจ้าคิดจะทำอะไรน่ะ เอาของปลอมมาหลอกว่าเป็นของจริง? ข้ากลัวแต่ว่าตาแก่นั่นจะดูออกน่ะสิ! สุ่มเสี่ยงเกินไปหน่อย ข้าว่าไม่สู้เราให้เงินไปเลยเสียยังดีกว่า” แม้เซี่ยหนิวซานจะคิดอยากประหยัดเงิน แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับลูกสาวคนโตของเขา จึงไม่ควรจะงกอย่างนี้