ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 219 คราวนี้คงจะได้ปลาใหญ่
บทที่ 219 คราวนี้คงจะได้ปลาใหญ่
ถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่
หลิวเป้าจากไปมิได้ทำให้สวี่หยางเบิกบานใจนัก
เมื่อไม่นานมานี้อนุภรรยาคนโปรดของอวี๋หมิ่นหงกำลังอาละวาดจะฆ่าตัวตาย
สาเหตุก็ไม่มีอันใด นอกจากความบริสุทธิ์ผุดผ่อง
แม้ตอนนั้นหลิวเป้าอาจมิได้ล่วงเกินเพราะร่างกายไม่เอื้อ แต่กระนั้นก็ได้แตะต้องในส่วนที่ไม่ควรแตะต้องแล้ว
ตอนนี้อนุภรรยาจึงรู้สึกอับอายยิ่ง ร้องคร่ำครวญจะฆ่าตัวตาย
“สามี ข้าไม่มีหน้าจะพบผู้ใดแล้ว ขอให้ข้าไปตายเสียเถิด ฮือ ฮือ…”
ภรรยาอีกสามคนของอวี๋หมิ่นหงต่างพากันฉุดรั้งหญิงผู้นั้นไว้มิให้ทำเรื่องโง่เขลา
อวี๋หมิ่นหงก็คอยปลอบประโลมอยู่ข้าง ๆ บอกว่าตนไม่รังเกียจ
ด้วยความอาวุโส อวี๋หมิ่นหงปล่อยวางหลายสิ่งหลายอย่างแล้ว จึงกล่าวสิ่งที่อยู่ในใจออกมาอย่างแท้จริง
สิ้นคำพูด อวี๋หมิ่นหงจึงกล่อมอนุภรรยาให้อารมณ์สงบลงแล้วให้ไปพักผ่อน
สวี่หยางได้ยินเรื่องราวจากฟากนั้นแล้วก็ขมวดคิ้ว
ด้วยท่าทีอันเย่อหยิ่งของคนผู้นั้น การที่จากไปครั้งนี้ แน่นอนว่าย่อมต้องก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นอีกแน่
บัดนี้สิ่งที่ยังไม่แน่ใจคือการแจ้งเรื่องจะเป็นผลหรือไม่
…
หลายวันต่อมา…
ปัง!!
ปราณขอบเขตสร้างรากฐานอันรุนแรงพวยพุ่งออกมาจากถ้ำ ในที่สุดเสิ่นม่านอวิ๋นก็สามารถบรรลุขอบเขตสร้างรากฐานสำเร็จแล้ว!
ทุกคนในครอบครัวต่างยินดีกันเป็นอย่างมาก
พวกเขารู้สึกยินดีจากใจจริง
ปัง!
ประตูถ้ำเปิดออก พร้อมกับเสิ่นม่านอวิ๋นก้าวออกมา
“แปะ แปะ…”
สวี่หยาง หลินอวี้ หลินหวั่นชิง รวมไปถึงหลินไห่ถัง ต่างก็ปรบมือให้เสิ่นม่านอวิ๋น
หลินหวั่นชิงพยักหน้าพร้อมกับยิ้ม “ขอแสดงความยินดีด้วยนะ เสิ่นม่านอวิ๋น”
สวี่หยางก็ยิ้มน้อย ๆ พูดตามตรงแล้วขอบเขตสร้างรากฐานของเสิ่นม่านอวิ๋นมีคุณภาพธรรมดาอยู่ที่ประมาณหกในสิบส่วน
แต่สำหรับคนที่มีพรสวรรค์ธรรมดาอย่างนาง เท่านี้ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ในอนาคตยังมีความเป็นไปได้ที่จะก่อเจี่ยตานได้อยู่
