ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 187 ความร่วมมือกับตระกูลลู่
บทที่ 187 ความร่วมมือกับตระกูลลู่
ในขณะเดินตามสวี่หยางไปลู่หยวนฮว่ารู้สึกรำคาญจนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
เพื่อรักษาตระกูลของเขาไว้จึงได้ใคร่ครวญอย่างหนักว่าจะร่วมมือกับใคร
ออกมาครั้งนี้มีเพียงเขาคนเดียวที่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย
เพราะก่อนหน้านี้เพื่อปกป้องตระกูล เขาจึงได้รับบาดเจ็บ
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานที่เหลือรวมกันแล้วไม่เกินสี่คน และมีสองคนที่ยังเป็นขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น
พลังปราณพร้อมกับผู้บำเพ็ญมนุษย์จำนวนเท่านี้ จริง ๆ แล้วถือว่าอ่อนแอมาก
ในความเป็นจริงแล้ว พันธมิตรที่ดีที่สุดเมื่อวัดจากพลังของเขาในตอนนี้ก็คือตระกูลหลี่ หรือตระกูลผู้บำเพ็ญเซียนอื่น ๆ
แต่คนของตระกูลหลี่ ไม่ใช่พวกที่จะเข้ากับใครได้ง่าย ๆ
อย่าได้มองหลี่ซินเย่าที่แสดงตนว่าใจดี เพราะแท้จริงแล้วเขานั้นทั้งร้ายกาจและเจ้าเล่ห์
ผู้ใดที่ไม่รู้เรื่องราวภายใน ล้วนคิดว่าหลี่เฟิงเป็นเพียงเด็กหนุ่มช่างก่อกวน ทว่าความจริงแล้วเขากลับใจดีกว่าหลี่ซินเย่าที่ซ่อนความเลือดเย็นและโหดเหี้ยมไว้อย่างแนบเนียนต่างหาก!
บัดนี้ ตระกูลของเขากลับอ่อนแอลง และหากร่วมมือกับหลี่ซินเย่าละก็ เกรงว่าเขาจะต้องถูกอีกฝ่ายวางกลอุบายแน่
กลุ่มอำนาจอื่น ๆ ต่างก็มีข้อเสียของตนเอง
ลู่หยวนฮว่าใคร่ครวญอยู่นาน จึงนึกถึงสวี่หยาง
จริงอยู่ที่ว่า ตระกูลหลินที่สวี่หยางอยู่ เคยถูกตระกูลลู่ของเขาโจมตี ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายย่ำแย่
แต่ถึงกระนั้นก็ล่วงเลยมานานหลายปีแล้ว อีกทั้งหลังจากนั้นตระกูลลู่ก็ได้ชดเชยค่าเสียหายคืนให้ทั้งหมด
และจากข้อมูลข่าวสารที่เขารวบรวมได้ สวี่หยางเป็นผู้ที่ประพฤติตนในทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่คนประเภทที่คอยแทงข้างหลัง
และที่สำคัญที่สุดคือ เขามีพลังปราณ
ลู่หยวนฮว่าเป็นคนเดียวบนเรือลำนี้ที่รู้ว่า สวี่หยางสังหารผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายสามคนพร้อมกัน
ดังนั้นแม้ฝั่งสวี่หยางจะมีกำลังน้อยกว่า แต่ทว่าพลังการต่อสู้ของเขาแข็งแกร่งมาก
“คุณหนูหลินหวั่นชิง” ลู่หยวนฮว่ายกมือคารวะหลินหวั่นชิงอย่างสุภาพ
หลินหวั่นชิงอยู่ในตระกูลลู่เป็นศิษย์น้อง ‘ลู่หยวนฮว่า’ เฒ่าชราผู้นี้ถึงกับคำนับหลินหวั่นชิงก็เพื่อเป็นการแสดงออกถึงด้านที่อ่อนแอของเขา
“ลู่หยวนฮว่า เฒ่าชราผู้นี้มาทำสิ่งใด เจ้ามาหาเรื่องงั้นหรือ” หลินหวั่นชิงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เอ่อ มิกล้า ๆ เพียงมีเรื่องหารือเท่านั้น สงครามระหว่างสองตระกูลในครานั้นตระกูลลู่ได้ชดเชยและขอปรองดองแล้ว หวังว่าคุณหนูหลินหวั่นชิงจะไม่ถือโทษโกรธเคือง…”
