ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 214 ไม่คาดคิดว่าจะเจอเขาที่นี่
บทที่ 214 ไม่คาดคิดว่าจะเจอเขาที่นี่
“อ้าว สหายเต๋าสวี่ ข้าเห็นเจ้าจัดเตรียมค่ายกลป้องภูเขาไปได้สามส่วนแล้วนี่”
หนิงเฟยเดินเข้ามา
ด้วยประสบการณ์ด้านค่ายกลหลายปีของเขา ทำให้สังเกตเห็นได้ทันทีว่ามีการสร้างค่ายกลป้องกันเบื้องต้นไว้ด้านนอกถ้ำแล้ว
เขาอดสงสัยไม่ได้
หนิงถูคนนั้น มิใช่ว่าจะรอจังหวะตอนที่สวี่หยางไปหาปรมาจารย์ค่ายกล แล้วจะนำผู้คนไปลอบสังหารหรือ
เหตุใดเขาถึงได้ปกติดีเยี่ยงนี้เล่า
‘หรือว่าแผนจะล้มเหลว?’
หนิงเฟยลองติดต่อหนิงถูผ่านยันต์สื่อสาร
น่าเสียดายที่ไม่มีการตอบรับใด ๆ
ทว่าลู่หยวนฮว่าที่อยู่ด้านหลังกลับชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้ามีแววประหลาดใจ “สหายเต๋าสวี่”
เขาเห็นสวี่หยางทะยานเข้ามาก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้
“พวกเจ้ารู้จักกันหรือ” หนิงเฟยหันไปถามลู่หยวนฮว่า
ลู่หยวนฮว่าโค้งคำนับ ประสานมือคำนับ “ข้ากับสหายเต๋าสวี่เป็นเพื่อนบ้านกัน ไม่คิดว่าเราจะมาพบกันที่นี่”
ระหว่างที่พูด สวี่หยางก็เข้ามาแล้ว “สหายเต๋าลู่ ช่างบังเอิญจริง สหายเต๋าหนิง กลับมาจากข้างนอกแล้วหรือ”
ทั้งสองฝ่ายทักทายกัน
หนิงเฟยยิ่มและทักทาย “สหายเต๋าสวี่ พวกเราขอตัวก่อน ข้าจะพาสหายเต๋าลู่ไปคำนวณค่าใช้จ่ายค่ายกล”
“เชิญ”
สวี่หยางพยักหน้า
กลับมาที่ประตูถ้ำ
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เครื่องเรือนต่าง ๆ ภายในถ้ำถูกจัดสรรตกแต่งเรียบร้อยแล้ว สิ่งเดียวที่ยังขาดคือการวางค่ายกลป้องกันถ้ำ
สวี่หยางไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เขาเดินมาที่ทุ่งวิญญาณด้านข้าง แล้วเริ่มลงมือเพาะปลูก
คิด ๆ ดูเขาก็ไม่ได้ลงมือเพาะปลูกมานานแล้ว
สวี่หยางหยิบเมล็ดพันธุ์บางส่วนออกมา แล้วโรยให้ทั่วอย่างสม่ำเสมอ
ตามด้วยการใช้เคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณ
ในระหว่างนั้น หนูสุ่ยหลิงและเสี่ยวไป๋หูก็เดินตามสวี่หยางไปมาพร้อมกับเฝ้าดูอย่างอยากรู้อยากเห็น
“ต่อไปก็ฝากทุ่งวิญญาณด้วยนะ พวกเจ้าช่วยกันดูแลให้ดีล่ะ”
หนูสุ่ยหลิงแยกเขี้ยว เป็นการบอกว่าไม่มีปัญหา
ทางด้านของเจ้าเสี่ยวไป๋หู เมื่อจ้องมองทุ่งวิญญาณ จู่ ๆ มันก็กระโดดโหยงเหยง ทันใดนั้นสายฝนก็โปรยปรายลงมาที่ทุ่งวิญญาณ
สวี่หยางนิ่งอึ้งไป
เขาลูบหัวเสี่ยวไป๋หู แล้วกล่าวว่า “เจ้าตัวน้อย เจ้ามีพลังธาตุน้ำด้วยหรือ”
เห็นได้ชัดว่าเสี่ยวไป๋หูยังเรียกฝนได้ไม่ค่อยชำนาญนัก แต่ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
เมื่อถูกสวี่หยางชมเสี่ยวไป๋หูก็ตื่นเต้นจนเลียมือเขา
“ต่อสิ เรียกฝนต่อเลย!!”
