ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 230 เปิดใช้งานค่ายกล การต่อสู้เริ่มต้น
บทที่ 230 เปิดใช้งานค่ายกล การต่อสู้เริ่มต้น
ในชั่วพริบตาสวี่หยางได้เปิดใช้งานค่ายกลเบญจธาตุ
“ตู้ม!”
กลิ่นอายพลังวิญญาณอันทรงพลังจากที่นี่ถูกค่ายกลเบญจธาตุปกปิดเอาไว้
แน่นอน แม้ว่ากลิ่นอายพลังวิญญาณจะถูกปกปิดแต่หากมีผู้ใดเข้ามาใกล้ และพบเห็นค่ายกลเบญจธาตุที่นี่ จะต้องมีผู้มาตรวจสอบอย่างแน่นอน
หลังจากเปิดใช้งานค่ายกลแล้ว ในช่วงนี้ก็ยังไม่มีปัญหาอะไร
โดยทั่วไปแล้วผู้บำเพ็ญมนุษย์มักจะไม่สนใจสถานห่างไกลและรกร้างเช่นนี้
“เซียนเหอ ค่ายกลทำงานแล้ว”
“ดี หากมีความเคลื่อนไหวใด ๆ จากทางฝั่งหลิวเป้าให้รีบบอกข้าทันที”
สวี่หยางพยักหน้ารับ เขายืนอยู่ตรงค่ายกล และได้ส่งสารถึงเหล่าภรรยาว่าถ้าพวกนางพบเจอกับอันตรายหากจำเป็นให้รีบหลบหนีทันที
หนึ่งวันต่อมา
เบื้องหน้าเทือกเขากว่างอี้หย่วนการต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด
หลังฝ่ายศัตรูใช้ยันต์ทะลวงค่ายกลระดับสามไปสองใบแล้ว ค่ายกลทั่วทั้งเทือกเขาก็อยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการพังทลาย
“ฮ่า ๆ ชิงหนิวเจินเหริน เจ้าดูท่าจะไม่ไหวเสียแล้ว เสียงดังรบกวนเช่นนี้ลูกศิษย์ของเจ้าจะยังทะลวงขอบเขตจินตานได้อีกอยู่หรือ?”
ต้าอวี่เจินเหรินหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
เขาหันไปหาเฮยชวีเจินเหรินพลางตะโกนบอก “ได้เวลาแล้ว ใช้ยันต์ทะลวงค่ายกลระดับสามได้เลย”
“อืม”
เฮยชวีเจินเหรินพยักหน้าตอบรับ
ชั่วพริบตายันต์ทะลวงค่ายกลก็พุ่งใส่ค่ายกลป้องกันเทือกเขา ทำให้ปราณวิญญาณฟ้าดินจำนวนมหาศาลถูกดูดออกไปทันที สร้างภาระหนักให้กับค่ายกลป้องกันเป็นอย่างมาก
พลังที่แข็งแกร่งของยันต์ทะลวงค่ายกลนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำลายค่ายกล แต่เป็นเครื่องรางที่ดูดซับพลังของค่ายกลเท่านั้น เนื่องจากในเทือกเขามีค่ายกลดูดซับพลังวิญญาณ เมื่อเครื่องรางเริ่มดูดซับ พลังวิญญาณที่ค้ำจุนค่ายกลก็จะหายไป ค่ายกลก็จะพังทลายเองโดยธรรมชาติ
“ปัง…”
ในที่สุดค่ายกลก็ต้านทานไม่ไหวภายใต้การโจมตีของยันต์ทะลวงค่ายกลระดับสามและเครื่องรางทำลายกลธรรมดาอีกมากมาย
เมื่อค่ายกลถูกทำลาย ทุกคนต่างตื่นเต้นดีใจราวกับเป็นฝ่ายชนะศึกในครั้งนี้
“ฆ่า!!”
“โจมตีเต็มกำลัง!”
