ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 209 ฝึกตนจนบรรลุขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด - บทที่ 210 ถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่
- Home
- ย่างก้าวสู่วิถีเซียน
- บทที่ 209 ฝึกตนจนบรรลุขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด - บทที่ 210 ถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่
บทที่ 209 ฝึกตนจนบรรลุขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด
เหอซีเสวี่ยมอบยันต์โจมตีระดับสองให้กับสวี่หยางสองใบ
พร้อมมอบถุงเก็บของให้กับหลี่ลี่จือหนึ่งใบและจากไปทันที
“สวี่หยางยินดีด้วย! ดูแล้วเหอซีเสวี่ยน่าจะสนใจเจ้าไม่น้อย ครานี้เจ้าไปที่ใดในเมืองเซียน คงไม่มีใครกล้าทำอะไรเจ้าแล้วกระมัง”
สวี่หยางเอ่ยอย่างถ่อมตน “ล้วนเป็นโอกาสที่เถ้าแก่หลี่มอบให้ข้าทั้งสิ้น”
“ฮ่า ๆ ๆ กลับไปกันก่อนเถอะ บัดนี้เจ้าได้รับแต้มสะสมครบหมื่นแล้ว เรื่องเช่าถ้ำบนเขาซานชิงข้ารับรองได้แน่นอน”
หลี่ลี่จือหัวเราะ
“มีอีกเรื่องเถ้าแก่หลี่ ระหว่างที่ข้าเดินทางไปข้าได้พบกับโจรสลัดอีกสามคนด้วย”
สวี่หยางหยิบศีรษะที่อยู่ในถุงเก็บของของหลานเจี๋ยออกมา
“กลิ่นอายนี้…”
หัวใจหลี่ลี่จือเต้นรัวทันทีเมื่อเห็นขึ้นศีรษะที่เปื้อนเลือด
สวี่หยางจึงเล่าเรื่องที่หลานเจี๋ยควบคุมผู้อื่นด้วยเคล็ดวิชาควบคุม ทำให้หลี่ลี่จือเข้าใจได้ในทันที
“เกรงว่านางคือหุ่นเชิดปีศาจในตำนาน”
หลี่ลี่จืออธิบายเพิ่ม
ฉายาหุ่นเชิดปีศาจนี้ได้มาจากการที่นางใช้เคล็ดวิชาควบคุมผู้อื่นในการก่อคดี
ครั้งหนึ่งนางเคยแต่งงานกับผู้นำตระกูลเล็ก ๆ คนหนึ่ง เขาเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณ แล้ววางแผนกับชู้รักฆ่าคนในตระกูลขโมยทรัพย์สินทั้งหมดแล้วหนีไป ทว่าไม่นานนักนางก็ก่อความวุ่นวายในเมืองอีก จนมีผู้คนล้มตายนับไม่ถ้วน
“ค่าหัวของบุคคลนี้ถ้าข้าจำไม่ผิดอยู่ที่หกร้อยแต้มสะสม” หลี่ลี่จือว่า
“น้อยเช่นนั้น?”
“นางลงมือไม่บ่อยนักและไม่ได้ก่อเรื่องใหญ่โตอะไรมาก ค่าหัวของนางจึงไม่มาก”
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันก็ได้เดินทางมาถึงหอการค้าหงไห่
สวี่หยางได้แลกตำราชื่อ ‘เคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดิน’ ด้วยแต้มสะสมสี่พันกับหลี่ลี่จือ
จากคำบอกเล่าของหลี่ลี่จือ เคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดิน คือสุดยอดวิธีในการชำระล้างและกลั่นลมปราณของที่นี่ ซึ่งดีกว่าฉบับพื้นฐานที่ให้เขาไปสามขั้น
มันจะช่วยให้เขาสามารถฝึกฝนไปจนถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้
“ฝึกตนจนถึงขั้นวิญญาณแรกกำเนิดหรือ”
สวี่หยางขมวดคิ้ว
เพราะสิ่งที่เขาต้องการคือการฝึกตนก้าวเข้าสู่ขอบเขตแปรเทวา
“เถ้าแก่หลี่ หากในภายภาคหน้าข้าต้องการบรรลุขอบเขตแปรเทวา ข้าจะต้องหาวิชายุทธ์ขั้นสูงกว่านี้หรือไม่”
สวี่หยางถามตรง ๆ
หลี่ลี่จือตกตะลึง
มองสวี่หยางราวกับมองตัวประหลาด แต่เขาคิดว่าตัวเองอาจจะฟังผิดไป
“เจ้าพูดว่าต้องการจะฝึกตนให้บรรลุขอบเขตแปรเทวาหรือ”
“ใช่แล้ว” สวี่หยางพูดต่อ “ทหารใดเล่าไม่ปรารถนาเป็นแม่ทัพ! มันคือความปรารถนาอันสูงสุดของเหล่าผู้บำเพ็ญ หากข้านั้นมีโชค สิ่งที่ข้าปรารถนาอาจจะสมหวังได้!”
