ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 186 เจ้าคือเทพธิดาเซียวเหยาจริงหรือ
บทที่ 186 เจ้าคือเทพธิดาเซียวเหยาจริงหรือ
“เทพธิดาเซียวเหยาจริง ๆ หรือ”
“ไหน อยู่ตรงไหน??”
ได้ยินชื่อของเทพธิดาเซียวเหยา ใจของหลาย ๆ คนเริ่มสั่นไหว แล้วกวาดตามองไปรอบ ๆ
ผู้อาวุโสที่นี่ล้วนแต่มีสถานะสูงส่ง แน่นอนว่าพวกเขาล้วนเคยอยู่ในสำนักชิงหยาง!
ดังนั้นจึงแทบจะรู้จักชื่อเสียงของเทพธิดาเซียวเหยากันถ้วนหน้า
หลินไห่ถังที่อยู่ด้านหลังสวี่หยางก้มศีรษะเล็กน้อย ในใจก็รู้สึกสิ้นหวังเช่นกัน
ยังคงถูกผู้อื่นพบเห็นอยู่ดี
ตอนนี้นางทำได้เพียงยืนอยู่ด้านหลังสวี่หยางเพื่อบดบังรูปร่างของตัวเองเท่านั้น
“อยู่ตรงนั้น!!”
หลี่เฟิงชี้หลินไห่ถังด้วยความตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
“ฮ่า ๆ ๆ… ท่านคือเทพธิดาเซียวเหยาจริง ๆ รู้หรือไม่การพบเจอท่านมันยากเย็นแค่ไหน!”
ดวงตาของหลี่เฟิงเรืองประกาย
เขาแสร้งทำเป็นตกหลุมรัก แต่แท้จริงแล้วมันคือแผนการต่างหาก
บัดนี้ เพราะการออกตามหาสมบัติของพวกตนลากฝูงสัตว์อสูรเข้ามา พวกเขาตระกูลหลี่จึงกลายเป็นเป้า!!
สิ่งนี้ส่งผลเสียต่อตระกูลหลี่มหาศาล
ดังนั้นเมื่อได้พบหลินไห่ถัง เขาจึงจงใจตะโกนออกมาให้ดังที่สุดเพื่อดึงความสนใจของทุกคน
ที่จริงแล้ว เขาก็ไม่เคยเห็นโฉมหน้าแท้จริงของเทพธิดาเซียวเหยาด้วยซ้ำ
แต่เมื่อเห็นใบหน้าของหลินไห่ถัง เขาก็พูดเช่นนั้นโดยไม่ลังเล เพื่อดึงความสนใจของคนอื่น!!
ต้องบอกว่าการกระทำของหลี่เฟิงครั้งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างมาก
จากนั้น หลายคนก็สังเกตเห็นว่าภรรยาหลายคนของสวี่หยางได้เผยโฉมหน้าที่แท้จริงของตน
งามราวกับเทพธิดา!
งามล่มเมือง!
ต่างก็ล้วนเป็นหญิงงามเลิศล้ำ
มิเพียงแค่หลี่เฟิง แม้แต่ผู้ที่ไม่เคยได้ยินชื่อเทพธิดาเซียวเหยาล้วนตกตะลึงตาโต
“ไม่คิดเลยว่าภรรยาของสหายเต๋าจะเป็นเทพธิดาเซียวเหยาที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ ข้านับถือ ข้านับถือ”
หลี่ซินเย่าค้อมคำนับสวี่หยางพร้อมรอยยิ้มจริงใจ จากนั้นหันไปทางเหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์โดยรอบแล้วอธิบาย “พวกท่านอาจมิรู้จักเทพธิดาเซียวเหยา ผู้เลื่องชื่อในเมืองเซียนแห่งสำนักชิงหยาง นางคือเทพธิดาที่โด่งดังมาก!”