คุยกันอีกสักครู่ สวี่หยางก็ประกาศว่าวันนี้จะต้องรับประทานอาหารดี ๆ สักมื้อ
“อืม ไปที่หอสุคนธสวรรค์กันเถอะ ข้าจะเลี้ยงเจ้าให้สมใจเลย” สวี่หยางลูบศีรษะของหลินอวี้พลางกล่าวยิ้ม ๆ
“ดี ๆ ออกไปกันเถอะ” หลินอวี้ตบมือด้วยความดีใจ
ทั้งห้าคนพากันทะยานออกไป เนื่องจากเมืองมีความปลอดภัยอย่างยิ่ง สวี่หยางและครอบครัวจึงไม่ได้ปิดบังรูปโฉมของตน
พวกเขามุ่งตรงมายังห้องที่ดีที่สุดของหอสุคนธสวรรค์ สวี่หยางสั่งอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะ
ภายในห้อง เสิ่นม่านอวิ๋นเล่าถึงสถานการณ์ในยามฝึกตนเข้าขอบเขตสร้างรากฐาน และคร่ำครวญถึงความยากลำบากของมัน
“ม่านอวิ๋น เวลานี้เจ้าจงตั้งใจบ่มเพาะให้ดี เมื่อรากฐานมั่นคงแล้ว การสร้างเจี่ยตานในอนาคตจะยิ่งง่ายขึ้น” หลินหวั่นชิงเอ่ยแนะ
เสิ่นม่านอวิ๋นพยักหน้ารับ
ในขณะนั้นเอง สวี่หยางซึ่งกำลังกินซี่โครงอยู่นั้นก็รู้สึกบางอย่างในใจ จึงหันไปมองด้านนอก
เวลากิน เขามักจะตรวจสอบสภาพแวดล้อมโดยรอบจนติดเป็นนิสัย เมื่อครู่เขากลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย
แท้จริงแล้วนั่นก็คือกลิ่นอายของหลิวเป้า ชายผมขาวที่ก่อความวุ่นวายที่ถ้ำของอวี๋หมิ่นหงก่อนหน้านี้
“เป็นเขา!”
สวี่หยางขมวดคิ้ว หลิวเป้าสวมหน้ากากปิดบังกลิ่นอายบางส่วน แต่เขายังคงสังเกตเห็นได้
หลังจากนั้นก็ยากที่จะบดบังกลิ่นอายขอบเขตเจี่ยตาน
“เขาเป็นแค่ขอบเขตเจี่ยตาน สวมหน้ากากเช่นนี้ เขาต้องมีเจตนาร้ายบางอย่างเป็นแน่!”
เดิมทีสวี่หยางต้องการจัดการกับหลิวเป้ามานานแล้ว
ก่อนหน้านี้เขากำลังรวบรวมเบาะแส ตอนนี้เจอคนผู้นี้อีกครั้ง เขาก็เริ่มคิดว่าจะสามารถหาหลักฐานการกระทำผิดของชายคนนี้ได้หรือไม่
ในช่วงเวลานี้ แม้ว่าหลิวเป้าจะกลั่นแกล้งผู้ฝึกตนเพียงคนเดียว เขาก็สามารถใช้เป็นหลักฐานเพื่อกล่าวว่าอีกฝ่ายคือโจรได้!!
“เอ๋? เขายังมีผู้บำเพ็ญมนุษย์ติดตามอีกหกคน กลิ่นอายไม่คุ้นเลย”
คนกลุ่มนี้เข้าไปในร้านค้าแห่งหนึ่งที่ขายสินค้าทั่วไป
เนื่องจากในร้านค้ามีค่ายกลปกปิดขั้นสูงขวางกั้น แม้แต่จิตเทวะของเขาก็ไม่สามารถมองสถานการณ์ภายในได้
สวี่หยางลูบคางครุ่นคิด
เมืองธรรมดาอย่างนี้ ผู้บำเพ็ญขอบเขตเจี่ยตานอย่างเขาจะมาทำอะไร?