“กล่าวได้ดี” ได้ฟังดังนั้น หลี่ลี่จือพลันรู้สึกราวกับเกิดกระจ่างแจ้งในใจ “ความปรารถนานั้นสำคัญ หากเจ้าโชคดีสิ่งที่เจ้าปรารถนาอาจกลายเป็นความจริง สวี่หยางดูท่าแล้วภายภาคหน้าข้าคงต้องขอคำชี้แนะจากเจ้า”
ครู่ต่อมาหลี่ลี่จืออธิบาย วิชายุทธ์นี้ฝึกฝนจนบรรลุได้เพียงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด แต่ในมือเหอซีเสวี่ยนั้นยังมีวิชายุทธ์เนื้อหาบทสุดท้าย ซึ่งเนื้อหาบทนี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ฝึกฝนตนจนบรรลุขอบเขตแปรเทวาได้
ได้ยินดังนั้น สวี่หยางจึงได้แต่นิ่งเงียบ
ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ช่างเจ้าเล่ห์นัก วิชายุทธ์บทสุดท้ายกลับเก็บงำไว้เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ากลัวจะมีคู่ต่อสู้ฝึกฝนจนแกร่งกล้ากว่าตน
“สวี่หยาง เคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดินนี้เจ้าจงเก็บไว้ให้ดี ก่อนอื่นอย่าเพิ่งคิดถึงการฝึกตนจนบรรลุขอบเขตแปรเทวา หากสามารถฝึกฝนจนบรรลุขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายก็ถือว่าไม่เลวแล้ว”
สวี่หยางพยักหน้า “ส่วนสิทธิ์ในการเข้าไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในปีนี้ ต้องใช้แต้มสะสมประมาณเท่าใด”
“แต่ละปีไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าในปีนั้นผู้อื่นมีแต้มสะสมมากน้อยเพียงใด ผู้ที่อยู่ในหกอันดับแรกเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เข้าไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์”
“ตัวอย่างเช่นปีที่แล้ว ผู้ที่อยู่อันดับที่หกมีแต้มสะสมสี่แสนห้าหมื่น แต่เมื่อสองปีก่อน แต้มสะสมมากกว่านี้อีก ผู้ที่มีอันดับหกมีแต้มสะสมถึงเจ็ดแสนแปดหมื่น…”
สวี่หยางขมวดคิ้ว “ต่างกันขนาดนี้เชียวหรือ”
เช่นนี้ตนจะต้องหาแต้มสะสมให้ได้อย่างน้อยห้าแสน…
“สวี่หยาง เจ้าเพิ่งจะบรรลุขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น อย่าเพิ่งรีบร้อน หลาย ๆ คนบรรลุขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย แล้วจึงจะเข้าไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์”
หลังจากพูดคุยกันอีกสักพัก เนื่องจากข้างนอกเริ่มมืดแล้ว หลี่ลี่จือจึงกล่าวว่า พรุ่งนี้จะพาเขาไปที่ถ้ำบนเขาซานชิงเพื่อเช่าถ้ำบนนั้น
…
หลังออกจากประตูหอการค้าหงไห่ เขาก็พบหลินไห่ถังที่คอยอยู่ก่อนแล้ว
หลินไห่ถังจับมือสวี่หยาง พร้อมคลี่ยิ้มงดงาม “เมื่อครู่ข้าได้ส่งข่าวให้อวี้เอ๋อร์ว่าพวกเรากำลังจะกลับ พวกนางได้เตรียมของอร่อยไว้มากมาย คืนนี้ต้องพักผ่อนให้สบาย”
เพียะ!
สวี่หยางฟาดฝ่ามือไปที่บั้นท้ายหลินไห่ถังเบา ๆ ทำให้หลินไห่ถังตกใจจนแทบกระโดดตัวลอย นางตีแขนสวี่หยางเบา ๆ “เจ้าบ้า ถ้ามีผู้ใดเห็นข้าอับอายตายแน่”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ กลัวอะไรเล่า ที่นี่ไม่มีใครสักหน่อย”
สวี่หยางหัวเราะร่า “ตอนนี้เรามีแต้มสะสมหกพันหกร้อยแล้ว ใช้แลกเปลี่ยนถ้ำแค่ห้าพันก็เพียงพอแล้ว”
“เยี่ยมเลย ต่อไปนี้จะมีถ้ำสำหรับฝึกฝนแล้ว”
หลินไห่ถังโอบแขนสวี่หยาง เฝ้าคิดถึงวันเวลาอันงดงามข้างหน้า
ในที่สุดก็มาถึงที่พัก
ยังไม่ทันจะเข้าห้อง สวี่หยางก็ได้กลิ่นอาหารโชยมา
หลินหวั่นชิงเปิดประตูออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มหวาน จากนั้นคว้ามือของสวี่หยางและหลินไห่ถังเข้าไปด้านใน “พวกเราคอยพวกเจ้านานแล้ว สหายเต๋าสวี่เจ้าเหนื่อยมากแล้ว ไห่ถังเจ้าก็เหมือนกัน เดี๋ยวต้องกินให้มากหน่อยนะ เจ้าดูผอมไปแล้ว”
นางพูดพลางถอดเสื้อคลุมให้สวี่หยางอย่างคล่องแคล่ว
ดีจริง ๆ ตอนนี้หลินหวั่นชิงเป็นงานมากขึ้นทีเดียว
เมื่อปรายตามองดูอย่างละเอียด สวี่หยางรู้สึกประหลาดใจเมื่อพบว่าหลินหวั่นชิงสวมชุดกระโปรงที่ค่อนข้างล่อแหลม ชุดกระโปรงผ่าข้างสูงจนเผยขาอันเรียวยาวขาวนวลกระตุ้นให้เขาเกิดจินตนาการมากมายในหัว
เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ช่วงบนช่างเย้ายวนใจเป็นพิเศษ เผยให้เห็นหัวไหล่ขาวอมชมพูและกระดูกไหปลาร้าอันงดงาม
แม้แต่คอเสื้อยังเว้าลึก เผยให้เห็นร่องอกอวบอิ่ม
เป็นที่ทราบกันดีว่าหลินหวั่นชิงนั้นใหญ่ที่สุด
ดังนั้นร่องอกนี้จึงเปรียบเหมือนหุบเหวแห่งกิเลส ช่างทำให้คนลุ่มหลงจนมิอาจถอนตัวได้
“อึก…”
สวี่หยางกลืนน้ำลายลงคอ
เอาสิ่งนี้มาทดสอบบัณฑิต บัณฑิตคนไหนจะต้านทานการทดสอบนี้ได้??