แม้ค่ายกลป้องกันจะถูกทำลาย แต่ข้างในยังมีค่ายกลสังหารเหลืออยู่ซึ่งต้องอาศัยเหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์เข้าต่อสู้ทีละคน
สามผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดปล่อยพลังปราณโจมตีค่ายกลเป็นหลัก พวกเขาปล่อยพลังปราณออกมาอย่างรุนแรง
ด้านหลังก็มีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานพุ่งเข้ามาพร้อมกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานและขอบเขตสร้างรากฐาน
กลุ่มคนเหล่านี้ถ้าหากว่าจะพูดตามจริงแล้ว พวกเขามีพลังทำลายล้างมากกว่าผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดทั้งสามเสียอีก
เพราะแม้ว่าพลังปราณของผู้บำเพ็ญมนุษย์วิญญาณแรกกำเนิดจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่จำนวนที่น้อยนิด จึงไม่สามารถโจมตีได้ทั่วถึง
หากใช้เคล็ดวิชาโจมตีเป็นกลุ่ม พลังของเคล็ดวิชาก็จะถูกกระจายออกไปทำให้ความรุนแรงของพลังปราณไม่มากพอที่จะสร้างความเสียหายได้เท่าที่ควร
ดังนั้นกลุ่มผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตาน เจินตานและเจี่ยตานที่มีจำนวนมากกว่าเหล่านี้กลับมีพลังการทำลายล้างที่ยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่า
โดยปกติแล้วต้องใช้ขอบเขตเจี่ยตานสามคนในการรับมือกับขอบเขตเจินตานหนึ่งคน
ซึ่งขอบเขตเจินตานก็ต้องใช้ถึงสามคนเช่นกันถึงจะสามารถต่อกรขอบเขตจินตานหนึ่งคนได้
นี่คือความแตกต่างของพลังปราณที่คนทั่วไปต่างยอมรับกัน
แต่แน่นอนว่าถ้ารวมศัสตราศักดิ์สิทธิ์และยันต์เข้าไปด้วยพลังก็จะแตกต่างออกไปอีก
ทันใดนั้นกลุ่มผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานก็พุ่งตัวเข้าไปในค่ายกลโดยมีเครื่องรางของตนที่คอยช่วยรับมือกับกับดักต่าง ๆ ที่พุ่งใส่พวกเขาอย่างไม่หยุดยั้ง
กับดักสังหารนับไม่ถ้วนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ค่ายกลบางแห่งก็เกิดรอยร้าวเล็ก ๆ ที่เกิดจากการโจมตีของเหล่าศัตรู
รวมทั้งผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณเทือกเขากว่างอี้หย่วนต่างก็ตกตะลึงกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้า
พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าสถานที่ที่เลือกใช้ทะลวงขั้นก้าวสู่ขอบเขตเจี่ยตานที่เหอซีเสวี่ยเลือกนั้นกลับกลายเป็นที่นี่
ในขณะที่กับดักค่ายกลสังหารหลายแห่งกำลังจะพังทลาย ชั่วพริบตานั้น เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ก็ปรากฏตัวออกมาพร้อมตะโกนว่า
“ปกป้องเซียนเหอ”
“ฆ่าพวกมัน…!”
“ปกป้องเซียนเหอ!…”
ชิงหนิวเจินเหรินเฝ้ามองสนามรบเบื้องล่างด้วยท่าทีนิ่งเฉยพลางเอ่ยพึมพำว่า “ด้านเหอซีเสวี่ย คงใกล้ได้เวลาทะลวงขั้นแล้วกระมัง หวังว่าแผนการนี้จะไม่เกิดปัญหา”
ไม่นานนักค่ายกลป้องกันที่ถูกทำลายไปกลับปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง
เหตุเพราะผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตานหลายสิบคนวางค่ายกลป้องกันทั่วทั้งเทือกเขาใหม่
ก่อนหน้านี้หลายคนคิดว่าค่ายกลป้องกันถูกทำลาย แท้จริงแล้วในช่วงเวลาสุดท้าย พวกเขาเลือกที่จะปิดค่ายกล
เพื่อลวงให้ศัตรูบุกเข้ามาด้านในแล้วเริ่มปิดประตูตีแมว
“นี่!? เจ้ายังมีกลยุทธ์สำรองไว้อีกหรือ”
สายตาของจูมู่เจินเหรินแข็งกร้าว “จางชิงหนิว เจ้าช่างเล่ห์เหลี่ยมจริง ๆ”
เมื่อครู่กลุ่มผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่เข้าโจมตีคือผู้บำเพ็ญเซียนของพันธมิตรหลิวอู๋แต่ตอนนี้พวกเขากลับถูกขังไว้ข้างในทำให้สถานการณ์ยามนี้ช่างยากลำบาก
“โจมตีเต็มกำลัง!”