ซ้ำยังพาผู้บำเพ็ญมนุษย์มาอีกหกคน
สวี่หยางพูดกับเสิ่นม่านอวิ๋นตรง ๆ “ม่านอวิ๋น เดี๋ยวเจ้าสวมหน้ากากไปซื้อของในร้านนั้นที ดูราคาและสินค้าว่าเป็นอย่างไร”
ในวันนั้นที่หลิวเป้ามาที่ถ้ำเพื่อก่อกวน เสิ่นม่านอวิ๋นกำลังอยู่ในช่วงฝึกตนเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน อีกฝ่ายจึงไม่เคยเห็นนางมาก่อน หากจะเข้าไปสืบข่าวย่อมไม่ถูกจับได้แน่
เสิ่นม่านอวิ๋นกำลังพูดคุยอย่างตื่นเต้นกับหลินหวั่นชิง แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้า “ได้”
ครู่ต่อมาสวี่หยางจับสัมผัสได้ว่าเสิ่นม่านอวิ๋นกำลังเดินเข้ามาในร้าน
นางซื้อวัสดุทำยันต์และยันต์บางส่วนมา
หลังจากต่อรองราคาสักพักหนึ่ง เสิ่นม่านอวิ๋นก็กลับมา
เสิ่นม่านอวิ๋นครุ่นคิดมาตลอด เมื่อเห็นสวี่หยางนางจึงเอ่ยความกังวลใจของนางออกมา “ร้านนี้แปลกนัก”
“อย่างไรหรือ” สวี่หยางเอ่ยถาม
“ข้าไปซื้อวัสดุทำยันต์กับยันต์ที่นั่น แม้ว่าร้านนั้นจะมีของครบถ้วน แต่เถ้าแก่กลับดูไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าใดนัก แม้แต่ราคาเขาก็ไม่รู้!”
“ประการที่สอง ข้าต่อรองราคาอยู่ เขากลับแสดงอาการไม่พอใจใส่ข้า แล้วยังพูดกับข้าอีกว่า ถ้าไม่อยากซื้อก็เชิญกลับ!! ร้านค้าที่ไหนจะทำธุรกิจแบบนี้กัน”
“สิ่งที่ทำให้ข้าแปลกใจที่สุดก็คือ ตอนที่พวกเขานำของมาให้ข้า พวกเขาล้วนคุ้ยเขี่ยหาของกันอย่างสับสน กว่าจะหาเจอก็กินเวลานานโข ที่สำคัญสินค้าหลายชิ้นยังใหม่เอี่ยม”
หลินไห่ถังเหมือนจะรู้สึกตัวว่ามีบางอย่างแปลก ๆ “สามี ร้านนั่นจะเป็นแหล่งซ่องสุมของกองกำลังใดหรือไม่?”
“อย่าเพิ่งกระโตกกระตาก”
สวี่หยางสูดหายใจลึก ๆ สัมผัสได้ว่าตนเจอปลาใหญ่เข้าแล้ว
หากร้านนั้นมีปัญหาจริง ๆ นี่จะเป็นความดีความชอบใหญ่หลวง เขาจะได้รับค่าตอบแทนเป็นแต้มสะสมมากมาย
พูดตามตรง เหลือเวลาอีกเพียงสามเดือนก็จะถึงวันขึ้นปีใหม่แล้ว สิทธิ์ในการเข้าใช้บ่อศักดิ์สิทธิ์ปีนี้ เขาคิดว่าไม่มีหวังแล้ว แม้แต่ปีหน้าก็ยังไม่มีความมั่นใจ
แต่ครั้งนี้ หากเขาสามารถเปิดเผยตัวตนของสายลับจากต่างแดนได้จริง จะได้รับแต้มสะสมกี่แต้มกันนะ??
ไม่กล้าจินตนาการเลย!
“กินของว่างก่อน เดี๋ยวพวกเราเดินออกทางหลังร้าน อย่าให้คนตกใจนะ เดี๋ยวเจ้าออกไปก่อนเลย”
“ได้”
…
เช้าของอีกวัน
ก่อนหน้านี้ อู๋หลินเคยมาที่ยอดเขานี้
เมื่อเสิ่นปิงแจ้งไปแล้ว อู๋หลินจึงเดินตรงเข้าไปในถ้ำของสวี่หยาง
“ผู้อาวุโสอู๋ ท่านมาที่นี่ทำไมหรือ”
อู๋หลินประสานกำปั้น “สหายเต๋าสวี่ หลี่ลี่จือต้องการให้ท่านไปที่ของหอการค้า มีเรื่องสำคัญต้องการปรึกษา”
สวี่หยางทราบดีว่าจดหมายที่ให้เสิ่นปิงส่งไปเมื่อหลายวันก่อนน่าจะถูกเปิดอ่านแล้ว
เมื่อมองไปที่อู๋หลิน สวี่หยางก็อดสงสัยไม่ได้ วันนี้เขาดูสุภาพผิดปกติ
“ทราบแล้ว” สวี่หยางพยักหน้าแล้วตามอู๋หลินออกจากถ้ำไป
…
ครึ่งวันต่อมา
สวี่หยางเดินทางมาถึงเกาะเซียนแล้ว
“สหายเต๋าสวี่ หวังว่าท่านจะโชคดี” อู๋หลินพูดกับสวี่หยางด้วยรอยยิ้ม
“หมายความว่าอะไร”
สวี่หยางแปลกใจ
“คราวนี้ นอกจากเถ้าแก่หลี่ ท่านเซียนเหอก็อยู่ที่นี่ด้วย” อู๋หลินพูดด้วยความอิจฉา
สวี่หยางเข้าใจทันที!!
