ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 217 ข่าวสำคัญ
บทที่ 217 ข่าวสำคัญ
เมื่อภรรยาทั้งสองทราบข่าวเรื่องที่เมืองเซียนส่งคนมาก็คิดว่าเกิดเหตุร้ายแรงอันใดขึ้น
หลินหวั่นชิงและหลินไห่ถังจึงอาสารุดไปพร้อมกับสวี่หยาง
“สามี พลังปราณของพวกเราเองก็มิได้เลวร้ายนัก อย่าได้ดูถูกพวกเราในฐานะสตรีเลย!” หลินหวั่นชิงกล่าวอย่างเรียบเฉย
“จริงเช่นนั้น หากเจ้าไปเพียงลำพัง การให้พวกเราช่วยแบ่งเบาภาระให้ก็ดีมิใช่หรือ”
หลินไห่ถังเอ่ยอย่างอ่อนหวาน
กล่าวตามตรง หากมิได้แต่งงานกับสวี่หยาง ทั้งหลินไห่ถังและหลินหวั่นชิงล้วนเป็นผู้บำเพ็ญหญิงผู้แกร่งกล้าที่สามารถพึ่งพาตนเองได้
ดังนั้นการให้นางทั้งสองเฝ้าบ้าน จึงเป็นเรื่องยากที่นางทั้งสองจะกระทำได้
ครั้นได้ยินดังนั้นสวี่หยางจึงเห็นด้วย
เมื่อใดก็ตามหากเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นมาก็ยังมีผู้คอยให้คำปรึกษา
ด้วยความคิดเช่นนี้ สวี่หยางจึงนำพานางทั้งสองไปยังที่พักของอวี๋หมิ่นหง
ณ ประตูทางเข้าที่พักของอวี๋หมิ่นหง มีสตรีผู้หนึ่งสวมชุดกระโปรงยาวสีเขียวมรกต ร่างกายงดงามเคลื่อนไหวอย่างอ่อนช้อย นางถือกระบอกชาใบหนึ่งในมือ กำลังเดินเข้าไปในห้องด้านใน
นี่คืออนุที่อวี๋หมิ่นหงโปรดปรานที่สุด อาจเป็นเพราะเห็นว่ามีแขกมา นางจึงรีบกลับจากข้างนอกเพื่อเตรียมชงชาให้แขก
เมื่อรับรู้ได้ถึงการมาเยือนของแขก สตรีผู้นั้นจึงหันศีรษะและโค้งคำนับให้กับสวี่หยางอย่างสุภาพ “คุณชายสวี่ สามีของข้ากำลังคอยเจ้าอยู่ในด้านใน ท่านผู้ยิ่งใหญ่จากเมืองเซียนก็อยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน เจ้าเข้าไปได้เลย”
“ขอบคุณแม่นาง”
สวี่หยางพยักหน้า เมื่อก้าวเข้าไปในบ้าน พริบตานั้นสวี่หยางก็ได้เห็นอวี๋หมิ่นหงและผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานสวมชุดคลุมยาวมีรูปโฉมสุภาพเรียบร้อย ซึ่งกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะชา
อวี๋หมิ่นหงส่งเสียงมาแต่ไกล “สหายเต๋าสวี่ ผู้นี้คือเจ้าเมืองเซียน ท่านอู๋หลิน เขามาเพื่อแจ้งข่าวสำคัญ”
ท่านอู๋หลินหันมาพยักหน้าให้สวี่หยาง “สหายเต๋าสวี่ เจ้าสบายดีหรือ ข้าได้ข่าวแว่วมาว่าเจ้าได้เข้าร่วมหอการค้าหงไห่แล้ว?”
“ถูกต้อง”
“หอการค้าหงไห่เป็นของหลี่ลี่จือ ศิษย์ชิงหนิวเจินเหริน หากได้เข้าไปอนาคตย่อมสดใส”
อู๋หลินดูแล้วราวหกสิบเจ็ดสิบปี เคราสีดำยาว เขาลูบเคราพลางแย้มยิ้ม
สวี่หยางดูจากท่าทีของท่านอู๋หลินแล้ว คาดว่าคงจะไม่ใช่ข่าวร้าย เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโล่งใจ
“สหายเต๋าสวี่เชิญนั่งก่อน รอหนิงเฟยมาแล้วข้าจะเล่ารายละเอียดให้ฟัง”
อู๋หลินว่า
สวี่หยางพยักหน้า จากนั้นหันไปแนะนำภรรยาของเขา
ในเวลานั้นหนิงเฟยก็รีบรุดมา
หลังจากทักทายกันพอสมควร อู๋หลินก็กล่าวถึงเรื่องธุระ
“การมาของข้าครานี้ มีเรื่องที่จะประกาศสามประการ”
“ประการแรก ศิษย์ผู้สืบทอดของชิงหนิวเจินเหรินกำลังจะเข้าสู่การบำเพ็ญตนเพื่อก้าวสู่ขอบเขตจินตาน!”
