ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 218 แขกผู้มาเยือนที่ชั่วร้าย
บทที่ 218 แขกผู้มาเยือนที่ชั่วร้าย
หลังจากสวี่หยางตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ในไม่ช้าก็เข้าใจสถานการณ์ที่นั่น
โดยรวมแล้วสถานการณ์คือผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานที่เรียกตนเองว่าไป๋เหมาเจินเหรินผู้นั้น นำศัสตราศักดิ์สิทธิ์ที่ชำรุดมาด้วย แล้วให้อวี๋หมิ่นหงช่วยซ่อม
น่าเสียดายที่พลังปราณของอวี๋หมิ่นหงมีจำกัด จึงไม่สามารถซ่อมแซมได้เลย
ด้วยเหตุนี้ ไป๋เหมาเจินเหรินจึงโกรธเกรี้ยวและจับตัวอนุภรรยาที่อวี๋หมิ่นหงรักที่สุดไปขืนใจ
สวี่หยางขมวดคิ้ว บังอาจมาข่มเหงภรรยาต่อหน้าสามีเช่นนี้ มันเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลสิ้นดี
แต่ถึงแม้ในใจจะโกรธแค้นเพียงใด สวี่หยางก็ไม่อยากสร้างปัญหา
นั่นก็เพราะอีกฝ่ายคือผู้บำเพ็ญขอบเขตเจี่ย
ถึงแม้ตนจะมีเคล็ดวิชารับมือ แต่ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายมีไพ่ตายซ่อนอยู่หรือไม่
หรือมีภูมิหลังอย่างไร
เขาส่ายหัว คอยเฝ้าค่ายกลป้องกันภูเขา และแอบส่งกระแสจิตเพื่อดูว่าสถานการณ์เป็นเช่นไร
อวี๋หมิ่นหงตอบกลับ แสดงว่าเขายังรับมือได้ สวี่หยางจึงสบายใจ
เพียงแต่ภรรยาของเขาน่าจะลำบากไม่น้อย
สวี่หยางถอนหายใจ อวี๋หมิ่นหงมิใช่คนปกติแล้ว ภรรยาถูกฉุดไปข่มเหงเช่นนี้ แต่เขากลับอดทนได้
“เอ๊ะ ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยคนนี้เหมือนจะได้รับบาดเจ็บ”
สวี่หยางสังเกตอย่างเฉียบแหลม หลังจากที่อีกฝ่ายเล่นสนุกกับภรรยาของอวี๋หมิ่นหงอยู่พักหนึ่ง ดูเหมือนความเป็นชายของเขาจะไม่ค่อยดีนัก จึงเบิกตาโพลง แล้วผลักหญิงสาวออกไป
“คุณชายหลิวอย่าเพิ่งโกรธไป ข้าเห็นเจ้าได้รับบาดเจ็บมา ไม่ควรเสพสุข หากทำเช่นนั้นคงจะเป็นผลเสีย”
อวี๋หมิ่นหงรีบเรียกให้ภรรยาออกไป แล้วก็ก้าวขึ้นมาอย่างเคารพ
ศัตรูที่บุกเข้ามาคือผู้บำเพ็ญขอบเขตเจี่ยตาน เขายังไม่ทันจะเปิดค่ายกลป้องกันภูเขาก็มีคนเข้ามาได้แล้ว
เมื่อยามนี้เขาเปรียบเสมือนปลาที่อยู่บนเขียง ไม่มีทางสู้
“อวี๋หมิ่นหง เจ้าสุนัขแก่ ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ของข้ามันซ่อมไม่ได้จริงหรือ?”
