ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 220 ใครบอกว่าข้าเป็นคนดี
บทที่ 220 ใครบอกว่าข้าเป็นคนดี
“อึก…”
สวี่หยางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาจับจ้องไปที่วัตถุรูปทรงคล้ายเหรียญสีดำบนโต๊ะ มันคือยันต์ศักดิ์สิทธิ์ของแท้!
จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นด้วยความไม่เชื่อสายตา จ้องมองไปที่เหอซีเสวี่ยอย่างจริงจัง
สตรีที่พร้อมทั้งความงามและร่ำรวยล้นฟ้า
เมื่ออยู่ตรงหน้า นางพูดไม่กี่คำก็โยนยันต์ศักดิ์สิทธิ์ให้เขาแล้ว
“ยังไม่ขอบคุณท่านเซียนเหออีก”
หลี่ลี่จือกล่าวด้วยความอิจฉา
ของดีที่ใช้ต่อกรกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานได้ เขายังไม่มีเลย แต่ไม่นึกว่าเหอซีเสวี่ยจะเอาให้สวี่หยาง
“ขอบคุณท่านเซียนเหอ”
สวี่หยางรับยันต์ศักดิ์สิทธิ์มาพลางรำพึงในใจ ตอนนี้เขามียันต์ศักดิ์สิทธิ์ถึงสามชิ้นแล้ว
ท่ามกลางความยินดี เขาก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าของทั้งหมดนี้มิได้ได้มาโดยง่าย
ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ!!
เขาคาดเดาว่าเหอซีเสวี่ยคงจะมอบหมายภารกิจบางอย่างให้เขา
เป็นจริงดังคาด เหอซีเสวี่ยกล่าวต่อ “ข้าต้องการให้เจ้าสืบว่าใครอยู่เบื้องหลังหลิวเป้า ข้าให้เวลาเจ้าเจ็ดวัน”
“เจ็ดวัน…”
สวี่หยางคิดคำนวณคร่าว ๆ เวลาเจ็ดวันก็น่าจะเพียงพอแล้ว
จัดการหลิวเป้า แล้วจึงหาข้ออ้างในการตรวจค้นที่นั่น
แต่เขามีข้อสงสัยอยู่ประการหนึ่ง
นั่นก็คือ หากจะทำเพียงเท่านี้ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องมอบยันต์ศักดิ์สิทธิ์ให้เขาเลย
เขาจึงสันนิษฐานว่าต้องมีภารกิจอื่นอีก
“ท่านเซียนเหอมอบยันต์ให้ข้า คงมีภารกิจอื่นอีกใช่หรือไม่”
เหอซีเสวี่ยยิ้ม ชี้นิ้วไปที่หน้าผากของสวี่หยางแล้วพูดด้วยเสียงเบา “เจ้าฉลาดมาก”
กล่าวจบก็หันไปมองหลี่ลี่จือที่อยู่ข้าง ๆ
“เรื่องนี้ ข้าบอกเฉพาะอาจารย์ของข้าเท่านั้น แม้แต่น้องสาวของข้าก็ยังไม่รู้! สถานที่สำหรับบรรลุขอบเขตจินตาน ข้าเตรียมไว้ที่เมืองซานชิงซาน”
ได้ยินดังนั้น หัวใจของสวี่หยางก็พลันเต้นรัว รู้สึกโชคร้ายอยู่ในใจ!
