ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 229 ชัดเจนว่าเป็นการแสดงออกถึงความรักที่มีต่อภรรยา
บทที่ 229 ชัดเจนว่าเป็นการแสดงออกถึงความรักที่มีต่อภรรยา
ฮะ!
เมื่อได้ยินเช่นนั้นร่างกายสวี่หยางก็แข็งทื่อ ดวงตาพลันเบิกโพลง
“เซียนเหอ เจ้าคงมิได้พูดเล่นใช่หรือไม่?”
เหอซีเสวี่ยตอบด้วยใบหน้าจริงจัง “ผู้ที่รู้จักข้าล้วนทราบดีว่าข้าไม่เคยล้อเล่นและไม่เคยพูดโกหก”
“ขออภัยเซียนเหอ เมื่อครู่ข้าตื่นเต้นมากเกินไปจึงเผลอทำกิริยาหยาบคายต่อเจ้า”
เหอซีเสวี่ยหัวเราะ “ข้าชื่นชมเจ้ามาก ในยุคที่มีการแก่งแย่งอำนาจและทำทุกวิถีทางเพื่อการฝึกตนเช่นนี้ ผู้ที่รักภรรยาเช่นเจ้าหาได้ยากยิ่ง หรือแม้แต่ข้าก็ยังสงสัยว่าจะมีเพียงเจ้าผู้เดียวเท่านั้น”
ใช่แล้ว นางไม่ได้พูดเกินจริงเลย
การแสดงออกของสวี่หยางชัดเจนว่าเป็นการแสดงออกถึงความรักที่มีต่อภรรยา
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเขามีจิตสำนึก ไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว
“เซียนเหอ เจ้าเล่าให้ข้าฟังโดยละเอียดได้หรือไม่”
สวี่หยางรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้ยิน ในใจก็นึกถึงหลินอวี้ที่จะสามารถฝึกตนได้ในภายภาคหน้า และนางจะไม่จากเขาไปในเร็ว ๆ นี้ หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ
“อืม กล่าวถึงเรื่องการฝึกตนของมนุษย์ธรรมดา ข้าก็ได้ยินมาจากอาจารย์ เนื่องจากข้าไม่มีความสนใจเรื่องนี้เท่าไรจึงไม่ได้ซักถามอย่างละเอียดนัก! ข้าสัญญาว่าหลังจากที่ข้าทะลวงขอบเขตจินตานสำเร็จ ข้าจะสอบถามอาจารย์อย่างละเอียด และจะบอกวิธีการฝึกตนของมนุษย์ธรรมดาแก่เจ้า”
สวี่หยางพยักหน้า เขาเข้าใจดีว่าการกระทำของเหอซีเสวี่ยครั้งนี้เป็นการผูกมัดให้เขาอยู่เคียงข้างและทำให้เขาทุ่มเทกำลังให้นางมากยิ่งขึ้น
ซึ่งนางได้ทำมันสำเร็จแล้ว
“ได้ เช่นนั้นข้าจะอยู่ที่นี่ต่อไป ขอให้เซียนเหอทำตามสัญญาที่กล่าวไว้ด้วย”
“ข้าสาบานต่อสวรรค์”
เช่นนี้สวี่หยางก็หมดห่วงโดยสิ้นเชิงแล้ว “เช่นนั้น ข้าจะออกไปหาอะไรมากินก่อน เจ้าจะกินด้วยหรือไม่?”
