ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 215 ช่างน่าอับอายนัก
บทที่ 215 ช่างน่าอับอายนัก
คนในครอบครัวต่างสงสัยกันมาก ที่หยางโต้วโตวกินน้อยเช่นนี้ อาหารจะเพียงพอต่อความต้องการของนางหรือไม่?
กระนั้นหยางโต้วโตวก็บอกว่าเพียงพอแล้ว
เพียงแค่ต้องใช้เคล็ดบางอย่างเพื่อดูดซับพลังวิญญาณก็ใช้ได้แล้วมิใช่หรือ
นางมิได้ปฏิเสธที่จะกินอาหาร นางกินอย่างรวดเร็วราวกับพายุหมุนจนอาหารบนโต๊ะหมดสิ้น
“อร่อยยิ่ง โดยเฉพาะปลาฉลามกระบี่นี้ หอมเสียจริง!”
หยางโต้วโตวเอ่ยพร้อมกับลูบหน้าท้องของนาง
ฉากเช่นนี้ทำให้เหล่าภรรยาต่างแอบหัวเราะ นางช่างน่ารักเสียจริง
…
พริบตาเดียว หนึ่งเดือนก็ผ่านไปอย่างเงียบเชียบ
ค่ายกลใหญ่ปกป้องภูเขาติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ส่วนค่ายกลควบแน่นวิญญาณภายในถ้ำนั้นเสิ่นม่านอวิ๋นสามารถจัดการได้ด้วยตนเอง
กระนั้นขณะที่นางกำลังจัดเตรียมค่ายกลควบแน่นวิญญาณ หยางโต้วโตวก็อาสารับหน้าที่นี้
“พี่สาวเสิ่น ค่ายกลควบแน่นวิญญาณนี้ระดับต่ำเกินไป มันเป็นเพียงขั้นกลางระดับหนึ่งเท่านั้น เจ้ามอบหมายให้เป็นหน้าที่ข้าเถิด ข้าจะช่วยให้ทุกคนสามารถใช้ปราณวิญญาณขั้นกลางระดับสามได้ เลยและไม่ใช่เพียงแค่ถ้ำนี้เท่านั้น แต่ทั้งภูเขานี้ก็จะมีปราณวิญญาณขั้นสูงไม่ต่ำกว่าระดับสองอยู่ด้วย”
หยางโต้วโตวอาสาด้วยตนเอง
“โอ้” เสิ่นหม่านอวิ๋นแปลกใจ
แท้จริงแล้วค่ายกลควบแน่นวิญญาณอันนี้สำหรับครอบครัวของนางนั้นเพียงพอแล้ว
แต่หากมันจะดียิ่งขึ้นไปอีก เหตุใดพวกนางจะไม่ยินดีเล่า
ยิ่งกว่านั้นปราณวิญญาณยิ่งสูงการป้องกันของค่ายกลก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน
“ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่หรือ” สวี่หยางเดินเข้ามา พลางคิดว่าหากราคาแพงเกินไปก็คงไม่จำเป็น
“นี่เป็นของขวัญจากข้า”
สิ่งที่คาดไม่ถึงคือหยางโต้วโตวผู้แสนฉลาดกลับไม่รับค่าตอบแทน
สวี่หยางรู้สึกขำ “เช่นนั้นเจ้าต้องการสิ่งใดเล่า”
“เมื่อข้าจัดเตรียมค่ายกลควบแน่นวิญญาณเรียบร้อยแล้ว สถานที่แห่งนี้จะสามารถรองรับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานได้อย่างน้อยอีกสามคน ข้าจึงอยากขอร้องว่า ข้าจะสามารถอาศัยอยู่ที่ชั้นสามต่อไปได้โดยไม่ต้องจ่ายหินวิญญาณได้หรือไม่…”
หยางโต้วโตวหัวเราะอย่างเขินอายพลางชี้ไปยังชั้นสามซึ่งเป็นห้องที่นางอาศัยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
สวี่หยาง “…”
เสิ่นม่านอวิ๋น “…”
ช่างกล้าที่จะเกาะติดอยู่ที่นี่เช่นนี้
สวี่หยางยิ้มน้อย ๆ จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง ราวกับจะปฏิเสธอย่างไม่ลังเล “ไม่!”