ลู่หยวนฮว่ารู้สึกเจ็บใจ เพื่อโอบกอดต้นขาของสวี่หยางแล้ว เขาจึงต้องยอมจำนนอย่างอดทน
หลินหวั่นชิงเหลือบมองไปที่สวี่หยาง
สวี่หยางส่งสายตาที่ทำให้เธออุ่นใจ จากนั้นมองไปที่ลู่หยวนฮว่า “ท่านลู่ เหตุใดท่านจึงเอ่ยเช่นนี้”
“บนเรือลำนี้ เหล่าผู้มีอิทธิพลต่างก็รวมกลุ่มกัน บางกลุ่มก็เพื่อป้องกันตนเอง แต่บางกลุ่มเช่นตระกูลหลี่อาจกระทำการที่เกินเลยไป”
สายตาสวี่หยางเป็นประกาย “ท่านหมายความว่า พวกเขาจะฆ่าชิงทรัพย์เช่นนั้นหรือ”
“ถูกต้องแล้ว คู่สามีภรรยาที่สังเวยชีวิตในคืนนั้นมิใช่เหตุบังเอิญ เราเหลือเวลาอีกหกวันกว่าจะถึงสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี ข้าขอให้เราร่วมมือกัน คุ้มกันซึ่งกันและกัน เพื่อความปลอดภัยจนกว่าจะถึงจุดหมาย”
“ข้าจะได้สิ่งใดตอบแทน” สวี่หยางไม่สนใจในข้อเสนอของลู่หยวนฮว่า
ประการแรก ตระกูลลู่มิอาจทำให้เขาไว้ใจได้เต็มที่
ประการถัดมา เขามองไม่เห็นถึงความสามารถในการต่อสู้ของตระกูลลู่
ลู่หยวนฮว่ามิได้แปลกใจกับคำตอบของสวี่หยาง กลับกันหากสวี่หยางตอบตกลงโดยง่ายดาย เขากลับต้องระมัดระวังเสียอีก
ด้วยความพร้อมที่เตรียมมาแล้ว เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าจะบอกเจ้าถึงบุคคลบนเรือลำนี้ที่เจ้าต้องระวัง รวมถึงตัวตนที่แท้จริงของคนแซ่ลี่ผู้นั้น และผู้ที่สังหารคู่สามีภรรยานั้นด้วย”
สวี่หยางเลิกคิ้วขึ้น “อ้อ…ท่านรู้หรือ”
“รู้”
สวี่หยางชำเลืองมองลู่หยวนฮว่าอย่างสนใจ ชายผู้นี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ
“เท่านี้ยังไม่พอ” สวี่หยางพูดต่อ “ข้อมูลที่ท่านบอก ข้าไม่ค่อยสนใจ ท่านก็รู้ขั้นพลังปราณของข้า หากพวกเขาคิดจะต่อกรกับข้ามันไม่ง่าย”
“โอสถรู้แจ้งหนึ่งเม็ด”
ลู่หยวนฮว่ากัดฟันเอ่ยถึงสิ่งตอบแทนที่จะให้
โอสถรู้แจ้งเป็นยาขั้นสูงระดับหนึ่ง
ปกติจะให้ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปดและระดับเก้ากิน
เมื่อกินเข้าไปแล้ว พลังปราณของผู้บำเพ็ญมนุษย์จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก จุดตันเถียนจะเปิดออกอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายสามารถทะลวงสู่ขั้นต่าง ๆ และเข้าใจการบ่มเพาะในระยะสั้น ๆ
มีการทดลองหนึ่ง
การกินยาสร้างรากฐานนั้น ช่วยย่นเวลาในการฝึกอย่างน้อยห้าปี ทำให้ผู้คนสามารถใช้ยาสร้างรากฐานได้ภายในเวลาอันสั้น
ลู่หยวนฮว่ากล่าวต่อว่า “ข้าสังเกตเห็นว่า แม่นางเสิ่นภรรยาของเจ้าอยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า แต่เพิ่งจะเข้าสู่ระดับเก้ามาไม่นาน! หากในภายภาคหน้าจะใช้ยาสร้างรากฐาน คงต้องใช้เวลาไม่น้อย!”
“ท่านช่างสังเกตได้ละเอียดถี่ถ้วนนัก”
ลู่หยวนฮว่ากล่าวว่า “การออกเดินทางไกล ต้องคอยมองหกทิศ ฟังเสียงแปดทาง! ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเลี่ยง หากแม่นางเสิ่นภรรยาเจ้ากินยาเม็ดนี้เข้าไป จะช่วยย่นระยะเวลาลงได้อย่างน้อยห้าปี ทำให้กินยาสร้างรากฐานได้เร็วขึ้น!!”