เมื่อครั้งพบกับอู๋หลินก่อนหน้านี้ อู๋หลินเพียงแต่แสดงความสุภาพแบบขอไปทีเท่านั้น
แต่ครั้งนี้กลับนอบน้อมกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เขาแปลกใจ ราวกับว่าอู๋หลินเปลี่ยนเป็นคนละคน
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว
ทั้งหมดเป็นเพราะเหอซีเสวี่ยต้องการพบเขา!!
อู๋หลินอาจจะคิดว่าเขาเป็นคนของเหอซีเสวี่ย จึงเปลี่ยนแปลงท่าที
หลังจากกล่าวขอบคุณ สวี่หยางก็เดินเข้าไป
ภายในห้อง มีกลิ่นหอมของชาอบอวล
เมื่อสวี่หยางเข้าไป เขาก็เห็นว่าเหอซีเสวี่ยนั่งอยู่ที่โต๊ะหลัก และหลี่ลี่จือซึ่งดูเกร็ง ๆ นั่งอยู่ข้าง ๆ กำลังพูดคุยและดื่มชาด้วยกัน
เมื่อเห็นสวี่หยางเข้ามา หลี่ลี่จือจึงกวักมือเรียกด้วยรอยยิ้ม “สวี่หยาง เจ้ามาแล้วหรือ เซียนเหอรอเจ้าตั้งนานแล้ว”
สวี่หยางตกใจมาก
เหอซีเสวี่ยรอเขาหรือนี่
สวี่หยางจึงโค้งคำนับ “สวี่หยางขอคารวะท่านเซียนเหอ”
เมื่อเขาเดินเข้าไป สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือพลังปราณอันเข้มข้นบนตัวเหอซีเสวี่ย หลายวันที่ไม่ได้พบกัน ปราณของนางดูจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม
ดูเหมือนปราณของนางจะล้นทะลักออกมา
สวี่หยางได้รับเชิญให้มานั่ง
เขาไม่ได้เกรงใจ ทำเพียงนั่งลง และยกถ้วยชาขึ้นดื่ม
ในใจก็นึกเดาไปต่าง ๆ นานา เหอซีเสวี่ยต้องการพบเขา คงจะมีเรื่องบางอย่างเป็นแน่
“ท่านเซียนเหอรอข้าอยู่ที่นี่ ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดให้ข้าช่วยหรือไม่?”
สวี่หยางไม่ได้นอบน้อมจนเกินพอดี แต่ก็ไม่ได้ถือตัวจนเกินไป ทำให้เหอซีเสวี่ยรู้สึกประทับใจ
เพราะว่าแม้กระทั่งเหล่าศิษย์น้องชายน้องหญิงของนางยังต้องเกร็งเมื่อพบกับนาง
น่าแปลกที่ผู้บำเพ็ญธรรมดาผู้นี้กลับวางเฉยและสุขุมเป็นอย่างยิ่ง
โดยปกติแล้วคนที่วางเฉยและสุขุมเช่นนี้ มีเหตุผลอยู่สองประการ
ประการแรก คนผู้นี้โง่ ไม่รู้จักกาลเทศะ ชอบอวดเก่ง
ประการที่สอง เขาแข็งแกร่งกว่า
นางเอนเอียงไปทางข้อหลัง
อย่างไรก็ตาม ถ้าสวี่หยางเป็นตามข้อแรก ก็คงไม่ใช้ชีวิตแบบผู้บำเพ็ญธรรมดาจนถึงวันนี้แน่
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่อีกฝ่ายมีภรรยาอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานหลายคนเลย
นางสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว
เหอซีเสวี่ยกล่าวกับสวี่หยาง “สวี่หยาง ฟังจากที่หลี่ลี่จือเล่า เมื่อไม่กี่วันก่อนเจ้าส่งจดหมายมาบอกว่าสืบหาตัวคนชื่อหลิวเป้าได้แล้ว อาจเป็นโจรที่จะจัดการข้าจริงหรือ??”