สวี่หยางขมวดคิ้ว
หลี่ซินเย่ายิ้มแย้ม แต่คำพูดกลับแฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
เขาแสร้งแสดงความเคารพ แต่ในคำพูดกลับผลักให้สวี่หยางและภรรยาตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายอีกครั้ง
“สหายเต๋า เจ้าน่าจะสวมหน้ากากมาเช่นกัน มิทราบว่าสหายเต๋ามีโฉมหน้าอย่างไร” หลี่ซินเย่ากล่าวพร้อมหัวเราะร่า
เนื่องจากสวี่หยางมีเครื่องรางป้องกันจำนวนมาก ดังนั้นหน้ากากจึงไม่เสียหาย
ขณะนี้ทุกคนกำลังคาดเดากันว่า สวี่หยางคือผู้ใดกันแน่
ถึงได้มีภรรยาที่งดงามมากมายเพียงนี้
“ข้าเป็นใคร ไม่เกี่ยวกับเจ้า” สวี่หยางอารมณ์ไม่ค่อยดี ไม่อยากจะพูดจาดีกับใคร
“เจ้า…”
ดวงตาของหลี่เฟิงเบิกกว้าง ชี้ไปที่สวี่หยาง
“พูดมากเกินไป”
สวี่หยางพูดเสียงเย็น ดัชนีฝังเข็มถูกส่งออกไป
ฉึก!!
หลี่เฟิงเป็นเพียงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า การลงโทษเขาเป็นเรื่องง่ายดาย
เมื่อเผชิญกับการจู่โจม สีหน้าของหลี่เฟิงก็เปลี่ยนไปโดยพลัน
โชคดีที่หลี่ซินเย่าที่อยู่ข้างกายรีบลงมือได้ทันเวลา เครื่องรางป้องกันปรากฏขึ้นต่อหน้าพวกเขา
ปัง!
ป้องกันการโจมตีสำเร็จ
หลี่เฟิงตกใจจนแทบสิ้นสติเมื่อมองไปที่ม่านเกราะที่สั่นไหวอย่างรุนแรง
หากไม่ใช่เพราะพี่ชายของเขาใช้เครื่องรางป้องกันทันเวลา เขาคงตายไปแล้ว
“เจ้ากล้าฆ่าข้า เจ้าเป็นใคร เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นคนตระกูลหลี่…”
หลี่เฟิงพึ่งพาอิทธิพลของพี่ชาย ความกล้าเทียมฟ้าเหมือนคนที่ตายไม่รู้ตัว ก่นด่าสวี่หยาง
“หุบปาก!!”
หลี่ซินเย่าถลึงตามองน้องชาย แล้วหันไปพูดกับสวี่หยาง “สหายเต๋า น้องชายข้าล่วงเกินท่านแล้ว ต้องขออภัยตอนนี้ข้าได้รับบาดเจ็บ ขอตัวกลับไปพักก่อน พวกเราไปกันเถอะ”
…
ทันทีที่หลี่เฟิงตามหลี่ซินเย่าเข้าห้อง ก็อดรนทนไม่ไหว พูดขึ้นว่า “พี่ใหญ่ ท่านช่วยคนอื่นพูดทำไม เราตระกูลหลี่มีพลังปราณแข็งกล้า ทำไมต้องกลัวเจ้านั่นด้วย”
หลี่เฟิงทำท่าไม่เชื่อ
เพราะการเดินทางครั้งนี้ของตระกูลหลี่มีผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายและขั้นกลางมากมาย
การจะจัดการกับสวี่หยางและพวกพ้องนั้น ย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย
“หลี่เฟิง เมื่อครู่เจ้าฉลาดนัก ตอนนี้เจ้าโง่ไปได้อย่างไร สิ่งที่เราต้องการคือการดึงดูดความสนใจ ถึงเจ้าจะจัดการกับพวกเขาแล้วอย่างไร หากเกิดไปจุดไฟแห่งความโกรธของคนบนเรือ เราจะรับมืออย่างไร”