“ข้ามีของมากินเองแล้ว” เหอซีเสวี่ยกล่าวสั้น ๆ แล้วหยิบเมี่ยนปิ่งสองชิ้นที่ทำจากข้าววิญญาณขึ้นมา
สวี่หยางจึงมิได้กล่าวอะไรอีก
เขาจุดกองไฟพร้อมจัดวางกระดานค่ายกลปกปิดขนาดเล็ก
เขาต้องจุดด้วยไฟธรรมดา มิเช่นนั้นผู้บำเพ็ญมนุษย์อาจจะใช้พลังวิญญาณตรวจสอบสถานการณ์ที่นี่ได้
สวี่หยางนำไม้ปลายแหลมแทงเข้าในเนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่สองชิ้น แล้วหยิบปลาขนาดเท่าฝ่ามือสองตัวขึ้นมาวางไว้บนกองไฟ
สุดท้าย นำเครื่องเทศและน้ำมันงามาคลุกจนทั่ว
ในไม่ช้าก็มีกลิ่นหอมเริ่มลอยออกมา
“อืม รสชาติไม่เลว”
สวี่หยางค่อนข้างพอใจฝีมือของตนเอง แต่ว่าเมื่อกล่าวถึงเรื่องทำอาหาร การทำอาหารของหลินอวี้ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว
ภายในกระท่อมไม้
เหอซีเสวี่ยได้กลิ่นเนื้อสัตว์และกลิ่นปลาที่หอมกรุ่นทำให้เมี่ยนปิ่งแห้ง ๆ ในมือนางตอนนี้ไม่อร่อยเอาเสียเลย
ว่ากันตามจริงแล้ว เมี่ยนปิ่งในมือของนางไม่ใช่ของธรรมดา หากคนธรรมดากินจะยืดอายุขัยได้ แม้ว่าเมี่ยนปิ่งจะมีประโชน์มากแค่ไหน แต่รสชาติที่ไม่อร่อยแบบนี้ นางกินต่อไม่ได้จริง ๆ
ทันใดนั้นสวี่หยางก็เอ่ยปากถามขึ้นมา “เซียนเหอเจ้าอิ่มหรือยัง ข้าย่างเนื้อไว้เยอะมากเจ้าจะรับหรือไม่?”
“ยังไม่อิ่มดีนัก ข้ากินให้นิดหน่อยก็ได้”
สวี่หยาง “…”
อะไรกัน…กินให้นิดหน่อยก็ได้ พูดราวกับว่าข้าไปขอร้องให้เจ้ากินอย่างไรอย่างนั้น
สวี่หยางอึ้งไปชั่วครู่ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่านางมีวิธีการที่จะทำให้หลินอวี้ฝึกตนได้สวี่หยางจึงปล่อยนาง
เขาหั่นซี่โครงหมูออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อทำให้เนื้อชิ้นนี้กินง่ายขึ้นและวางไว้บนจาน จากนั้นก็นำปลาย่างที่จัดเตรียมไว้แล้วใส่จานอีกใบ โรยด้วยเครื่องเทศก่อนจะเดินเข้าไปที่กระท่อม
“เซียนเหอ เจ้ามีตะเกียบหรือไม่”
“มี”
“เช่นนั้นเจ้าก็กินเถอะ”
เมื่อปรายตามองไปยังชิ้นซี่โครงเล็ก ๆ ที่ถูกหั่นอย่างสม่ำเสมอ เหอซีเสวี่ยก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า สวี่หยางช่างเป็นคนเอาใจใส่
“ขอบคุณ”
เมื่อเห็นว่าสวี่หยางเริ่มกิน เหอซีเสวี่ยจึงคีบชิ้นซี่โครงเข้าปาก
ด้านนอกกรอบ ด้านในนุ่ม โดยเฉพาะส่วนกระดูกอ่อนที่กรอบมาก
‘รสชาติดีทีเดียว’
เหอซีเสวี่ยพยักหน้าเล็กน้อย
ในแดนรกร้างเช่นนี้ หากได้ลิ้มรสอาหารเลิศรสเช่นนี้ นับว่าเป็นความโชคดีครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิตแล้ว
ยามกินอาหาร สวี่หยางได้ส่งข่าวบอกภรรยาทั้งสี่ว่าตนเองมาทำงานที่นี่กับเหอซีเสวี่ยอย่าได้เป็นกังวล หากมีเรื่องอันใดจงติดต่อมา
ส่วนเสิ่นม่านอวิ๋นนั้นนางมิต้องทำหน้าที่คอยเฝ้าคนของหลิวเป้าอีกต่อไปแล้ว เพราะสวี่หยางจะคอยเฝ้าแทนนาง
………
หลายวันต่อมา
ค่ายกลเบญจธาตุขนาดใหญ่และเล็กมากมายได้จัดเตรียมเสร็จสิ้น
“วันนี้ล่วงเข้าวันที่เจ็ดแล้ว เหตุใดเซียนเหอยังมิได้เริ่มต้น”
ระหว่างที่สวี่หยางกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ก็ได้รับการติดต่อจากเสิ่นฝูและหลินอี้ คู่สามีภรรยาจากเมืองเซียนว่ามีกลิ่นอายของขอบเขตเจี่ยตานปรากฏบนเกาะที่อยู่ใกล้เมืองหลายเกาะ เป็นไปได้ว่าอาจมีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานอยู่ที่นั่น
“เริ่มแล้วสินะ”
สวี่หยางทราบดีว่านี่เป็นเพียงก้าวแรกในแผนของชิงหนิวเจินเหริน
สร้างสถานการณ์ให้ผู้อื่นสับสนว่าสถานที่แห่งนั้นมีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานอยู่ เพื่อล่อให้ผู้คนที่หลงกลเข้าไป
แม้ว่าเกาะเล็ก ๆ เหล่านั้นจะมีกลิ่นอายของขอบเขตเจี่ยตาน แต่ก็มีเพียงคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่เข้าไปสำรวจบนเกาะ
ถัดมาทางเทือกเขากว่างอี้หย่วน มีข่าวลือออกมาว่ายอดฝีมือสามคนที่อยู่ในขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้มารวมตัวกันที่นั่น
ในบรรดาพวกเขายังมีต้าอวี่เจินเหรินผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดที่หลบหนีไปเมื่อสองสามวันก่อนมาร่วมด้วย
พวกเขามั่นใจอย่างมากว่าเหอซีเสวี่ยจะเตรียมทะลวงขั้นเข้าสู่ขอบเขตจินตานที่เทือกเขากว่างอี้หย่วนแน่นอน
สวี่หยางแอบยินดีอยู่ในใจ แผนการสำเร็จแล้ว!!