“ประการที่สอง ด้วยเพราะเหอซีเสวี่ยกำลังจะเข้าสู่ขอบเขตจินตาน ช่วงนี้ปัญหาด้านความปลอดภัยจึงสำคัญมาก เจ้าทั้งสามจึงต้องรับผิดชอบภารกิจในการรักษาความปลอดภัย หากพบว่าผู้ใดมีพฤติกรรมน่าสงสัย จงรีบรายงานข้า และในยามจำเป็น สามารถจับกุมตัวได้ทันที”
“ประการที่สาม…”
อู๋หลินหยิบสมุดทะเบียนสามเล่มออกมาจากถุงเก็บของ
“สมุดทะเบียนทั้งสามเล่มนี้แบ่งให้พวกเจ้าคนละเล่ม ข้างในบันทึกรายชื่อผู้มีอิทธิพลและบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีต่อข้าและเมืองเซียนชิงหนิว หากพบเจอคนเหล่านี้ จำเป็นต้องระวังอย่างยิ่ง”
“หากพบว่าคนเหล่านี้ทำร้ายเหอซีเสวี่ยในเขตพื้นที่ของพวกเจ้า อย่าโทษเมืองเซียนที่โหดร้ายไร้เมตตา…”
สวี่หยางรับสมุดทะเบียนมา พยักหน้าแสดงความเข้าใจ
ตามที่เขารู้มา
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานนั้นมีอิทธิพลมากมายนัก
ศัตรูบางพวกย่อมจะไม่นั่งเฉยดูศัตรูบรรลุเขตจินตานแน่ พวกมันต้องคอยก่อกวน แม้กระทั่งทำให้คุณภาพของขอบเขตจินตานลดต่ำลงเล็กน้อยก็ถือว่าพวกมันประสบความสำเร็จแล้ว
เหอซีเสวี่ยได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบุคคลซึ่งมีโอกาสก้าวเข้าสู่ขอบเขตแปรเทวามากที่สุด
อัจฉริยะเช่นนี้ ย่อมจะถูกเหล่าศัตรูจับตามองเป็นพิเศษ
เพราะหากเหอซีเสวี่ยเติบโตขึ้น เมืองเซียนชิงหนิวจะยิ่งใหญ่ขึ้น และสำหรับเหล่าศัตรูแล้ว ทรัพยากรเพื่อความอยู่รอดก็จะยิ่งถูกลดทอนลง นี่คือสิ่งที่พวกมันไม่อยากเห็น
อู๋หลินยังคงกำชับเรื่องราวบางอย่าง ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อขอลากลับ
“เดินทางปลอดภัย”
อวี๋หมิ่นหงพาสวี่หยางไปส่งที่หน้าประตู เมื่อกลับมาเขาจึงหันไปมองหนิงเฟยและสวี่หยางด้วยสายตาซักถาม “สหายทั้งหลาย ในฐานะที่พวกเราเป็นเจ้าของถ้ำแห่งเขาซานชิงนี้ ต่อไปพวกเราจะต้องรับผิดชอบ ภารกิจด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาด”
“เป็นเรื่องปกติ” หนิงเฟยถอนหายใจ “ข้าจำได้ว่าช่วงที่ข้าบ่มเพาะ ชิงหนิวเจินเหรินมีศิษย์คนหนึ่งกำลังจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตจินตานเช่นกัน ภายหลังในช่วงเวลาที่สำคัญมีคนร้ายที่ซ่อนกลิ่นอายไว้ได้ออกมาสังหาร สร้างความวุ่นวายครั้งใหญ่ ทันทีที่เรื่องเกิดขึ้นศิษย์คนนั้นธาตุไฟเข้าแทรกจนเสียชีวิตคาที่ ชิงหนิวเจินเหรินโกรธมาก ภายหลังจึงได้มีการสอบสวน พบว่าเป็นปัญหาจากเมืองหลิงอวิ๋น คนร้ายกลุ่มนั้นพักอาศัยอยู่ที่นั่นอย่างลับ ๆ เพื่อสืบหาข้อมูล”