สถานที่สำหรับบรรลุขั้นตั้งอยู่ที่เมืองซานชิงซาน มิได้หมายความว่าเมื่อถึงเวลานั้นจะมีเหล่าผู้บำเพ็ญมาก่อกวนหรอกหรือ
เมื่อถึงเวลานั้น เหล่าผู้เช่าถ้ำทั้งสามคงจะซวยเต็มประตู
ส่วนหลี่ลี่จือเกิดความสงสัยขึ้นมาจึงถามคำถามที่สวี่หยางอยากถามออกไป
เหตุใดถึงได้เลือกที่นั่นเล่า
เมืองซานชิงซานมีเพียงเส้นชีพจรวิญญาณระดับสองขั้นสูง สถานที่มิได้ใหญ่โต ระดับความปลอดภัยก็ไม่ได้สูง
เท่าที่เขารู้ สถานที่หลายแห่งรอบ ๆ ล้วนมีความปลอดภัยสูงกว่า
“แม้ว่าทางนั้นจะมีเพียงเส้นชีพจรวิญญาณระดับสองขั้นสูง แต่ว่าอาจารย์ได้นำเส้นชีพจรวิญญาณจากเมืองเซียนมาทางนี้แล้วกางค่ายกล เมื่อถึงเวลาก็จะสามารถพัฒนาเป็นขั้นสามได้! เพียงพอต่อข้าแล้ว!”
สวี่หยางรีบกล่าวว่า “ท่านเซียนเหอ แต่ว่าทางนั้นมิได้ปลอดภัยนัก เมืองนี้มิได้มีค่ายกลที่แข็งแกร่งป้องกันเลย…”
“เรื่องค่ายกลข้าจะจัดการเอง! เหตุที่เลือกเช่นนั้น เพราะข้าต้องการให้พวกที่คิดร้ายไม่ทันตั้งตัว! กว่าศัตรูจะรู้ตัว ขั้นตอนที่ยากลำบากที่สุดในการก้าวเข้าสู่ขอบเขตจินตานของข้าก็จะผ่านพ้นไปแล้ว เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
เหอซีเสวี่ยเหลือบมองสวี่หยาง แล้วยังกล่าวสำทับ “เจ้าคิดว่าเหตุใดข้าจึงได้มอบยันต์ศักดิ์สิทธิ์นี้ให้เจ้า? นอกจากรับมือกับหลิวเป้าแล้ว เจ้ายังต้องคอยคุ้มครองข้า เมื่อถึงคราวข้าก้าวสู่ขอบเขตจินตานสำเร็จ เจ้าก็จะเป็นหนึ่งในผู้พิทักษ์ของข้า”
สวี่หยาง “…”
มารดาเจ้าเถอะ!
“ท่านเซียนเหอ ข้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น ข้านั้น…”
สวี่หยางกัดฟัน ตัดสินใจปฏิเสธอย่างละมุนละม่อม
จากนั้นหยิบยันต์ศักดิ์สิทธิ์ออกมา “ท่านเลือกผู้อื่นเถิด ข้าไม่ต้องการยันต์นี้แล้ว”
“ฮึ… ข้าเพิ่งจะกล่าวไปมิใช่หรือว่า เรื่องที่ข้าจะฝึกตนเพื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตจินตานที่ภูเขาซานชิง นอกเหนือจากอาจารย์ของข้าแล้ว ข้าได้บอกไว้เพียงพวกเจ้าทั้งสองคน”
พูดจบก็ยกถ้วยชาขึ้น เป่าคลายไอร้อน เหอซีเสวี่ยเงยหน้ามองสวี่หยาง แววตาฉายแววครุ่นคิด “ดังนั้นเจ้าจึงได้รู้ความลับของข้า”
การข่มขู่ การข่มขู่ชัด ๆ
“สวี่หยาง เจ้าจงเก็บยันต์ศักดิ์สิทธิ์ไว้” หลี่ลี่จือเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
“ได้ ข้าจะคอยคุ้มครองให้ แต่พลังยุทธ์ของข้าอ่อนแอนัก แม้แต่ผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายก็ยังต้านไม่ไหว แล้วข้าจะคุ้มครองท่านอย่างไร?”
สวี่หยางตัดสินใจแสร้งอ่อนแอ
“บอกให้เจ้าคุ้มครอง ไม่ได้หมายความว่าจะให้เจ้าไปตาย!!”