จูมู่เจินเหรินสั่งด้วยกระแสจิต
“จูมู่เจินเหรินโปรดใจเย็น จางชิงหนิวและสัตว์อสูรวัวเขียวของเขา กำลังรอให้พวกเราหมดกำลังแล้วฉวยโอกาสโจมตี ยามนี้พวกเราไม่ควรสูญเสียพลังปราณไปมากกว่านี้ได้”
เฮยชวีเจินเหรินอดที่จะกล่าวเตือนไม่ได้
“ถูกต้อง เขาต้องการให้เราบุกเข้าไป ส่วนเขาแค่พักผ่อนรอเวลาหาโอกาสโจมตีเท่านั้น เมื่อถึงครานั้นเราจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ”
แม้จูมู่เจินเหรินจะรู้ว่าที่พวกเขาพูดนั้นถูกต้อง แต่มีคนของเขาที่กำลังติดอยู่ข้างใน จะไม่ให้เขากังวลได้เช่นไร
“พวกเจ้าพักอยู่ที่นี่ ข้าจะจัดการเอง”
“พรึบ พรึบ พรึบ!!”
จูมู่เจินเหรินตบถุงเก็บของ ยันต์ทะลวงค่ายกลก็พุ่งออกราวสายน้ำถาโถมเข้าใส่ค่ายกล
ยันต์ทะลวงค่ายกลแต่ละชิ้นผ่าอากาศมุ่งตรงทำลายจุดอ่อนของค่ายกล
แม้ค่ายกลเบื้องหน้าจะเปิดใช้งานอีกครั้งแต่ก็อ่อนแอกว่าเดิมถึงสี่ส่วน เมื่อมีบางจุดที่อ่อนกำลังลง หากเขาโจมตีอย่างต่อเนื่อง ค่ายกลย่อมพังทะลายลงอีกครั้งแน่
ไม่นานนักค่ายกลก็ปรากฏช่องโหว่
สีหน้าของจูมู่เจินเหรินเปลี่ยนแปลงไป ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ในมือถูกโยนออกไป จากไม้ไผ่ที่ดูธรรมดากลายเป็นต้นไม้ใหญ่กำลังลอยกลางอากาศ กิ่งก้านของต้นไม้พุ่งตรงเข้าสู่พื้นดินและพุ่งเข้าไปโจมตีค่ายกลทันที
“ฮ่า ๆ ๆ ค่ายกลกลายเป็นเศษซากไปแล้ว จางชิงหนิวเจ้าจะทำอย่างไรต่อไป!?”
เขาควบคุมกิ่งไม้ภายในค่ายกล สังหารผู้คนที่อยู่ในค่ายกลอย่างโหดเหี้ยม เหล่าลูกศิษย์เมืองเซียนหลายคนถูกกิ่งไม้พันร่างจนฉีกขาดเป็นสองท่อน
เมื่อเห็นภาพเช่นนี้…
ต้าอวี่เจินเหรินและเฮยชวีเจินเหรินอดไม่ได้ที่เผยรอยยิ้มให้กัน
ไม้ไผ่ของจูมู่เจินเหรินนั้นทรงพลังยิ่งนัก เป็นถึงศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสามและยังมีความสามารถพิเศษที่เพิ่มพลังต่อสู้ได้อีกหนึ่งเท่า
ทว่าในตอนนั้นเอง สัตว์อสูรวัวเขียวของชิงหนิวเจินเหรินได้กระโจนขึ้นอย่างว่องไวแล้วใช้เท้าเหยียบลงบนลำต้นอันแข็งแรง
ใบหน้าจูมู่เจินเหรินเปลี่ยนไปเล็กน้อย “พวกเจ้ารีบลงมือโดยเร็ว เกรงว่าค่ายกลนี้กำลังจะฟื้นคืนสภาพเดิม”
เฮยชวีเจินเหรินพยักหน้าเล็กน้อย ทุกคนต่อสู้กันมานานแล้ว หากเขาไม่ออกโรงคงจะดูไม่ดี
เขาหยิบขลุ่ยหยกดำออกมาและเริ่มบรรเลงบทเพลง
เสียงเพลงอันไพเราะแปรเปลี่ยนเป็นพายุหมุนสีดำพุ่งโจมตีค่ายกลอย่างรุนแรงเหมือนจะทำให้ค่ายกลพังลงได้
ชิงหนิวเจินเหรินถอนหายใจ พลางเอามือไพล่หลังพร้อมเดินเข้าหาค่ายกล
ในที่สุดเขาก็ลงมือ
ยามนี้ท้องฟ้าเริ่มมืด แต่เหนือเทือกเขากว่างอี้หย่วนกลับมีแสงสว่างแพรวพราวส่องสว่างราวกับกลางวัน
