ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 206 ปฏิเสธความร่วมมือ
บทที่ 206 ปฏิเสธความร่วมมือ
สวี่หยางนำป้ายให้ลูกเรือดู
ลูกเรือจ้องสวี่หยางอีกครั้ง และหันไปมองทางหลินไห่ถังที่อยู่ด้านหลังซึ่งมีผ้าคลุมหน้าปิดบังไว้ ก่อนส่ายหน้า “อืม มาจากหอการค้าหงไห่นี่เอง”
เหล่าลูกเรือมีผิวสีแทนเข้ม ทุกคนล้วนอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณ มีเพียงหัวหน้าเรือและหัวหน้าคนอื่น ๆ เท่านั้นที่อยู่ขอบเขตสร้างรากฐาน
“เจ้าเคยออกเรือหรือไม่” ลูกเรือถามสวี่หยาง
“ไม่เคย”
“ไม่เคย ถ้าเจ้าจะไปหาของก็อย่าคิดฝันเลย เรื่องแบบนี้มันอันตราย!”
สวี่หยางยิ้ม “ไม่เป็นไร ข้าอยากลองดู”
“เฮ้อ ช่างโง่งมนัก! ช่วงนี้มีผู้บำเพ็ญมนุษย์อย่างเจ้าออกทะเลไปแล้วเป็นร้อยคน ล้วนกลับมามือเปล่า บางคนก็หลงทางหายไปหลายสิบคน”
“โอ้ ยังมีคนหลงทางหายไปด้วยหรือ” หัวใจสวี่หยางสั่นไหว
โดยปกติแล้ว หากสภาพอากาศไม่เลวร้ายจนเกินไป ผู้บำเพ็ญมนุษย์ไม่น่าจะหลงทางได้ง่าย ๆ
“ใช่ สภาพแวดล้อมที่นั่นไม่เหมือนที่นี่ เจ้าต้องระวังตัวให้ดี หากไม่มีเกาะเล็ก ๆ ให้เรือจอดพักอาจหมดแรงตายได้”
ในขณะที่กำลังพูดคุยกันก็มีคนมาต่อแถว สวี่หยางจึงขึ้นเรือก่อน
“ทุกท่าน นามของข้าคือจางเทียนเป่า สถานการณ์ในทะเลนั้นซับซ้อนมาก ข้าคิดว่าเราสามารถร่วมมือกันได้ หากท่านใดสนใจก็สามารถร่วมเดินทางไปกับข้าได้ ข้าและคู่บำเพ็ญยินดีต้อนรับเสมอ”
สวี่หยางเงยหน้ามอง
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ชายหญิงคู่หนึ่งเชื้อเชิญให้พวกเขาเข้ารวมกลุ่ม
ไม่นานนักก็มีคนเดินเข้าไปสองสามคน พร้อมกับพูดคุยกันเบา ๆ
อย่างไรก็ตาม สวี่หยางไม่ได้มีความคิดที่จะร่วมมือกับคนอื่น
เพราะไม่จำเป็น
ในทางกลับกัน หากร่วมมือกับคนอื่น เขาก็ต้องคอยระแวดระวังเพิ่ม
หลินไห่ถังจับมือสวี่หยาง นางก็คิดว่าไม่จำเป็นเช่นกัน
ทั้งคู่ยืนเคียงข้างกัน หลินไห่ถังสูดกลิ่นลมทะเล สายลมพัดเส้นผมของนางปลิวไสว
“ที่นี่บรรยากาศดียิ่ง” หลินไห่ถังพูดขึ้น
“สหายเต๋ามาที่นี่ครั้งแรกหรือ”
ในเวลานี้ คู่บำเพ็ญที่ตะโกนเรียกให้คนมาร่วมมือก่อนหน้านี้ก็เดินเข้ามา
คนที่พูดคือคู่บำเพ็ญของจางเทียนเป่า
ผู้บำเพ็ญหญิงยิ้มแย้มแจ่มใส และพูดต่อ “เมื่อครู่ข้าและสามีได้ชักชวนสหายอีกห้าคนมารวมกลุ่ม ข้าเห็นว่าท่านทั้งสองก็ดูเหมือนจะไม่คุ้นเคยกับสถานการณ์ในทะเล ทำไมไม่ลองมาร่วมมือกันล่ะ”
สวี่หยางปฏิเสธอย่างสุภาพ