เหอซีเสวี่ยส่ายหน้าเล็กน้อย กล่าวอย่างใจเย็น “ถึงเวลานั้น เจ้าแค่ต้องดูแลแกนค่ายกลเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าค่ายกลจะทำงานตลอดเวลา”
“เหตุใดถึงเลือกข้า?” สวี่หยางถามด้วยความอึดอัดใจ
เขาคิดไม่ออกจริง ๆ
เขาเพิ่งมาที่นี่ได้ไม่กี่เดือนเอง
ทั้งยังพบกับเหอซีเสวี่ยเพียงหนเดียว แต่นางกลับไว้ใจเขามากขนาดนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ
ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่คิดเช่นนั้น แม้แต่หลี่ลี่จือก็ยังสับสน
แต่เขาไม่กล้าพูดอะไร
เหอซีเสวี่ยไม่ได้ปิดบังเหตุผล และพูดอย่างตรงไปตรงมา “เพราะเจ้าเป็นคนดี”
สวี่หยาง “…”
“ขอถามได้หรือไม่ ใครบอกท่านกันว่าข้าเป็นคนดี”
สวี่หยางถามอย่างจริงจัง
เหอซีเสวี่ยกลั้นหัวเราะ “เจ้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญธรรมดา ยังกล้ามาล้อเล่นกับข้าอีกหรือ”
“ข้าจริงจัง” สวี่หยางทั้งฉิวทั้งขัน
ที่โกรธเพราะกำลังคิดถึงภารกิจต่อไปของเขา ซึ่งอันตรายถึงชีวิต!
ส่วนที่ขำก็คือเหตุผลที่เหอซีเสวี่ยเลือกเขา เพราะเขาเป็นคนดี
คนดีแล้วอย่างไร คนดีแล้วต้องไปทำเรื่องอันตรายหรือ
“ที่จริงบนภูเขาซานชิงมีวิธีป้องกันมากมาย สาเหตุที่ข้าเลือกเจ้า เพราะคนที่ข้าไว้ใจทั้งหมดติดภารกิจอื่น! เวลานี้ข้ากำลังต้องการคน เจ้าเข้าใจหรือไม่”
“ส่วนสาเหตุที่ข้าไว้ใจเจ้า เหตุผลนั้นง่ายแสนง่าย เพราะเจ้าเป็นคนหายาสร้างจินตานให้ข้า ถ้าเจ้ามีเล่ห์เหลี่ยม เจ้าคงไม่มอบยาสร้างจินตานให้ข้าหรอก”
“นั่นรวมถึงสาเหตุที่ข้าไว้ใจหลี่ลี่จือด้วย!!”
สายตาของนางหันไปมองหลี่ลี่จือ เขาเผลอยืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
ดูสิ ท่านเซียนเหอไว้ใจเขาด้วย!
เหอซีเสวี่ยกล่าวต่อ “นอกจากนี้สวี่หยาง เจ้ามีภรรยาหลายคน แม้กระทั่งมนุษย์ธรรมดาเจ้าก็ปฏิบัติต่อพวกนางเท่าเทียมกัน เอาใจใส่ภรรยาเป็นอย่างดี ในสายตาข้า คนที่รักภรรยาย่อมไม่เลวร้าย อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีความรับผิดชอบ”
ดูเหมือนเหอซีเสวี่ยจะสืบเรื่องของเขามาพอสมควรเลย
สวี่หยางพยักหน้าเป็นนัยว่ารับทราบ
เหอซีเสวี่ยกำชับอีกเล็กน้อย ในที่สุดก็มอบยันต์ส่งสารให้กับสวี่หยาง
“ยันต์ระดับสามนี้สามารถส่งสารได้ไกลกว่าเดิม ข้าหวังว่าเจ้าจะนำข่าวดีมาให้ข้า”
“ขอรับ ท่านเซียนเหอ”
สวี่หยางจึงกล่าวลา
ระหว่างทางกลับ สวี่หยางได้สำรวจบนผืนน้ำทะเล
