ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 207 กล้าพูดถึงสามีข้าหรือ - บทที่ 208 เซียนเหอมาเยือน
บทที่ 207 กล้าพูดถึงสามีข้าหรือ
“พวกเจ้าเองหรือ”
จางเทียนเป่ากับคู่บำเพ็ญของเขา รวมถึงผู้บำเพ็ญชายอีกคนกำลังมองสวี่หยางและหลินไห่ถังจากที่ไกล ๆ
จางเทียนเป่าประทับใจหลินไห่ถังมาก
เมื่อเทียบกับภรรยาของเขาแล้ว หลินไห่ถังนั้นไม่ว่าจะเป็นพลังปราณหรือรูปร่างก็ล้วนแต่เหนือกว่าทั้งสิ้น
แม้ว่าหลินไห่ถังจะสวมผ้าคลุมโปร่งบางปิดบังใบหน้าอยู่ตลอดเวลา และเห็นไม่ชัดว่านางมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เขาก็สัมผัสได้ว่านางต้องเป็นหญิงงามอย่างแน่นอน
“หลานเจี๋ย เป็นพวกเขาเอง” ผู้บำเพ็ญชายอีกคนพูดขึ้นจากระยะไกล มือของเขาถือกระบี่เล่มหนึ่งเอาไว้ ซึ่งยังมีเลือดหยดติ๋ง ๆ อยู่ และเสื้อคลุมบนตัวของเขาก็ยังเปื้อนเลือด เห็นได้ชัดว่าเพิ่งจะผ่านการต่อสู้มา
“สหายเต๋าทั้งสาม ไม่ได้เจอกันนานสบายดีหรือไม่ ข้ากับภรรยามาพักผ่อนอยู่ที่นี่” สวี่หยางพูดขึ้น
“สหายเต๋า พวกเราค้นพบเรืออับปางนั่นแล้ว ตอนนี้กลับไปรายงานด้วยกันเถอะ เจ้าว่าอย่างไร” จางเทียนเป่าพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะ
“พบเรืออับปางแล้วหรือ” สวี่หยางประหลาดใจ รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้
ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะค้นพบเรืออับปาง แต่เขาคิดว่าคนเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องมาบอกเขาต่างหาก
“ไม่จำเป็น” สวี่หยางส่ายหัว
หลินไห่ถังก็ไม่ได้โง่ นางกล่าวขึ้นมาว่า “พวกเจ้ากลับไปก่อนเถอะ”
“อืม สหายเต๋าทั้งสองไม่ไว้ใจพวกเรางั้นหรือ” จางเทียนเป่าหัวเราะ
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่อยู่ข้าง ๆ มองหลินไห่ถัง จากนั้นก็เลียริมฝีปากแล้วพูดขึ้นว่า “แม่นาง ข้าว่าสามีของเจ้าขี้ขลาดเช่นนี้ เจ้าไปถูกใจเขาได้อย่างไร ในบรรดาพวกเราไม่ว่าจะเป็นข้าหรือพี่จาง ล้วนแต่เก่งกว่าสามีของเจ้าทั้งนั้น ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ…”
จางเทียนเป่าหัวเราะพร้อมกับโบกมือ “อาเหริน อย่าพูดเหลวไหลไป พวกเขานั้นรักกันยิ่ง”
สวี่หยางหัวเราะ “เจ้าเพิ่งกินอาจมมาหรือ ปากถึงได้เหม็นนัก”
“เจ้ากล้าด่าข้าหรือ!” อาเหรินโกรธจัด
“ด่าเจ้าแล้วอย่างไร หากเจ้ากล้าพูดถึงสามีข้าอีก ข้าจะฆ่าเจ้าให้ตาย!!”
ดวงตาของหลินไห่ถังเต็มไปด้วยความโกรธ กล้าไม่ให้ความเคารพสามีของนางเช่นนี้ หาเรื่องตายนัก!
“หญิงผู้นี้พลังปราณช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก ฮ่า ๆ ๆ ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าผู้บำเพ็ญในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นเช่นพวกเจ้า ไยถึงได้กล้าเช่นนี้”
อาเหรินหัวเราะเยาะ
พวกเขากล้าด่าสวี่หยางเช่นนี้ก็เพราะเห็นว่าพลังปราณของเขาต่ำ จึงคิดว่ารังแกได้ง่าย
หลินไห่ถังกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าจำได้ว่าตอนนั้นยังมีคนอื่นอยู่กับพวกเจ้าด้วย ไปไหนเสียแล้วล่ะ”
หลานเจี๋ยที่เงียบมาตลอดยักไหล่ กล่าวด้วยน้ำเสียงอิจฉา “เจ้าเป็นหญิงงาม แต่เสียดายที่โง่ เดิมทีไม่คิดทำร้ายเจ้า แต่เมื่อเจ้าปากมากนัก…”
ครู่ถัดมา
อาเหรินโคจรกระดานค่ายกลแล้วตะโกนขึ้นมา “หลานเจี๋ย หากเจ้าจัดการหญิงผู้นี้เสร็จแล้ว มอบนางมาให้ข้า ข้าจะรับนางเป็นทาส!”
“ตกลง ข้าจะจัดการกับนางด้วยมือของข้าเอง และจะให้นางคุกเข่าอ้อนวอนเจ้าทุกค่ำคืน”
หลานเจี๋ยกล่าวอย่างโหดเหี้ยม แล้วมองไปที่จางเทียนเป่า “สามีข้า เจ้าอย่าได้คิดนอกใจข้า”
จางเทียนเป่าแค่นเสียงเย็นและพูดขึ้นว่า “ข้ารักเจ้าที่สุด ภรรยาข้า ข้าไม่แม้แต่จะมองหญิงอื่นเลย”
“ช่างหาเรื่องตายจริง ๆ!!”