ผู้บำเพ็ญหญิงพยายามเกลี้ยกล่อมอีกสองสามประโยค แต่สวี่หยางก็ยังคงส่ายหน้า
“พี่หลาน พวกเขาไม่เต็มใจก็ช่างเถอะ”
มีผู้บำเพ็ญคนหนึ่งเดินเข้ามา
สาวงามถอนหายใจ แล้วกลับไปหาคู่บำเพ็ญของตน
“ครั้งนี้ผู้ร่วมเดินทางมีมากถึงร้อยกว่าคน”
หลินไห่ถังเหลือบมองไปยังเหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์บนดาดฟ้า นึกอดทึ่งในใจไม่ได้
“คู่แข่งเยอะขนาดนี้ต้องระวังให้ดี”
สวี่หยางส่งจิตเทวะตรวจสอบคนกลุ่มนี้ รู้สึกถึงปราณชั่วร้ายบนตัวบางคน พวกนี้ไม่ใช่คนธรรมดา
อย่างเช่น คู่บำเพ็ญที่เพิ่งเสนอหาคนร่วมมือเมื่อครู่ ผู้ที่กล้าหาญหาคนร่วมมือเช่นนี้ย่อมมีพลังไม่ธรรมดา
“ออกเรือ!!”
หัวหน้าเรือตะโกนสั่ง
ใต้เรือลำใหญ่ ค่ายกลถูกเปิดใช้งาน เรือลำใหญ่มุ่งหน้าสู่ทะเลโดยปราศจากคลื่นลม
เรือหาสมบัติเช่นนี้มีดาดฟ้ากว้างใหญ่ ด้านหลังยังมีเชือกสำหรับลากจูงอีกด้วย ทั้งลำเรือหนักมาก จึงจำเป็นต้องใช้ค่ายกลขับเคลื่อนถึงแปดแห่ง
สวี่หยางกับหลินไห่ถังพักอยู่ในห้องพัก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สามวันก็ล่วงเลยไป
รุ่งเช้าวันนี้…
สวี่หยางกับหลินไห่ถังออกกำลังกายจนเสร็จแล้วค่อย ๆ ผละออกจากกัน หลินไห่ถังหอบหายใจแรง “น่ารำคาญ จู่ ๆ ก็มีอารมณ์เช่นนี้แต่เช้าตรู่”
แม้หลินไห่ถังจะกล่าวเช่นนี้ ทว่าสีหน้าตื่นเต้นก็ได้ทรยศนางไปแล้ว
สวี่หยางพูดอะไรไม่ออก “คิดฟันแล้วทิ้งหรือ เมื่อครู่คือผู้ใดกันที่ร้องบอกว่า อย่าหยุด ให้ข้าเร็ว ๆ??”
เมื่อแลเห็นสีหน้ายิ้มแย้มประหลาด ๆ ของสวี่หยาง หลินไห่ถังก็รู้สึกอับอายขึ้นมาทันที
“ไม่ใช่”
“เจ้าไม่เชื่อก็ไปถามหนูสุ่ยหลิงดูสิ”
สวี่หยางหันไปทางหนูสุ่ยหลิง
หนูสุ่ยหลิงพยักหน้า ยืนยันว่าได้ยินหลินไห่ถังร้องเช่นนั้นจริง ๆ
หลินไห่ถังอับจนหนทางจะแก้ตัว
“เอาเถอะ ๆ คนเริ่มลงมือกันแล้ว พวกเราไปหาเรืออับปางกันเถอะ”
หลินไห่ถังกล่าวด้วยสีหน้าแดงก่ำ
ผ่านมาสามวัน
ในที่สุดก็มาถึงบริเวณที่เรืออับปางในครั้งนั้น
เมื่อสวี่หยางและหลินไห่ถังเดินไปยังดาดฟ้า ก็เห็นหัวหน้าเรือและเหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์กำลังสนทนากันอยู่
“ทุกท่าน เรือลำนี้จะจอดอยู่ที่นี่ราวสิบวัน หากภายในสิบวันนี้พบวี่แววของเรืออับปาง ก็สามารถติดต่อข้าได้ ข้าจะรีบเดินทางไปกู้ซากเรือทันที”
“ยิ่งไปกว่านั้น ทุกท่านต้องระมัดระวัง อย่าค้างแรมข้างนอกจะเป็นการดีที่สุด หากจำต้องค้างแรม เมื่อครบกำหนดสิบวัน ทุกท่านต้องเดินทางกลับมา มิฉะนั้นพวกเราจะไม่รอใคร โปรดจำให้ดี!!”