มองไปที่อวี้เอ๋อร์และเสิ่นม่านอวิ๋นอีกครั้ง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…”
สวี่หยางประหลาดใจ
“วันนี้เป็นวันอะไรกัน แต่ละคนแต่งตัวเย้ายวนเช่นนี้ ไม่ใช่การยั่วยุให้กระโจนใส่หรือ??”
เสิ่นม่านอวิ๋นเดินเข้ามาพร้อมกับสายลมหอมกรุ่น กอดแขนขวาของสวี่หยางพร้อมกับยิ้มแย้ม “สหายเต๋าสวี่ พวกเราเฝ้ารอเจ้า รอแล้วรอเล่าจนดอกไม้เหี่ยวเฉา เจ้าต้องกินให้เยอะ ๆ นะ เราเตรียมอาหารอร่อย ๆ ไว้มากมายเลย โดยเฉพาะเนื้อฉลามกระบี่ เจ้าต้องกินให้เยอะ ๆ บำรุงร่างกาย จะได้ไม่หมดแรงไปเสียก่อน”
“ฮ่า ๆ…”
หลินหวั่นชิงหัวเราะจนหัวไหล่เนียนสั่นไหว เผยร่องอกลึกที่ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก ช่างชวนหลงใหลยิ่งนัก
อวี้เอ๋อร์พยักหน้าอย่างดีใจ ปรางแก้มแดงระเรื่อ “สามีจากไปหลายวัน ไม่รู้ว่าฝีมือจะถดถอยลงหรือไม่”
“เดี๋ยวข้าจะให้เจ้าดูฝีมือของข้า!”
ถึงกับกล้าดูถูกเช่นนั้นเชียว!!
อวี้เอ๋อร์ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ข้าได้เรียนรู้กลเม็ดมาอีกมากมาย
ในช่วงหลายค่ำคืนที่ผ่านมา หลินไห่ถังกับสวี่หยางได้ฝึกฝนกันอยู่ข้างนอก สวี่หยางค่อย ๆ ฝึกฝนกระบวนท่าใหม่ ๆ และลองใช้กับหลินไห่ถังหลายครั้งแล้ว
หลินไห่ถังยอมรับเองกับปากว่าแปลกใหม่นัก โอกาสได้ขึ้นสวรรค์เพิ่มขึ้นอย่างมาก
เรื่องนี้เป็นที่เลื่องลือกันอย่างกว้างขวาง
เมื่อเป็นเช่นนี้ สวี่หยางจึงมีกลเม็ดเด็ดพรายมากมาย ยามนี้เขาจะทำให้พวกนางคุกเข่าอ้อนวอนร่ำไห้ขอชีวิต
“กินข้าว ๆ ทุกวันที่ข้าอยู่ข้างนอกกินเนื้อย่างทุกวันจนแทบจะพ่นออกมาแล้ว”
สวี่หยางบ่น
หลินไห่ถังล้างมือและช่วยยกชามกับตะเกียบมาวาง พร้อมกับนั่งลงร่วมโต๊ะ
เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัว บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความอบอุ่น
“มีภรรยาเช่นนี้ สามียังจะต้องการสิ่งใดอีก”
สวี่หยางถอนหายใจ
ในอกตื่นเต้น จึงหยิบสุราชั้นเลิศที่เหลืออยู่ออกมาจากถุงเก็บของ
“วันนี้ดื่มให้หมดอย่าได้เหลือ จากนั้นข้าจะบอกข่าวดีทุกคน”
สวี่หยางลุกขึ้นเทสุราให้ทุกคน
“ดีเลย สามีของข้าดื่มให้เยอะขึ้นหน่อยนะ”
หลินอวี้ยิ้มอย่างเย้ายวน แม้ทุกคนจะรู้ดีว่าข่าวดีที่สวี่หยางพูดถึงนั้นคือเรื่องอะไร
แต่เพื่อรักษาหน้าให้กับสวี่หยางจึงต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้
หลังดื่มกันจนเมามาย สวี่หยางได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าพรุ่งนี้จะย้ายเข้าไปอยู่ในถ้ำบนเขาซานชิง
หลินหวั่นชิงอมยิ้ม แผ่ลมปราณออกมาดั่งกลิ่นกล้วยไม้หอมอบอวลไปทั่วกาย “พอเรามีถ้ำของตัวเองแล้ว เราก็จะร่วมกันบำเพ็ญเพียรได้”
“สามี ขอบคุณสำหรับความเหนื่อยยากของเจ้า”