สวี่หยางคิ้วกระตุก
คนพวกนี้มีปัญหากันจริง ๆ คาดว่าพวกผู้บำเพ็ญที่ร่วมมือด้วยก่อนหน้านี้อาจถูกฆ่าไปแล้ว
เขาอดนึกถึงตอนที่เพิ่งขึ้นเรือมาไม่ได้ มีลูกเรือบางคนเคยมาเล่าให้เขาฟังว่า ช่วงหลังมานี้ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่เดินทางมาตามหาซากเรืออับปางต่างก็พากันหายไปทีละคน
ตอนนั้นเขาเพียงคาดเดาไว้ว่า ผู้บำเพ็ญเหล่านั้นจะถูกฆ่าหรือไม่
ดูเหมือนว่าเขาจะคาดเดาไม่ผิด
จากการสังเกตท่าทีของพวกเขาทั้งสามที่กำลังร่วมมือกันทำอยู่นี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ทำเป็นครั้งแรกเสียด้วย
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่ชื่ออาเหรินคนนี้ ขว้างกระดานค่ายกลออกไป แล้วกระดานค่ายกลนั้นก็ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ทะยานขึ้นไปยังท้องฟ้าแล้วก็ขยายตัวออกเรื่อย ๆ จนกลายเป็นกรงขังขนาดมหึมา
“หึ! พวกเจ้าไม่มีทางหนีพ้นหรอก!”
อาเหรินร้องเสียงประหลาด
แม้แต่ผู้บำเพ็ญอย่างหลานเจี๋ยและจางเทียนเป่าก็ยังมีวิชายุทธ์ที่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง
ทั้งสองแยกกันไปยืนคนละฝั่งโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ก่อนจะโจมตีเข้าใส่สวี่หยาง
ส่วนอาเหรินก็พุ่งเข้าใส่หลินไห่ถัง “แม่นาง หยุดดิ้นรนเสียดี ๆ แล้วยินยอมมาปรนนิบัติข้าอย่างเชื่อฟังเถอะ ข้าให้เจ้าเป็นเมียน้อยก็ได้ ฮ่า ๆ ๆ ๆ…”
“รนหาที่ตาย!!”
หลินไห่ถังคำรามลั่น แล้วชักกระบี่คู่ยวนยางของนางออกมา
“ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสอง?”
อาเหรินขมวดคิ้ว เขารู้สึกว่ากระบี่ของนางกับกระบี่ในมือของสวี่หยางมีความสัมพันธ์กันบางอย่าง
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย “แปลกนัก กระบี่วิเศษเล่มนี้มีพลังในการโจมตีร่วมกัน อาจไม่ธรรมดา”
ไม่ทันแล้ว
อาเหรินเพิ่งพุ่งตัวเข้าไปใกล้ หลินไห่ถังก็ขว้างยันต์ออกมาทันที
“พรึบ!”
เขานำยันต์ป้องกันระดับสองออกมาและตะโกนบอกไปว่า “หญิงผู้นี้ยังมีเคล็ดวิชาที่มิได้เปิดเผย”
“จัดการให้เสร็จโดยเร็ว!”
“ฟุบ!”
แต่ในเวลานี้ ภายใต้การโจมตีที่ไม่กลัวตายของหลินไห่ถัง ยันต์นับไม่ถ้วนจากกระบี่คู่ยวนยางก็ถาโถมเข้าใส่อาเหรินไม่หยุด
ในไม่ช้าเขาก็ถูกยันต์หมื่นศรทะลวงใจโจมตีจนตายอย่างน่าอนาถ
“ตายซะ!”
หลานเจี๋ยและจางเทียนเป่าโจมตีด้วยยันต์ระดับสองพร้อมกัน
มิคาดคิดว่า แหวนคู่โล่จื่อจินบนนิ้วของสวี่หยางและหลินไห่ถังกลับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมันตอบสนองการป้องกันการโจมตีได้อย่างง่ายดาย
ในพริบตาต่อมา กระบี่คู่ยวนยางได้เข้าโจมตีพร้อมกัน
“ตายเสีย!”
สวี่หยางตวาดเสียงดังลั่น แล้วสะบัดแขนเสื้อ
กระบี่ฟันออกไปพร้อมกับพลังผันผวนรุนแรงของศัสตราศักดิ์สิทธิ์ กระบี่ยาวที่มีพลังแก่กล้าก็ได้พุ่งออกไปราวกับคลื่นลมที่ซัดสาด
“แย่แล้ว”
สีหน้าของจางเทียนเป่าพลันเปลี่ยนไปในทันใด
พลังการโจมตีครั้งนี้ ไม่ต้องพูดถึงพวกเขา แม้แต่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายก็ยังต้องสิ้นชีพ
“สหายเต๋า โปรดหยุดมือเถิด…” หลานเจี๋ยรีบตะโกนขึ้นมา “อ๊าก…!!”
นางกรีดร้อง ขณะที่คมกระบี่กำลังพุ่งผ่านไป เกราะป้องกันบนตัวของนางก็ได้แตกสลายลง กระทั่งพลังของยันต์ป้องกันก็ถูกทำลายไปด้วย
โชคดีที่เสื้อคลุมของนางมีระดับไม่ต่ำนัก จึงสามารถต้านทานไว้ได้ในยามวิกฤต
“จางเทียนเป่า เจ้าจงขวางทางพวกมันไว้ซะ!”