หลายคนประสานมือคารวะหัวหน้าเรือ จากนั้นก็เหินฟ้าหายไป
“พวกเราไปกันเถอะ”
สวี่หยางพยักหน้าให้หลินไห่ถัง จากนั้นก็เรียกเรือส่านหลิงเฟยออกมา
“ออกเดินทาง”
จางเทียนเป่าและภรรยาก็พาเหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ห้าคนทะยานออกไป
…
หลินไห่ถังเป็นผู้ควบคุมเรือส่านหลิงเฟย ส่วนสวี่หยางส่งจิตเทวะขยายออกไปตรวจสอบผืนน้ำ
ที่นี่ท้องฟ้าแจ่มใส มีแดดจ้า ถ้าไม่ติดว่ามาทำภารกิจคงจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีไม่น้อย
สวี่หยางทิ้งหนูสุ่ยหลิงไว้บนเรือ
เพื่อป้องกันการถูกทิ้ง หนูสุ่ยหลิงจะได้แจ้งเตือนได้ทันท่วงที
สวี่หยางต้องป้องกันไว้ก่อน เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
แต่ถึงแม้ว่าเรือจะเกิดเรื่องขึ้นจริง ๆ ด้วยเรือส่านหลิงเฟย เขาก็จะสามารถออกจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัย
ในเมื่อเป็นเรือเหาะระดับสอง บวกกับหินวิญญาณบนตัวที่มีเป็นสิบ ๆ ล้าน ก็น่าจะเพียงพอให้เขาแล่นเรือไปได้ไกล
เรียกว่าชายหญิงร่วมใจ ทำงานเหนื่อยน้อยลง
การเดินทางต่อเนื่องกันห้าวัน สวี่หยางและหลินไห่ถังผลัดกันคุมเรือส่านหลิงเฟย
กว่าจะรู้ตัวก็ทะยานออกไปไกลมากแล้ว
แม้กระทั่งการติดต่อกับหนูสุ่ยหลิงก็เริ่มอ่อนลง
น่าเสียดายที่ทั้งคู่ยังไม่พบซากเรือ
แต่พูดตามตรงคือพวกเขาค้นหาเรือได้เร็วกว่า
เพราะคนอื่น ๆ ค้นหาเรือ ต้องลงไปในน้ำสำรวจทีละนิด
ในขณะที่พวกเขามีจิตเทวะก็เหมือนมีอุปกรณ์สำรวจไปในตัว
แน่นอนว่าสำหรับสวี่หยางต้องจ่ายในราคาที่สูงมากเช่นกัน
ต้องพักประมาณหนึ่งชั่วยาม ไม่เช่นนั้นสมองจะเหมือนถูกระดมทุบ
ในระหว่างการค้นหาสำรวจท้องฟ้าก็เริ่มมืด แต่ทันใดนั้นสวี่หยางก็ต้องประหลาดใจเมื่อจิตเทวะของเขาพบซากเรือลำหนึ่ง
“เฮ้ย!”