เสิ่นม่านอวิ๋นจับมือสวี่หยาง ดึงมาวางบนต้นขาของนางและส่งสายตาออดอ้อนหวานเยิ้ม
“เจ้าดูสิ ต้นขาของข้าร้อนเหลือเกิน ร้อนจนจะทนไม่ไหวแล้ว”
สวี่หยาง “…”
สุดยอดเลย ไม่กี่วัน ภรรยาของข้ากลายเป็น ‘แม่สาวปีศาจแมงมุม*[1]’ ไปแล้วงั้นหรือ
“ร้อนเกินไปหรือไม่ เป็นไข้หรือไม่ ไม่ได้การแล้ว เพื่อสุขภาพร่างกายของเจ้าข้าต้องตรวจดูอย่างละเอียด”
สวี่หยางกล่าวอย่างจริงจังผิดปกติ
ถ้อยคำนี้ทำให้หลินหวั่นชิงและหลินอวี้ต่างหมดคำพูด
มิคาดคิดว่าเสิ่นม่านอวิ๋นจะรุกเช่นนี้ เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
ทันใดนั้นสวี่หยางก็พาเสิ่นม่านอวิ๋นเข้าห้องไป
ไม่นานจากนั้น เสียงของเสิ่นม่านอวิ๋นก็ดังออกมาจากในห้องอย่างไม่เกรงใจผู้ใด
หลินหวั่นชิงที่เก็บกวาดด้านนอกเรียบร้อยก็ถูกเรียกเข้าไปในห้องด้วย
“อย่าขยับ เสื้อผ้าของเจ้าดูดีมาก”
สวี่หยางเดินเข้ามาและอุ้มหลินหวั่นชิงขึ้นราวองค์หญิง
“กวนใจจริง” หลินหวั่นชิงส่งสายตาหวานเยิ้มมองสวี่หยางราวกับกำลังสื่อความรักใคร่
ไม่นานหลินอวี้ก็เข้ามาเช่นกัน
ในขณะที่สวี่หยางกำลังตรวจดูเสื้อผ้าของหลินหวั่นชิงนางก็คุกเข่าลง
คืนนั้น เวลาผ่านไปจนหลังเที่ยงคืนทุกอย่างจึงค่อยสงบลง
…
เช้าตรู่ของอีกวัน
ภายนอกมืดครึ้ม ยามนี้สายฝนโปรยปรายลงมา
ทว่าสวี่หยางกลับอารมณ์แจ่มใสเป็นพิเศษ เพราะเขาจะได้ไปเขาซานชิงอีกครั้ง
สวี่หยางเก็บข้าวของในบ้านเสร็จก็เตรียมออกเดินทางพร้อมกับภรรยาทั้งสี่
ชายฝั่ง
หลี่ลี่จือรออยู่ก่อนแล้ว พอเห็นสวี่หยางก็พยักหน้าและพูดว่า “สวี่หยาง ไปกันเถอะ”
…
ในอีกฟากฝั่งหนึ่ง
ถ้ำเขาซานชิง
ภายในถ้ำของหนิงเฟย หนิงถูและคู่บำเพ็ญตื่นนอนแล้ว
“เหลือเวลาอีกแค่สามวันก่อนสิ้นเดือน โชคดีเมื่อวานนี้อวี๋หมิ่นหงตาเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นยอมตกลง”
ครั้นนึกถึงเรื่องนี้
หนิงถูขมวดคิ้ว แววตาปรากฏความเสียดาย
เพราะเพื่อให้อวี๋หมิ่นหงยอมตกลง เขาต้องจ่ายในราคามหาศาล
แต่มันก็คุ้มค่า
“ภรรยา เมื่อเราสองคนเช่าถ้ำแห่งนี้สำเร็จ ด้วยฝีมือการวาดยันต์ของเราทั้งคู่ธุรกิจของเราต้องดีแน่นอน”
มองดูสามีที่ร่าเริงแต่ในใจของนางกลับรู้สึกเป็นกังวล “เรื่องนี้ยังไม่แน่นอน ข้าเห็นว่าสวี่หยางผู้นั้นมีฝีมืออยู่บ้าง ช่วงนี้เขาย่อมคิดหาวิธีได้แน่ ข้าเกรงว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง”
“เขาเป็นเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น อาจมิได้เก่งกาจ ถ้ายังลังเลไม่เลิกข้าจะจัดการเขาซะ”
หนิงถูพูดด้วยสีหน้าเย็นชา เขาเป็นโจร เดินทางออกไปผจญโลกมากว่าสิบปีไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน
หากก่อนหน้านี้อวี๋หมิ่นหงยังไม่ยอม เขาก็คิดที่จะลอบสังหารอีกฝ่ายให้จบ ๆ ไปเช่นกัน!!