ไป๋เหมาเจินเหรินถามอวี๋หมิ่นหงที่หน้าเหมือนสุนัขจิ้งจอกเฒ่าด้วยสายตาน่ากลัว
นามเต็มของเขาคือหลิวเป้า ฉายาไป๋เหมาเจินเหริน
แต่จริง ๆ แล้วเขาก็ไม่ได้มีผมสีขาวสักหน่อย ตรงกันข้าม ผมของเขากลับดกดำเงางาม
เพียงแต่คิ้วและเคราของเขาต่างหากที่เป็นสีขาว
อวี๋หมิ่นหงทำหน้าอมทุกข์ ร่างกายยิ่งก้มต่ำลงกว่าเดิม “ไป๋เหมาเจินเหริน ข้าหาได้กล้าหลอกลวงเจ้าไม่ ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าเป็นของระดับสาม ข้าจะไปมีความสามารถอะไร…”
“หึ ช่างไร้ประโยชน์ สุดท้ายก็ต้องเป็นเช่นนี้ ข้าจะรักษาบาดแผลของข้าก่อน…”
ทันใดนั้น
“อ้าว…”
จู่ ๆ ไป๋เหมาเจินเหรินก็หันไปมองทางถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่
เพราะที่นั่นมีกลิ่นอายขอบเขตสร้างรากฐานและแผ่ลอยออกมา
แม้ว่าที่นั่นจะเปิดใช้งานค่ายกลป้องกันภูเขา แต่ก็ยังไม่สามารถบดบังกลิ่นอายบางส่วนได้ เป็นกลิ่นอายยาสร้างรากฐานระดับสามเส้นวิถี การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นนั้นช่างยิ่งใหญ่
“น่าสนใจ ยาสร้างรากฐานที่กลืนเข้าไปดูจะไม่ธรรมดา”
ไป๋เหมาเจินเหรินหันไปมองอวี๋หมิ่นหง แล้วถามว่า “ตาเฒ่า ผู้ที่เป็นเจ้าของถ้ำนั้นคือผู้ใด”
อวี๋หมิ่นหงไม่กล้าปกปิด จึงได้บอกไป
“นักวาดยันต์และนักปรุงยากระนั้นหรือ! ข้าเองก็กำลังต้องการยาเพื่อรักษาบาดแผลอยู่พอดี…”
…
สิ่งที่อวี๋หมิ่นหงทำ ล้วนอยู่ในสายตาของสวี่หยาง
ลึก ๆ แล้วเขาก็ปวดหัว
ไม่คาดคิดว่า ในช่วงที่เสิ่นม่านอวิ๋นกำลังบรรลุขั้น จะมีแขกผู้ไม่พึงประสงค์มาเยือน
เวลานี้ ต่อให้เขาจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ก็คงไม่ได้แล้ว
เพราะในเวลานี้เอง อวี๋หมิ่นหงก็ส่งสารมา
“สหายเต๋าสวี่เอ๋ย ข้าต้องขออภัยด้วย หลิวเป้าต้องการให้เจ้าไปหา อยากจะขอซื้อโอสถจากเจ้า…เจ้า…เจ้าจงเตรียมใจเอาไว้”
ถ้อยคำประโยคหลังนั้นเปรียบเสมือนเป็นคำใบ้
หลิวเป้าอาจจะขอเงื่อนไขที่ไม่ยุติธรรม
เฉกเช่นมีการบังคับการซื้อขาย
สวี่หยางย่อมไม่เสนอตัวเข้าไปหาโดยพลการ
เขาไม่ได้ส่งสารถึงอวี๋หมิ่นหงอีก
เขาใช้การส่งกระแสจิตโดยตรงถึงหลิวเป้าโดยกล่าวว่า “ไป๋เหมาเจินเหริน ภรรยาข้ากำลังหลบอยู่ในที่เงียบเพื่อสร้างรากฐานชั่วคราว งดการรับหน้าที่ทุกอย่าง โปรดอภัยด้วย”
“เฮอะ…”
หลิวเป้าโกรธมากเมื่อได้ยินเช่นนั้น
เขาเป็นถึงผู้บำเพ็ญขอบเขตเจี่ยตาน!
เป็นไปได้อย่างไร คิดว่าการเป็นขอบเขตเจี่ยตานไม่ได้เป็นยอดฝีมือหรอกหรือ?
อาจจะไม่เทียบเท่ากับขอบเขตจินตาน แต่ก็เก่งกว่าพวกเจ้าที่เป็นแค่ขอบเขตสร้างรากฐานไม่ใช่หรือ?
เขาจึงแค่นเสียงอย่างเย็นช้า สองมือไพล่หลัง บินไปยังหน้าถ้ำที่สวี่หยางเป็นเจ้าของโดยร้องตะโกนว่า “เพิ่งเคยได้ยินการไล่แขกแบบนี้ คราวนี้คนที่อยู่ข้างในไม่ได้เห็นหัวไป๋เหมาเจินเหรินหรือ”
เสียงดังนั้นได้ดึงดูดความสนใจของหลินไห่ถังและหลินหวั่นชิง
ตึก ตึก…
ทั้งสองคนเดินมาหาสวี่หยาง
“สามี เกิดอะไรขึ้น? ดีที่ข้าใช้อาคมกั้นเสียงได้ทันเวลา ขืนไม่ทันการม่านอวิ๋นคงมีอันตรายแล้ว”
หลินหวั่นชิงขมวดคิ้วและมองไปที่หลิวเป้า
สวี่หยางเล่าสถานการณ์คร่าว ๆ ให้ฟัง
หลินไห่ถังรู้สึกโกรธมาก
ก็แค่ขอบเขตเจี่ยตานน่ะสิ
นางกับสามีร่วมกันต่อกรกับขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายได้ แสดงว่าต่อกรกับขอบเขตเจี่ยตานได้!
