ยามเมฆฝนพัดผ่าน - ตอนที่ 49 น้องสาวยังเด็กอยู่ ยังพอช่วยได้
คุณหมอโจรักษาเวลาได้ดีเยี่ยม เวลาผ่านไปแค่ครึ่งชั่วโมงก็มาถึงบ้าน
ตระกูลอวิ๋นแล้ว เขาตรวจให้อวี่เจ๋อรอบหนึ่ง โชคดีที่เขาไม่เป็นอะไรมาก
อวี่เจ๋อกล่าวลา อวิ๋นตั่วจึงขอให้เขาอยู่ทานอาหารเที่ยงด้วยกันก่อน
แต่อวี่เจ๋อนัดลูกค้าไว้คุยเรื่องธุรกิจ แต่ไม่อยากให้ใครรู้ จึงรีบบอกปัดไปว่าที่
บ้านมีธุระ จึงไม่สะดวกที่จะอยู่นาน
อวิ๋นเฉียวจึงพูดจาหยอกล้อเขาขึ้น “ฝีมือการทำอาหารของน้องสาวฉัน
พัฒนาไปเยอะแล้วนะ นายไม่ต้องกลัวหรอกน่า”
“ฉันมีธุระจริงๆ ” อวี่เจ๋อตอบ
อวิ๋นตั่วก็ไม่ดึงดันต่อไป “เวลานี้ไม่มีรถแล้ว หนูให้ลุงหูไปส่งพี่แล้วกัน
ค่ะ”
“ไม่ต้องหรอก ให้คุณครูหลิวติดรถหมอไปก็ได้ครับ” คุณหมอโจกล่าว
อวิ๋นตั่วไม่รู้จะทำยังไง เธอจึงปล่อยให้อวี่เจ๋อไป
อวี่เจ๋อขึ้นรถคุณหมอโจ แล้วก็กล่าวขอบคุณเขา
“เรื่องเล็กน้อย ไม่ต้องพูดขอบคุณหรอก”
คุณหมอโจกำลังจับ
พวงมาลัย มองไปที่อวี่เจ๋อแล้วยิ้มเล็กน้อย “จำได้ว่าครั้งแรกที่เจอเธอ ห้าหก
ปีก่อนหรือเปล่านะ?”
คุณหมอไม่ค่อยแน่ใจนัก อวี่เจ๋อจึงตอบเขาว่า “ก็น่าจะประมาณห้าปี
ครับ ตอนนั้นอวิ๋นตั่วขึ้น ป.1 พอดี”
“ใช่ๆ” คุณหมอโจยื่นมืออกมาทำท่าเปรียบเทียบ “ตอนนั้นอวิ๋นตั่วสูง
เท่านี้เอง ตัวอ้วนจํ้ามํ่า สอบได้ 27 คะแนน ตอนนั้นอี้ฟานอยากจะบ้าตาย
เขาคิดมาตลอดว่าเขาฉลาด ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกทั้งสองคนถึงเรียนไม่เก่ง
หมอก็บอกเขาว่าอย่าเก็บมาใส่ใจเลย การเรียนเป็นแค่หนึ่งในทักษะหลายๆ
ด้าน ทีแรกเขาก็อยากจ้างครูสอนพิเศษ แต่ชูยินไม่เห็นด้วย แต่ผลสุดท้ายผ่าน
ไปไม่ถึงหนึ่งวัน ชูยินดันเปลี่ยนความคิดอีกแล้ว เจ้าคู่นี้น่าสนใจจริงๆ”
อวี่เจ๋อยิ้มออกมาแต่ไม่พูดอะไร เพราะเขารู้สาเหตุว่าทำไมตอนแรกชูยิน
ถึงได้เปลี่ยนความคิด คำพูดที่อวิ๋นเฉียวเคยบอกเขาคือ…ทั้งชีวิตนี้แม่ฉันไม่
สนใจอะไรหรอก แต่มีอยู่เรื่องเดียวที่สนใจ คือไม่ยอมเสียหน้าให้กับคุณน้า
จ้าวเยว่ ฉันน่ะหมดหวังแล้ว แต่น้องสาวฉันยังอายุน้อย ยังพอช่วยเธอได้
อวิ๋นตั่วไม่รู้ตัวหรอกว่าเธอกำลังรับหน้าที่รักษาหน้าตาให้ผู้เป็นแม่ แต่
สาเหตุที่เธอพยายามตั้งใจเรียนตอนแรก ก็คล้ายๆ กับแม่ของเธอนั่นแหละ
เธออยากจะเอาชนะสือเหยียนสักครั้ง อวี่เจ๋อบอกเธอว่า ถ้าอยากเอาชนะ
สือเหยียนก็อย่าพึ่งคนอื่น ต้องพึ่งตัวเอง เรื่องการเอาชนะสือเหยียน เป็นสิ่งที่
กระตุ้นจิตใจได้ดีมาก แต่ก็ทำให้เธอหมดกำลังใจได้เช่นกัน
“หนูเอาชนะสือเหยียนไม่ได้หรอกค่ะ”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ สือเหยียนสอบได้ร้อยคะแนน ในกระดาษข้อสอบแผ่น