สีหน้าผู้คนบนเกาะที่อยู่ไกลออกไปเปลี่ยนไปอย่างตกใจ โชคดีที่การต่อสู้เกิดขึ้นที่เทือกเขากว่างอี้หย่วน หากเกิดอยู่ในพื้นที่ของพวกเขา ไม่รู้ว่าจะมีผู้คนล้มตายมากเพียงใด
ในเวลาเดียวกัน
ผู้คนมากมายในเมืองเซียนต่างแสดงสีหน้ากังวลใจ
ดูจากสถานการณ์การต่อสู้แล้ว ไม่รู้ว่าเหอซีเสวี่ยจะได้รับผลกระทบหรือไม่
“น่าเสียดาย การทะลวงขอบเขตจินตานครั้งนี้คงล้มเหลวแล้ว”
“จริงด้วย การต่อสู้ช่างดุเดือดเหลือเกิน แม้ไม่โดนระลอกคลื่นพลังกระแทก แต่แค่ได้ยินเสียงการต่อสู้ ก็น่าจะได้รับผลกระทบแล้ว”
“น่าสงสารเซียนเหอ แม้แต่ขอบเขตแปรเทวานางยังมีโอกาสทะลวงขั้นอยู่แท้ ๆ แต่ไฉน…”
“โอ๊ะ ความรุ่งเรืองของเมืองเซียนคงจะจบลงแล้วกระมัง”
“ฮือ ๆ ที่ดินที่ข้าเพิ่งจะได้มาเมื่อไม่กี่ปีก่อน คงจะราคาตกลงแล้วสินะ”
“หึ กลัวสิ่งใดเล่า ข้าขอเดิมพันว่ามูลค่าที่ดินในภายภาคหน้าจะต้องพุ่งขึ้นอย่างแน่นอน”
………
ณ เมืองเซียน
ภายในห้องพักอันแสนสงบแห่งหนึ่ง
เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานได้พากันหลบซ่อนอยู่ที่นี่ คอยเฝ้าดูเหตุการณ์บนเทือกเขากว่างอี้หย่วน
ซึ่งในหมู่คนเหล่านั้นมีหลี่ลี่จืออยู่ด้วย คนเหล่านี้ ล้วนเป็นสมุนมือขวาของเหอซีเสวี่ยทั้งสิ้น พวกเขารอคอยคำสั่งของเหอซีเสวี่ย
“ที่เทือกเขากว่างอี้หย่วนกลายเป็นสภาพเช่นนี้แล้ว เมื่อไหร่เราถึงจะบุกเข้าไป”
“จริงสิ เซียนเหอผู้นั้นยังไม่อนุญาตให้เราเข้าไปอีก เหตุใดเล่าถึงได้รอช้าอยู่เช่นนี้”
เหล่าศิษย์ต่างก็แลกเปลี่ยนสายตาราวกับสื่อสารกันอยู่
“ศิษย์พี่ พวกเราบุกเข้าไปเดี๋ยวนี้เลยก็ได้มิใช่หรือ มิเช่นนั้น ข้าว่าข้างหน้านั้น…”
ยังไม่ทันพูดก็มีเสียงหนึ่งกล่าวตัดขึ้น
“ทุกอย่างล้วนฟังคำสั่งของเซียนเหอ”
ความจริงแล้วเหล่าศิษย์ต่างคิดใคร่ครวญอยู่ในใจ
พวกเขาต่างสงสัย เทือกเขากว่างอี้หย่วนนั้นใช่สถานที่ฝึกฝนของเหอซีเสวี่ยหรือไม่กันแน่ แต่หลี่ลี่จือที่อยู่ในฐานะผู้รู้ทุกอย่างก็มิได้พูดอะไรมากมาย
คราวนี้ เขาเป็นผู้นำกลุ่มผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐาน เหล่าศิษย์ฝึกตนหลายคนก็ขึ้นอยู่กับการจัดการของเขาเช่นกัน
รอให้ทุกคนพูดจบ หลี่ลี่จือจึงกล่าวขึ้นว่า “สหายเต๋าทั้งหลายพูดไม่ผิด เวลานี้คือยามคับขันแต่อาจารย์และเซียนเหอย่อมต้องมีแผน ขอแค่พวกเขารอและไม่เคลื่อนไหวโดยประมาท”
…………
ทางภูเขาเขาซานชิง ถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่
หลินหว่านชิง หลินไห่ถัง เสิ่นม่านอวิ๋น และหลินอวี้ก็เริ่มปรึกษาหารือกันแล้ว
เพราะพวกนางได้พบว่ามีผู้บำเพ็ญมนุษย์จำนวนมากถูกเกลี้ยกล่อมให้เข้าร่วมในการทำลายรากฐานในครั้งนี้!