หลานเจี๋ยตะโกนสั่ง
สีหน้าของจางเทียนเป่าเปลี่ยนไปเล็กน้อย “อย่า….”
เขาเหมือนถูกควบคุมให้ไม่กลัวตาย แล้ววิ่งเข้าหาสวี่หยางและหลินไห่ถังทันที
ต่อจากนั้น คำพูดในปากเขาก็กลายเป็นคำสบถด่าทอ “นังหญิงชั่ว เจ้าอย่าทิ้งข้าไป… ไม่…”
เขาเงยหน้าขึ้นมองสวี่หยางและหลินไห่ถังที่แผ่พลังอันแข็งแกร่งออกมา พลางรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว ถึงกับร้องขอความช่วยเหลือจนเสียงหลง
“สหายเต๋า ข้ารู้จุดอ่อนของหญิงชั่วผู้นั้น ขอเจ้าไว้ชีวิตข้าเถิด”
สวี่หยางแค่นเสียงเย็น
เขาสังเกตเห็นแล้วว่าภายในร่างของจางเทียนเป่า คงถูกหลานเจี๋ยฝังข้อจำกัดบางอย่างไว้ ด้วยเหตุนี้จึงควบคุมเขาได้ เพื่อให้จางเทียนเป่าโจมตีอย่างไม่คิดชีวิต แต่สวี่หยางไม่คิดให้โอกาสเขา
หลินไห่ถังเข้าใจในทันที และลงมืออย่างไม่รีรอเช่นกัน ทั้งสองร่วมมือกันใช้กระบี่ทะลวงเข้าที่หัวใจของจางเทียนเป่า
ขณะนี้ หลานเจี๋ยได้วิ่งหนีไปไกลแล้ว
นางใช้ยันต์เร่งความเร็วถึงสองใบ ขณะวิ่งไปก็รู้สึกขนพองสยองเกล้าไปด้วย
“ให้ตายเถอะ ผู้บำเพ็ญมนุษย์พวกนั้นดูไม่มีภัยอะไรเลย แล้วไยพลังปราณถึงแข็งแกร่งเพียงนี้!”
หลานเจี๋ยสัมผัสได้ว่าข้อจำกัดในร่างของจางเทียนเป่าหายไป นางจึงรู้ว่าจางเทียนเป่าสิ้นใจแล้ว
ทันใดนั้นก็มีเสียงลมพัดอย่างแรงดังขึ้นจากด้านหลัง
หลานเจี๋ยหันกลับไปมอง รูม่านตาของนางหดแคบลง ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอ
เพราะนางเห็นสวี่หยางนั่งเรือเหาะแล่นมาด้วยความรวดเร็ว!!
“เรือเหาะระดับสอง เป็นไปได้อย่างไร!”
เรือเหาะระดับนี้มีค่าเทียบได้กับเมืองเมืองหนึ่ง ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นผู้นี้มีที่มาที่ไปเช่นไรกันแน่ถึงได้ครอบครองของล้ำค่าเช่นนี้
“เจ้าเป็นผู้ใด โปรดปล่อยข้าไปเถอะ ข้าเต็มใจที่จะรับใช้เจ้า ข้ายินยอมมอบวิธีการฝังข้อจำกัดให้เจ้า แม้เจ้าคิดจะควบคุมข้า ข้าก็มิขัดขืน”
แววตาของหลานเจี๋ยระยิบระยับ เหลือบมองร่างกายของตนเองโดยไม่รู้ตัว
อืม หากพูดถึงรูปร่างก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ทรวดทรงน่ามองไม่น้อย
ทว่าเมื่อนางมองไปที่หลินไห่ถัง ความรู้สึกด้อยค่าก็พลันบังเกิดขึ้น
“ฆ่าเจ้า ของบนตัวเจ้าล้วนเป็นของข้า”
สวี่หยางได้ควบคุมเรือส่านหลิงเฟย เขาสั่งการปืนใหญ่ให้เล็งไปที่หลานเจี๋ย
“ยิง!”
“ปัง…!”
กระสุนพลังวิญญาณพุ่งออกไปอย่างรุนแรง
พลังนี่มันเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย หลานเจี๋ยพลันกรีดร้อง เสื้อคลุมบนร่างกายพังเสียหาย ร่างทั้งร่างกระเด็นออกไปกลายเป็นเศษเนื้อ
“ฟึ่บ!!”
สวี่หยางยื่นมือออกไปคว้าถุงเก็บของของนางมา
“เอ๊ะ…”
เมื่อเห็นสิ่งนี้ สวี่หยางก็แปลกใจยิ่งนัก
เขาเหลือบมองไปที่หลินไห่ถังข้างกายโดยไม่รู้ตัว
แววตาคู่นี้ทำให้หลินไห่ถังขนลุกซู่
“สามี เหตุใดเจ้าจึงมองข้า ใบหน้าข้ามีดอกไม้หรือไร?”
ทันใดนั้นสวี่หยางก็โอบกอดหลินไห่ถังและจูบที่ใบหน้าของนางอย่างรุนแรง จนใบหน้าของนางปรากฏรอยแดงชัดเจน
“โอ๊ย นี่เจ้าทำอะไร ใบหน้าข้าเปื้อนน้ำลายไปหมด” หลินไห่ถังทั้งขันทั้งโกรธสวี่หยาง
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ เป็นสามีภรรยากันแล้ว เจ้ารังเกียจข้าหรือ?”