[1] เปรียบเปรยถึงปีศาจแมงมุมที่พยายามล่อลวงพระถังซัมจั๋ง ในเรื่องไซอิ๋ว ตอนปีศาจแมงมุม
บทที่ 210 ถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่
ขณะที่หนิงถูและคู่บำเพ็ญของเขาสนทนากันอยู่ จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“หนิงถู เรื่องไม่ดีแล้ว” หนิงเฟยส่งข่าวมา
หัวใจหนิงถูเต้นรัว รีบพาภรรยาทะยานไปหาหนิงเฟย
ในห้องโถงใหญ่
สวี่หยาง หญิงสาวอีกสี่คน และหลี่ลี่จือกำลังพูดคุยกับหนิงเฟย
ขณะที่หนิงเฟยส่งข่าวบอกเขาล่วงหน้า
เรื่องนี้มีการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ
สวี่หยางไม่รู้ใช้วิธีอะไรจึงมีแต้มสะสมจำนวนมาก และได้ใช้แต้มสะสมห้าพันแต้มแลกถ้ำตรงกลางไปแล้ว
“เป็นไปไม่ได้ แต้มสะสมห้าพันแต้มหรือ เจ้าเพิ่งมาไยจึงจะมีแต้มสะสมมากมายขนาดนี้??”
ชีวิตอันแสนสุขของหนิงถูได้ถูกสวี่หยางทำลายจนหมด ทำให้หนิงถูโกรธแค้นอย่างมาก
สวี่หยางขมวดคิ้ว “ข้าได้แต้มสะสมมาอย่างไรคงไม่จำเป็นต้องบอกเจ้ากระมัง ข้าเข้าใจดีว่าเจ้าอยากได้ถ้ำแห่งนั้น แต่สถานที่สำหรับบำเพ็ญนั้น ผู้ใดมีฝีมือผู้นั้นได้ครอบครอง ข้าคงได้แต่ขอโทษเจ้า”
“ท่านเห็นว่าอย่างไร?” หลี่ลี่จือหันไปมองหนิงถูเพื่อสอบถามความคิดเห็น
ภายใต้การสอบถามนั้นกลับแฝงไปด้วยการข่มขู่
หนิงถูสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด สุดท้ายก็ส่ายหัวพร้อมเผยรอยยิ้มเยาะ “เช่นนั้น ข้าขอแสดงความยินดีกับสหายเต๋าสวี่ด้วย”
“ไม่ต้องเกรงใจ”
สวี่หยางพูดเนิบ ๆ
“เฮ้อ…”
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว หนิงเฟยรู้ว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว
จึงได้แต่ยิ้มต้อนรับแล้วเรียกอวี๋หมิ่นหงมา
ทั้งสองคนแสดงท่าทีหงุดหงิด
ถ้ารู้ว่าสวี่หยางสามารถหาแต้มสะสมมาได้ถึงห้าพันแต้ม เขาคงยกถ้ำให้สวี่หยางเช่าตั้งแต่แรก ไม่ใช่แค่สร้างความสัมพันธ์ที่ดี แต่ยังได้รับประโยชน์ที่สวี่หยางสัญญาไว้ได้อีกด้วย
ทว่าตอนนี้พวกเขากลับไม่ได้อะไรเลย
หลังจากสวี่หยางแลกแต้มสะสม เขายังคงเหลือแต้มสะสมอีกพันหกร้อยแต้ม
นอกจากนี้ยังต้องจ่ายค่าเช่าเป็นประจำทุกปีอีกด้วย
“สวี่หยาง เดี๋ยวจะมีคนมาจัดการเรื่องสัญญาเช่า ข้าต้องขอตัวก่อน”
หลี่ลี่จือพูดจบก็จากไป
ในขณะที่หนิงเฟยได้พาสวี่หยางไปดูรอบ ๆ ยอดเขาตรงกลาง
เมื่อทะยานผ่านไปและมองดูจากมุมสูง พบว่ายอดเขาตรงกลางดูสูงกว่ายอดเขาอื่น พื้นที่ด้านบนยังกว้างใหญ่และเรียบมากอีกด้วย
สถานที่แห่งนี้การตกแต่งคล้ายกับถ้ำของหนิงเฟย
ข้างหน้าเป็นห้องโถงขนาดใหญ่และงดงาม ภายในโถงมีห้องชงชา ห้องวาดยันต์ และห้องกลั่นโอสถพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน
ถัดจากห้องโถงใหญ่ไปทางด้านหลังเป็นถ้ำ ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับการฝึกฝนที่แท้จริง
ภายในกว้างขวาง แต่มีเพียงห้องสามห้อง ได้แก่ ห้องฝึกฝน ที่พัก และห้องเก็บของ
ซึ่งแค่นี้เพียงพอแล้ว
บริเวณด้านซ้ายมีสระน้ำขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่กว่ายี่สิบหมู่ ภายในปลูกดอกบัวและพืชน้ำอื่น ๆ พื้นที่นั้นอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งปี ดังนั้นดอกบัวจึงบานสะพรั่ง ช่างงดงามวิจิตรตระการตาตลอดปี
บริเวณด้านขวาเป็น ทุ่งวิญญาณขนาดมากกว่าสี่สิบหมู่
อย่างไรก็ตาม เจ้าของคนก่อนเห็นได้ชัดว่าไม่สนใจในการทำไร่ ทุ่งวิญญาณจึงถูกปล่อยทิ้งร้าง
“สหายเต๋าสวี่ นี่คือภาพรวมของถ้ำ เส้นชีพจรวิญญาณอยู่ในระดับสองขั้นสูง มีคุณภาพดีเยี่ยม! แต่หลังจากที่เจ้าของคนก่อนจากไป ค่ายกลและข้าวของต่าง ๆ ก็ถูกนำออกไป เจ้าต้องเตรียมค่ายกลด้วยตนเอง”