ในไม่ช้าทุ่งวิญญาณที่อยู่ตรงหน้าก็เขียวขจีเหมือนฤดูใบไม้ผลิ ภายใต้การควบคุมของเสี่ยวไป๋หู
สวี่หยางอดสงสัยในสายพันธุ์ของเสี่ยวไป๋หูไม่ได้
ไม่เพียงมีวิชาภาพลวงตา มันยังมีพลังธาตุน้ำอีกด้วย
เมื่อลองครุ่นคิด ตอนนี้มันอยู่แค่ขั้นกลางระดับหนึ่งเท่านั้น แต่กลับมีความสามารถมากมายขนาดนี้
แล้วต่อไปจะเป็นอย่างไร??
…
ในยามนี้หลินอวี้และเสิ่นม่านอวิ๋นที่ออกไปซื้อของก็กลับมาแล้ว
สวี่หยางเดินเข้าไป และเดินไปที่บ่อน้ำวิญญาณกับพวกนาง
คราวนี้พวกนางซื้อลูกปลามาเพื่อเลี้ยงปลา
ลูกปลาสีสันสดใสมีมากถึงสองร้อยตัว
เมื่อลูกปลาจำนวนมากตกลงไปในบ่อน้ำวิญญาณก็กระจายหายไปใต้น้ำอย่างรวดเร็ว
บ่อน้ำวิญญาณแห่งนี้ลึกถึงยี่สิบแปดหมี่ เพียงพอให้ปลาเหล่านี้เติบโตได้
บ่ายวันนั้น
สวี่หยางเขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงหวงเสี่ยวเหมย เพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่นี่ แล้วก็เรียกผู้ดูแลเสิ่นปิงมา
“ท่านผู้อาวุโสสวี่ มีอะไรหรือเจ้าคะ” เสิ่นปิงที่มีรูปโฉมงดงามสง่าทะยานลงมาจากอากาศ
ยามที่พบกับผู้คนบนภูเขาแห่งนี้ นางมักระมัดระวังเรื่องรูปโฉมเป็นพิเศษ เผื่อว่าจะเข้าตาบ้าง
หากเป็นเช่นนั้น นางก็คงมิใช่เพียงหญิงเฝ้าประตูธรรมดา ๆ แต่จะได้เป็นนายหญิงของที่นี่แทน
น่าเสียดายที่สวี่หยางไม่สนใจเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของนางเลย ขณะที่กำลังก้มหน้า เขาก็ใช้พลังวิญญาณส่งจดหมายออกไป ให้ไปตกในมือของเสิ่นปิง
“รบกวนเจ้าส่งจดหมายฉบับนี้ไปด้วย ที่อยู่คือสำนักเซียนเจ็ดเซียนหลิวหลี เกาะเซียนที่สาม” สวี่หยางสั่ง
“รับทราบเจ้าค่ะ”
…
เสิ่นปิงเพิ่งจะจากไปไม่นาน ลู่หยวนฮว่าก็มาจากถ้ำของหนิงเฟย
มีชายหนุ่มสองคนตามหลังเขามา
สวี่หยางคาดเดาว่าลู่หยวนฮว่ากำลังเตรียมเรื่องการสืบทอดตำแหน่ง
สองคนนั้นเป็นผู้สืบทอดของเขา คงต้องคัดเลือกสักคนเพื่อบ่มเพาะเป็นพิเศษ
“สหายเต๋าสวี่ ขออภัยที่ข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ”
ลู่หยวนฮว่าคำนับ เขาไม่มีความถือดีแบบผู้อาวุโสคนอื่น ๆ
“มิเป็นไร พวกเราล้วนเป็นเพื่อนบ้านกัน เชิญนั่ง”
ลู่หยวนฮว่าไม่ได้มามือเปล่า เขาพยักหน้าให้เด็กหนุ่มร่างสูงทางซ้าย
เด็กหนุ่มผู้นั้นเดินออกมา คำนับอย่างนอบน้อมพลางว่า “ผู้อาวุโสสวี่ นี่คือของกำนัลเล็กน้อยจากข้า ขอท่านจงรับไว้”
เขาส่งตะกร้าผลไม้ที่มีผลไม้วิญญาณอยู่ด้านในมูลค่ากว่าร้อยหินวิญญาณให้สวี่หยาง
นอกจากนี้ยังมีขวดยาชำระล้างจิตอีกด้วย
สวี่หยางเหลือบตามอง ดูเหมือนว่าลู่หยวนฮว่าจะสุภาพต่อเขามิใช่น้อย
ด้วยอีกฝ่ายมอบยาชำระล้างจิตอันล้ำค่าเช่นนี้ให้ตั้งแต่ครั้งแรกมาที่เยี่ยม!!