สวี่หยางหัวเราะ แล้วอธิบาย “ข้ามีความสุขมาก เจ้าลองดูสิว่าในถุงเก็บของนี้มีอะไรอยู่”
หลินไห่ถังรับมาโดยไม่ลังเล ตรวจสอบดูเล็กน้อย แต่ก็ต้องชะงักไป
มีแต่ของดีมากมายจริง ๆ
โดยเฉพาะหินวิญญาณ มีมากถึงแสนก้อน
ยังมียันต์ สมบัติศักดิ์สิทธิ์ ยาสมุนไพรนานาชนิด… หากเป็นสิ่งของเหล่านี้เพียงอย่างเดียว คงไม่ทำให้นางตื่นเต้นได้ขนาดนี้
แต่ประเด็นสำคัญคือยังมีแผนที่ดารา ซึ่งเป็นแผนที่แสดงที่ตั้งเกาะของบริเวณน่านน้ำแห่งนี้ จากแผนที่ดาราแสดงให้เห็นว่า น่านน้ำแห่งนี้มีเกาะร้างอยู่สามเกาะ
เนื่องจากตำแหน่งอยู่ค่อนข้างไกล จึงไม่มีผู้ใดล่วงรู้
นอกจากนี้ยังพบหน้ากากหนังมนุษย์ และยาพิษอีกด้วย
เมื่อเห็นของที่ใช้ในการลอบโจมตีแบบนี้ สวี่หยางก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์บางอย่าง
จึงคาดเดาว่า “สตรีผู้นี้น่าจะเป็นโจรสลัดที่นี่ หากไม่เป็นเช่นนั้น คงไม่มีทางมีแผนที่ดาราของน่านน้ำแห่งนี้แน่ นางล่องเรือออกมาเพื่อกู้เรืออับปางเป็นเรื่องหลอกลวง การลอบโจมตีผู้บำเพ็ญมนุษย์อย่างเราต่างหากคือเรื่องจริง”
“ช่างเลวร้ายยิ่งนัก ถุงเก็บของของนางมีของดีมากมายขนาดนี้ ไม่รู้ว่าแย่งชิงชีวิตผู้อื่นไปแล้วกี่ชีวิต” หลินไห่ถังโกรธเกรี้ยว
สวี่หยางเก็บศพ จากนั้นจึงพูดว่า “นำกลับไป นางอาจเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกหมายหัวก็ได้”
เหล่าโจรสลัดที่ก่อคดีร้ายแรงมักจะถูกหมายหัว หากมอบศีรษะไปก็จะได้รับรางวัลตอบแทนอย่างแน่นอน
พวกเขาเดินทางออกจากสถานที่แห่งนี้ บนเรือเหาะ สวี่หยางยังพบของดีอีกอย่าง
“เคล็ดวิชาควบคุม…”
“นี่เป็นสิ่งที่หลานเจี๋ยใช้ควบคุมจางเทียนเป่า” สวี่หยางแปลกใจ จึงหยิบม้วนหยกออกมาตรวจสอบ
เคล็ดวิชานี้คล้ายกับการวาดยันต์
เมื่อฝังจิตเทวะของตนลงไปในภวังค์จิตของอีกฝ่าย ก็จะสามารถควบคุมอีกฝ่ายได้
“คล้ายกับที่ใช้ควบคุมข้าเมื่อก่อน แต่ดูเหมือนจะไม่ประณีตเท่า” หลินไห่ถังครุ่นคิด
“ใช่แล้ว วิชานี้ค่อนข้างหยาบ มีข้อจำกัดเรื่องระยะทาง และใช้ได้กับเฉพาะคนที่ขอบเขตต่ำกว่าตนเท่านั้น”
นอกจากนี้ สวี่หยางยังพบว่า เนื่องจากเป็นการควบคุมด้วยจิตเทวะของตนเอง ดังนั้นเคล็ดวิชาควบคุมนี้จึงสิ้นเปลืองจิตเทวะมาก และการควบคุมก็ยุ่งยากเช่นกัน
โดยปกติ ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานจะควบคุมคนได้มากสุดแค่สองคน
อย่างเขาที่มีจิตเทวะแข็งแกร่งกว่าจึงควบคุมได้ราว ๆ ห้าคน
สวี่หยางส่ายหน้าพลางเก็บม้วนหยก เขาคิดว่าจะกลับไปศึกษาเพิ่มเติมสักหน่อย ในอนาคตอาจมีประโยชน์อย่างมาก
เรือส่านหลิงเฟยเร่งความเร็วออกจากที่นี่
“มีแผนที่ดาราแล้ว การหาเรือย่อมสะดวกขึ้น”
บัดนี้สวี่หยางมั่นใจยิ่งนัก
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการค้นหามาตลอดทั้งวันทั้งคืน รุ่งสางของวันถัดมา เขาก็ค้นพบตำแหน่งของเรืออับปางในที่สุด
หลังจากทำเครื่องหมายไว้ที่นี่ สวี่หยางก็เร่งออกจากจุดนั้นทันที
สองวันถัดมา
เรือกู้ซากมาถึงจุดหมายภายใต้การนำทางของสวี่หยาง
