ยามเมฆฝนพัดผ่าน - ตอนที่ 455 แยกกันแล้วก็มีโอกาสได้พบกันอีก
“เทียนอี้?” อวิ๋นตั่วยิ้มอย่างเศร้าใจ “คนเราแยกกันไปแล้วก็มีโอกาส
ได้พบกันอีกจริงๆ!”
จบคำ เธอก็หันหลังวิ่งออกไป เทียนอี้รีบลงจากรถแล้ววิ่งตามพร้อมกับ
ตะโกนไล่หลัง “อวิ๋นตั่ว! อย่าวิ่งสิ เธอวิ่งทำไมเนี่ย?”
กู่เลี่ยงที่แอบอยู่แถวนั้นไม่รู้เรื่องอะไรด้วย พอเห็นปาปารัสซี่อย่างอวิ๋นตั่ว
ถูกคนวิ่งไล่ตาม เขาก็วิ่งตามหลังเธอไปอย่างไม่ทันได้คิดไตร่ตรอง
อวิ๋นตั่วหันไปอีกที พอเห็นว่าเทียนอี้กลับขึ้นรถไปแล้วถึงได้ถอนหายใจ
ออกมาอย่างโล่งอก ยังไม่ทันได้หายเหนื่อย รถคันนั้นก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ
แล้ว อวิ๋นตั่วอุทานออกมาด้วยความตกใจ หันไปเห็นว่ามีลิฟต์อยู่ข้างๆ เธอก็
รีบแทรกตัวเข้าไปในนั้นเลย เทียนอี้ลงจากรถมา ตั้งใจที่จะตามขึ้นลิฟต์ไป แต่
ว่าก็ไม่ทันเสียแล้ว
กู่เลี่ยงที่อยู่ข้างๆ กันหัวเราะออกมา “เคยเห็นแต่เราวิ่งตามคนอื่น ไม่เคย
ถูกใครวิ่งตามสักที แปลกอย่างกับเห็นคนกัดกับหมา”
พอเข้ามาในลิฟต์ อวิ๋นตั่วก็พักหอบหายใจ
“เธอเจออะไรกันแน่ ทำไมถึงตกใจขนาดนี้?” กู่เลี่ยงถาม
“ผู้ชายคนที่เป็นแฟนของเธอน่ะคือเทียนอี้ เทียนอี้ที่เรียนสาขา
คอมพิวเตอร์นั่นน่ะ ยังจำได้หรือเปล่า?”
“หมายถึงคุณชายของอี้ซินกรุ๊ปน่ะนะ?”
อวิ๋นตั่วพยักหน้า
กู่เลี่ยงพูดออกมาตามที่คิด “มิน่าล่ะ คนอย่างฟู่เข่อเจียยังถึงขั้นต้องมา
รับด้วยตัวเอง เธอบอกว่าคนนั้นคือหยูเทียนอี้ก็สมเหตุสมผลล่ะนะ ว่าแต่ว่า…
เธอวิ่งทำไมล่ะ? ติดหนี้อะไรเขาหรือไง?”