ส่วนหลิวเป้าขณะนี้เบิกตากว้าง
เขาเห็นอะไรกันแน่
โฉมงามสองนาง
“แค่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น เป็นไปได้อย่างไรที่จะมีภรรยาเช่นนี้”
หลิวเป้าฮึดฮัด “รีบเปิดค่ายกลภูเขาเดี๋ยวนี้ ข้าจะเข้าไปซื้อของ”
“เจ้าหูหนวกกระนั้นหรือ” สวี่หยางเองก็เริ่มโกรธเช่นกัน
หลิวเป้ามองภรรยาของเขาเมื่อครู่นี้ ชัดเจนว่าไม่ได้มีเจตนาดี
แล้วเขาจะเปิดค่ายกลป้องกันภูเขาได้อย่างไร
ในเมื่อไม่มีอะไรพูดต่อ เลยไม่เอ่ยอะไรอีก
“เด็กน้อย เจ้าคงไม่อยากอยู่แล้ว เจ้าทำให้ผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานโกรธ รู้หรือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
สวี่หยางยิ้มจาง ๆ “ขอบเขตจินตานข้าไม่กล้าแหย่ แต่ขอบเขตเจี่ยตานข้าไม่กลัว”
เปรี้ยง!
เขาโกรธจริง ๆ
หลิวเป้าชิงชังการที่คนอื่นบอกว่าเขาอยู่ขอบเขตเจี่ยตานที่สุด
ในตอนแรกเขาตั้งใจมั่นสร้างเม็ดยา แต่สุดท้ายคุณภาพของเม็ดยาสร้างจินตานที่ได้กลับไม่ค่อยดีนัก บวกกับอายุที่มากขึ้นทุกวัน จึงจำใจรับประทานเม็ดยาสร้างจินตานคุณภาพแย่ ๆ ลงไป
เป็นเช่นนี้
สุดท้ายได้บรรลุเป็นขอบเขตเจี่ยตาน
ทำให้เขาเจ็บใจไม่น้อย
แต่แล้วแผลเป็นนี้กลับถูกชายหนุ่มคนหนึ่งเปิดเผยขึ้นมา
มันจะไม่ทำให้เขาโกรธได้อย่างไร
“รนหาที่ตาย เจ้าอยากตายจริง ๆ ใช่หรือไม่!”
อวี๋หมิ่นหงที่อยู่ด้านหลังถึงกับตกใจจนเหงื่อเย็นผุดซึม
เหลือเชื่อนัก สหายเต๋าสวี่คนนี้หัวแข็งจริง ๆ กล้าพูดคำแบบนี้ออกมาได้
เขาไม่กลัวว่าจะเจอการแก้แค้นอย่างบ้าคลั่งของหลิวเป้าหรืออย่างไร
‘อืม ทำเป็นไม่รู้ ทำเป็นไม่รู้ไปละกัน’
อวี๋หมิ่นหงพึมพำอยู่ในใจ
ปัง!
หลิวเป้าไม่พูดพร่ำทำเพลงใด ๆ ชกหมัดออกไปโดยพลัน
“เปิดค่ายกลให้ข้าเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นเจ้าอย่าคิดจะออกไปได้”
“ข้าว่าเจ้ามีท่าทีอยากมาก่อกวนการบรรลุขอบเขตจินตานของเซียนเหอ เจ้าเป็นสายลับของสำนักอื่นใช่หรือไม่”
จู่ ๆ สวี่หยางก็หันไปถามหลิวเป้า
“หืม สายลับหรือ”
หลิวเป้าอึ้งไป
“เจ้าคงเป็นคนของสำนักหมัดไท่อี้เป็นแน่ ตามกฎข้าต้องรายงานเรื่องนี้ขึ้นไป ข้าเชื่อว่ายอดฝีมือในเมืองเซียนชิงหนิวจะจับตัวเจ้าและสอบสวนเจ้าอย่างแน่นอน”
สวี่หยางย่อมไม่เลือกที่จะประจันหน้ากับหลิวเป้าโดยตรง
ดังนั้นเขาจึงใส่ร้ายป้ายสีเสียเลย
กลวิธีนี้เรียกว่า ยืมมีดผู้อื่นฆ่าคน!