บทที่ 208 เซียนเหอมาเยือน
เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ทั้งหลายต่างพากันล้อมอยู่รอบ ๆ ตัวสวี่หยาง ขณะเฝ้ามองผืนน้ำทะเลอันแสนสงบ
“สหายเต๋าสวี่ เจ้ากล่าวว่ามีเรืออับปางอยู่เบื้องล่างนี้ใช่หรือไม่”
พวกเขาเพิ่งใช้สมบัติศักดิ์สิทธิ์ในการตรวจสอบใต้น้ำไปเมื่อครู่ แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
เหล่าผู้คนจึงสบตากันด้วยความสงสัย คิดว่าสวี่หยางคงพูดจาเหลวไหล
“หัวหน้าเรืออย่าเพิ่งร้อนใจไปนัก ท่านเลือกคนเก่ง ๆ สักสองสามคนลงน้ำไปกับข้าได้”
สวี่หยางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“แม้แต่ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ยังหาไม่พบ แล้วเจ้าจะหาพบได้อย่างไร”
“กระแสน้ำด้านล่างเป็นกระแสน้ำวน ย่อมไม่สามารถตรวจพบศัสตราศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่ข้าสามารถตรวจพบได้ด้วยความบังเอิญ”
ในประเด็นนี้ สวี่หยางไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม
ท่ามกลางความลังเลของทุกคน ชายฉกรรจ์กว่าสิบคนจึงพากันลงน้ำตามสวี่หยางไป
ไม่นานนัก พวกเขาก็พบเรือที่ประสบเหตุในร่องน้ำที่เกิดจากกระแสน้ำวน
“พบแล้ว”
“อยู่ที่นี่จริง ๆ ด้วย”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ รวยแล้ว รวยแล้ว…”
แม้ว่าสวี่หยางจะเป็นผู้พบเรือลำนี้ แต่เขากลับไม่ได้รับผลประโยชน์ทั้งหมดไป
เพราะผู้ที่รับผิดชอบในการกู้เรือ ก็ถือว่ามีส่วนช่วยเหลือเช่นกัน
ทันใดนั้น เหล่าผู้คนก็พากันมองสวี่หยางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
หลังจากที่วุ่นวายกันไปร่วมครึ่งค่อนวัน เรือที่เสียหายก็ได้รับการซ่อมแซมแล้ว จากนั้นพวกเขาจึงเคลื่อนย้ายลงมาบนผิวน้ำ เพื่อเริ่มการขนส่งกลับไป
ระหว่างทาง หัวหน้าเรือสั่งให้ลูกเรือทุกคนเฝ้าระวังโดยรอบอย่างเคร่งครัด เนื่องจากมีสิ่งของมีค่ามากมายบนเรือลำนี้ หากยังไม่ถึงจุดหมายก็ไม่อาจวางใจได้
สำหรับสวี่หยางแล้ว เขาก็ตื่นเต้นกับสิ่งของบนเรืออับปางอยู่ไม่น้อย แต่ก็เข้าใจดีว่าเขาไม่สามารถหยิบฉวยสิ่งใดในตอนนี้ได้ หากมีการสืบสวนขึ้นมาจะยุ่งยากมาก
ดังนั้นเรือจึงแล่นด้วยความเร็วเต็มกำลัง ใช้ในเวลาไม่ถึงสามวันก็มาถึงท่าเรือเมืองเซียนชิงหนิว
“ทุกคนจงระวังตัว ถึงท่าเรือแล้วอย่าเพิ่งเข้าเทียบท่า จางหลัว เจ้านำคนห้าคนลงไปในน้ำก่อน แล้วไปแจ้งให้ผู้ดูแลอู๋ตรวจนับสิ่งของบนเรืออับปาง!”
หัวหน้าเรือสั่งกำชับลูกเรือด้วยสีหน้าจริงจัง
“ขอรับ!” ลูกเรือจางหลัวนำพาคนจำนวนหนึ่งออกไป
สวี่หยางได้แต่ยืนมอง
เรืออับปางอยู่ใต้ทะเลเช่นนี้ เมื่อกู้ขึ้นมาได้แล้ว ก่อนอื่นต้องตรวจนับสิ่งของมีค่า ก่อนจะยืนยันว่าไม่มีปัญหา ทุกคนบนเรือจึงจะสามารถจากไปได้
จากนั้น หัวหน้าเรือก็หันไปทางผู้คนบนดาดฟ้าแล้วกล่าวว่า “สหายทั้งหลาย เรือกำลังจะถึงฝั่งแล้ว อาจมีผู้ที่ต้องการฉวยโอกาส ขอให้ทุกท่านช่วยกันระวัง ตามกฎแล้วทุกคนล้วนมีส่วนในการช่วยเหลือ อย่าได้ปล่อยให้ใครมาฉวยโอกาสของพวกเราไป”
“แน่นอน!”