“อืม… พี่ใหญ่พูดถูก”
“จงจำไว้นกที่บินนำฝูงมักถูกยิง*[1] เราทำให้ผู้อื่นหันไปสนใจพวกเขาได้แล้ว นั่นคือแผนของเราสำเร็จแล้ว”
หลี่ซินเย่ากล่าวอย่างเฉยเมย
เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ข้าง ๆ พากันพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
“คุณชายใหญ่กล่าวถูกต้องแล้ว”
“แต่พี่ใหญ่ ไม่น่าเชื่อว่านางเป็นเทพธิดาเซียวเหยาจริง ๆ งดงามนัก…”
หลี่เฟิงเอ่ยออกมาด้วยความตื่นเต้น
“เจ้าเลิกคิดเสียเถิด ด้วยพลังปราณของเจ้า คิดจะรับมือได้อย่างไรเล่า”
“เฮ้อ… พี่ใหญ่ ข้ายังมีท่านอยู่มิใช่หรือ ท่านมิได้กล่าวอยู่เสมอหรือว่าให้ข้ารีบมีครอบครัวเร็ว ๆ ข้าว่าหญิงนางนั้นก็ไม่เลว”
หลี่เฟิงยิ้มแก้มปริ ยามนี้ทั้งความคิดและจิตใจล้วนมีแต่ร่างงามของหลินไห่ถัง
เมื่อรำลึกถึงใบหน้าของหลินไห่ถัง หลี่ซินเย่าจึงส่ายหน้า “ข้ากลับเห็นว่าสตรีอีกคนที่อยู่ข้าง ๆ งามนัก และละม้ายคล้ายคลึงกับคนผู้หนึ่ง”
ผู้ที่เขาเอ่ยถึงนั้นก็คือ หลินหวั่นชิง
รู้สึกว่านางเหมือนคุณหนูใหญ่ตระกูลหลินอย่างหลินหวั่นชิงนัก
เขาหันไปถามผู้อาวุโสข้างกาย มีผู้อาวุโสคนหนึ่งที่เคยเห็นหลินหวั่นชิงตกตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นก็ตอบว่าเขาจะสังเกตอย่างละเอียดในภายหลัง
…
ตกค่ำ
ในห้องพัก
หลังจากเกิดเรื่องราวก่อนหน้านี้ สวี่หยางย่อมไม่กล้าละเลย
จึงบอกกับภรรยาทั้งสี่คน ว่าจะผลัดกันพักผ่อน
แท้จริงแล้ว ถ้าจะสู้กันจริง ๆ เขาไม่กลัวพวกนั้นหรอก
ก่อนหน้านี้เขาร่วมมือกับหลินไห่ถัง สังหารผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายไปมากมาย
เหตุผลที่ไม่บุ่มบ่ามโจมตีเพราะเรือลำนี้ก็ชำรุดทรุดโทรมมากแล้ว
ถ้าสู้กันต่อไป เรืออาจจะทนไม่ไหว ถึงตอนนั้นพวกเขาคงลำบากแน่
“แต่ว่า… หลี่เฟิง หลี่ซินเย่า ต้องตาย!”
สวี่หยางเอ่ยย้ำทีละคำ ใบหน้าเจือประกายโหดเหี้ยม
มีเรื่องแค่กับข้าก็ไม่สมควรแล้ว แต่ยังคิดแย่งภรรยา พวกเจ้าจะต้องชดใช้!
หลินไห่ถัง ถอนหายใจ “เป็นเพราะข้าเอง ที่ทำให้เดือดร้อน”
“ไห่ถัง เจ้าอย่าพูดเช่นนี้เลย เห็น ๆ อยู่ว่าคนเลวพวกนั้นผิด” หลินหวั่นชิงปลอบ เสิ่นม่านอวิ๋นก็ลูบไหล่ของหลินไห่ถังเป็นการบอกให้นางอย่าคิดมาก
“วางใจเถอะ ข้าจะหาโอกาสฆ่ามันซะ”
สวี่หยางยิ้ม “เมื่อเรือเทียบท่า นั่นแหละจะเป็นวันตายของพวกมัน!!”