ล้อเล่นน่า หยางโต้วโตวซึ่งเป็นคนแปลกหน้าสามารถมาติดตั้งค่ายกลให้ในระยะสั้น ๆ เท่านั้น หากจะให้อาศัยอยู่ระยะยาวคงเป็นไปไม่ได้
คนนอกทั้งหลายไม่มีวันได้อาศัยที่นี่
หยางโต้วโตวจำใจต้องจากไปด้วยความผิดหวัง
หลินหวั่นชิงและหลินไห่ถังรู้เรื่องนี้ พวกนางกลับมีท่าทีเฉยเมย
“พวกเราได้ลองฝึกปราณวิญญาณขั้นพื้นฐานไปหลายวันแล้ว ความเร็วในการฝึกก็เร็วขึ้นจริง ๆ แต่ก็ใช้พลังวิญญาณเยอะมาก ถ้าหากนางสามารถเพิ่มระดับของค่ายกลควบแน่นวิญญาณให้สูงขึ้น การให้นางอาศัยอยู่ที่นี่ก็ไม่เลว”
หลินหวั่นชิงยิ้มอย่างพอใจ ไม่ได้ใส่ใจ
หลินไห่ถังพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าก็คิดเช่นนั้น พวกเราได้ใช้เวลาร่วมกับนางในวันนี้ นางเป็นคนดี แม้จะตระหนี่ไปบ้าง แต่เท่าที่ข้ารู้ นางไม่ได้เห็นแก่ตัวเพียงอย่างเดียว ดูเหมือนว่าครอบครัวของนางจะประสบปัญหาบางอย่าง จึงต้องหาเงินไปจุนเจือ”
“สามี ถ้าเช่นนั้นก็ให้นางมาอาศัยอยู่ที่นี่เถอะ รู้อยู่ว่าหนิงเฟยไม่ใช่คนดี เราจึงควรให้หยางโต้วโตวติดตั้งค่ายกลโจมตีหรือค่ายกลลวงตาต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเพื่อความปลอดภัยด้วย” เสิ่นม่านอวิ๋นเสนอ
เมื่อเห็นภรรยาทุกคนพูดเช่นนี้ สวี่หยางก็ขมวดคิ้ว “พูดไปเรื่อย ให้คนแปลกหน้ามาอาศัยบนชั้นสามย่อมไม่เหมาะ”
ภรรยาทั้งหลายพยักหน้า ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก
…
ค่ายกลปกป้องภูเขาติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว
วันรุ่งขึ้น
สวี่หยางจัดงานเลี้ยงต้อนรับเพื่อนบ้านอย่างหนิงเฟยและอวี๋หมิ่นหง
กระทั่งเสิ่นปิงผู้เฝ้าประตูยังถูกเรียกมารับประทานอาหารร่วมกัน
ถึงจะหวาดหวั่นกับหนิงเฟยสักหน่อย แต่ก็ต้องรักษาน้ำใจกันไว้
แขกทั้งสามต่างมอบของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ อาหารมื้อนี้หลินอวี้เป็นผู้รังสรรค์ ทั้งสามต่างชื่นชมฝีมือการทำอาหารของหลินอวี้ว่าเลิศรส
“สหายเต๋าสวี่ เจ้ารู้จักกับลู่หยวนฮว่า ไม่ทราบว่าเจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าผู้ใดเป็นคนติดตั้งค่ายกลให้เขา ตั้งแต่เขาจากไปคราวที่แล้วก็ไม่ได้ติดต่อข้าอีก น่าแปลกนัก”
หลังจากดื่มเหล้ากันไปได้สามรอบ หนิงเฟยก็อดถามขึ้นไม่ได้