เหล่าผู้บำเพ็ญต่างก็พยักหน้าแล้วเตรียมพร้อมในทันที
“เหล่าเว่ย เรือของเจ้าลากเรือที่อับปางมาด้วยใช่หรือไม่ ต้องการให้พวกข้าช่วยหรือไม่”
ไม่นานก็มีเรือเล็กหลายลำเข้ามาเทียบ และมีผู้บำเพ็ญมนุษย์คนหนึ่งมองสบตากับเหล่าเว่ยบนเรือก่อนเอ่ยถาม
“ไม่ต้อง เดี๋ยวผู้ดูแลอู๋ก็มาแล้ว” เหล่าเว่ยตะโกนบอก
“เจ้าจะระวังอะไรนักหนาเหล่าเว่ย คิดว่าเราจะทำร้ายเจ้าหรือ”
“ใช่แล้ว เจ้ากังวลเกินไปแล้ว ข้าก็แค่อยากรู้เฉย ๆ”
มีคนผู้หนึ่งใช้เรือวิญญาณเพื่อหมายจะไปดูที่ด้านหลังเรืออับปาง
แต่ก็ถูกกลุ่มลูกน้องของหัวหน้าเรือขวางเอาไว้
“เรารู้แล้ว เรือลำนี้คงเป็นเรือสินค้าที่หายไปจากเมืองเซียน เมื่อไม่นานมานี้ กล่าวกันว่าบนเรือมียาสร้างจินตานที่เตรียมไว้สำหรับลูกศิษย์ของ ชิงหนิวเจินเหรินอยู่ด้วย”
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งพูดด้วยเสียงอันดังพลางเหลือบมองไปรอบ ๆ
“อะไรนะ เป็นยาสร้างจินตาน!!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลาย ๆ คนก็ถึงกับอึ้งไป และมีบางคนถึงกับร่างกายสั่นเทา
อย่างไรก็ตาม ระยะห่างระหว่างเรือกับท่าเรือนั้นไกลพอสมควร หากพวกเขารวมกลุ่มกันโจมตีแล้วแย่งชิงของกัน ก็คงจะหนีหายไปในทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ได้โดยไม่มีใครตามตัวพวกเขาเจอ
ส่วนเรื่องที่ถูกคนจำหน้าตาได้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แค่สวมหน้ากากหนังมนุษย์ก่อนลงมือก็พอแล้ว
ใครบ้างไม่มีหน้ากากหนังมนุษย์เล่า ไม่งั้นคงอับอายผู้อื่นแย่
อย่าว่าแต่ผู้อื่นเลย แม้แต่สวี่หยางเองก็ยังใจเต้นเมื่อได้ยินคำว่ายาสร้างจินตาน
“ไม่แปลกใจเลยที่เมืองเซียนชิงหนิวจะไม่คำนึงถึงจำนวนเงินในการส่งคนให้ไปค้นหาเรืออับปาง เพราะบนเรือลำนั้นมียาสร้างจินตานอยู่นั่นเอง”
แต่ถ้าคิดให้ถี่ถ้วนแล้ว ยาระดับนี้มักจะต้องมีค่ายกลป้องกันด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้มา
หากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น อาจก่อให้เกิดการตามล่าจากทั้งเมืองก็เป็นได้ ช่างไม่คุ้มค่า
ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้ว ยังมีภรรยาอีกมากมาย ดังนั้นเมื่อไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาก็ละทิ้งความคิดที่จะแย่งชิงยาสร้างจินตานนี้ไป
พรึ่บ!
สวี่หยางเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
เพื่อข่มขวัญคนเหล่านี้ เขาจึงเดินมาอยู่ข้าง ๆ เหล่าเว่ย เพื่อร่วมกันกดดันผู้คนด้านล่าง
หลินไห่ถังเดินมาเคียงข้างสวี่หยาง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “บนเรือยังมีค่ายกลป้องกันอีกมาก ใครที่คิดจะลงมือ จงคิดให้รอบคอบ อย่าได้แลกชีวิตเพื่อสิ่งของเพียงชิ้นเดียว”
“ถูกต้อง สมบัติดีก็จริง แต่หากต้องแลกกับชีวิตก็คงไม่ดีนัก”
คำพูดของสวี่หยางราวกับน้ำเย็นสาดเข้าใส่ หลายคนเกิดอาการหวาดกลัวขึ้นมาทันที
ไม่ผิด ใคร ๆ ก็ชอบสมบัติ แต่ก็ต้องมีชีวิตไว้เสวยสุขด้วยเช่นกัน
หลายคนนึกถึงเรื่องนี้แล้วต่างก็พากันจากไป
โชคยังดีที่ผู้ดูแลอู๋นำคนมาถึงในไม่ช้า
นอกเหนือจากนั้น เถ้าแก่หอการค้าหงไห่นามว่าหลี่ลี่จือก็พาคนมาร่วมด้วยเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ตอนที่สวี่หยางมาถึง เขาก็ได้คุยกับอีกฝ่ายเพื่อบอกเรื่องราวต่าง ๆ ไปแล้ว ในเมื่อหอการค้าหงไห่ก็มีส่วนร่วมในความดีความชอบครั้งนี้ หลี่ลี่จือก็ควรจะมาป้องกันไม่ให้ผู้อื่นลักลอบเอาผลประโยชน์ไป
“เถ้าแก่หลี่ ท่านก็มาหรือ” ผู้ดูแลอู๋กล่าวทักทาย
“ฮ่า ๆ ๆ ผู้ที่ค้นพบเรืออับปางคือสมาชิกของหอการค้าข้า”
เถ้าแก่หลี่ไม่อาจปกปิดความตื่นเต้นในดวงตา พลางเปล่งเสียงหัวเราะออกมา
แท้จริงแล้ว เมื่อได้รับสารจากสวี่หยาง เขาเองก็แทบไม่อยากเชื่อเช่นกัน
เพราะก่อนหน้านี้มีผู้บำเพ็ญมนุษย์ออกสำรวจเรืออับปางอยู่หลายกลุ่มแล้ว แต่กลับไม่พบสิ่งใดเลย มีหอการค้าหลายแห่งที่ยอมแพ้ไป หลงเหลือเพียงผู้บำเพ็ญบางกลุ่มเท่านั้นที่ยังค้นหาอยู่
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้คาดหวังกับสวี่หยางนัก
แต่ไม่คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะสร้างความประหลาดใจให้กับตนเองได้!