“สหายเต๋าลู๋เกรงใจเกินไปแล้ว” สวี่หยางพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม เขาคาดการณ์ว่าลู่หยวนฮว่าคงมีเรื่องมาขอความช่วยเหลือ
มิเช่นนั้น แค่ผลไม้วิญญาณก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับของกำนัลในการมาเยี่ยมเยือนตามปกติ
ลู่หยวนฮว่ากล่าวด้วยความซาบซึ้งใจว่า “ครอบครัวลู่ของข้าเพิ่งย้ายมาที่นี่ พวกเรายังไม่คุ้นเคยกับสถานที่และผู้คน ทั้งยังต่างจากสหายเต๋าสวี่ที่ได้เช่าบ้านอันล้ำค่าตั้งแต่ที่เพิ่งมาถึง ข้าได้ยินมาจากหนิงเฟยว่าเจ้าได้รับแต้มสะสมมาไม่น้อย จึงได้แลกเปลี่ยนถ้ำแห่งนี้มาได้ ช่างน่าอิจฉาเสียจริง”
“เป็นเพียงความบังเอิญ”
“ควรเรียนรู้จากเจ้า ขอให้สหายเต๋าสวี่รับไว้เถิด”
“เช่นนั้นก็ได้!” สวี่หยางย่อมไม่ปฏิเสธ จากนั้นเขาก็เชิญลู่หยวนฮว่าให้พักรับประทานอาหารเย็นตามมารยาท
ลู่หยวนฮว่าตอบตกลง
ไม่นาน หลินอวี้และเสิ่นม่านอวิ๋นก็เตรียมอาหารว่างจำนวนไม่น้อยเสร็จ
บนโต๊ะอาหารมีเพียงสวี่หยางร่วมโต๊ะกับลู่หยวนฮว่า
เด็กหนุ่มทั้งสองยืนอยู่ด้านหลัง โดยลู่หยวนฮว่ายังไม่ให้พวกเขานั่ง
“ไม่เป็นไร พวกเจ้าก็มาร่วมดื่มด้วยกันเถอะ” สวี่หยางกล่าวพร้อมหัวเราะ
จากนั้นลู่หยวนฮว่าจึงอนุญาตให้พวกเขานั่ง
“สหายเต๋าสวี่ เด็กหนุ่มสองคนนี้คือต้นกล้าที่มีโอกาสก้าวเข้าสู่ขอบเขตจินตานของตระกูลลู่ในเวลานี้!”
เขาชี้ไปยังผู้ที่เพิ่งมอบของขวัญให้สวี่หยาง
“เขาชื่อลู่เฉียนอัน อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น มีพรสวรรค์ดี เป็นนักปรุงยา”
จากนั้นจึงแนะนำอีกคน
“เขาชื่อลู่หลี อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นเช่นกัน เป็นนักวาดยันต์”
เมื่อพูดจบ ลู่เฉียนอันก็ลุกขึ้นยืน รินสุราให้สวี่หยางอย่างสุภาพและคล่องแคล่ว ดวงตาแจ่มใส เฉียบคม รู้ได้ในทันใดว่าเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับการเข้าสังคม
ส่วนเด็กหนุ่มลู่หลีนั้น เพียงแค่ทักทายสวี่หยางว่า ‘ผู้อาวุโส’ จากนั้นก็มิได้ปริปากอีก ทว่าดวงตากลับสอดส่ายไปทั่ว ไม่รู้ว่ามองสิ่งใด
สวี่หยางสังเกตได้
ลู่หยวนฮว่าให้ความสำคัญแก่ลู่เฉียนอันเป็นพิเศษ
ใคร่ครวญดูแล้วก็เห็นด้วย
เห็นได้ชัดว่าลู่เฉียนอันเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว ชำนาญในการเข้าสังคม ผู้คนเช่นนี้ย่อมเข้ากับผู้อื่นได้ง่ายดาย
ตรงข้ามกับลู่หลีที่ให้ความรู้สึกซื่อตรงและดูทื่อเล็กน้อย แต่สวี่หยางรู้สึกว่าลู่หลีผู้นี้น่าสนใจอยู่บ้าง