สวี่หยางหัวใจเต้นรัว
เดิมทีคิดว่าเป็นซากเรืออับปางที่ว่า แต่สวี่หยางพบว่าไม่ใช่
เพราะเรือลำนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก ยาวแค่ราว ๆ สิบจั้ง พื้นผิวก็มีแต่สาหร่าย เห็นได้ชัดว่าเป็นเรือที่จมอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว
เมื่อพูดเรื่องราวนี้กับหลินไห่ถัง ดวงตาของหลินไห่ถังก็เบิกกว้างขึ้น
“ต้องเป็นเรือที่อับปางหลังจากที่กองคาราวานประสบอุบัติเหตุที่นี่แน่ ๆ ลงไปดูกันเถอะ อาจจะมีของดีเหลืออยู่ก็ได้”
สวี่หยางยิ้มแล้วพยักหน้า “ไปดูกันว่ามีอะไรดี ๆ บ้าง”
เรือส่านหลิงเฟยเร่งความเร็ว พุ่งลงไปใต้น้ำทันที
พอลงไปใต้น้ำ เรือส่านหลิงเฟยก็มีม่านแสงปกคลุมรอบลำเรือ ปกป้องคนทั้งสองไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่นานก็มาถึงก้นทะเล
ด้วยระยะเวลาที่ผ่านไปนาน ค่ายกลของเรือลำนี้จึงเสื่อมสลายไปหมดแล้ว
แต่ว่าที่ห้องบังคับเรือ สวี่หยางก็ได้เจอกับโครงกระดูกสีขาวจำนวนมาก ข้าง ๆ ศพแต่ละศพยังมีถุงเก็บของอยู่
“ถุงเก็บของยังมีจิตวิญญาณอยู่”
สวี่หยางดีใจรีบคว้ามาดู
ชายหนุ่มจึงตรวจสอบถุงเก็บของกับหลินไห่ถังทีละใบ และในไม่ช้าสวี่หยางก็ดวงตาเป็นประกาย
ถุงเก็บของใบหนึ่งที่มีระดับสอง ข้างในมีคัมภีร์วิชายุทธ์หลายเล่ม
และยังมียาชำระล้างจิตอีกห้าขวด
ส่วนหินวิญญาณนั้นรวม ๆ แล้วมีมากถึงสี่หมื่นกว่าก้อน
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีคนที่หากินกับการกู้ซากเรือ มันทำกำไรได้มหาศาลจริง ๆ”
หลินไห่ถังยิ้มแป้น
“โอ้ ยังมีคัมภีร์วิชาทำยันต์อีกเล่มด้วย”
สวี่หยางใจเต้นแรง!!
“ของดี เอาไปเถอะ ม่านอวิ๋นเห็นแล้วจะต้องดีใจมากแน่”
หลินไห่ถังพูดด้วยความตื่นเต้น
สวี่หยางพยักหน้าเห็นด้วย หากเขาจะเข้าไปในห้องโดยสาร เขาจำต้องลงจากเรือส่านหลิงเฟยและเข้าไปด้วยตัวเอง
ยิ่งเปิดแต่ละห้อง ก็ได้ของดีมาอีกเพียบ
หนึ่งในนั้นคือเสื้อคลุมระดับสามหนึ่งตัว ดูแล้วน่าจะเป็นของกองคาราวาน นอกจากเสื้อคลุมแล้ว ยังมีเสื้อคลุมระดับสองอีกหลายสิบตัว เสื้อคลุมระดับหนึ่งอีกสามสิบกว่าตัว มีทั้งของชายและหญิง
“รวยแล้ว รวยแล้ว”
สวี่หยางยิ้มร่า
เขาตรวจดูเสื้อคลุมระดับสามตัวนี้อย่างละเอียด
จากลวดลายบนเสื้อคลุม เสื้อคลุมนี้มีชื่อว่า เสื้อคลุมปัญจกว่างหาน
เสื้อคลุมนี้สามารถทนความหนาวเย็นได้ดี และยังเสริมพลังแห่งธาตุทั้งห้า ทำให้พลังแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
สวี่หยางสวมมันทันที
เสื้อตัวนี้มีลวดลายและสิ่งประดับตกแต่งมากมาย ปลายแขนเสื้อปักด้วยดอกไม้สีสันงดงาม เข็มขัดคาดด้วยเครื่องประดับเงินและทอง เมื่อสวมใส่แล้วดูเหมือนชุดเกราะนักรบ ปลายแขนเสื้อประดับด้วยเครื่องประดับเงินและทองเช่นกัน ไม่ซ้ำใคร
“คราวนี้ได้กำไรมหาศาลแล้ว”
สวี่หยางตรวจสอบอีกครั้งอย่างละเอียดเพื่อความแน่ใจว่าไม่มีอะไรตกหล่น จึงได้ทะยานออกไปทางประตู
“สามี เสื้อผ้าของเจ้า…”
หลินไห่ถังเห็นเสื้อผ้าบนร่างกายของสวี่หยาง ดวงตาพลันลุกวาว
หล่อมาก!