สวี่หยางไม่ได้ปิดบัง ตอบไปตามตรงว่าวันนั้นลู่หยวนฮว่ามาหาเขาและได้พูดคุยกับหยางโต้วโตว จึงเป็นไปได้ว่าหยางโต้วโตวอาสารับหน้าที่นี้เอง
หนิงเฟยอ้าปากค้าง “แท้จริงแล้วเป็นเยี่ยงนี้เอง”
“ฮ่า ๆ สหายเต๋าหนิง ดูเหมือนว่าลู่หยวนฮว่าจะไม่ค่อยไว้ใจฝีมือของเจ้า”
อวี๋หมิ่นหงแซวพลางยกจอกเหล้าขึ้นดื่ม
สวี่หยางเอ่ยขึ้น “มิใช่เช่นนั้น เพียงแต่หยางโต้วโตวคิดราคาถูก”
หนิงเฟยพยักหน้า “ช่างเถอะ ข้าไม่ขาดแคลนรายได้จากงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้หรอก”
ปากว่าอย่างนั้น แต่ในใจเสียดายมาก
เพราะค่ายกลของตระกูลลู่คราวนี้ใหญ่โตมาก เกี่ยวข้องกับหินวิญญาณหลายแสนก้อน ซึ่งอาจมีการซื้อขายเบื้องหลังตามมาอีก
นึกได้ดังนั้น หนิงเฟยก็สบถอยู่ในใจ มันเป็นความผิดของหนิงถู!
ถ้าไม่ใช่เพราะหนิงถูไม่ให้เขาไปช่วยสวี่หยางติดตั้งค่ายกล สวี่หยางก็คงไม่รู้จักหยางโต้วโตว
หนิงเฟยที่อยู่ในอารมณ์หงุดหงิดเผลอดื่มเข้าไปสองจอกรวด ก่อนจะลุกขึ้นขอตัวกลับ
เมื่อหนิงเฟยจากไปแล้ว อวี๋หมิ่นหงก็มีสีหน้าลึกลับ พูดเบาๆ ว่า “ช่วงนี้ข้าได้ยินมาว่าเจ้าหนิงถูนั่นหายตัวไป”
“โอ้? หายตัวไปงั้นหรือ แล้วภรรยาของเขาล่ะ ทำไมไม่เห็นมาหาหนิงเฟยให้ช่วยตามหา?”
สวี่หยางทำท่าตกใจ “อ้อ จริงสิ เมื่อครู่หนิงเฟยก็ไม่เห็นพูดอะไร ทั้งที่เป็นญาติกัน เขาน่าจะร้อนใจไม่น้อย”
“ถึงจะเป็นตระกูลเดียวกัน แต่ความสัมพันธ์อาจจะไม่ได้ดีก็ได้”
อวี๋หมิ่นหงหัวเราะพลางส่ายหน้า
“เดี๋ยวก่อน วันนั้นหนิงเฟยออกมาโต้แย้งเพื่อหนิงถู แย่งชิงถ้ำบำเพ็ญตนแห่งนี้ ข้ายังนึกว่าพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอยู่เสียอีก…”
สวี่หยางขมวดคิ้ว ท่าทีไม่ค่อยเข้าใจ “สหายเต๋าอวี๋ เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีเหตุผลอะไรอยู่เบื้องหลัง”
“ข้าไม่รู้แน่ชัด แต่รู้ว่าหนิงถูเคยขอให้หนิงเฟยทำหลาย ๆ เรื่อง หนิงเฟยก็รับปากทุกครั้ง ข้าสงสัยว่าหนิงเฟยอาจมีจุดอ่อนอยู่ในมือหนิงถู”
สวี่หยางถอนหายใจ “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้”
“แล้วอีกอย่าง หลังจากที่หนิงถูหายตัวไป ภรรยาของเขาก็ขาดการติดต่อไปด้วย ข้าสงสัยว่าคงจะเจอศัตรู และอาจจะถูกกำจัดไปเรียบร้อยแล้ว”
“อะไรกัน ถึงขนาดนี้เลยหรือ ใครกันแน่ที่กล้าหาญนักถึงฆ่าคนได้ลง ทั้ง ๆ ที่เป็นเมืองเซียนแต่กลับอันตรายถึงเพียงนี้”