สวี่หยางพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นก็ดียิ่งนัก ได้ ข้ารับไว้”
จากนั้นลู่หยวนฮว่าจึงส่งโอสถรู้แจ้งให้
เขาไม่กลัวว่าสวี่หยางจะผิดคำพูด ตั้งแต่กาลก่อนเขาไม่เคยมองคนผิด ปัจจุบันเขาแค่ต้องการให้สวี่หยางร่วมมือกับพวกเขาอย่างเปิดเผย เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
ทุกคนมิใช่คนโง่ เมื่อเจออันตรายจริง ๆ ต่อให้มีสิ่งล่อใจดีแค่ไหน ก็คงไม่มีผู้ใดเหลียวแล
ตอนนี้ ทำได้เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว
“สหายเต๋าสวี่ งั้นข้าจะเล่าถึงคนแซ่ลี่ผู้นั้น คนผู้นี้คือลี่เจี้ยนเจิ้น เดิมเป็นผู้บำเพ็ญมุนษย์ไร้สำนัก ตอนแรกเขาได้รับโอกาสและฝากตัวเป็นศิษย์ในสำนักเล็ก ๆ ต่อมานับว่าเป็นวาสนาของเขาจึงกลายเป็นโจรผู้ฝึกตน ตอนนี้พลังปราณไม่ธรรมดา อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานระดับกลาง”
“ท่านรู้แจ่มแจ้งเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“คนผู้นี้เคยฉวยโอกาสในยามที่ตระกูลลู่ของข้าถูกโจมตี บุกรุกเข้ามาทางคลังสมบัติของตระกูลลู่ ข้าถูกเขาเข่นฆ่าล้างผลาญอย่าโหดเหี้ยม แล้วหลังจากนั้นข้าก็แอบสืบหาความจริงเกี่ยวกับเขา คนผู้นี้มีอุปนิสัยสุดโต่ง ยามดีงามก็อ่อนน้อมถ่อมตน ยามร้ายกาจก็สังหารผู้คนโดยมิเลือกหน้า…”
สวี่หยางนึกย้อนถึงคราวก่อนที่ลี่เจี้ยนเจิ้นขอเนื้อปลาจากเขา ความรู้สึกแปลก ๆ จึงเกิดขึ้นในใจของเขาทันที
หากครานั้นเขาไม่ให้เนื้อปลาแก่ลี่เจี้ยนเจิ้นเล่าจะเป็นเช่นไร?
แต่ไม่ว่าอย่างไร ตนก็จะไม่หวาดกลัวเขาเป็นอันขาด
“อีกประการหนึ่ง ได้ยินมาว่าคนผู้นี้ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของตนยิ่งนัก หากโดยทั่วไปแล้ว เขาเอ่ยปากอย่างไรก็กระทำเช่นนั้น ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมมาก! เขายกตนว่าเป็นผู้นำแห่งความยุติธรรม…”
สวี่หยาง “…”
“ช่างแปลกพิลึกเสียจริง”
“ทั้งหลายทั้งปวงนี้ล้วนเป็นข้อมูลจากการสืบหาของข้าเอง แต่ก็มิได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยตรง ดังนั้นจึงเป็นเพียงคำเล่าลือ”
สวี่หยางโบกมือ “ข้าทราบเรื่องคนผู้นี้แล้ว ท่านจงเล่ามาเถิดว่าสามีภรรยาคู่นั้นเสียชีวิตเช่นไร”
“ข้าสงสัยนักว่าจะต้องเป็นฝีมือของสองพี่น้องตระกูลหยวนแน่ ๆ!”
“ผู้บำเพ็ญเซียนตระกูลหยวนงั้นหรือ?” สวี่หยางเอ่ยถาม
“ถูกแล้ว อยู่ด้านหลังเจ้า สองคนที่ยืนตกปลาอยู่ตรงราว พวกเขาล้วนเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นทั้งคู่”
สองคนนั้น สวี่หยางเคยพบมาก่อน
ผู้บำเพ็ญตระกูลหยวน ในคราที่หยวนเฉียว บรรพชนตระกูลหยวนได้จัดงานเลี้ยงฉลองการก้าวเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้าของหลินหวั่นชิง แล้วได้ชี้แนะเหล่าผู้คน สองพี่น้องตระกูลหยวนก็ยืนอยู่เบื้องหลังหยวนเฉียว
ในตอนนั้นคนหนึ่งอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น ส่วนอีกคนอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า!!