นั่นน่ะสิ เธอวิ่งทำไมกัน? อวิ๋นตั่วรู้สึกว่าการกระทำเมื่อครู่ของเธอนั้นน่า
ตลกสิ้นดี เธอหันมองกู่เลี่ยงอย่างรู้สึกผิด “มันเป็นปฏิกิริยาตอบสนองโดย
อัตโนมัติน่ะ”
“เพราะปฏิกิริยาตอบสนองแบบนี้ของเธอเนี่ยแหละ เราถึงได้ชวดเงิน
หนึ่งพันนั่น!” กู่เลี่ยงเศร้าเสียใจ เมื่อนึกไปถึงว่าเงินหนึ่งพันหยวนจะซื้อของ
อะไรได้บ้าง “ฉันบอกแล้วว่าฉันจัดการคนเดียวได้ เธอก็ไม่เชื่อ ยังจะตามมา
อยู่นั่น แล้วเป็นไงล่ะ ดูผลลัพธ์นี่สิ”
“ยังจะกล้าพูดอีกนะ ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน นายไปตามพวกกลุ่มคนโง่ๆ
พวกนั้น คงไม่รู้ถูกหลอกไปถึงไหนต่อไหนแล้ว”
พอมาคิดตามดูแล้วกู่เลี่ยงก็คิดว่าผลลัพธ์แบบที่อวิ๋นตั่วพูดก็มีความ
เป็นไปได้มาก คิดได้แบบนั้นก็ไม่กล้าจะตำหนิอวิ๋นตั่วแล้ว เปลี่ยนมาคิด
หาทางใหม่ดีๆ แทน
“ในเมื่อเรารู้แล้วว่าเขาเป็นใคร ถ้าอย่างนั้นเราก็หารูปหยูเทียนอี้มาโฟ
โต้ชอปเลยสิ ดีไหม?”
อวิ๋นตั่วตบไหล่เพื่อนเบาๆ “ถึงเราจะเป็นปาปารัสซี่
แต่ก็ต้องมี
จรรยาบรรณวิชาชีพ จะไปทำเรื่องโฟโต้ชอปอะไรแบบนั้นไม่ได้หรอก แบบนั้น
มันเป็นของปลอม”
“ต้องมาร่อนเร่แบบนี้ก็เพราะปาปารัสซี ยังจะมาคุยเรื่องจรรยาบรรณ
อะไรนั่นอีก!” กู่เลี่ยงบ่นอุบอิบ
จนกระทั่งประตูลิฟต์เปิด ทั้งสองถึงได้ลุกขึ้นเดินออกมา
ออกมาจากลิฟต์ก็เจอเทียนอี้ที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วกำลังโบกไม้โบกมือให้
“ไม่เจอกันนานเลยนะ”
อวิ๋นตั่วยิ้มเจื่อน “ไม่เจอกันนานเลย”
“ฉันขอเลี้ยงกาแฟเธอได้ไหม?”
“ฉันกำลังทำงานอยู่!”
“ทำงานเหรอ?” เทียนอี้มองกล้องที่คล้องอยู่ที่คอของกู่เลี่ยง “เธอเป็น
นักข่าวเหรอ?”
“ประมาณนั้นแหละ”
“ประมาณนั้นหมายความว่ายังไง?”
“ก็หมายความว่าเกือบๆ ไงล่ะ” อวิ๋นตั่วหัวเราะฝืนๆ
เทียนอี้แอบรู้สึกเศร้าใจนิดๆ เขาพอจะเดางานของอวิ๋นตั่วออก หลายปีที่
คลุกคลีกับบรรดาดาราสาวพวกนี้ และเจอสถานการณ์แบบนี้มาก็ไม่น้อย เขา
ดึงมืออวิ๋นตั่วจะพาเดินออกไปข้างนอก
“นายทำอะไรน่ะ?” อวิ๋นตั่วถาม
“เลี้ยงกาแฟเธอไง”
“ฉันกำลังทำงานนะ”
“ภารกิจของเธอคืออะไร ถ่ายรูปแฟนของฟู่เข่อเจียเหรอ? งั้นก็ที่ยืนอยู่
ตรงหน้าเธอนี่ไง? อยากจะถ่ายสักกี่รูปล่ะ?” เขาหันมองกู่เลี่ยง “ถ่ายเลยสิ
ถ่ายสวยๆ นะ หรือไม่งั้นก็ไปถ่ายคู่กับฟู่เข่อเจียไหม แบบนั้นน่าจะน่าเชื่อถือ
กว่าหรือเปล่า?”
จบคำ ฟู่เข่อเจียก็มาปรากฏตัวข้างเขาพอดี เธอมองเทียนอี้ด้วยความ
ตกใจ “คุณมาทำอะไรที่นี่?”
เทียนอี้โอบไหล่ฟู่เข่อเจีย “ถ่ายสิ!”