“ข้าก็เคยได้ยินเรื่องนี้เช่นกัน ภายหลังเจ้าของถ้ำทั้งสี่เมืองหลิงอวิ๋นก็ถูกจับกุมในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับคนร้ายและถูกประหารชีวิต”
อวี๋หมิ่นหงถอนหายใจแล้วเอ่ยกับสวี่หยาง “สหายเต๋าสวี่ เรื่องนี้เจ้าอาจไม่รู้ แต่เจ้าต้องตั้งมั่นเอาไว้สิบสองส่วน อย่าให้คนพวกนั้นเอาเปรียบเราได้”
“ได้ พวกเราวางแผนกันเถอะ เราสามคนผลัดกันออกลาดตระเวนทุกสัปดาห์ดีหรือไม่” สวี่หยางเสนอ
“ข้าไม่มีปัญหา” อวี๋หมิ่นหงพยักหน้ารับคำ
“ข้าก็เช่นกัน” หนิงเฟยก็เห็นด้วย
ด้วยเหตุนี้ ทั้งสามคนจึงวางแผนร่วมกัน
สัปดาห์แรก สวี่หยางอาสารับหน้าที่ออกลาดตระเวน
สัปดาห์ที่สองเป็นหน้าที่ของอวี๋หมิ่นหง และสัปดาห์ที่สามหนิงเฟยเป็นผู้รับผิดชอบ
…
เมื่อกลับมายังยอดเขา สวี่หยางจึงเล่าเรื่องนี้ให้เสิ่นม่านอวิ๋นและหลินอวี้ฟัง
“การออกลาดตระเวนเป็นเรื่องเล็ก พวกเราช่วยได้” เสิ่นม่านอวิ๋นเอ่ย
“ม่านอวิ๋น เจ้าเตรียมตัวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานให้ดีเถอะ เรื่องอื่นไม่ต้องกังวล”
สวี่หยางส่ายหน้า จากนั้นเขากล่าวต่อว่า หากครอบครัวของเขามีเวลาว่างก็ให้ผลัดกันออกลาดตระเวน
หลินอวี้รับผิดชอบด้านการสนับสนุน
หลินหวั่นชิงและหลินไห่ถังจะออกไปลาดตระเวนด้วยกัน
วันนี้พวกเขาออกไปก่อนสามคน เพื่อทำความคุ้นเคยกับทุกซอกทุกมุม
สามคนสวมหน้ากากใหม่ปิดบังกลิ่นอาย สวี่หยางยังคงสวมหน้ากากใบหน้าอัปลักษณ์
เมืองซานชิงซานและเกาะหงเยี่ยมีขนาดใกล้เคียงกัน
แต่ที่นี่มีประชากรหนาแน่นกว่า มียอดฝีมือมากกว่า
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานมีอย่างน้อยหลายพันคน
แน่นอนว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น ส่วนผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางถึงปลายมักจะเลือกเส้นชีพจรวิญญาณที่ดีกว่า
ผู้บำเพ็ญเหล่านี้ที่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น ต่างยอมรับว่าตนเองไม่มีโอกาสเลื่อนขั้นได้ จึงอาศัยอยู่ในเมืองเพื่อทำการค้า หวังจะได้หินวิญญาณเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นทรัพยากรให้แก่ลูกหลาน
การลาดตระเวนของสวี่หยางครั้งนี้ ส่วนใหญ่คือการค้นหาผู้คนที่มีกลิ่นอายแปลกประหลาด
เขามีจิตเทวะแข็งแกร่ง ดังนั้นสำหรับเขาประสิทธิภาพในการลาดตระเวนจึงสูงมาก
ในเมืองซานชิงซานทั้งเมือง มีถนนสายหลักทิศตะวันออกและทิศตะวันตกสองสาย