คราวนี้เมื่อเหอซีเสวี่ยก้าวเข้าสู่ขอบเขตจินตาน ไม่คาดคิดเลยว่าจะนำพาเส้นชีพจรวิญญาณของเมืองเซียนไปยังเกาะซานชิง
พอจะจินตนาการได้ว่า หลังจากนี้เมืองซานชิงซานคงจะคึกคักมากแน่
“ข้าต้องเตรียมรับมือให้ดี ยามนี้ค่ายกลป้องกันภูเขายังอ่อนแอเกินไป ต้องเร่งเพิ่มพลังให้กับค่ายกล เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สวี่หยางก็เปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบเซียนวารีชิงหนิวที่เป็นที่ตั้งของตระกูลลู่ทันที
…
ช่วงเวลานี้ปรมาจารย์ค่ายกลอย่างหยางโต้วโตวกำลังติดตั้งค่ายกลที่บ้านของตระกูลลู่อยู่
เนื่องจากตระกูลลู่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล การติดตั้งค่ายกลจึงใช้เวลามากกว่าสองเดือน
เมื่อคำนวณเวลาแล้วก็ใกล้เสร็จพอดี
สวี่หยางจึงเตรียมจะไปเชื้อเชิญหยางโต้วโตวให้มาติดตั้งค่ายกลให้ภูเขาซานชิงต่อ
ทะเลสาบเซียนวารีชิงหนิวเป็นพื้นที่ซึ่งล้อมรอบด้วยภูเขาทั้งสี่ทิศ
ทางเข้าอยู่ด้านทิศตะวันออก
ในหุบเขามีทะเลสาบขนาดใหญ่หลายแสนตารางกงหลี่ เรียกว่าทะเลสาบเซียนวารีชิงหนิว
ขณะที่ตระกูลลู่ตั้งอยู่รอบทะเลสาบแห่งนี้ บนเกาะกลางทะเลสาบมีที่ตั้งของสำนักใหญ่
สวี่หยางมาถึงทางเข้าด้านตะวันออก ก็พบว่ามีค่ายกลบดบังทางเข้าอยู่
“ผู้ใด?”
ศิษย์สองคนทะยานออกมา
สองคนนี้เป็นเพียงขอบเขตกลั่นลมปราณเท่านั้น สวี่หยางพยักหน้าให้พวกเขาเล็กน้อย “สวี่หยาง!”
กล่าวจบเขาก็ถอดหน้ากากออก
เมื่อเห็นสวี่หยาง ทั้งสองก็จำได้ทันที เพราะพวกเขาอยู่บนเรือลำเดียวกัน
สีหน้าของพวกเขาพลันเปลี่ยนไปเป็นความเคารพ ต่างก็ก้มหัวลง “ผู้อาวุโสสวี่นี่เอง”
“ท่านประมุขมีคำสั่งว่า หากผู้อาวุโสสวี่มาสามารถเข้าไปได้เลยขอรับ เพียงส่งข้อความให้ท่านประมุข ท่านจะมาต้อนรับด้วยตนเอง”
สวี่หยางนึกชื่นชมลู่หยวนฮว่าอยู่ในใจ
เขาจึงเดินเข้าไปพลางส่งข้อความถึงลู่หยวนฮว่า
เพียงไม่กี่อึดใจ ร่างหนึ่งในชุดคลุมยาวสวมหมวกปีกกว้างก็ทะยานตรงมา
“สหายเต๋าสวี่ยินดีต้อนรับ วันนี้เจ้าต้องดื่มเหล้ากับข้าสักสองสามจอก เพื่อให้ข้าได้ทำหน้าที่เจ้าบ้าน”
ลู่หยวนฮว่ามีรอยยิ้มเต็มใบหน้า
การคบหาสวี่หยางนั้นมีแต่ข้อดีมากมาย
“ประมุขลู่ ข้าต้องขออภัย ที่ข้ามาในวันนี้ก็เพื่อต้องการจะพูดคุยกับสหายหยางโต้วโตว”
“สหายหยางกำลังวุ่นอยู่ที่ภูเขาด้านหลัง ข้าจะให้นางไปพบเจ้าที่ห้องน้ำชา เชิญ ๆ”