พอเห็นว่าสวี่หยางกลัวขนาดนี้ อวี๋หมิ่นหงจึงปลอบโยนสองสามประโยค ด้วยคิดว่าการตายของหนิงถูจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับสวี่หยางเป็นแน่
ยิ่งคิดก็ยิ่งใช่
สวี่หยางก็แค่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น แต่ความคิดของเขาช่างมากมายเหลือเกิน
ไม่นานสวี่หยางจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
โดยขอให้อวี๋หมิ่นหงช่วยแนะนำเรื่องธุรกิจต่าง ๆ
เพราะที่นี่เขามีทั้งธุรกิจทั้งวาดยันต์ สมุนไพรวิญญาณและโอสถมากมาย
อวี๋หมิ่นหงถึงกับถอนหายใจ
สวี่หยางช่างมีภรรยาที่ทั้งฉลาดและขยันเสียจริง ไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ยังหาหินวิญญาณได้อีกด้วย ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก!
…
พอตกเย็น อวี๋หมิ่นหงขอตัวลากลับ สวี่หยางจึงเดินไปส่งถึงหน้าประตู
เมื่อปิดประตู สวี่หยางก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ
เมื่อนึกถึงคำพูดเมื่อครู่ของอวี๋หมิ่นหง สวี่หยางคาดเดาได้ว่าอวี๋หมิ่นหงอาจสงสัยในภูมิหลังของหนิงเฟย และที่เพิ่งพูดไปนั้นก็คงเป็นการใบ้บอกบางอย่าง
เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่จนดึกดื่น เหล่าภรรยาจึงเข้านอนกันหมดแล้ว
เขาเตรียมของเสร็จก็มาที่ห้องฝึกฝนเพียงลำพัง
แต่ไม่นึกว่าหลินไห่ถังกับหลินหวั่นชิงจะอยู่ที่นี่ด้วย
“สามี พวกเขาจากไปแล้วหรือ?” หลินไห่ถังลืมตาขึ้นมาก่อนเอ่ยถาม
“อืม เดี๋ยวนะ พลังยุทธ์ของพวกเจ้า…”
สวี่หยางประหลาดใจเมื่อพบว่าพลังปราณของทั้งคู่เพิ่มสูงขึ้นมาก
“สามี ก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้บอกหรือ พวกเราได้ฝึกเคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดินนี้จนถึงขั้นพื้นฐานแล้ว”
หลินหวั่นชิงกะพริบตา พลันนึกได้ว่าสวี่หยางยังไม่ถึงขั้นพื้นฐาน
“สามี เจ้ายังไม่บรรลุขั้นพื้นฐานหรือ” หลินไห่ถังถามอย่างตรงไปตรงมา
“เอ่อ…วิชายุทธ์นี้ค่อนข้างซับซ้อน” สวี่หยางตอบอย่างสิ้นหวัง
“ไม่ซับซ้อนหรอก”
หญิงสาวทั้งสองพูดพร้อมกัน
สวี่หยาง “…”
เอาละ น่าอับอายจริง ๆ
“สามี งั้นข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังเอง” หลินไห่ถังเสนอ
“ใช่แล้ว พวกเราจะอธิบายสิ่งที่เราเข้าใจให้เจ้าฟัง”
หลินหวั่นชิงพยักหน้าเช่นกัน ทั้งสองนางจึงนั่งลงขัดสมาธิพร้อมจับมือสวี่หยางที่เต็มไปด้วยความจำใจ แล้วก็เริ่มอธิบาย