ดูเหมือนสวี่หยางจะไม่ได้เป็นเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ธรรมดาเสียแล้ว ตอนที่เขาตอนรับภารกิจนี้ เขาคงมีบางสิ่งที่คอยให้ความช่วยเหลือในการค้นหา
หลี่ลี่จือคาดเดาในใจ
จากนั้นเถ้าแก่หลี่จึงสำรวจทรัพย์สมบัติบนเรือด้วยตนเองและขนส่งขึ้นฝั่งทีละชิ้น แล้วจึงส่งไปยังหอการค้าหงไห่แห่งเมืองเซียน
ซึ่งรวมไปถึงยาสร้างจินตานด้วย
ขณะที่มองยาสร้างจินตานในมือ เถ้าแก่หลี่ก็ระงับความโลภไว้ พลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่เหอ ข้าได้นำยาสร้างจินตานที่เราสั่งซื้อจากต่างแดนกลับมาแล้ว ข้าจะรีบนำไปให้ท่านในไม่ช้า”
แผ่นหยกส่งสารสั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นก็มีข้อความส่งกลับมา “ขอบคุณศิษย์น้องหลี่มาก ข้าอยู่ไม่ไกลนัก จึงได้ทราบข่าวว่าเรืออับปางถูกกู้คืนแล้ว ยามนี้ข้ากำลังรีบไปที่นั่น”
“ขอรับ!”
เถ้าแก่หลี่ถอนหายใจเบา ๆ
ทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับศิษย์พี่เหอ ตัวเขานั้นรู้สึกกดดันจริง ๆ
ยามนี้ สวี่หยางกับหลินไห่ถังได้ขึ้นฝั่งเรียบร้อยแล้ว
ทั้งสองคนล่องลอยอยู่บนผืนน้ำมาเนิ่นนาน ทำให้การที่ได้เหยียบย่ำบนแผ่นดินนั้นช่างรู้สึกดียิ่งนัก
“คราวนี้คงได้นอนหลับอย่างสบายใจเสียที” หลินไห่ถังจับมือสวี่หยาง พลางเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
“ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้า”
“อย่าเลย หากนอนด้วยกับเจ้าข้าจะหลับลงได้หรือ?” หลินไห่ถังส่ายหน้าปฏิเสธ
แม้ว่าความรู้สึกราวกับได้ขึ้นสวรรค์จะวิเศษยิ่งนัก แต่หากมากเกินไปนางก็เหนื่อยล้าจนเกินจะทน
ขณะที่ทั้งสองกำลังหยอกล้อกันอยู่ ทันใดนั้นบนท้องฟ้าก็มีนกกระเรียนสีขาวตัวหนึ่งกระพือปีกอันใหญ่โตบินเข้ามา
บนหลังนกกระเรียนมีร่างของคนผู้หนึ่งกำลังแผ่กลิ่นอายลอยละล่องอยู่บนอากาศ ร่างนั้นสวมชุดกระโปรงสีขาว เมื่อมองเห็นได้ชัดเจนจะพบว่าเป็นสตรีแสนธรรมดาผู้หนึ่ง
หญิงสาวผู้นั้นสวมผ้าไหมลายดอกโบตั๋นสีเขียวมรกต กระโปรงยาวลากพื้นสีชมพูพิมพ์ลายดอกซ่อนกลิ่น สวมเสื้อคลุมสีเขียวบาง
ผมยาวประบ่าปักปิ่นประดับไข่มุกและหยกสีเขียว มีใบหน้ารูปไข่ งดงามราวกับดอกไม้ใต้แสงจันทร์ที่ให้ความรู้สึกดั่งน้ำค้างแข็งอันเย็นเยียบ
จากกลิ่นอายของนาง คงจะเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายเป็นแน่ หากพูดตามตรง สวี่หยางเองก็เคยพบผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานมากมาย แต่หญิงสาวผู้นี้กลับให้ความรู้สึกว่านางแข็งแกร่งอย่างมาก
‘ภูมิหลังคงไม่ธรรมดา’
สวี่หยางคาดเดาในใจ
เพราะเขาสังเกตเห็นว่า หลี่ลี่จือและผู้ดูแลอู๋ พร้อมด้วยเหล่าผู้อาวุโสของเมืองเซียนต่างนำลูกน้องมาคำนับต่อผู้มาเยือน พร้อมกล่าวเสียงดังว่า “คารวะเซียนเหอ”
สวี่หยางแปลกใจ ‘นางเป็นใครกัน!’
