ยามเมฆฝนพัดผ่าน - ตอนที่ 443 อยากให้ม้าวิ่ง แต่กลับไม่ให้กินอาหาร
“เฮ้ นี่พวกเธอทำอะไรกันอยู่น่ะ?” จู่ๆ ก็มีแสงไฟสาดมาที่อวิ๋นตั่วกับกู่
เลี่ยง ร.ป.ภ.สวมเครื่องแบบสองคนกำลังเงยหน้ามองพวกเขาที่อยู่บนต้นไม้
อวิ๋นตั่วกับกู่เลี่ยงส่งยิ้มให้คนทั้งคู่ แล้วเอ่ยบอกว่า “วันนี้พระจันทร์กลม
สวย ได้ยินมาว่าจะมีจันทรุปราคา เราก็เลยอยากอยู่ที่สูงๆ จะได้เห็นชัดๆ”
“มาทำตัววุ่นวายอะไรแถวนี้ ลงมา!” ร.ป.ภ.ทั้งสองคนมีท่าทีจริงจังกับ
หน้าที่รับผิดชอบ
“ทำยังไงดีล่ะ?” กู่เลี่ยงถามอวิ๋นตั่วเสียงเบา
“ทำอะไรล่ะ ก็ต้องวิ่งน่ะสิ” อวิ๋นตั่วตอบเสียงตํ่า “พอเราลงไปแล้วก็
แยกกันวิ่งเลยนะ”
“ไม่ได้สิ ฉันต้องวิ่งตามเธอ ถ้าฉันหนีไม่พ้นจะทำยังไง?”
“นายนี่มันไม่ได้เรื่องเลย!”
“ชักช้าทำไมอีก รีบๆ ลงมา!” ร.ป.ภ.ข้างล่างตะโกนอีกครั้ง
อวิ๋นตั่วกับกู่เลี่ยงค่อยๆ ลงจากต้นไม้ หลังจากลงมายืนแล้วก็ส่งยิ้มให้คน
ตรงหน้า จากนั้นก็หันหลังวิ่งทันที พอเห็นพวกเขาวิ่ง ร.ป.ภ.ทั้งสองก็เริ่มร้อน
รน เพื่อรับผิดชอบต่อหน้าที่ แน่นอนว่าก็ต้องวิ่งตามอยู่แล้ว
หลังจากวิ่งไปอย่างไม่คิดชีวิต อวิ๋นตั่วก็พบว่าร.ป.ภ.ทั้งสองคนยังคงไล่
ตามมาอย่างไม่ขาดตกบกพร่องต่อหน้าที่ ตามมายี่สิบกว่านาทีแล้วก็ยังตาม
ต่อ จนอวิ๋นตั่ววิ่งต่อไม่ไหว ต้องดึงกู่เลี่ยงเข้าไปหลบในพุ่มไม้
ร.ป.ภ.ที่ตามมาก็ไม่ได้สังเกต ยังคงวิ่งตรงผ่านไป จนกระทั่งพวกเขาผ่าน
ไปไกลแล้ว อวิ๋นตั่วถึงเดินออกมา มาจนถึงตรงที่ปีนกำแพงเข้ามาแล้วทั้งสอง
ก็ปีนกลับออกไปขึ้นรถขับออกไป
กู่เลี่ยงใจเต้นแรงแทบบ้า “เธอว่านี่ฉันกำลังหาเรื่องลำบากให้ตัวเองหรือ
เปล่า แค่ข่าวข่าวเดียว เกือบเอาชีวิตไปทิ้งแล้วเชียว!”
อวิ๋นตั่วยกมือขึ้นตบอกตัวเอง “คิดว่าฉันไม่กลัวหรือไง ไม่ใช่เพราะถูก
บีบจนไม่มีทางเลือกหรอกเหรอ?”
“น่าเสียดาย ยังถ่ายด้านหน้าของผู้ชายคนนั้นไม่ได้เลย”
“ได้ด้านข้างมาก็ใช้ได้แล้ว เหลือที่ให้คนได้จินตนาการบ้าง!”
ตอนที่อวิ๋นตั่วเอารูปไปวางตรงหน้าหม่าต้าเก้อนั้น
ในใจของผู้เป็น
หัวหน้าก็เบ่งบานราวดอกไม้ ทว่าใบหน้ากลับทำเป็นไม่รู้สึกอะไร “โธ่เอ๊ย แค่
ด้านหลังกับด้านข้าง ไม่มีด้านหน้าเลยสักรูป”
“เพราะรูปพวกนี้ ฉันกับกู่เลี่ยงแทบเอาชีวิตไม่รอด บริษัทมีประกันภัยให้
เราไหมคะ?”
“คุณนี่นะ ชอบพูดน่ากลัวเกินจริงอยู่เรื่อย ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่ะ”
“ก็ได้ๆ ถ้าไม่ถูกใจ อย่างนั้นก็เอาคืนมา ฉันจะได้เอาไปขายให้คนอื่น ได้
รายได้เสริมไปด้วย” อวิ๋นตั่วพูดไปก็ยื่นมือไปเอารูปพวกนั้นด้วย
หม่าต้าเก้อรีบจับไว้ทันที “เห็นคุณใจร้อนแบบนี้ก็น่าเสียใจอยู่นา ผม
ไม่ได้บอกว่าไม่เอาสักหน่อย”
“งั้นก็โอเคค่ะ ฉันกับกู่เลี่ยงจะได้เท่าไหร่?”
“หกร้อย”
“คนละหกร้อย?”
“สองคนหกร้อย”
“คุณใจแคบเกินไปแล้ว ชีวิตเรามีค่าแค่สามร้อยหยวนเองเหรอ?”
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้ พวกคุณทำงานให้นิตยสารเรา ค่าใช้จ่ายทั้งหมด
เราสำรองออกให้ไปก่อน อีกอย่างรูปถ่ายที่มีมูลค่าเราก็ให้โบนัสรางวัลกับ
พวกคุณ แถมสวัสดิการเราก็ดี เดี๋ยวนี้พวกสื่อสิ่งพิมพ์กำลังซบเซา ลองออกไป
ถามดูสิ เดี๋ยวนี้ยังมีใครให้สวัสดิการแบบเราอีกบ้าง?”
อวิ๋นตั่วคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ก็ได้ สามร้อยก็สามร้อย ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย”
เดินออกมาถึงหน้าประตู เธอก็ล้วงเอาใบเสร็จออกมาจากกระเป๋า
“ค่าใช้จ่ายระหว่างทำงานค่ะ ช่วยจ่ายด้วย”
พอหม่าต้าเก้อเห็นราคาขนมปังสี่ก้อนแปดสิบหยวนก็ตกใจ “พวกคุณ
กินขนมปังทองหรือไง สี่ก้อนแปดสิบหยวน?”
“ของข้างนอกราคาแพง เราก็ไม่มีทางเลือกหรอกนะคะ”
“ก็แล้วกินอะไรที่มันถูกกว่านี้ไม่ได้หรือไง?”
“ฉันล่ะยอมคุณเลยจริงๆ อยากให้ม้าวิ่งเร็ว แต่กลับไม่ยอมให้อาหาร นี่
มันคุณเลยใช่ไหม? คิดจะหลอกใช้งานหนักเกินเวลาเหรอคะ?”
หม่าต้าเก้อหอบหายใจพลางกลอกตาใส่อวิ๋นตั่ว “เอาเถอะๆ เถียงไปก็
ไม่ชนะ ออกไปทำงานได้แล้ว”