“เหล่าสหายเต๋าทั้งหลาย บัดนี้รากฐานของเทือกเขากว่างอี้หย่วนนั้นใกล้จะถูกทำลายแล้ว ขอเพียงทุกท่านร่วมมือในการล้อมทำลายรากฐาน ข้าจักมอบหินวิญญาณสามร้อยก้อนเป็นค่าตอบแทนในทันที”
“นอกจากนี้ ข้ายังรับซื้อทุกสิ่งที่สามารถทำลายค่ายกลได้ในราคาสูง”
แม้แต่พวกพ่อค้าหัวใสก็ยังมาที่ถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่เพื่อหาหลินหวั่นชิงและหนิงเฟย แต่ทว่าทั้งคู่ก็ปฏิเสธการพบพวกเขาทั้งหมด
“สวี่หยางอยู่ที่ใดจงมันออกมา!!”
ทันใดนั้น กลิ่นอายขอบเขตเจี่ยตานก็พุ่งเข้ามา
สีหน้าของหลินหวั่นชิงเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าผู้ที่บุกเข้ามาคือหลิวเป้า
เขาอาศัยจังหวะที่กำลังตรวจสอบสถานที่ทะลวงขอบเขตเจี่ยตานของเหอซีเสวี่ย จึงจงใจมาหาเรื่องที่นี่
โชคดีที่หลินหวั่นชิงได้เปิดค่ายกลป้องกันภูเขาไปก่อนหน้านี้แล้ว รวมถึงหยางโต้วโตวก็อยู่ในค่ายกลด้วย
ตอนนี้หยางโต้วโตวรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะนางรู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบ
คนพวกนี้มีความขัดแย้งกับสวี่หยาง แล้วทำไมตอนนี้นางถึงต้องกลายมาเป็นคนปกป้องที่นี่ด้วย
ทว่าตอนนี้นางก็ทำได้เพียงเฝ้าอยู่ที่นี่เท่านั้น เพราะหากเธอออกไป คนกลุ่มนี้คงจะจัดการกับเธอแน่
“สามีของข้ากำลังฝึกวิชาอยู่ เจ้าเป็นใคร อยากให้เขาออกมาก็ต้องให้รอเขาออกมา”
หลินหวั่นชิงพูดจาทิ่มแทงราวกับดูถูก
หลินไห่ถังขมวดคิ้ว “ข้าแนะนำให้เจ้ารีบจากไปเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นเมื่อสามีของข้าออกมาเขาจะต้องฆ่าเจ้า”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ…”
หลิวเป้าเงยหน้าหัวเราะลั่น
ความอัปยศอดสูที่ต้องทนทุกข์มานานหลายวัน ในวันนี้จะได้รับการชำระสะสางเสียที
ก่อนหน้านี้เขาไม่กล้าลงมือจริงจัง เพราะกลัวว่าจะดึงดูดผู้บำเพ็ญของเมืองเซียนให้เข้ามา แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญแล้ว
“พวกเจ้าโจมตีค่ายกลให้ข้า”
“รับทราบ!”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานสิบกว่าคนที่อยู่ด้านหลังของเขาต่างก็ลงมือกันอย่างพร้อมเพรียง บางคนปล่อยพลังปราณจนค่ายกลพังทะลาย และบางคนก็ใช้ยันต์ทะลวงค่ายกล
ข้างกายของหลิวเป้า มีผู้อาวุโสในขอบเขตเจี่ยตานเดินร่วมทางมาด้วยคนหนึ่ง เมื่อเขาได้เห็นการกระทำเช่นนี้ก็อดที่จะขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจไม่ได้
เพราะการกระทำเช่นนี้ของหลิวเป้า มีเจตนาแก้แค้นส่วนตัวอย่างเห็นได้ชัด
ยามนี้เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดต้องการให้พวกเขาออกตามหาสถานที่ทะลวงขอบเขตจินตานที่แท้จริงของเหอซีเสวี่ย ทว่าเขากลับไม่ไปค้นหาแต่เลือกที่จะมาหาเรื่องพวกนางแทน
เมื่อทบทวนดูแล้ว เขาก็ตัดสินใจปล่อยให้เป็นไปตามใจหลิวเป้าดีกว่า เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องให้ยุ่งยาก
“ฮ่า ๆ ๆ นางมารทั้งหลาย เมื่อข้าทำลายค่ายกลนี้ได้แล้ว ข้าจะจับพวกเจ้าให้ได้แล้วจะให้พวกเจ้าได้ลิ้มรสความเก่งกาจของข้าต่อหน้าคนทั้งปวง ฮ่า ๆ ๆ…”
หลิวเป้าพูดจาด้วยความกระหยิ่มใจ เขาอดใจรอไม่ไหวแล้วที่จะได้กดหญิงสาวเหล่านี้เอาไว้ใต้ร่าง