ด้วยจิตเทวะอันแข็งแกร่งของตน สวี่หยางย่อมมองออกว่าลู่หลีมีรากฐานวิญญาณล้ำลึกมั่นคง แม้ว่าเด็กชายทั้งสองจะมีพลังยุทธใกล้เคียงกัน แต่ลู่หลีเหนือกว่าเล็กน้อย
ลู่หยวนฮว่าพาลู่หลีและลู่เฉียนอันมารู้จักกับสวี่หยาง เพราะต้องการให้เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตา
หากต่อไปหากตระกูลลู่เกิดปัญหาจะได้ขอพึ่งพาสวี่หยางได้
อาจถึงขนาดมีการค้าขายติดต่อกัน
หลังจากตระกูลลู่ผ่านพ้นความขมุกขมัวของสงคราม บัดนี้ทั้งตระกูลต่างเห็นพ้องต้องกันว่าการเข่นฆ่ามิใช่ทางออก แต่การเข้าใจและประนีประนอมกับผู้อื่นต่างหาก จึงจะเป็นหนทางแห่งสันติสุข
หากพวกเขามีโอกาสอีกครั้ง พวกเขาคงไม่มีวันไปกลั่นแกล้งตระกูลหลินที่ดูเหมือนจะอ่อนแออย่างแน่นอน
หลังจากทั้งสามดื่มกันไปหลายรอบ
ในที่สุดจิ้งจอกเจ้าเล่ห์อย่างลู่หยวนฮว่าจึงได้เปิดเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงของตนเอง
เขาขอให้แนะนำคนที่สามารถออกแบบวางค่ายกลให้เขาได้
“ฮะ!?”
สวี่หยางตกใจ
“สหายเต๋าลู่มิได้คุยเรื่องนี้กับหนิงเฟยแล้วหรือ”
“สหายเต๋าสวี่คงไม่ทราบกระมัง หนิงเฟยเรียกร้องราคาสูงเกินไป และยังแอบได้ยินจากหลานสาวของข้าด้วยว่า หนิงเฟยมือและเท้าไม่สะอาดนัก มีคนเล่าลือว่าเขาผู้นั้นคบหากับโจรผู้ฝึกตน”
สวี่หยางอึ้งไป
ดูเหมือนว่าข่าวสารที่ลู่หยวนฮว่าได้รับมานั้นรวดเร็วมาก
“แล้วท่านยังจะมาหาเขาอีกหรือ” สวี่หยางถามกลับ
“ไม่ปิดบังเจ้า สหายเต๋าสวี่ ข้าเพียงแสร้งทำเรื่องนี้เท่านั้น แท้จริงข้าได้เชิญปรมาจารย์ค่ายกลท่านหนึ่งมาแล้ว แต่ราคาของเขาแพงกว่ามาก จึงอยากให้หนิงเฟยประเมินราคาไว้ก่อน เพื่อนำราคานั้นไปกดราคาปรมาจารย์ค่ายกลผู้นั้น”
ลู่หยวนฮว่าเล่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของตนเองให้เขาทราบ
สวี่หยางรู้สึกกระดากใจ ในที่สุดก็มั่นใจแล้วว่านี่คือเจ้าสุนัขจิ้งจอกชัด ๆ
ลู่หยวนฮว่าจึงกล่าวต่อ “บังเอิญนักที่เมื่อข้ามาถึง ก็เห็นหญิงสาวที่ชื่อหยางโต้วโตว ซึ่งเป็นปรมาจารย์ค่ายกลกำลังลงมือวางค่ายกลอยู่พอดี ข้าเองก็มีความรู้เรื่องค่ายกลอยู่บ้าง จึงดูออกว่านางผู้นั้นไม่ธรรมดา ราคาที่ข้าสอบถามมาก็ค่อนข้างถูก จึงได้มาปรึกษาสหายเต๋าสวี่”
แท้จริงแล้วเขาได้ไปหารือกับหยางโต้วโตวมาแล้ว แต่ที่เดินทางมาที่นี่ก็เพื่อต้องการไว้หน้าสวี่หยาง
เมื่ออีกฝ่ายถามถึงภูมิหลังของหยางโต้วโตว สวี่หยางรู้สึกประดักประเดิดเล็กน้อย
เพราะการกระทำของลู่หยวนฮว่าครั้งนี้อาจทำให้หนิงเฟยเข้าใจผิด คิดว่าเขาแย่งงาน
“ข้ากับนางเพียงแค่มีส่วนร่วมทางการค้าเท่านั้น ท่านก็รอให้นางจัดค่ายกลที่นี่เสร็จก่อน แล้วค่อยไปหานางได้โดยตรงย่อมได้”