หลังจากนั้น หยวนเฉียวก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ข้าก็มิได้คาดคิดว่า หลังจากที่สำนักฮ่าวชี่ชุนหยางกลับคืนสู่สภาพปกติแล้ว สำนักก็ได้ส่งหมอมารักษาอาการบาดเจ็บของหยวนเฉียว
ด้วยเหตุนี้ ตระกูลหยวนจึงได้ฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง
ในอีกไม่กี่ปีให้หลัง อาศัยหยวนเฉียวซึ่งอยู่ในขอบเขตจินตาน ผู้บำเพ็ญเซียนตระกูลหยวนต้องรุ่งเรืองขึ้นอย่างมาก และสำนักก็ได้เลี้ยงดูเหล่าศิษย์อัจฉริยะไว้จำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดล้วนถูกส่งไปที่แดนเซียนตงไห่
แล้วสองพี่น้องตระกูลหยวนนี้ ก็เป็นศิษย์สายตรงของตระกูลหยวน ทั้งคู่มีพรสวรรค์ที่ดีเยี่ยม และยังเป็นช่างทำยันต์อีกด้วย
สวี่หยางชำเลืองมองไปทางสองพี่น้อง
บังเอิญยิ่งนัก พี่น้องตระกูลหยวนก็มองมาทางนี้
สองพี่น้องนี้มิได้พาคนมามาก มีเพียงผู้ติดตามสามสี่คน คนเหล่านั้นอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณ
สวี่หยางสังเกตเห็นว่าสายตาของพี่น้องตระกูลหยวนนั้นจับจ้องอยู่ที่ภรรยาของเขา หลินอวี้
เห็นได้ชัดว่าหลินอวี้ที่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดานั้นถูกหมายหัวได้ง่าย
‘น่าตายนัก!!’
สวี่หยางกล่าวในใจพลางถามลู่หยวนฮว่าว่า “ท่านมีหลักฐานอะไรที่ชี้ชัดว่าพวกเขากระทำเช่นนั้น?”
“ตอนไปตรวจดูศพ ผู้คนส่วนใหญ่ไปกันหมดแล้ว มีเพียงสองพี่น้องคู่นี้ที่ไม่สนใจสิ่งใด นี่มันผิดวิสัย”
“ผิดวิสัยจริง ๆ แต่มันก็เป็นไปได้ว่าสองพี่น้องคู่นี้อาจจะไม่สนใจเลยก็ได้” สวี่หยางครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว
“มิใช่เช่นนั้น ตามที่ข้ารู้มา สองพี่น้องคู่นี้อยู่ที่บ้านเกิดก็มีชื่อเสียงเสื่อมเสีย ข่มขืนหญิงสาวผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วน ยังมีสตรีและเด็กหญิงในตระกูลดี ๆ ที่ถูกพวกเขากระทำซ้ำจนสิ้นเนื้อประดาตัว เด็กหญิงจากบางตระกูลซึ่งมีอายุเพียงเจ็ดแปดขวบก็ไม่เว้น!”
ลู่หยวนฮว่ากล่าวเสียงหนักแน่น “ประการแรก เป็นเช่นที่สหายเต๋าสวี่กล่าว ประการที่สอง หญิงสาวที่พวกเขาทำร้าย ล้วนมีจุดร่วมบางประการ นั่นก็คือขาของพวกนางหัก”
สวี่หยางเลิกคิ้ว “เช่นนั้น อาจเป็นไปได้ว่ามีผู้ต้องการใส่ร้ายป้ายสี”
“จริงสิ แต่ว่าเหตุใดพวกเขาจึงต้องทำเช่นนั้น ทั้งที่พวกเขาทั้งสองไม่ได้ไปก่อกวนผู้ใดในที่แห่งนี้เลย”
ความจริงเป็นเพียงการคาดเดาของสวี่หยาง
ในใจเขาสงสัยพี่น้องตระกูลหยวนเรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่า หากไม่มีใครคิดร้าย เขาก็คงไม่อยากก่อเรื่องให้ตัวเองกลายเป็นเครื่องมือของผู้อื่น
จากนั้น ลู่หยวนฮว่ายังได้กล่าวถึงคนอีกหลายคนที่ควรระมัดระวัง
สวี่หยางจดจำทั้งหมดลงไปในใจ
ขณะที่พวกเขาทั้งสองหารือกัน ไม่ไกลนัก ผู้บำเพ็ญมนุษย์ของตระกูลหลี่ก็ได้แอบมองมายังที่แห่งนี้
“ไม่ผิดแน่ หลินหวั่นชิง!”