หนิงเฟยอธิบาย
“ไม่มีปัญหา”
ขณะพูดคุย ผู้ดูแลเรื่องการเช่าถ้ำก็มาถึงโดยมีเสิ่นปิงเดินตรงนำเข้ามา
สวี่หยางไม่ลังเล
สัญญาเช่าได้ถูกลงนามอย่างรวดเร็ว โดยในสัญญาฝ่ายเช่าจะต้องจ่ายค่าเช่าปีละเก้าหมื่นหินวิญญาณ
แต่เมื่อส่งมอบหินวิญญาณ สวี่หยางกลับขอจ่ายเพียงสามเดือนก่อน เพราะเกรงว่าหินวิญญาณจะไม่พอใช้จ่าย
เขามีครอบครัวใหญ่ที่ต้องเลี้ยงดู
จริง ๆ แล้วด้วยทรัพย์สมบัติในเวลานี้ของเขาไม่ต้องพูดถึงจ่ายค่าเช่าต่อปี เแต่เขามีเหลือเฟือพอจ่ายค่าเช่าได้อย่างสบายไปอีกห้าหกปี
ที่พูดแบบนี้ก็เพราะไม่อยากโอ้อวดเกินไป ในเมื่อเขาเป็นเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบสร้างรากฐานขั้นต้น มีเงินมากเกินไปก็ไม่ดี
ผู้ดูแลสัญญญาเช่าหยิบสัญญาออกมา
สัญญาชนิดนี้จะต้องประทับพลังของบุคคลลงไป แม้จะไม่มีผลบังคับ แต่ก็ถือเป็นการลงบันทึกไว้ โดยเมืองเซียนชิงหนิวจะเป็นผู้เก็บสัญญานี้ไว้
เพียงหนึ่งก้านธูปก็จัดการสัญญาเช่าเสร็จสิ้น
“ยินดีกับสหายเต๋าสวี่ ต่อไปถ้ำแห่งนี้เป็นของสหายเต๋าสวี่แล้ว เจ้าต้องการจะตั้งชื่อให้ถ้ำแห่งนี้หรือไม่”
หนิงเฟยยิ้มแย้ม
แต่ในใจของเขาย่อมมีความไม่พอใจต่อคนที่มาแย่งชิงถ้ำฝึกฝนของลูกพี่ลูกน้องของตน
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
เป็นเพื่อนบ้านกัน ต่อไปเงยหน้าก็เจอ ก้มหน้าก็เจอ คอยช่วยเหลือกันและกันย่อมดีกว่า
“ไม่ทราบว่าถ้ำของสหายหนิงมีนามว่าอะไร” สวี่หยางถามกลับ
“ข้าตั้งชื่อเองว่า วังหนิง” หนิงเฟยยิ้มตอบ เห็นได้ชัดว่าพอใจกับชื่อถ้ำที่ตนเองตั้งเป็นอย่างมาก
เขากล่าวต่อ “ทางฝั่งท่านอวี๋หมิ่นนั้น มีนามว่าต้าลี่เฟิง”
“ช่างดูมีพลัง ส่วนทางข้า…”
สวี่หยางลูบใต้ค้างยืนครุ่นคิด และหันมองไปทางบรรดาภรรยาข้างหลัง
“พวกเจ้า ช่วยข้าคิดหน่อย ชื่อไหนดี”
หลินอวี้กล่าวขึ้นก่อน “ข้าว่าแถวนี้ร่มรื่นดี เรียกว่า เขียวเฟิง ดีหรือไม่”
หลินหวั่นชิงส่ายหน้า “สามีไม่ชอบสีเขียว ข้าว่าแถวนี้บ่อน้ำใสสะอาดงดงามดี เรียกว่า ถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่ เจ้าว่าอย่างไร?”
“ถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่” เสิ่นม่านอวิ๋นกล่าวพร้อมหัวเราะ “เป็นชื่อที่ไพเราะจริง ๆ”
หลินอวี้ดวงตาประกาย “ไพเราะยิ่งนัก หวั่นชิงเจ้าฉลาดที่สุด”
“ไม่หรอก ๆ”
หลินไห่ถังก็รู้สึกว่าชื่อถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่นั้นไม่เลว
สวี่หยางตัดสินใจทันทีว่า “ได้ ข้าเชื่อฟังภรรยา ถ้ำนี้จะชื่อว่าถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่”
หนิงเฟย “…”
หนิงเฟยมีสีหน้าประหลาดใจ
สุ่ยเหลียนต้งฝู่… ชื่ออะไรเนี่ย
ดูไม่มีพลังอะไรเลย
แต่เห็นสวี่หยางและภรรยาตื่นเต้นดีใจเช่นนั้น เขาก็ทำได้เพียงยิ้มพร้อมยกนิ้วโป้งขึ้น “เป็นชื่อที่ดีมาก…”
…
ด้วยเหตุนี้ ชื่อถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่ก็ได้ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ
ชื่อก็ตั้งได้ดีแล้ว แต่ถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่ที่เห็นอยู่นี้เป็นเพียงกล่องเปล่า ถ้าคิดจะเริ่มฝึกตนเห็นทีจะเป็นไปไม่ได้ ต้องตกแต่งให้เรียบร้อยเสียก่อน
และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการวางค่ายกล
เรื่องนี้สวี่หยางได้หารือกับหนิงเฟยแล้ว
หนิงเฟยเป็นปรมาจารย์ค่ายกล ทั้งยังเป็นเพื่อนบ้าน สวี่หยางจึงขอความช่วยเหลือเป็นธรรมดา
แต่หนิงเฟยบอกว่าช่วงนี้ไม่มีเวลาว่าง เพราะช่วงบ่ายจะต้องไปวางค่ายกลให้กับผู้บำเพ็ญเซียนที่พึ่งย้ายมาใหม่
ผู้บำเพ็ญตระกูลลู่!!