“ขอบคุณสหายเต๋าสวี่ แต่หญิงผู้นั้นมีความเป็นมาอย่างไรหรือ”
“เรื่องนี้วางใจได้เลย ครอบครัวนางนั้นสะอาดบริสุทธิ์”
ลู่หยวนฮว่าพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม เขาคาดเดาอยู่แล้วว่าความเป็นมาของหญิงสาวผู้นั้นจะต้องสะอาดบริสุทธิ์เป็นแน่
ทั้งนี้ก็เพราะว่าในความคิดของเขา สวี่หยางเป็นคนที่รอบคอบระมัดระวัง
ที่เขาไม่ยอมเชิญชวนหนิงเฟย ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะเขาไม่ไว้ใจในตัวหนิงเฟย
ดังนั้นการเลือกปรมาจารย์ค่ายกลที่สวี่หยางติดตามมา ย่อมไม่มีทางผิดพลาด
หากสวี่หยางรู้ถึงความคิดของลู่หยวนฮว่า คงต้องร้องว่าไร้สาระอย่างแน่นอน
เพราะแท้จริงแล้วแต่แรกเริ่ม เขาได้ไปหาหนิงเฟยมาก่อน แต่ก็ถูกปฏิเสธ
เมื่อใกล้เวลาลู่หยวนฮว่าก็ขอตัวลา
สวี่หยางจึงเก็บกวาดโต๊ะ และให้ภรรยานำอาหารจานใหม่ ๆ ออกมา ก่อนจะรับประทานอาหารร่วมกับเหล่าภรรยา
สวี่หยางเล่าเรื่องที่ลู่หยวนฮว่าเพิ่งมาบอกเขา
หลินหวั่นชิงครุ่นคิดแล้วพูดว่า “ลู่หยวนฮว่าคงคิดว่าคนที่เจ้าเลือกคงดีแน่ เลยเลือกตามเจ้า”
“ฮ่าๆ สามี ในสายตาคนอื่นนี่เจ้าฉลาดและเก่งกาจมากเลย” หลินอวี้หัวเราะ
หลินไห่ถังกินอาหารเรียบร้อยแล้ว จึงนั่งจิบชาด้วยท่าทางสง่างาม ทันใดนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไป กล่าวอย่างแปลกใจว่า “หยางโต้วโตวผู้นั้นกินมันฝรั่งอีกแล้ว”
“นางช่างประหยัดจริง ๆ” หลินอวี้พึมพำ
ก่อนหน้านี้นางก็ประหยัดเช่นกัน
แต่นั่นมันเพราะนางจน
นึกไม่ถึงว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานอย่างหยางโต้วโตวจะประหยัดกว่า
ไม่สิ กล่าวให้ถูกคือขี้เหนียวต่างหาก
ช่วงหลายวันมานี้ หยางโต้วโตวกินแต่มันฝรั่งเป็นอาหาร ส่วนอาหารที่มีเนื้อสัตว์นางแทบไม่แตะเลย
ทั้งครอบครัวกินอาหารจนอิ่มหมีพีมัน เสิ่นม่านอวิ๋นมองดูอาหารบนโต๊ะที่เหลืออยู่อีกมากมาย หากปล่อยทิ้งไว้ก็น่าเสียดายแย่ จึงเสนอให้หยางโต้วโตวมากินด้วยกัน
“ก็ได้” สวี่หยางไม่ได้ว่าอะไร
ครู่ต่อมา หยางโต้วโตวก็ถูกพามา เมื่อนางเห็นอาหารรสเลิศบนโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็น ปลา สัตว์อสูร เนื้อ หรือแม้แต่เนื้อฉลามกระบี่ นางก็ถึงกับอึ้งไป
“พวกเจ้ากินกันแบบนี้ทุกวันเลยหรือ มื้อเดียวเท่ากับค่าใช้จ่ายสามเดือนของข้าเลยนะ มันสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว!!”
หยางโต้วโตวบ่น
เหล่าภรรยาถึงกับอึ้งไปตาม ๆ กัน
“แม่นางหยาง เจ้ากินน้อยเช่นนี้ ความคืบหน้าในการบำเพ็ญจะช้าลงมิใช่หรือ”
หลินหวั่นชิงอดถามไม่ได้