มีถนนสายรองอีกเก้าสาย และตรอกอีกสิบแปดสาย
ตรงนี้คือพื้นที่หลัก
บริเวณซอกหลืบอื่น ๆ มีผู้คนค่อนข้างน้อย สวี่หยางไม่จำเป็นต้องไป หากตรวจด้วยจิตเทวะแล้วพบว่าไม่มีผู้คนอยู่ เขาก็ไม่สนใจอีก
ใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูป สวี่หยางก็สิ้นสุดการลาดตระเวน
…
ชั่วพริบตาก็ผ่านไปอีกเดือนกว่าแล้ว
เรื่องราวเกี่ยวกับเหอซีเสวี่ยที่เตรียมจะบรรลุเข้าขอบเขตจินตานยังคงแพร่สะพัดอยู่
แต่มีข่าวว่าเหอซีเสวี่ยยังคงเก็บตัวอยู่ เพื่อรอคอยช่วงเวลาที่ดีที่สุดของร่างกาย
อย่างไรก็ตาม สวี่หยางคาดการณ์ว่าเหอซีเสวี่ยกำลังรอคอยเพื่อความปลอดภัย
บัดนี้ยังไม่ทราบว่าสถานที่บรรลุขอบเขตจินตานของนางอยู่ที่ใด
แต่สวี่หยางประเมินว่าไม่น่าจะอยู่ในเมืองเซียน
ไม่มีทางอื่น เมืองเซียนมีผู้คนมากมายจนเกินไป ปะปนกันไปหมด ทำให้ผู้คนสามารถฉวยโอกาสได้ง่าย
แม้ว่าจะมีชิงหนิวเจินเหรินคอยปกป้องอยู่ แต่กระนั้นเขาก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้น…
ยิ่งกว่านั้น การบรรลุขอบเขตจินตานในเมืองเซียนจะดูดซับเส้นชีพจรวิญญาณมากเกินไป
มีผู้คนมากมายที่ฝึกตนอยู่ในเมืองเซียน เมื่อเส้นชีพจรวิญญาณไม่เสถียรจะส่งผลกระทบต่อรากฐานของเส้นชีพจรวิญญาณ ทำให้เส้นชีพจรวิญญาณในเมืองเซียนอาจลดลงในอนาคต เรื่องนี้เกี่ยวกับผลประโยชน์ของผู้คนทั้งหมดเมือง ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่จะปล่อยให้เหอซีเสวี่ยบรรลุขั้นในเมืองเซียน
ระยะนี้สวี่หยางได้สำรวจสถานที่โดยรอบแล้ว และสงสัยว่าสถานที่บรรลุอาจเป็นเกาะเล็กแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับเมืองเซียน
…
ในวันนี้
เสิ่นม่านอวิ๋นที่เพิ่งลาดตระเวนนอกเมืองเซียนกลับมาแล้ว กล่าวว่าต้องการเลื่อนขั้น
“ดี ข้าจะคอยปกป้องเจ้า”
สวี่หยางเฝ้ารอวันนี้มานานแล้ว
เสิ่นม่านอวิ๋นเข้าสู่ถ้ำ นำยาสร้างรากฐานสามเส้นวิถีที่เก็บสะสมมานานหลายปีก่อนออกมา
ในขณะเดียวกันสวี่หยางที่อยู่นอกถ้ำก็เปิดค่ายกลปกป้องภูเขา
เมื่อค่ายกลเปิดใช้งาน ก็จะมีผลในการซ่อนตัวระดับหนึ่ง ผู้คนจากที่ไกล ๆ จะไม่สังเกตเห็นสถานการณ์ที่นี่
ในขณะที่ทำหน้าที่ปกป้อง สวี่หยางก็หยิบสมุดทะเบียนที่อู๋หลินมอบให้ขึ้นมาดูรายชื่อกลุ่มอิทธิพลที่อยู่ใกล้เคียง
สิ่งที่บันทึกอยู่นั้นล้วนแต่เป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยจะลงรอยกับเมืองเซียน
ยกตัวอย่างเช่น ‘สำนักหมัดไท่อี้’ !
