ยามเมฆฝนพัดผ่าน - ตอนที่ 50 เสียเวลาไปกับเรื่องที่ดีงาม
ขณะที่พระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน อวิ๋นตั่วก็กำลังนั่งเช็ดจักรยานอยู่ใต้ต้น
ซากุระ
“จักรยานก็เพิ่งซื้อมาใหม่ เธอจะเช็ดอะไรของเธอน่ะ” อวิ๋นเฉียวถาม
“ก็เพิ่งล้มไปนี่คะ ไม่รู้ว่าตรงไหนพังหรือเปล่า” อวิ๋นตั่วตอบ
“ถ้าพังแล้วพี่ซื้อให้ใหม่ก็ได้”
อวิ๋นตั่วส่ายหน้าขณะมองพี่ชาย พลันเอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง
“น่า
สงสารจริงๆ!”
อวิ๋นเฉียวนึกว่าเธอพูดถึงจักรยาน อย่างนั้นจึงบอกว่า “ก็แค่จักรยานคัน
เดียวเอง น่าสงสารตรงไหนกัน”
“หนูหมายถึงพี่ค่ะ” อวิ๋นตั่วยืนขึ้น เธอสูงถึงไหล่พี่ชายแล้ว รออีกสองปี
ก็น่าจะสูงไล่เลี่ยกันแล้วล่ะมั้ง
อวิ๋นเฉียวอึ้งไปอยู่นาน จากนั้นก็ถามขึ้นว่า “พี่มีอะไรน่าสงสารกัน?”
“พี่ไม่มีของรักอะไรเป็นพิเศษเลย แบบนี้ไม่น่าสงสารหรอกเหรอคะ”
อวิ๋นเฉียวไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะเป็นคนน่า
สงสารในสายตาน้องสาวเสียแล้ว แต่พอคิดดูอีกทีให้รอบคอบ ก็น่าสงสาร
จริงๆ นั่นแหละ ชีวิตไร้สิ่งเกาะยึด บางเบาเหมือนขนนกกระสา หากวันไหน
เลือนหายไป อาจไม่ทิ้งร่องรอยไว้เลยก็เป็นได้
พอคิดแบบนี้ อวิ๋นเฉียวก็เริ่มกลัวขึ้นมาแล้วจริงๆ หากคนๆ หนึ่งได้มาเกิด
บนโลกนี้ แต่ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย จะน่าเศร้าขนาดไหนกัน
“อวิ๋นตั่ว ตอนพี่ไม่อยู่เธอจะคิดถึงพี่บ้างหรือเปล่า”
อวิ๋นตั่วคิดอยู่ครู่หนึ่ง กลัวว่าความจริงจะทำร้ายอวิ๋นเฉียว เธอก้มหน้าลง
แล้วใช้เท้าเขี่ยไปบนพื้นเป็นวงกลม นี่เป็นท่าทางที่เธอเคยชิน เวลาที่เธอไม่
อยากพูดอะไร เธอจะทำแบบนี้ ก้มหน้าแล้วใช้เท้าวาดบนพื้น
อวิ๋นเฉียวพลันรู้สึกเสียใจขึ้นมา “ถ้าพี่ตาย เธอจะไม่เสียใจเลยใช่ไหม”
“ทำไมพี่พูดแบบนั้นละคะ”
“พี่รู้สึกว่าตัวเองไม่สำคัญ” อวิ๋นเฉียวว่า
“พี่สำคัญกับหนูมากเลยนะ”
“อย่างนั้นเหรอ?” อวิ๋นเฉียวไม่ค่อยเชื่อนัก เขาจึงหันหลังเดินกลับเข้า
บ้านไป
อวิ๋นตั่วมองตามหลังพี่ชาย รูปร่างของเขาสูงสง่า เหมือนต้นยูคาลิปตัสที่
ต้านแรงลม แต่ไม่รู้ทำไมจึงเกิดอารมณ์เศร้าขึ้นมาซะได้ เขาโดดเดี่ยวมา
ตลอด อยู่ต่างประเทศคนเดียวเขาคงเหงามาก ในใจของคงมีช่องว่างขนาด