ท่านผู้นำตระกูลลู่หยวนฮว่าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พอดีเลย น้องสาวของข้าก็อยู่ที่นี่พอดี เดี๋ยวข้าจะแนะนำให้รู้จัก เผื่อวันหลังหากพวกนางต้องการจัดหาเสบียง ก็จะได้ติดต่อสหายเต๋าสวี่ได้”
ผู้บำเพ็ญเซียนนั้นล้วนให้ความสำคัญกับปัจจัยสี่ เพื่อนฝูง และดินแดน
เพื่อนฝูง หมายความว่าต้องคบเพื่อนมาก ๆ เพื่อที่จะช่วยเหลือเรื่องธุรกิจ
สวี่หยางพยักหน้า เดินตามลู่หยวนฮว่าเข้าไปที่เกาะกลาง ณ ทะเลสาบเซียนวารีชิงหนิว
ในไม่ช้า เขาก็รับรู้ได้ถึงหญิงสาวผู้หนึ่งที่อยู่ในเรือนหลังใหญ่ด้านหลัง
“นางคงจะเป็นน้องสาวที่ลู่หยวนฮว่าพูดถึง”
ก่อนหน้านี้ลู่หยวนฮว่าได้แนะนำเขาแล้ว
นางชื่อลู่เสี่ยวม่าน อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย
สามีของลู่เสี่ยวม่านมีขอบเขตต่ำกว่า นั่นคือขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น ว่ากันว่าอีกฝ่ายใช้ยาในการยกระดับ ทำให้ความสามารถในการต่อสู้ที่แท้จริงนั้นไม่ค่อยดีนัก
ปกติหญิงสาวอย่างลู่เสี่ยวม่านนั้นไม่น่าจะมาแต่งงานกับบุรุษเช่นนี้ได้ ทั้งนี้เป็นเพราะตระกูลที่นางแต่งเข้าไปนั้นเป็นตระกูลใหญ่ในแดนเซียนตอนเหนือ
ในห้องน้ำชา หญิงสาวผู้งดงามแต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพงนั่งดื่มชาอยู่ เมื่อเห็นสวี่หยางและลู่หยวนฮว่าเดินเข้ามา นางก็ลุกขึ้น “สหายเต๋าสวี่ เจ้าสบายดีหรือ”
เห็นได้ชัดว่าลู่หยวนฮว่าได้แนะนำเขากับลู่เสี่ยวม่านแล้ว
ทั้งสองทักทายกันสั้น ๆ สักพักหยางโต้วโตวก็มาถึง
“สวี่หยาง ข้ากำลังยุ่งอยู่ เจ้าเรียกข้ามาทำไม?”
หยางโต้วโตวถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
สวี่หยางเคยชินกับท่าทางของหยางโต้วโตวแล้ว
“ติดตั้งค่ายกลที่นี่ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใด?”
สวี่หยางถาม
“อืม ที่จริงก็เสร็จแล้ว เหลือเพิ่มค่ายกลรองเข้าไปอีกสองสามอัน เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“หรือที่ของเจ้าเกิดเรื่อง?”
“เปล่า ภรรยาข้าเพียงรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงอยากเตรียมค่ายกลป้องกันเอาไว้เพิ่มอีกสักสองสามอันน่ะ”
สวี่หยางอธิบาย
“เช่นนั้นก็ไม่เห็นต้องรีบร้อน ข้ายังมีเวลาอีกประมาณหนึ่งเดือนที่จะทำให้เสร็จ”
หยางโต้วโตวรับน้ำชาที่ลู่หยวนฮว่ารินให้ กระดกดื่มรวดเดียวหมด “หากไม่มีธุระอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อน”
“เอ่อ…”
สวี่หยางขมวดคิ้ว ไม่คิดว่าหยางโต้วโตวจะต้องใช้เวลานานถึงหนึ่งเดือน
ดูท่าว่าคงจะไม่ทันการณ์เสียแล้ว