หนึ่ง มากสุดก็ได้แค่ร้อยคะแนน นั่นก็หมายความว่าสือเหยียนถึงขีดจำกัดแล้ว
แต่อวิ๋นตั่ว เธอน่ะยังมีช่องว่างให้พัฒนาต่ออีกมาก พวกเราค่อยๆ ก้าวไปทีละ
นิด ต้องมีสักวันที่ตามสือเหยียนทันแน่” อวี่เจ๋อบอกกับอวิ๋นตั่วว่า “นึกถึง
นิทานเรื่องกระต่ายกับเต่าสิ เธอเป็นเต่า ส่วนสือเหยียนเป็นกระต่าย”
การเปรียบเทียบนี้ก็ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรนัก อวิ๋นตั่วไม่รู้สึกเลยว่า
ตัวเองเป็นเต่า เธอแค่อยากลองชนะดูสักครั้ง สักครั้งก็พอแล้ว
ในที่สุด ตอนป.3 อวิ๋นตั่วก็ประกวดเรียงความชนะเลิศ พอนำเกียรติบัตร
กลับมาบ้าน ทั้งครอบครัวเธอดีใจกันแทบตาย
“แค่หนูได้รางวัลคนเดียว ก็ถือว่าหนูชนะแล้วหนึ่งครั้งใช่ไหมคะ
”
อวิ๋นตั่วถามอวี่เจ๋อ
“ใช่ เธอชนะแล้วหนึ่งครั้ง”
เกียรติบัตรใบนั้น ตระกูลอวิ๋นมองว่ามันเป็นสมบัติลํ้าค่า พวกเขานำมัน
ใส่กรอบแขวนไว้ที่ห้องหนังสือของอวิ๋นอี้ฟาน
เมื่อมีแขกมาห้องหนังสือ พวกเขาก็จะอดชื่นชมไม่ได้เมื่อเห็นเกียรติบัตร
ใบนั้นบนผนัง เวลาแบบนี้อวิ๋นอี้ฟานภาคภูมิใจในตัวลูกสาวมาก แต่ปากเขา
กลับพูดว่า “ก็แค่บังเอิญครั้งเดียวเอง อาจจะไม่ใช่ความสามารถที่แท้จริง
ของเธอก็ได้นะครับ”
คำพูดนี้กลับทำให้อวิ๋นตั่วไม่ค่อยพอใจนัก เธอพยายามมากแล้ว ทำไม
พ่อถึงชมเธอต่อหน้าคนอื่นสักครั้งไม่ได้นะ?
“คุณพ่อไม่รักหนูใช่ไหมคะ” เธอมองอวี่เจ๋อด้วยสีหน้าเศร้าซึม
“ไม่หรอก คุณพ่อรักเธอมาก ลองนึกถึงเรื่องที่ท่านทำเพื่อเธอสิ” อวี่เจ๋อ
ว่า
อวิ๋นตั่วลองคิดดูดีๆ แต่เธอคิดไม่ออกจริงๆ ว่าคุณพ่อทำอะไรเพื่อเธอกัน
แน่ ปกติเธอมักจะไม่เห็นหน้าเขา คุณแม่บอกเธอว่าเขางานยุ่งมาก แล้วทำไม
ต้องยุ่งขนาดนั้นด้วยล่ะ? คุณแม่บอกว่าเพราะคุณพ่อทำเพื่อบ้านหลังนี้
อวิ๋นตั่วเองก็เป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังนี้ ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเขาทำเพื่อเธอไป
ก่อนแล้วกัน!
“แล้วทำไมเขาไม่เคยชมหนูต่อหน้าคนอื่นเลยล่ะคะ”
“เขากลัวเธอจะทระนงตัวน่ะสิ พวกผู้ใหญ่ก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นแหละ ถ้า
ชมลูกตัวเองมากไป คนอื่นเขาจะว่าได้ว่ายกหางตัวเอง พ่อเธอไม่อยากโดนว่า
แบบนั้นหรอก”
แต่อวิ๋นตั่วไม่ได้คิดแบบนั้น แค่ปล่อยให้ตัวเองโดนหัวเราะเยาะแลกกับ
การชื่นชมลูก จะทำไม่ได้เลยหรืออย่างไรกัน?
อวิ๋นตั่วรู้สึกขอบคุณมากที่อวี่เจ๋อเข้ามาในชีวิตเธอ เวลาที่เธอคิดว่า
ตัวเองเป็นแค่คนโง่ ก็เป็นอวี่เจ๋อที่มองเธอด้วยสายตามั่นคงแล้วพูดว่า “เธอ
ฉลาดมาก”
ถ้าไม่มีคำพูดนี้อวิ๋นตั่วจะเป็นยังไงบ้าง เธอคิดว่าตัวเองคงเลิกพยายาม
ไปนานแล้ว