ในฐานะเจ้าสำนักที่นี่ เขาสามารถรายงานตัวบุคคลใด ๆ ก็ได้ว่าเป็นสายลับของสำนักอื่น แม้บุคคลที่ถูกกล่าวถึงจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น ก็ยังจะต้องถูกจับตัวไปสอบสวนอย่างแน่นอน
เป็นไปอย่างที่คาด
เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าของหลิวเป้าจึงเผือดสีลงเล็กน้อย และกล่าวว่า “เหลวไหลสิ้นดี ข้าจะไปก่อกวนการบำเพ็ญของเซียนเหอได้อย่างไร”
“หากเจ้าไม่ใช่ แล้วเจ้าจะตื่นตระหนกไปไย เช่นนั้นเจ้าก็รออยู่ที่นี่เถอะ ข้าจะให้ผู้คนจากเมืองเซียนมาตรวจสอบ”
สวี่หยางหัวเราะ “ก็ข้าสนิทกับศิษย์ของเซียนชิงหนิวเจินเหริน”
“ฮะ!?”
หลิวเป้าอึ้งจนมุมปากกระตุก
ฟังจากน้ำเสียงแล้วดูเหมือนจะมีเส้นใหญ่
“ตาเฒ่าอวี๋ พวกผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานพวกนี้มาจากไหนกัน!?”
หลิวเป้ารีบส่งเสียงถาม
อวี๋หมิ่นหงก็ไม่ได้โง่ เขาพูดโกหกเพื่อจะได้ไล่คนคนนี้ออกไปให้เร็วที่สุด
“ไป๋เหมาเจินเหรินคงไม่ทราบ สหายเต๋าสวี่นั้นภูมิหลังไม่ธรรมดา ไม่เพียงรู้จักสนิทสนมกับศิษย์ของชิงหนิวเจินเหรินเท่านั้น ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับศิษย์ของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีอีกด้วย…”
หัวใจของหลิวเป้าเต้นรัว เขาหันมาหาสวี่หยางแล้วพูดว่า “เรื่องเมื่อครู่เป็นการเข้าใจผิด ข้ามาเพื่อซื้อขายจริง ๆ ขอให้เจ้าอย่าถือสาเลย ผู้อาวุโสอวี๋ว่าจริงหรือไม่”
อวี๋หมิ่นหงจะพูดอะไรได้ เขาก็ได้แต่พยักหน้าให้สวี่หยาง
“เห็นแก่ผู้อาวุโสอวี๋ ข้าจะไม่เอาเรื่องกับเจ้า” สวี่หยางพูดเรียบ ๆ
ถ้าไม่ต้องลงมือต่อสู้ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว
“ข้าขอตัวลา”
หลิวเป้ารีบหันหลังกลับไป
…
เมื่อเขาจากไปแล้ว อวี๋หมิ่นหงก็ถอนหายใจ พลางเดินมาหาสวี่หยาง
“ผู้อาวุโสอวี๋ บุรุษผู้นั้นเป็นใครกัน เพียงผู้บำเพ็ญขอบเขตเจี่ยตานยังกล้าอวดดีเช่นนี้”
“โอ้ สหายเต๋าสวี่ยังไม่รู้หรือ ผู้นั้นคือจอมยุทธเสเพลที่เลื่องชื่อในละแวกนี้ นิสัยโหดเหี้ยมดุร้าย ดีแต่กลั่นแกล้งผู้อื่น โชคยังดีที่สหายเต๋าสวี่ไหวพริบเป็นเลิศ ขู่ให้เขาล่าถอยไป มิเช่นนั้นจะยุ่งยากลำบากยิ่งนัก”
“ข้ามิได้ขู่ ข้าจะต้องสอบสวนเรื่องนี้ให้ถึงที่สุดอย่างแน่นอน”
“ความหมายของสหายเต๋าสวี่คือ…”
สวี่หยางมีสีหน้าเคร่งขรึม กล่าวว่า “อืม บุรุษผู้นี้ แน่นอนว่าต้องเป็นสายลับของฝ่ายศัตรูแน่!!”