เขาอาศัยอยู่ในเมืองเซียนมานานพอสมควร จึงได้ยินเรื่องราวของเหล่าศิษย์คนสำคัญของชิงหนิวเจินเหรินมาบ้าง
ภายใต้ชิงหนิวเจินเหรินนั้นมีเจินเหรินสี่คนและศิษย์หกคน
ศิษย์ทั้งสิบคนนี้ล้วนเก่งกล้าและมากด้วยพรสวรรค์
เจินเหรินหมายถึงศิษย์ที่บรรลุขอบเขตจินตานแล้ว เมื่อบรรลุขอบเขตดังกล่าว แม้จะเป็นเพียงระดับหนึ่งก็สามารถเรียกว่าเจินเหรินและตั้งฉายาให้ตนเองได้
ชิงหนิวเจินเหรินเองเดิมก็มีนามว่าจางชิงหนิว เมื่อบรรลุขอบเขตจินตานก็ได้รับฉายาว่าชิงหนิวเจินเหริน
ศิษย์หกคนหมายถึงศิษย์ที่ยังไม่บรรลุขอบเขตจินตาน ทว่าอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายทั้งสิ้น ทุกคนล้วนไม่ธรรมดา
เซียนเหอผู้นี้มีนามเต็มว่าเหอซีเสวี่ย
นางเป็นหนึ่งในหกศิษย์ที่โดดเด่นที่สุด
ว่ากันว่า เมื่อหลายปีก่อนนางมีโอกาสที่จะบรรลุเข้าสู่ขอบเขตจินตานได้แล้ว แต่ชิงหนิวเจินเหรินกลับให้นางรอไปก่อน เพื่อที่จะให้นางบรรลุถึงขอบเขตจินตานยามที่ดีที่สุด
ขอบเขตจินตานนั้นแบ่งออกเป็นหลายระดับ
สิ่งที่แย่ที่สุดคือการเกิดฮุ่ยตาน เนื่องจากระดับนี้เหมือนกับถูกปกคลุมด้วยฝุ่นธุลี ถึงแม้ว่าจะบรรลุถึงระดับนี้ได้สำเร็จแล้วก็ตาม แต่พลังปราณที่ได้นั้นแย่ที่สุด
ด้วยเหตุนี้จึงถูกเรียกว่าขอบเขตเจี่ยตานเทียม
แม้ว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานเทียมจะแข็งแกร่งกว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายมากโข แต่หากต้องการบรรลุขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้เลย
แต่ระดับที่ดีขึ้นมาคือขอบเขตเจินตาน
ขอบเขตเจินตานนั้นใสสะอาด มีพลังปราณอันแข็งแกร่งมากกว่าฮุ่ยตานไม่น้อย ในอนาคตก็อาจบรรลุขอบเขตปราณวิญญาณแรกกำเนิดได้ แต่โอกาสนั้นน้อยนัก
หากปราศจากโอกาศสวรรค์ช่วย ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เช่นกัน
นั่นหมายความว่า ผู้บำเพ็ญมนุษย์สามารถนำจินตานอันล้ำค่าของตนเองออกมาต่อสู้กับศัตรูได้
แต่ที่ดีที่สุดคือขอบเขตจินตาน
ขอบเขตจินตานนั้นเปล่งประกายสีทองคำ ไม่เพียงมีความแข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังสามารถทัดเทียมกับศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสามอีกด้วย
นั่นหมายความว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานสามารถใช้แก่นจินตานอันมีค่าของตนเองต่อสู้กับศัตรูได้
ทว่าหากไม่สิ้นไร้ไม้ตอก ย่อมไม่มีผู้ใดใช้แก่นจินตานอันมีค่าของตนเองต่อสู้กับศัตรูหรอก
เหล่าบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลาย กล่าวขานกันว่าเหอซีเสวี่ยมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นเซียน ด้วยพรสวรรค์ที่มีอาจจะยิ่งใหญ่กว่าชิงหนิวเจินเหรินด้วยซ้ำ
ดังนั้นแม้ว่าตอนนี้นางจะยังอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย แต่ทุกคนต่างก็เรียกขานนางว่าเซียนเหอ เพื่อแสดงความเคารพ
เหอซีเสวี่ยกวาดสายตามองทั่วบริเวณ นางพลันสังเกตเห็นเถ้าแก่หลี่จึงทะยานลงมา
หลังจากที่ทั้งสองได้พูดคุยกันชั่วครู่ หลี่ลี่จือจึงได้นำยาสร้างจินตานที่ตนได้รับมา ส่งมอบให้อีกฝ่ายด้วยความเคารพ
“ยอดเยี่ยม…เถ้าแก่หลี่ ยาสร้างจินตานเม็ดนี้มีประโยชน์กับข้ามาก” เหอซีเสวี่ยกล่าวพลางพยักหน้า
“ยาสร้างจินตาน?” หลี่ลี่จืออึ้งไปเล็กน้อย
“ใช่ คุณภาพดีเลิศเลยละ นี่ไม่ใช่ยาธรรมดา ๆ ทั่วไป แต่เป็นยาสร้างจินตานชั้นยอด”
เหอซีเสวี่ยกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เล่ามาสิว่าได้มาอย่างไร ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยไปค้นหาเรืออับปาง แต่ก็ไร้ผล”
หลี่ลี่จือไม่ได้ปิดบังความดีความชอบของสวี่หยาง
จึงเรียกสวี่หยางที่อยู่ด้านหลังออกมา และเล่าให้เหอซีเสวี่ยฟัง
“โอ้ เจ้าเป็นผู้ค้นพบหรือ”
เหอซีเสวี่ยสังเกตเห็นว่าสวี่หยางเป็นเพียงผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น
นางจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าชายหนุ่มคนนี้มีความพิเศษอะไร ถึงได้พบเรืออับปางลำนี้
กระนั้นนางก็มิได้ซักไซ้ไล่เลียง ได้แต่พยักหน้ากล่าว “สวี่หยางและหลี่ลี่จือ พวกเจ้าทั้งสองทำให้ข้าได้ยาสร้างจินตานนี้มาครอบครอง นับเป็นผู้มีส่วนร่วมในเส้นทางบำเพ็ญของข้า เมืองเซียนย่อมต้องมอบรางวัลให้ แต่นอกเหนือจากนั้น ข้าก็มีสิ่งตอบแทนให้เป็นการส่วนตัวเช่นกัน”
สวี่หยางพลันเกิดความรู้สึกยินดีในใจ
เขามองเหอซีเสวี่ยแล้วรู้สึกชอบใจอยู่ไม่น้อย
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้นางใจกว้างเช่นนี้เล่า