“แต่ว่า ตอนนี้หัวหน้าเรือตาย พวกเราต้องระวังตัวให้มากขึ้น โดยเฉพาะค่ายกลป้องกันก็พังแล้วด้วย ถ้ามีคนคิดร้ายขึ้นมา เกรงว่า…”
หลินอวี้เอ่ยเบา ๆ แสดงความกังวลของตนเองออกมา
ความกังวลของนางมิได้ไร้เหตุผล
สวี่หยางก็เพิ่งคิดเรื่องนี้เมื่อครู่
การจะให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยนั้นมิได้อาศัยความรู้สึกสำนึกของผู้อื่น
ทว่าอาศัยการควบคุม
ก่อนหน้านี้ เรือปลอดภัยก็เพราะมีหัวหน้าเรือคอยควบคุม ประกอบกับหัวหน้าเรือสามารถควบคุมค่ายกลโจมตีได้ พลังปราณเทียบเท่าขอบเขตจินตาน
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ใครเล่าจะกล้าก่อเรื่อง
แต่ตอนนี้ แตกต่างแล้ว
ค่ายกลไม่มี หัวหน้าเรือตาย ไร้การควบคุมอย่างสิ้นเชิง
สวี่หยางคาดการณ์
พอใกล้เขตแดนทะเลของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีบางคนอาจไม่กลัวตาย
“อวี้เอ๋อร์ เจ้าพูดไม่ผิด ระยะนี้ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ”
สวี่หยางพยักหน้า โชคดีที่พวกเขาไม่ได้อ่อนแอ
ในมือของอวี้เอ๋อร์ยังมีวานรทองแดง พลังปราณทะลวงสู่ขั้นขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย
ที่นี่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย ถือเป็นระดับสูงสุดแล้ว
…
แต่สิ่งที่ทำให้สวี่หยางคาดไม่ถึงคือ วันรุ่งขึ้นก็มีเรื่องเกิดขึ้น
ในห้องรับรองบนเรือ กลับมีสามีภรรยาคู่บำเพ็ญตายอย่างทรมานในห้องนั้น
ถุงเก็บของรวมทั้งเสื้อคลุมและชุดชั้นในที่พวกเขาสวมใส่ก็ถูกล้วงเอาไปทั้งหมด
สภาพศพนั้นน่าสยดสยอง
ก่อนตาย หญิงสาวผู้นี้ยังต้องเผชิญกับการเหยียดหยามอย่างโหดเหี้ยม ขาของนางหัก และมีร่องรอยการกัดทั่วร่างกาย
นายท้ายเรือรีบตรวจสอบที่เกิดเหตุเป็นคนแรก แต่ทนดูสภาพนั้นไม่ไหวจนอาเจียนออกมา
“บัดซบเอ๊ย ฝีมือใครกัน ถึงขนาดกล้าฆ่าคนบนเรือ ถ้าข้าจับตัวคนร้ายได้ ข้าจะฆ่ามันทิ้งเสียเดี๋ยวนั้นเลย!!”