จนกระทั่งยามดึก
ทั้งสองนางก็อธิบายจนเกือบครบถ้วน
“หวั่นชิง เจ้าอธิบายได้ละเอียดถี่ถ้วนยิ่งนัก ข้ารู้สึกราวกับว่าได้ฟังรายละเอียดบางแง่มุมจากเจ้า พลันรู้สึกราวกับว่ามีของเหลวเย็น ๆ สาดลงมาบนศีรษะ”
หลินไห่ถังกล่าวด้วยความจริงใจ
หลินหวั่นชิงกอดอกตัวเองพร้อมพยักหน้าเล็กน้อย “เจ้าก็รู้สึกเช่นนี้เหมือนกันหรือ หากกล่าวถึงเรื่องนี้ เมื่อข้าได้ฟังจากไห่ถัง ก็รู้สึกว่าตนได้รับประโยชน์ไม่น้อยเลยเช่นกัน”
สวี่หยาง “…”
เหตุใดข้ายังคงไร้ความสามารถ
อันที่จริง สวี่หยางเองก็รู้ดีว่าเป็นเพราะเหตุใด
กล่าวโดยสรุปก็คือขึ้นอยู่กับพรสวรรค์
ที่เขาสามารถก้าวไปข้างหน้าทีละก้าวจนแข็งแกร่งถึงขั้นนี้ได้ เป็นเพราะการเพิ่มแต้มพิเศษในระบบ
“สามี เจ้าไม่เข้าใจหรือ”
หลินไห่ถังเห็นสีหน้าครุ่นคิดของสวี่หยาง ก็อดหัวเราะคิกคักไม่ได้ “หากเจ้าไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ข้าจะสอนเจ้าจนกว่าจะเข้าใจเอง”
หลินหวั่นชิงกลอกตาไปมา “พวกเราตั้งกฎไว้สามข้อเถอะ ถ้าเจ้ายังเรียนไม่รู้เรื่อง ห้ามแตะต้องพวกเราคนไหนทั้งนั้น!!”
สวี่หยาง “…”
เจ้าเล่ห์นัก นางอยากให้เขางดเว้นมากสินะ
หลินไห่ถังกะพริบตามองหลินหวั่นชิงอย่างจริงจัง แล้วกล่าวด้วยความเขินอาย “หวั่นชิง ข้าน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่กลัวว่าเจ้าเองนั่นแหละจะอดใจไม่ไหว!”
หลินหวั่นชิง “…”
“คราวนี้ข้าจะอดทนเป็นพิเศษเลยละ”
สวี่หยางถอนหายใจ “เอาละ ข้าจะตั้งใจ ข้าจะพยายามอย่างหนัก แต่ถ้าข้าถึงขั้นพื้นฐานได้แล้วเจ้าจะให้รางวัลอะไรข้าล่ะ”
หลินหวั่นชิงยิ้มบาง ก้มลงมากระซิบข้างหูสวี่หยางเบา ๆ
สวี่หยางตาเป็นประกาย “เยี่ยมเลย เจ้าพูดแล้วนะ ห้ามคืนคำ”
“เมื่อพูดออกไปแล้วย่อมปฏิบัติตาม!”
“ดี”
สวี่หยางคลี่ยิ้ม จากนั้นหยิบยาชำระล้างจิตและยากระตุ้นปราณออกมา ก่อนจะกินยาทั้งสองชนิดเข้าไป
ช่วงหลายวันนี้สวี่หยางไม่ได้ทำอะไรนอกจากอยู่ในห้องฝึกฝน
ในที่สุดก็ผ่านไปหนึ่งเดือน
“สำเร็จแล้ว”
ในยามนี้ สวี่หยางรู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน รีบส่งเสียงบอกหลินหวั่นชิง
“หวั่นชิง ข้าฝึกวิชาขั้นพื้นฐานสำเร็จแล้ว มาเถอะ มาทำตามสัญญาของเจ้า”
หลินหวั่นชิงถลึงตาใส่เขา “เจ้าคนน่ารังเกียจ”
นางเตรียมที่จะใช้น้ำแตงโมมานวดให้สวี่หยางทั่วทั้งร่าง