…
ณ เทือกเขากว่างอี้หย่วน ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของน่านน้ำอยู่ห่างจากเมืองเซียนหลายพันลี้
บนเกาะมีเส้นชีพจรวิญญาณระดับสาม ถือเป็นดินแดนที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองเซียน
บนเกาะมีโอสถวิญญาณหลากหลายชนิดที่อุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรอย่างมาก และตอนนี้ค่ายกลเทือกของเขากว่างอี้หย่วนก็ได้เปิดใช้งานแล้ว
ชิงหนิวเจินเหรินนั่งอยู่บนสัตว์อสูรวัวเขียวที่สูงถึงห้าฉื่อ เขากำลังปรายตามองขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดสามคนที่อยู่เบื้องหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“ชิงหนิวเจินเหริน พวกข้ารู้แล้วว่าศิษย์เอกของเจ้าอยู่ที่นี่ ค่ายกลที่เจ้าตั้งใจวางไว้อย่างดีนั้นเกรงว่าจะต้านทานได้อีกไม่นานแล้ว”
เบื้องบนปรากฏขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด ร่างกายถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีเทาเผยให้เห็นเพียงดวงตาที่เย็นเยียบเท่านั้น
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดผู้นี้มีนามว่า เฮยชวีเจินเหริน เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสของสำนักหมัดไท่อี้
ทางด้านขวาของเขามีชายชราถือไม้ไผ่ยาวท่อนหนึ่ง
ชายชราผมขาวผู้นี้แม้จะมีอายุมาก ทว่าร่างกายยังคงตั้งตรงเผยดวงตาคู่หนึ่งที่มีประกายแวววับดุจดวงดาวราวกับเซียนหนุ่ม
เขาคือผู้อาวุโสของพันธมิตรหลิวอู๋ นามว่า อู๋เฝิงเหว่ย ฉายา จูมู่เจินเหริน
เดิมทีเขาเป็นผู้บำเพ็ญเซียนจากตระกูลอู๋นามว่า ‘เฝิงเหว่ย’ ต่อมาได้แต่งงานกับคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลอู๋จึงได้กลายเป็นคนแซ่ ‘อู๋’
ผู้อาวุโสคนนี้ฝึกฝนพลังยุทธ์สายพฤกษา พลังการต่อสู้ของเขาร้ายกาจมาก ไม้ไผ่ในมือของเขาถือเป็นไม้ไผ่ขั้นสูงระดับสาม หลังจากที่เขาได้ใช้เวลาหลอมรวมมาหลายปี จนไม้ไผ่ได้กลายเป็นศัสตราศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลังและแข็งแกร่ง
ด้านหลังของเจินเหรินทั้งสาม มีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานรวมตัวกันอยู่ห้าคน พร้อมทั้งผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานและผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานอีกสิบกว่าคน
แม้ว่าผู้คนกลุ่มนี้จะไม่สามารถบุกยึดเมืองเซียนได้ แต่การจะทำลายเทือกเขากว่างอวี้หย่วนแค่นี้ย่อมถือว่าเพียงพอ
ชิงหนิวเจินเหรินมองไปยังกลุ่มคนตรงหน้าแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า “คิดว่าแค่พวกเจ้าทั้งสามจะสามารถทำลายค่ายกลของข้าได้หรือ”