ใหญ่ ที่เขาไม่รู้ว่าจะเติมเต็มมันได้อย่างไร
อวิ๋นตั่ววิ่งเข้าไปดึงมือพี่ชายเอาไว้ แล้วเอาหัวซบลงที่ไหล่เขา “พี่คะ พี่
เคยคิดถึงความฝันบ้างหรือเปล่า”
“ความฝัน?” อวิ๋นเฉียวคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดว่า “ก็เคยนะ ตอนนั้นยัง
เด็กมากเลย พี่ชอบวาดรูปมาก ครั้งหนึ่งเคยได้รางวัลด้วย แต่เทียบกับรางวัล
เรียงความของเธอไม่ได้หรอก คุณครูระดับชั้นเป็นผู้ตัดสินน่ะ ตอนนั้นเหมือน
จะเคยคิดว่าอยากเป็นศิลปิน”
“แล้วทำไมตอนหลังไม่วาดรูปแล้วล่ะคะ”
“พี่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณสมบัตินี้ คุณพ่อมักพูดว่า ครอบครัวเราไม่มี
พรสวรรค์ทางศิลปะ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ ครอบครัวของเราไม่ค่อยได้ยุ่ง
มากนัก”
“คุณพ่อพูดเหลวไหลน่า ท่านเป็นคนให้ศิลปินไปจัดนิทรรศการศิลปะถึง
ต่างประเทศเลยนะ”
“นั่นเป็นธุรกิจ ภาพของศิลปินคนนั้น ตอนนี้เขาขายเป็นคืบแล้ว”
“แล้วที่ท่านซื้อมาจากงานประมูลครั้งก่อนนั่นล่ะ” อวิ๋นตั่วถาม
“นั่นเป็นภาพต้นฉบับของแวนโก๊ะ ดังมาก ถึงไม่มีมีรสนิยมทางศิลปะก็ดู
ออก ว่ามันคุ้มที่จะเก็บสะสมไว้”
ทันใดนั้นอวิ๋นตั่วก็พูดว่า “พี่คะ พอพี่ไปอยู่อังกฤษแล้ว ส่งภาพวาด
กลับมาให้หนูทุกเดือนได้ไหมคะ”
“เธอจะเอาภาพที่พี่วาดไปทำไมล่ะ”
“ใครจะรู้ล่ะคะ วาดไปวาดมา ถ้าเกิดดังขึ้นมาล่ะ”
“ส่วนใหญ่พวกศิลปินจะดังหลังจากที่พวกเขาตายแล้วนะ”
อวิ๋นตั่วอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ “ยังไงพี่ก็ไม่เป็นไรหรอก
น่า วาดให้หนูสักภาพจะเป็นไรไป เสียเวลาไปกับเรื่องที่ตัวเองชอบไม่ดีกว่า
หรือคะ”
อวิ๋นเฉียวหยุดก้าวเท้าทันที แล้วมองที่อวิ๋นตั่ว ทั้งร่างของเธอสะท้อนเป็น
สีทองจากแสงอาทิตย์ ราวกับนางฟ้าตนหนึ่ง “อวิ๋นตั่ว พี่เป็นศิลปินไม่ได้
หรอก”
“ใครบอกว่าวาดรูปแล้วต้องเป็นศิลปินล่ะคะ ก็แค่วาดเพราะชอบไม่ได้
เหรอไง”
“เธอกับอวี่เจ๋อชักจะเหมือนกันเข้าไปทุกทีแล้ว”
“ทำไมพี่ถึงพูดแบบนี้ล่ะ?”
“เพราะพวกเธอพูดโน้มน้าวเก่งไงล่ะ!”
“พี่รับปากแล้ว?”
“เธอพูดถูก เสียเวลาไปกับเรื่องที่ตัวเองชอบดีกว่า ยังไงเวลาของพี่ก็
เยอะอยู่แล้ว” อวิ๋นเฉียวลูบหัวน้องสาว “พี่จะไปซื้ออุปกรณ์วาดรูปเดี๋ยวนี้
แหละ”
————————————————–