ยามเมฆฝนพัดผ่าน - ตอนที่ 117 เข้าใจอะไรมากมาย
การที่เจียงหนานกับอวิ๋นตั่วปรากฏตัวที่บูธพร้อมกัน ทำให้มีนักเรียนชาย
หลายคนมาส่งมาส่งประวัติ
“พวกเขาเข้ามาก็เพราะพี่ อยากจะร่วมงานกับพี่เพื่อที่จะได้ใกล้ชิด
ศาลาใกล้นํ้าย่อมได้รับแสงจันทร์ก่อน*” อวิ๋นตั่วพูดกับเจียงหนาน
“ยังเด็กอยู่แท้ๆ แต่เข้าใจอะไรเยอะแยะเลยนะ” เจียงหนานจัดเอกสาร
ในมือ คิดไม่ถึงว่าจะมีคนมายื่นประวัติเยอะขนาดนี้ “ฉันได้ยินอวี่ซีบอกว่าอวี่
เจ๋อปลูกฝังให้เธอเป็นเด็กหัวโบราณ ฉันว่าไม่เห็นเหมือนเลยสักนิด”
“ก็ใครทำให้หนูมีความสามารถในการเรียนรู้ได้เก่งแบบนี้ล่ะคะ”
“ไปเรียนกับใครมาเนี่ย?”
“อวี่ซี แล้วก็พี่ชายหนูเองค่ะ ถ้าพี่มีพี่ชายที่วันๆ เอาแต่เปลี่ยนแฟน พี่จะ
เข้าใจอะไรมากมายเลยล่ะค่ะ”
เจียงหนานอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ “ฉันชักจะชอบเธอมากขึ้นทุกที
แล้วล่ะสิ”
“ถ้าอย่างนั้นหนูก็มีเพื่อนใหม่อีกคนแล้วสิคะ”
“เราเป็นเพื่อนกันอยู่แล้วนี่”
เฉินอวี้ที่เดินเข้ามาถามถึงเรื่องการรับสมัครงาน เมื่อเห็นประวัติเป็นปีกๆ
ในมือของเจียงหนานก็ถามขึ้นว่า “คนเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“แต่ผลการสัมภาษณ์ไม่ค่อยน่าพอใจสักเท่าไหร่ ส่วนมากอยากหางาน
ที่มั่นคงน่ะ”
“ก็เข้าใจได้ล่ะนะ ฉันเองก็อยากหางานที่มั่นคง ได้เงินเดือนสูงๆ ทำงาน
หนึ่งปีก็มีเงินเก็บ ดาวน์บ้าน แต่งงานมีครอบครัว” เฉินอวี้พูดเล่นไปเรื่อย “แต่
งานแบบนั้นหาไม่ง่ายเลย ถึงได้มาก่อตั้งบริษัทกับอวี่เจ๋อไงล่ะ”
“ในเมื่อไม่เต็มใจก็ลาออกไปก็ได้นะ” จู่ๆ อวี่เจ๋อก็เดินเข้ามาที่ด้านหลัง
ของเฉินอวี้ “ไปตั้งแผงอยู่ที่สะพาน ดูลายมือ หรือไม่ก็เปิดร้านค้าออนไลน์ขาย
ลูกปัดนำโชค ดูฮวงจุ้ย กิจการต้องดีแน่ๆ”
“เป็นความคิดที่ดี ฉันเองก็เคยคิดเหมือนกัน” เฉินอวี้ว่า
“ใจคิดไม่เท่าลงมือทำนะคะ” อวิ๋นตั่วราดนํ้ามันลงบนกองไฟ
“เกรงว่าโลกจะวุ่นวายน่ะสิอวิ๋นตั่ว” ชีซิงกำลังเก็บของอยู่ “เลิกพูดจา
เรื่อยเปื่อยแล้วมาช่วยงานได้แล้ว”
ทุกคนเพิ่งจะเดินมาถึงที่โต๊ะ แล้วนั่งยองๆ ลงเก็บของลงกล่อง
อวิ๋นตั่วเป็นผู้ช่วยให้ชีซิง “พรุ่งนี้พวกพี่จะไปที่ไหนกันคะ?”
“เธอยังจะตามไปด้วยเหรอ?”
“หนูก็ช่วยงานพวกพี่ได้นะคะ” อวิ๋นตั่วบอก
“เธอเป็นนักเรียน จะตะลอนไปกับเราทำไมกัน กลับบ้านไปทำการบ้าน
เสียเถอะ”
“ไม่มีค่ะ หนูทำเสร็จหมดแล้ว”
“ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ จำได้ว่าตอนฉันอยู่มัธยมต้องเหนื่อยแทบตาย”
ชีซิงรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมเลย “ได้ยินว่าเพื่อนนักเรียนชั้นเรียนของเธอทำครูถูก
ไล่ออก เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?”
“ข่าวเร็วจริงๆ เลย ใครเป็นคนบอกพี่คะ? เจ้าปากสว่างจื่อเถิงเหรอ?”
อวิ๋นตั่วพูดต่อว่า “เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเทียนอี้มากนักหรอกค่ะ เป็น
ความผิดของครอบครัวเขา แต่ตาขีดก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม”
“ตาขีดคือใคร?”
“คุณครูคนที่ถูกไล่ออกยังไงคะ”
“ชื่อตาขีดเหรอ แล้วแซ่อะไร?”
อวิ๋นตั่วชะงักไป เธอไม่รู้ว่าคุณครูตาขีดแซ่อะไร ปกติลับหลังเธอกับ
เพื่อนๆ ก็เรียกแต่ตาขีดจนลืมชื่อจริงๆ ของเขาไปแล้ว
“ครูคนนี้น่าเศร้าจริงๆ นักเรียนไม่มีใครรู้จักชื่อของเขาเลยเหรอ” ชีซิ
งถาม
คนที่ได้ฟังก็รู้สึกละอายใจ ในขณะเดียวกันอวิ๋นตั่วก็รู้สึกว่าคุณครูตาขีด
นั้นน่านับถือมาก เขาน่าจะรู้ว่านักเรียนพากันพูดลับหลัง รู้ว่าตัวเองไม่ได้รับ
การต้อนรับเท่าไหร่นัก แต่เขาก็ยังไม่เปลี่ยนไป ยังคงยืนหยัดทำสิ่งที่ควรจะทำ
“พวกคุณยังรับสมัครคนอยู่ไหม?” อวิ๋นตั่วรู้สึกว่าเสียงนี้ฟังช่างคุ้นเคย
มาก พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นเข้ากับคุณครูตาขีด ตั้งแต่ที่ไม่ได้เจอกัน ครูก็ดู
ผอมลง ผมที่เคยเรียบก็ถูกลมพัดจนยุ่งเหยิง
“คุณครูตา…!” เธอโพล่งออกไป ก่อนจะรู้ว่าเธอเรียกไม่ถูก แต่ก็ไม่รู้ว่า
ควรจะเปลี่ยนเป็นแบบไหน จึงทำให้เกิดบรรยากาศกระอักกระอ่วน
“อวิ๋นตั่ว” ครูตาขีดยิ้มเจื่อนๆ “ทำไมเธอมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?”
ศาลาใกล้นํ้า ย่อมได้รับแสงจันทร์ก่อน* เป็นการเปรียบเปรย หมายถึง
ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดย่อมได้เปรียบมากกว่า