ความโกรธของหัวหน้าเรือก็เป็นเพียงการแสดงความโกรธที่ไร้ประโยชน์เท่านั้น
ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเขากำลังเสแสร้ง เพราะคนที่ลงมือทำเรื่องแบบนี้ได้คงไม่ใช่คนธรรมดา
เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่เดินทางมากับคู่บำเพ็ญต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียด พวกเขาเดินไปยังห้องที่เกิดเหตุเพื่อเริ่มการสอบสวน
สวี่หยางก็เช่นกัน
“หวั่นชิง ไห่ถัง พวกเจ้าพาอวี้เอ๋อร์และอวิ๋นเอ๋อร์รอที่นี่ เดี๋ยวข้ากลับมา”
สวี่หยางรู้สึกกังวล เมื่อมีคนจ้องทำร้ายผู้บำเพ็ญหญิงแบบนี้ พวกนางอาจเป็นอันตรายได้ เขาจึงจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อม
…
“ขออภัย หลีกทางให้ข้าที”
สวี่หยางพูดพลางเดินเข้าไปในที่เกิดเหตุ
ทันใดนั้น หนูตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งก็แทรกตัวเข้าไปในฝูงชน เดินตามมุมห้อง มุดเข้าไปใต้เตียงนอน
ใช่แล้ว มันคือหนูสุ่ยหลิง
สวี่หยางสั่งการให้มันดมกลิ่นแล้วรีบรายงานกลับทันทีหากพบสิ่งผิดปกติ
ในห้องมีศพสองศพปรากฏอยู่ตรงหน้า
ที่เกิดเหตุแทบไม่มีหลักฐานหลงเหลืออยู่เลย
แม้จะสัมผัสปราณหลายสายได้ แต่ก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี
เพราะห้องนี้ใกล้กับทางเดิน ผู้คนเดินผ่านไปมามากมาย ปราณของผู้คนในเรือหนึ่งในสามส่วนต่างก็ปะปนกันอยู่ทั่ว ทำให้ยากที่จะหาตัวฆาตกรได้!
อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังพอคาดเดาได้
ตัวการเบื้องหลังสถานะคงไม่ต่ำ พลังปราณไม่ธรรมดา แล้วยังมีค่ายกลปกปิดชั้นเยี่ยม จึงสามารถลงมือสังหารได้เงียบกริบเช่นนี้
‘ปกติแล้ว ฆาตกรมักจะกลับมายังที่เกิดเหตุ เพื่อดูผลงานของตนเอง บางทีตอนนี้อาจจะมีฆาตกรอยู่ที่นี่ก็ได้!!’
สวี่หยางคิดพลางมองไปรอบ ๆ
‘คนแซ่ลี่ก็น่าสงสัยอยู่…’
‘อืม…พี่น้องตระกูลหลี่ก็อยู่ที่นี่ด้วย’
สวี่หยางพึมพำในใจ
หลี่เฟิงสังเกตเห็นสวี่หยางหันมามองก็ขมวดคิ้วมุ่น แล้วพาพี่ชายเดินจากไป
“รู้สึกผิดเช่นนั้นหรือ?”
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น หัวหน้าเรือก็พาลูกเรือมา จำเป็นต้องจัดการกับศพเพื่อไม่ให้ส่งกลิ่นเน่าเหม็นรบกวนคนอื่นบนเรือ
…
“สหายเต๋าสวี่”
พอเดินออกจากห้องก็เห็นลู่หยวนฮว่าเดินตรงเข้ามา
เมื่อคืนนี้ ลู่หยวนฮว่าก็ได้แสดงความเฉียบแหลมของเขาในยามที่เผชิญหน้ากับฝูงฉลาม เขาได้สั่งให้ลูกหลานในตระกูลออกจากเรือเป็นกลุ่มแรก
แต่วันนี้ พวกเขากลับมาช้ากว่าเขา
เมื่อสวี่หยางเห็นว่าลู่หยวนฮว่ามาหาถึงก็หยุดเดิน ระงับอารมณ์หงุดหงิดในใจ “สหายเต๋าลู่มีธุระอะไรหรือ”
“พวกบนเรือบางกลุ่มกำลังร่วมมือกัน”
ลู่หยวนฮว่าไม่พูดพล่าม เขาพูดถึงประเด็นสำคัญทันที
สวี่หยางเกิดความคิดบางอย่างขึ้นในใจ เขาตระหนักได้ว่าลู่หยวนฮว่าน่าจะมีข้อมูลสำคัญ
เขาหันไปทางภรรยา “พวกเราไปคุยกันที่อื่นเถอะ”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
ลู่หยวนฮว่ากวาดสายตามองไปรอบ ๆ พบว่ามีสายตาหลายคู่จ้องมองมาที่แผ่นหลังของพวกเขา
[1] นกที่บินนำฝูงมักถูกยิง เป็นสำนวนหมายถึง คนที่โดดเด่นหรือทำอะไรก่อนมักได้รับอันตราย