สำนักนี้ก็มีผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดเช่นกัน
มีการเล่าลือกันว่าในวัยหนุ่ม ชิงหนิวเจินเหรินแห่งตระกูลจางได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์สำนักหมัดไท่อี้ แต่กลับได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม จึงหลบหนีออกจากสำนักหมัดไท่อี้
ในระหว่างนั้นเขาได้สังหารผู้คนของสำนักหมัดไท่อี้ไปกว่าร้อยคน จึงถูกสำนักหมัดไท่อี้ตั้งค่าหัวไล่ล่า
ไม่คาดคิดว่าหลายปีต่อมา จางชิงหนิวจะได้แต่งงานกับบุตรีของเจ้าเมืองเซียนชิงหนิว และยังมีบุตรด้วยกันอีกหนึ่งคน
ขณะนั้นเมืองเซียนชิงหนิวยังเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ ต่อมาภายใต้การบริหารจัดการของชิงหนิวเจินเหริน เมืองนี้จึงกลายเป็นเมืองเซียนที่โด่งดังในปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้ทั้งสองฝ่ายจึงมีความเกลียดชังต่อกันอย่างมาก บุคคลระดับสูงของทั้งสองฝ่ายไม่เคยติดต่อสื่อสารกัน
อีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นกลุ่มขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด เรียกว่าพันธมิตรหลิวอู๋
ก่อตั้งโดยสองตระกูลใหญ่ที่เป็นพันธมิตรกัน คือตระกูลผู้บำเพ็ญเซียนหลิวและตระกูลอู๋
เนื่องจากอยู่ใกล้กับเมืองเซียนชิงหนิว สองตระกูลใหญ่และเมืองเซียนจึงเกิดการปะทะกันเป็นครั้งคราว ในช่วงแรกเมื่อเมืองเซียนชิงหนิวขยายดินแดน ยังได้เกิดสงครามครั้งใหญ่
แต่ชิงหนิวเจินเหรินนั้นแข็งแกร่งมาก กวาดล้างจนสองตระกูลใหญ่ต้องถอยกลับไปฐานที่มั่นของพวกเขา
หลายปีที่ผ่านมา สองตระกูลได้ปรากฏผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขึ้นมา คนทั้งสองจึงได้ครองความยิ่งใหญ่ในแถบนั้น แบ่งเขตปกครองเมืองเซียนชิงหนิว
…………
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีความขัดแย้งกับเมืองเซียนชิงหนิว
แม้จะไม่กล้าแสดงออกอย่างเปิดเผย แต่ในใจก็คงคิดที่จะลอบเล่นงาน
รวมทั้งผู้บำเพ็ญมารและโจรผู้ฝึกตนที่ถูกเมืองเซียนชิงหนิวยึดทรัพย์นั้น มีศัตรูมากมายนับไม่ถ้วน
ในบัญชีรายชื่อ มีผู้บำเพ็ญมารและโจรผู้ฝึกตนมากถึงกว่าหนึ่งพันคน
ในจำนวนนี้มีขอบเขตจินตานหลายสิบคน
ขอบเขตเจี่ยตานก็มีร่วมสิบคน
“เมืองเซียนชิงหนิวของเรามีศัตรูมากมายเพียงนี้เชียว”
สวี่หยางพูดไม่ออก
พรึบ…
ทันใดนั้น แสงสว่างพลันปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า พุ่งตรงไปยังถ้ำของอวี๋หมิ่นหง
“อืม มีคนมาหรือ??”
สวี่หยางขมวดคิ้ว รู้สึกว่าการที่คนผู้นี้มาโดยกะทันหันนับเป็นการกระทำที่ไม่สุภาพนัก!!
ทั้งนี้เนื่องเพราะเป็นที่รู้กันดีว่า การมาที่ถ้ำของผู้อื่นนั้นต้องค่อย ๆ เดิน และที่สำคัญที่สุดคือต้องให้คนดูแลแจ้งให้ทราบก่อน
ทว่าบุคคลผู้นี้กลับไม่ทำเช่นนั้น
ไม่นานสวี่หยางก็ได้รับการติดต่อจากเสิ่นปิง
“ท่านผู้อาวุโสสวี่ มีคนบุกเข้ามาโดยกะทันหัน ข้าไม่มีโอกาสแจ้งให้ทัน บุคคลผู้นี้ทำร้ายข้าจนบาดเจ็บแล้วเข้ามา”
“รับทราบแล้ว เจ้าพักผ่อนเถิด”
สวี่หยางมองไปยังด้านหลังที่พักของอวี๋หมิ่นหงอย่างระแวดระวัง
ไม่มีทางอื่น กลิ่นอายนี้ไม่ธรรมดา มีกลิ่นอายของขอบเขตจินตาน แต่พลังปราณโดยรวมกลับอ่อนแอกว่าขอบเขตจินตาน
ด้วยเหตุนี้ สวี่หยางจึงคาดเดาว่าอีกฝ่ายเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตาน
จู่ ๆ เสียงร้องตกใจก็ดังขึ้นมาจากด้านของอวี๋หมิ่นหง “ไป๋เหมาเจินเหรินสงบสติอารมณ์เถิด ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ของเจ้ามันซ่อมไม่ได้จริง ๆ ข้าช่วยเจ้าไม่ได้”
“หยุดนะ… อย่าแตะต้องภรรยาข้า…”
“หึ ซ่อมไม่ได้ก็ซ่อมภรรยาของเจ้าแทน!”
สวี่หยางแผ่จิตเทวะออกไป สัมผัสได้ถึงเสียงอันสุดแสนแข็งกร้าว