จูมู่เจินเหรินหัวเราะในลำคอและพูดว่า “ชิงหนิวเจินเหริน เจ้าช่างหยิ่งผยองนัก ข้ารับรองว่าค่ายกลของเจ้านั้นหาใดเทียบ แต่ในวันนี้พวกข้าไม่ได้มาตัวเปล่า”
เมื่อสิ้นคำ
เจินเหรินทั้งสามต่างก็นำยันต์ทะลวงค่ายกลระดับสามออกมาโจมตีทันที
“ตอนนี้เจ้าเป็นกังวลแล้วหรือไม่เล่า”
“ฮ่า ๆ ๆ ดียิ่งนัก เพื่อที่จะจัดการกับลูกศิษย์ของข้า พวกเจ้าถึงกับย่อมจ่ายด้วยราคาที่แพงเช่นนี้ พวกเจ้าช่างทำให้ข้าชื่นใจเหลือเกิน”
หลังจากที่ชิงหนิวเจินเหรินพูดจบ สัตว์อสูรวัวเขียนที่เขานั่งอยู่ก็ส่งเสียงร้องออกมา
“โฮกกก!!”
“ลงมือ!!”
ต้าอวี่เจินเหรินไม่เอ่ยวาจาไร้สาระใดออกมา เขาชิงลงมือก่อนทันที
“พรึบ!”
เขาโยนยันต์ทะลวงค่ายกลที่อยู่ในมือออกไปก่อน
“ทำลายเสีย!”
“จางชิงหนิว เมื่อครั้งอดีตเจ้าเคยขัดขวางการก้าวหน้าของข้า วันนี้เจ้าต้องชดใช้!”
เพราะครานั้นชิงหนิวเจินเหรินได้ขัดขวางการทะลวงขั้นของเขา ทำให้ขอบเขตเจี่ยตานของเขาเกิดความผิดผลาด หลังจากที่ได้เข้าสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นต้นเแล้ว ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะก้าวหน้าขึ้นไปอีก เช่นนี้จะไม่ให้เคียดแค้นได้อย่างไรเล่า?
“ฟิ่ว ฟิ่ว …”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานและขอบเขตเจี่ยตานที่อยู่ข้างหลังต่างก็ลงมือพร้อมกัน
ขณะนั้นได้มีเงาดำสายหนึ่งปรากฏกายขึ้นที่ด้านหลังเฮยชวีเจินเหริน ร่างนั้นมีกลิ่นอายของขอบเขตเจี่ยตานอยู่
กลิ่นอายนี้หากเป็นสวี่หยางอยู่ที่นี่ย่อมจดจำได้ว่าบุคคลนี้คือ หลิวเป้า
ก่อนหน้านี้หลิวเป้าพาอวี๋ลี่และคนอื่น ๆ ลงมือทำลายค่ายกลแห่งนี้ จู่ ๆ เฮยชวีเจินเหรินก็ตะโกนเรียกเขาขึ้นมาทันที
“ผู้อาวุโสจ้าว เจ้าเรียกข้าหรือ?”
ชื่อของเฮยชวีเจินเหรินก็คือจ้าวว่านเถี่ย เขาหันไปเอ่ยกับหลิวเป้าทันที “มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ด้วยนิสัยเจ้าเล่ห์ของตาแก่ชิงหนิวเจินเหริน มันไม่น่าจะปล่อยให้เราบุกที่นี่ง่าย ๆ เช่นนี้ ข้าสงสัยว่าที่นี่คงไม่ใช่สถานที่ที่เซียนเหอใช้ทะลวงขั้นเป็นแน่”
“อะไรนะ?”
ได้ยินดังนั้นหลิวเป้าก็ชะงักไป “ผู้อาวุโสจ้าวต้องการให้ทำสิ่งใด…”
“เจ้าจงออกไปตรวจรอบบริเวณน่านน้ำแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเกาะที่มีเส้นชีพจรวิญญาณระดับสองหรือแม้กระทั่งระดับหนึ่งก็จงตรวจสอบให้ทั่ว!”
เฮยชวีเจินเหรินสั่งอย่างไม่รีรอ
หลิวเป้าสูดหายใจเข้าเต็มอก กักเก็บพลังปราณไว้ เขาพยักหน้าแล้วตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่ “รับทราบ!”