อวี๋หมิ่นหงอ้าปากค้าง
เวลานี้เขาไม่อาจแยกแยะได้ว่า สวี่หยางกำลังแก้แค้น หรือแท้จริงแล้วได้ค้นพบความลับของหลิวเป้าเข้า
ความจริงแล้วสวี่หยางจะค้นพบสิ่งใดได้เล่า
เขามุ่งคิดแต่จะแก้แค้นคนผู้นั้น ขจัดทุกสิ่งที่อาจเป็นไปได้ในการแก้แค้นของเขาให้สิ้นซากตั้งแต่เนิ่น ๆ
หลังจากที่อวี๋หมิ่นหงออกไปแล้ว สวี่หยางก็ให้เสิ่นปิงไปส่งจดหมาย
แน่นอนว่าคือการส่งจดหมายไปยังเถ้าแก่หอการค้าหงไห่หลี่ลี่จือ เพื่อแจ้งให้ทราบว่าที่นี่ได้พบโจรผู้ฝึกตน ซึ่งอาจเป็นภัยต่อเหอซีเสวี่ย
สวี่หยางไม่ได้คาดคิดเลยว่า จดหมายที่เขาส่งไปเพื่อแก้แค้น จะนำพาไปสู่ความลับอันยิ่งใหญ่
…
หลังจากหลิวเป้าออกจากเมืองซานชิงซาน เขาก็มาที่เกาะร้างแห่งหนึ่ง
เพิ่งจะลงมาก็มีกลิ่นอายอันรุนแรงพุ่งมาจากภูเขาข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
กลิ่นอายนั้นพุ่งมาด้วยความเร็วสูง พอมาถึงหน้าหลิวเป้า กลิ่นอายนั้นก็ค่อย ๆ รวมตัวกัน จากนั้นก็กลายเป็นใบหน้าของผู้บำเพ็ญวัยกลางคน
ผู้บำเพ็ญวัยกลางคนมองหลิวเป้าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ข้าไม่ได้ให้เจ้าไปตรวจสอบว่าเหอซีเสวี่ยจะไปบรรลุขอบเขตจินตานที่ไหนหรือ เจ้าไปที่ภูเขาซานชิงทำไมกัน หรือว่าเจ้าคิดว่าเหอซีเสวี่ยจะไปบรรลุขอบเขตจินตานที่เมืองซานชิงซาน??”
หลิวเป้านำดาบศัสตราศักดิ์สิทธิ์ออกมา หันไปคารวะผู้บำเพ็ญวัยกลางคนด้วยความเคารพ “โจวเจินเหริน ข้าเพียงไปซ่อมแซมศัสตราศักดิ์สิทธิ์ของข้า เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่พ่ายแพ้ในการต่อสู้ครั้งต่อไป”
“เจ้าช่างระมัดระวัง ข้าเพียงให้เจ้ารับผิดชอบในการหาตำแหน่งที่เหอซีเสวี่ยจะบรรลุขอบเขตจินตาน เจ้าจะระมัดระวังอะไรนักหนา”
“ความระมัดระวังทำให้พ้นจากภัยได้เสมอ”
“แล้วการซ่อมแซมเป็นอย่างไร”
“อวี๋หมิ่นหงแห่งภูเขาซานชิงไม่มีความสามารถเช่นนั้น” หลิวเป้าส่ายหัวแล้วกล่าวต่อ “นอกจากนี้ บนภูเขาซานชิงนั้นมีเจ้าของถ้ำอีกสองคน คนหนึ่งชื่อสวี่หยาง เขาช่างหยิ่งผยองนัก”
“อย่างไร เขาทำให้เจ้าขุ่นเคืองหรือ ข้าเพิ่งเตือนเจ้าไปว่าการหยุดยั้งเหอซีเสวี่ยจากการฝึกตนเข้าสู่ขอบเขตจินตานคือเป้าหมายหลักของเรา ถ้าเจ้าทำให้ภารกิจล่าช้า อย่าโทษว่าข้าไม่ปรานี!”
“โจวเจินเหรินโปรดวางใจเถิด อย่างไรก็ตาม ข้าอยากจะจัดวางตัวหมากอยู่ในเมืองซานชิงซาน”
โจวเจินเหรินหัวเราะเยาะ “เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้ความคิดของเจ้าหรือ จัดวางตัวหมากไว้ในเมืองซานชิงซาน รอให้เมืองเซียนทราบเรื่องแล้วมาคิดบัญชี สวี่หยางผู้นั้นก็คงจะต้องโดนลงโทษอย่างไม่ต้องสงสัย ใช่หรือไม่”
“ถูกต้องแล้ว โจวเจินเหริน!” หลิวเป้ามีสีหน้าเหี้ยมเกรียม “สวี่หยางผู้นั้นถึงกับข่มขู่ข้า ความแค้นนี้หากไม่ชำระ ข้าก็กระวนกระวายใจ”
“ก็ได้ แล้วแต่เจ้า”
หลิวเป้ารีบกล่าวขอบคุณ สายตาฉายแววตื่นเต้น “สวี่หยาง เมื่อเหอซีเสวี่ยเข้าสู่ขอบเขตจินตาน หมากลับในเมืองซานชิงซานก็จะเคลื่อนไหว เมื่อถึงเวลานั้น เมืองเซียนจะต้องลงโทษเจ้าอย่างแน่นอน!”