“ฮ่า ๆ ๆ ไห่ถัง คราวนี้โชคดีจริงแท้ นี่เป็นเสื้อคลุมระดับสาม เจ้าคิดเช่นไร”
หลินไห่ถังลูบเนื้อผ้าอย่างอดใจไม่อยู่ สัมผัสได้ถึงปราณวิญญาณที่แผ่ออกมาจากเสื้อคลุม พลางพยักหน้าเล็กน้อย “ของดี แต่… เสื้อคลุมระดับสามหาได้ยากยิ่ง ต่อหน้าของเช่นนี้ แม้แต่ผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานก็ยังตาวาว อย่าใส่ออกไปข้างนอกจะดีกว่า”
เมื่อได้ยินดังนั้น สวี่หยางก็พยักหน้าอย่างเสียดาย
จริงอย่างที่หลินไห่ถังว่า สวมของเช่นนี้เดินเตร่ข้างนอกก็เหมือนเด็กสามขวบถือทองคำไปเดินเล่น ย่อมตกเป็นเป้าหมายได้ง่าย
หากไม่อยากตกเป็นเป้า ก็มีแต่ต้องเก็บตัวสงบเสงี่ยม
สวี่หยางจึงเปลี่ยนมาสวมเสื้อคลุมตัวก่อนหน้านั้น และพาหลินไห่ถังทะยานขึ้นจากผิวน้ำ
เมื่อพ้นผืนน้ำ ข้างนอกฟ้าก็มืดแล้ว
ใต้แสงจันทร์อันหนาวเหน็บ สวี่หยางตัดสินใจพักผ่อนกินมื้อค่ำกันก่อน
“วันนี้ต้องนอนข้างนอกอีกแล้ว”
หลินไห่ถังพิงอกสวี่หยาง ใช้นิ้วเรียวยาวเขี่ยวาดวงกลมที่อกกำยำ
“ถ้าเจ้ายังไม่หยุด ข้าจะอดใจไม่ไหวแล้วนะ”
สวี่หยางโอบหลินไห่ถัง พลางพูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ทนอะไรหรือ” หลินไห่ถังกะพริบตาสองสามครั้ง แกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ
“เจ้าตัวแสบ”
สวี่หยางบีบ ‘อีกฝ่าย’ อย่างแรง
ระยะหลังนี้ เพื่อประหยัดพลัง เขาจึงไม่ได้ลงมือกับหลินไห่ถัง
ไม่คาดคิดว่านางจะทนไม่ไหวเสียเอง
“น่ารังเกียจจริง ๆ เอาละ พูดถึงเรื่องนี้ เจ้าอดกลั้นมานานแล้ว ทนได้หรือ”
พอได้ยินคำพูดนี้ สวี่หยางไหนเลยจะไม่รู้ความคิดของหลินไห่ถัง
ชายหนุ่มจึงลงมือทันที
“สุดยอด ดูเหมือนว่าไห่ถังจะอดทนกว่าข้าเสียอีก”
ไม่นานเรือก็โยกคลอนไปมา และได้ยินเสียงครางผะแผ่วของหลินไห่ถังดังมาเป็นระยะ
สวี่หยางก็ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ วันที่เขาจะได้สั่นเรือ
ซู่ ซู่ ซู่…
กลางดึก หลินไห่ถังที่ไร้เรี่ยวแรงซึ่งกำลังพักผ่อนอยู่นั้น สวี่หยางผู้รับผิดชอบการเฝ้ายามสังเกตเห็นเงาสามร่างบนท้องฟ้า
“เอ๊ะ นั่นมีคน ไปดูกัน”
เสียงของจางเทียนเป่าดังขึ้น และเหินมาหาสวี่หยางทันที