สวี่หยางพยักหน้า “จริงแท้แน่นอน!!”
หากเป็นเมื่อก่อน สวี่หยางอาจไม่มั่นใจ
แต่ตอนนี้ ทุกอย่างต่างออกไปแล้ว
เมื่อวานเขาพบเบาะแสของหลิวเป้า และพบบางอย่างผิดปกติ
ไม่ว่าเขาและพรรคพวกจะคิดจัดการเหอซีเสวี่ยจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ขึ้นชื่อว่าวางแผนลับหลังอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องดี
อีกฝ่ายถามทั้งที ตนก็ยินดีตอบ!
“เล่ามาเถอะ” เหอซีเสวี่ยกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“สวี่หยาง เจ้าก็คงทราบว่าเร็ว ๆ นี้ท่านเซียนเหอจะกำลังจะบรรลุขอบเขตจินตาน จึงสงสัยว่าจะมีคนคิดร้ายต่อท่านเซียนเหอ แต่ตอนนี้ยังไม่มีเบาะแสใด ๆ เบาะแสเดียวที่มีก็มาจากเจ้า หากเจ้าสามารถช่วยเหลือได้ ท่านเซียนเหอจะไม่ลืมบุญคุณอย่างแน่นอน!”
หลี่ลี่จือกล่าว
สวี่หยางพยักหน้า “หลิวเป้าผู้นี้เป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตาน ฉายาไป๋เหมาเจินเหริน”
สวี่หยางอธิบายรูปลักษณ์ของเขาคร่าว ๆ
“ไป๋เหมาเจินเหริน ข้ารู้จัก” พูดถึงนามนี้ หลี่ลี่จือดูคุ้นเคยขึ้นมาทันที “เดิมทีคนผู้นี้เป็นคนของสำนักแห่งหนึ่งในเมืองเซียนของพวกเรา แต่ต่อมาทำผิดจึงถูกไล่ออก หลังจากนั้นข่าวคราวก็เงียบหายไป แต่ได้ยินมาว่านิสัยของคนผู้นี้ไม่ดีนัก และมักเก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร”
สวี่หยางพยักหน้า และเล่าเรื่องราวในวันนั้น
“หลังจากที่เขาล่วงเกินอนุภรรยาของอวี๋หมิ่นหงแล้ว ยังคิดจะจัดการกับข้า แต่ข้ามีค่ายกลป้องกันภูเขา เขาจึงทำอะไรข้าไม่ได้ หลังเขาจากไป ข้าบังเอิญพบว่าเขามีร้านค้าแห่งหนึ่งในเมืองใกล้ ๆ กับที่ของข้า ซึ่งในนั้นมีคนอยู่หกเจ็ดคน…”
หลังจากที่สวี่หยางพูดจบ ทั้งสองก็เข้าใจ
“เช่นนั้นข้าจะไปจับกุมเขาด้วยตัวเอง”
เหอซีเสวี่ยลุกขึ้น
“เอ่อ… ท่านเซียนเหอ เกรงว่าจะไม่เหมาะ” สวี่หยางสงสัยอยู่ในใจ
เหอซีเสวี่ยเก่งกาจก็จริง แต่ดูเหมือนจะเป็นพวกไม่คิดอะไรซับซ้อน
หากเจ้าไป ต่อให้เขาคิดร้ายจริง เขาจะยอมรับผิดหรือ
อีกอย่างแค่ผู้บำเพ็ญมนุษย์เจี่ยตานจะไปก่อเรื่องอะไรได้
เบื้องหลังของอีกฝ่ายต่างหากที่สำคัญ
สวี่หยางพูดถึงประเด็นที่สำคัญที่สุด เหอซีเสวี่ยก็พยักหน้าเบา ๆ “ฉลาดดีนี่”
ตุบ!
วัตถุสีดำชิ้นหนึ่งวางลงบนโต๊ะ “มันคือยันต์ศักดิ์สิทธิ์ระดับสาม ข้าให้เจ้า มันจะช่วยให้เจ้าจับตาดูหลิวเป้าให้ข้าได้”