“อ้อ จริงสิ เจ้าหนุ่มแซ่โจวผู้นั้นก็ออกไปตามหาสถานที่ที่ใช้ทะลวงขั้นของเหอซีเสวี่ยเหมือนกัน เจ้าจงติดต่อเขาไว้ด้วย”
“รับทราบ”
หลิวเป้าหันกลับมาหาเหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐาน แล้วตะโกนว่า “พวกเจ้าจงตามข้ามา”
“หลิวเป้า ที่นี่มิใช่สถานที่ที่เซียนเหอใช้ทะลวงขั้นขอบเขตจินตานหรือ เหตุใดจู่ ๆ จึงให้พวกเราหยุดโจมตีและออกเดินทางไปที่อื่น”
อวี๋ลี่กลั้นใจซักถามหลิวเป้าด้วยความสงสัย
แน่นอนว่าสวี่หยางเป็นผู้สั่งให้เขาถาม
หลิวเป้าจำเป็นต้องใช้คนเหล่านี้
ครั้งนี้ท่าทีของหลิวเป้ากลับดีขึ้นมาก
“เมื่อครู่เฮยชวีเจินเหรินบอกข้าว่าสถานที่ที่ใช้ทะลวงขั้นขอบเขตจินตานอาจมีปัญหา ให้พวกเราจะไปตรวจสอบอีกครั้งจงตามข้ามา”
“รับทราบ!!”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์แต่ละคนกลายเป็นลำแสงสว่างพุ่งหายบนฟากฟ้า
…
เมื่อได้รับข่าวจากอวี๋ลี่ สวี่หยางก็ขมวดคิ้ว
“หลิวเป้ากำลังตามหาสถานที่ที่ใช้ทะลวงขั้นอยู่ หากเขาหาที่นี่พบจริง ๆ ข้าเกรงว่า…”
สวี่หยางตัดสินใจบอกเล่าเรื่องนี้กับเหอซีเสวี่ย และเล่าเรื่องราวที่ได้รู้มา
เหอซีเสวี่ยกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ยามนี้ได้แต่ปล่อยให้โชคชะตานำพาแล้ว! โอกาสมีหนเดียว ตอนนี้ข้าจะเปิดค่ายกลแล้ว สวี่หยาง เจ้าจงคอยปกป้องข้า”
สวี่หยางยังไม่ทันได้ตอบกลับ
ทันใดนั้นเหอซีเสวี่ยก็โคจรพลังปราณเชื่อมต่อกับเส้นชีพจรวิญญาณที่อยู่ใต้ดิน
ไม่นานนักสวี่หยางก็รู้สึกราวกับว่ามีกระแสน้ำร้อนพร้อมจะพุ่งขึ้นมาจากใต้พื้นดิน เพียงไม่กี่อึดใจกระแสน้ำกลับรุนแรงและร้อนระอุมากขึ้นเรื่อย ๆ
“เมื่อก่อนอาจารย์ของข้าได้พบโอสถวิญญาณในใต้ทะเลลึกของเกาะซานซิงโดยบังเอิญ ทว่ากลับพบว่าใต้ดินนั้นได้มีปล่องภูเขาไฟอยู่ และภายในนั้นก็มีเส้นชีพจรวิญญาณขั้นกลางระดับสามซ่อนอยู่ แต่เพราะเกาะขนาดใหญ่ปกคลุมเอาไว้ ทำให้ผู้คนไม่ล่วงรู้”
“หลังจากนั้นอาจารย์ของข้าก็ใช้เส้นชีพจรวิญญาณของเมืองเซียนเชื่อมต่อด้วยเส้นชีพจรวิญญาณที่นี่เข้าด้วยกัน จากนั้นก็ใช้ค่ายกลวิญญาณเพื่อนำมันออกมา”
“ในภายภาคหน้าที่นี่จะมีเส้นชีพจรวิญญาณขั้นกลางระดับสาม เพียงพอต่อการทะลวงขั้นขอบเขตจินตานของข้า”
“ตู้ม ตู้ม ตู้ม…”
เมื่อเหอซีเสวี่ยกล่าวจบ
กระท่อมหลังน้อยพลันแตกกระจายเพราะแรงปะทะจากเส้นชีพจรวิญญาณที่ทรงพลัง
“สวี่หยาง เจ้าเปิดค่ายกลด้วยเช่นกัน”
“ได้!”