หลินหวั่นชิงถอดหน้ากากออกทำให้ผู้คนจำได้ง่าย
“หลินหวั่นชิงมาที่นี่ ชายผู้นี้ย่อมเป็นสวี่หยางในตำนานไม่ต้องสงสัย เขาเล่าลือกันว่าสวี่หยางมีภรรยาที่งามดั่งบุปผาหยกถึงสี่คน ซึ่งจำนวนภรรยาตรงกันอย่างเห็นได้ชัด…”
เมื่อผู้อาวุโสผู้นี้วิเคราะห์จบก็หันหลังไปรายงานท่านหลี่ซินเย่า
ยิ่งมีผู้ที่จำหลินหวั่นชิงได้มากขึ้นก็ย่อมหลีกเลี่ยงการทักทายไม่ได้
สองพี่น้องจากตระกูลหยวนก็เดินเข้ามา “คุณหนูหลินหวั่นชิง เราพบกันอีกแล้ว”
หยวนต้าหวาผู้เป็นพี่กล่าวทักทายหลินหวั่นชิงด้วยการประสานมือคำนับพร้อมรอยยิ้ม
ก่อนหน้านี้หลินหวั่นชิงเคยจัดงานฉลอง พี่น้องสองคนนี้ก็ติดตามบรรพชนไปแสดงความยินดีและได้พูดคุยกับหลินหวั่นชิงสองสามประโยค
ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยกันสั้น ๆ ก่อนจะกล่าวลา
“ดูท่าทีของสองคนนี้แล้ว ไม่อาจทำสิ่งโหดเหี้ยมเหล่านั้นได้” หลินหวั่นชิงกล่าวอย่างลังเล
“เช่นนั้น เราควรห่างไว้ก่อน”
ระหว่างนั้น หนูสุ่ยหลิงก็วิ่งเข้ามา
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”
หนูสุ่ยหลิงกระโดดขึ้นบ่าอย่างร่าเริง
จากข้อมูลของหนูสุ่ยหลิง กลิ่นบริเวณนั้นถูกทำลายจนตรวจสอบตัวตนของฆาตกรไม่ได้
“ซ่อนตัวได้ดี”
แล้วก็ไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้นอีก
ตอนกลางคืน ลู่หยวนฮว่าส่งข่าวบอกสวี่หยางว่าได้ส่งคนไปลาดตระเวนในบริเวณนั้นแล้ว จึงให้วางใจ
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ หนูสุ่ยหลิงของสวี่หยางได้แอบซ่อนอยู่บนเรือ คอยจับตามองผู้คนบนดาดฟ้า
คืนนี้ ไร้ซึ่งเหตุการณ์ใด ๆ
ทว่าในรุ่งเช้าวันถัดมา ความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายก็ปะทุขึ้น
เหตุการณ์บานปลาย เนื่องจากความบาดหมางในอดีต บัดนี้เมื่ออยู่บนเรือ ไร้ซึ่งข้อจำกัด กลุ่มคนทั้งสองจึงสบตากันอย่างไม่ถูกชะตา
ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการต่อสู้ขึ้น
โชคยังดีที่ผู้ก่อเหตุมีจำนวนเพียงสิบกว่าคน ในที่สุด ต่างฝ่ายต่างได้รับบาดเจ็บ และถูกห้ามปรามมิให้ก่อความวุ่นวายอีก
อาหารมื้อเช้าเหมือนเช่นเคยคือ ฉลามกระบี่
ทันใดนั้น สวี่หยางก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของใครบางคนกำลังก่อตัวขึ้นบริเวณที่เขายืนอยู่
ต่อจากนั้น เจ้าของกลิ่นอายนั้นก็เดินเข้ามา
“พี่ชายท่านนี้ ช่วยแบ่งเนื้อปลาให้ข้าสักชิ้นได้หรือไม่”
ใบหน้าซีดเผือดของลี่เจี้ยนเจิ้นไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ
พูดพลางโยนเนื้อออกมาก้อนหนึ่ง “ข้าแลกเนื้อกับเจ้า”
“เก็บเนื้อไปเถิด”
สวี่หยางส่ายหน้า เนื้อปลาที่เพิ่งย่างเสร็จถูกโยนออกไป
“ข้าให้เจ้า”
เนื้อปลายังเหลืออีกมากมาย ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขัดแย้งกับโจรฝึกตนเพียงเล็กน้อยเช่นนี้
เพราะถึงแม้จะจัดการลี่เจี้ยนเจินได้ แต่เขาก็ต้องเปิดเผยพลังปราณของตนเอง ซึ่งไม่มีความจำเป็นด้วยซ้ำ
ท้ายที่สุด เขาก็ไม่อยากให้พี่น้องตระกูลหลี่คอยวนเวียนอยู่รอบตัว