“ผู้บำเพ็ญตระกูลลู่??”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของสวี่หยางก็แปรเปลี่ยนไป
เขาคาดเดา
คงจะไม่ใช่ผู้บำเพ็ญตระกูลลู่แห่งแดนเหนือกระมัง
คำนวณเวลาแล้ว ลู่หยวนฮว่าคงพาลูกหลานตระกูลลู่อพยพมาที่ทะเลสาบเซียนวารีชิงหนิว คงจะตั้งหลักปักฐานเรียบร้อยแล้ว และถึงเวลาตั้งค่ายกล
แต่สวี่หยางกลับรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่หนิงเฟยปฏิเสธตรง ๆ
เขาคาดการณ์ว่าหนิงเฟยยังคงไม่พอใจที่เขาแย่งถ้ำจากหนิงถู
หรืออาจเป็นเพราะเกรงใจหนิงถู จึงไม่ต้องการวางค่ายกลให้เขา
หลังจากส่งหนิงเฟยแล้ว หลินหวั่นชิงผู้มีสีหน้าไม่ดีนักก็พูดอย่างตรงไปตรงมา “หนิงเฟยพูดว่างานยุ่ง แต่ข้าว่าเขาจงใจไม่ตั้งค่ายกลให้เราต่างหาก”
“ถูกต้องแล้ว คงจะเกรงใจญาติของเขานั่นแหละ!” หลินอวี้พยักหน้าเห็นด้วย
“ระหว่างนี้ข้าจะวางค่ายกลง่าย ๆ ก่อน แต่ระดับสูงกว่านี้คงไม่ได้” เสิ่นม่านอวิ๋นกล่าว
ที่นี่มีเส้นชีพจรวิญญาณระดับสองขั้นสูง เสิ่นม่านอวิ๋นวางค่ายกลได้เพียงแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น
ค่ายกลระดับหนึ่งใช้ในการป้องกัน ซึ่งแทบจะไม่มีประโยชน์ต่อพวกเขาในระดับนี้แล้ว
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าจะไปหาปรมาจารย์ค่ายกลคนอื่นมาช่วย” สวี่หยางพูดด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ
ช่วงบ่าย
เขาให้ภรรยาทำความสะอาดถ้ำและจัดของใช้ในห้องพัก
ส่วนตัวเขาได้เดินทางไปที่เมืองเซียนชิงหนิวอีกครั้ง เพื่อจัดหาข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ
ครอบครัวเขามีสมาชิกมากถึงห้าคน จึงจำเป็นต้องจัดหาสิ่งของมากมาย เช่น ผ้าห่มผืนใหม่ก็ต้องใช้ห้าผืน
บางครั้งเหล่าภรรยาเหนื่อยล้า เขาก็ไม่ได้หลับนอนด้วยกันทุกค่ำคืน ต่อให้ภรรยาเต็มใจเขาก็มิใช่ ‘กระทิง’ ที่นอนหลับกับพวกนางได้ทุกคืน หากเป็นเช่นนั้นเขาคงตายเพราะความเหนื่อยล้า
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องจัดเตรียมห้องให้ภรรยา ไม่ว่าพวกนางจะพักหรือไม่ก็ตาม ความจริงใจต้องมาก่อน
ในเมื่อได้ย้ายเข้าบ้านใหม่ เพื่อความเป็นสิริมงคลก็ต้องจัดหาเครื่องครัวชุดใหม่
รวมทั้งอ่างอาบน้ำใหม่ด้วย อ่างอาบน้ำก็ต้องใหญ่เพราะเหล่าภรรยาชอบอาบน้ำร่วมกับเขา เลยต้องสนองความชอบของพวกนางสักหน่อย
เอ่อ หลัก ๆ ก็เพื่อเอาใจภรรยาน่ะ ไม่ใช่เพื่อตัวข้าเอง
โดยไม่รู้ตัว เวลาก็ล่วงเลยมาถึงยามโพล้เพล้แล้ว
สวี่หยางเดินทางมาที่หอการค้าหงไห่อีกครั้งเพื่อที่จะพบกับหลี่ลี่จือ เขามีความคิดจะขอให้อีกฝ่ายช่วยแนะนำปรมาจารย์ค่ายกลให้หน่อย
หลี่ลี่จือตอบตกลงอย่างง่ายดาย เขามอบที่อยู่สองสามแห่งและกล่าวว่าเป็นปรมาจารย์ค่ายกลทั้งหมดที่มีชื่อเสียงอยู่ในเมือง
ส่วนประวัติความเป็นมาก็สะอาดหมดจดแน่นอน
ปรมาจารย์ค่ายกลนั้นไม่เหมือนกับอาชีพอื่น
หากปรมาจารย์ค่ายกลทำงานไม่ซื่อสัตย์ในระหว่างที่วางค่ายกลให้กับผู้คน อาจแอบตัดทอนวัสดุหรือสร้างทางเข้าลับเอาไว้ นั่นถือเป็นเรื่องผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง
วันนี้ค่อนข้างสายแล้ว สวี่หยางจึงยังไม่คิดที่จะไปรบกวนปรมาจารย์ค่ายกลเหล่านั้น เขาตัดสินใจกลับมายังถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่ก่อน
หลังจากกินอาหารเสร็จ ในยามดึกสวี่หยางและภรรยาต่างก็จัดแจงข้าวของกันอย่างครึกครื้น
แม้แต่เสี่ยวไป๋หูและหนูสุ่ยหลิงยังถูกเรียกให้มาทำงาน
สองตัวน้อยรับหน้าที่แบกถุงเก็บของที่เต็มไปด้วยขยะออกไปทิ้ง
เมื่อกลับมาก็ยังช่วยขนของชิ้นเล็ก ๆ
หลินอวี้ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาแต่ก็สามารถควบคุมหุ่นเชิด จึงใช้พลังที่แข็งแกร่งของหุ่นเชิดขนของ
เมื่อจัดการกันจนถึงกลางดึก ต่างคนก็ล้มตัวลงนอนด้วยความอ่อนล้า
…
ยามเช้าวันต่อมา
สวี่หยางเดินทางมายังเมืองเซียนอีกครั้ง เพื่อจัดการซื้อของต่อ จากนั้นเดินทางไปทีละบ้านตามที่อยู่ที่หลี่ลี่จือให้ เพื่อตามหาปรมาจารย์ค่ายกล
มีทั้งหมดสี่คน
สองที่แรกโชคไม่ดีนัก ปราณของพวกเขาไม่ค่อยดีแต่ก็ยังออกไปช่วยผู้อื่นวางค่ายกล
สวี่หยางจึงเดินทางมาหาปรมาจารย์ค่ายกลคนที่สาม ซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญวัยกลางคน แต่จากการสอบถามเพื่อนบ้านพบว่าบุคคลผู้นี้มีเบื้องหลังไม่โปร่งใสนัก เนื่องจากเขามีความเกี่ยวข้องกับโจรอยู่
หลังจากครุ่นคิดอยู่นานอยู่ สวี่หยางจึงตัดสินใจยอมแพ้
ส่วนปรมาจารย์ค่ายกลคนที่สี่เป็นสตรี
ได้ยินมาว่าอุปนิสัยเรียบง่าย สง่างาม มีพื้นเพขาวสะอาด มาจากตระกูลผู้บำเพ็ญเซียนเล็ก ๆ บัดนี้อาศัยอยู่คนเดียวในเมือง
หลายปีก่อน นางบรรลุขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น พลังปราณอาจจะธรรมดาแต่ฝีไม้ลายมือด้านค่ายกลกลับเหนือชั้น
นางสามารถวางค่ายกลระดับสองได้ด้วยตนเอง
ค่ายกลที่สวี่หยางต้องการคือค่ายกลระดับสอง แต่ถ้าได้ระดับสองขั้นสูงก็จะดีมาก
ส่วนค่ายกลระดับสาม ปรมาจารย์น้อยคนนักที่สามารถวางค่ายกลระดับนี้ได้
“ปรมาจารย์ค่ายกลนางนี้ ไยจึงมาอาศัยอยู่ในเขตหอนางโลมเล่า??”
สวี่หยางขมวดคิ้ว เคลือบแคลงในความสามารถของสตรีผู้นี้ขึ้นมา
ปรมาจารย์ค่ายกลถือว่าเป็นอาชีพที่ดี ดังนั้นจึงถือเป็นอาชีพที่หารายได้ดี แต่ปรมาจารย์สตรีผู้นี้กลับอาศัยอยู่ในสถานที่เช่นนี้ แสดงว่ามีฐานะยากจนไม่น่าจะทำงานได้ดีนัก
มีคำกล่าวว่า ร้านอาหารที่ขายไม่ดี เพราะอาหารไม่อร่อย
นี่ก็เช่นเดียวกัน
ปรมาจารย์ค่ายกล ถ้าลูกค้าน้อย ก็เพราะฝีมือด้อย
“ช่างเถอะ มาแล้วก็ลองดูเสียหน่อย”
เมื่อคำนึงถึงว่าอีกฝ่ายเป็นสตรี พื้นเพคงไม่ใช่ปัญหา
“คุณชายกลับมาอีกแล้วหรือเชิญเข้ามาเถิด วันนี้ข้ามีสาวงามจากแดนเหนือหลายคน รับรองคุณชายพึงพอใจแน่”
จากตรอกข้างขวา หญิงงามผู้หนึ่งแต่งหน้าจัดจ้านคว้าฉุดแขนเขาเข้าไป
“ข้า ข้ามีธุระ!”
สวี่หยางส่ายหน้าใช้ปราณผลักหญิงผู้นั้นออกไปเบา ๆ
เขาอดถอนหายใจไม่ได้
สมัยนี้เรียกลูกค้าด้วยวิธีนี้กันแล้วหรือ เอ๊ะ นางพูดว่า ‘กลับมาอีกแล้ว’ ข้าเคยมาด้วยหรือ??