ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 240 อย่าทำให้ข้าผิดหวัง
บทที่ 240 อย่าทำให้ข้าผิดหวัง
หลังจากนั้นสวี่หยางจึงเปลือยกายลงไปในบ่อโอสถ
เหอซีเสวี่ยที่อยู่ข้าง ๆ คอยหยดโอสถพิษลงในบ่อ
ทีแรกสวี่หยางก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ต่อมาก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ
ภายในบ่อโอสถ บัดนี้ดูเหมือนจะมีของเหลวสีดำไหลออกมาจากตัวเขา จนสวี่หยางรู้สึกชา ๆ คัน ๆ เล็กน้อยเท่านั้น
แต่ไม่นานเขาก็เริ่มคันมากขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกเหมือนผิวหนังทั่วร่างกายมีมดไต่ไปทั่ว
“สวี่หยางอดทนไว้ ห้ามใช้พลังยุทธ์ ไม่เช่นนั้นสิ่งที่เจ้าจะได้รับจากบ่อโอสถจะเสียเปล่า”
สวี่หยางขมวดคิ้วแน่น เขารู้ว่าเหอซีเสวี่ยจริงจัง
“อืม รู้แล้ว!!”
“เจ้าจงโคจรปราณโลหิตดูดซับโอสถพิษเก้าชนิดและใช้พิษสู้พิษ ข้าจะใช้พลังธาตุทั้งห้าช่วยเจ้าพัฒนาขอบเขตสร้างรากฐาน”
นิ้วมือเรียวบางของเหอซีเสวี่ยขยับว่องไว
ไม่นานพลังธาตุทั้งห้าคล้ายกับถูกดึงออกมาจากภายในวังใต้ดิน
เหอซีเสวี่ยกล่าวว่า “ในวังใต้ดินแห่งนี้มีหินปัญจธาตุหลอมรวมอยู่ ปัญจธาตุมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงพลังธาตุทั้งห้าและมอบแก่เจ้า ทว่าหลังจากนี้เจ้าจะต้องเจ็บปวดมาก เจ้าต้องอดทน!”
“อดทน อดทน อดทน!!”
สวี่หยาง ร้องเสียงแผ่ว
เมื่อเห็นสวี่หยางต้องทนทรมานเช่นนั้น เหอซีเสวี่ยก็พึมพำเบา ๆ ว่า “อย่าให้ข้าผิดหวังนะ…”
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป
ความรู้สึกระคายแรกเริ่มได้เลือนหายไป แต่มีความรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกเข็มทิ่มแทงมาทดแทน
สวี่หยางไม่รู้ว่าตนเองจะทนได้นานเท่าใด
ทุกครั้งเมื่อเขาคิดว่าตนเองทนได้ ก็จะมีความรู้สึกเจ็บปวดที่มากกว่าเดิมเข้ามาเสมอ
นี่ไม่ใช่ความรู้สึกจากการถูกเข็มทิ่มแทงธรรมดา แต่เป็นความรู้สึกเจ็บปวดทรมาน ราวกับนี้เป็นแก่นแท้แห่งความเจ็บปวดที่แทรกซึมเข้าไปในกล้ามเนื้อทะลุไปถึงกระดูก ราวกับว่ากำลังมีบางอย่างฉีกทึ้งอวัยวะของเขาอยู่!!
แล้วหลังจากฉีกทึ้ง ก็ยังมีการราดพริก เกลือ หรือแม้กระทั่งราดน้ำกรดลงที่บาดแผล!!
ความรู้สึกนี้ทั้งคลื่นไส้ ทั้งเจ็บปวด ทั้งขมฝาด คละเคล้ากันไปจนทำให้ สวี่หยางถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา
“เจ็บเหลือเกิน!!”
เขาอดที่จะกล่าวไม่ได้ว่า “เซียนเหอ ตอนนี้ข้าชื่นชมเจ้าจริง ๆ”
เหอซีเสวี่ยเลิกคิ้วถามว่า “ด้วยเหตุใดหรือ?”
“หญิงสาวอย่างเจ้า สามารถทนต่อความเจ็บปวดเช่นนี้ได้ ข้าชื่นชมเจ้ายิ่งนัก”
สวีหยางกล่าว
เหอซีเสวี่ยเคยเล่าว่า ก่อนหน้านี้เพื่อยกระดับขอบเขต นางก็เคยแช่ในของเหลวชนิดนี้
นั่นหมายความว่านางก็ต้องผ่านการทนทรมานแสนสาหัสมาแล้วเช่นกัน
ดังนั้นสวี่หยางจึงรู้สึกชื่นชมที่หญิงสาวคนหนึ่งสามารถทำได้เช่นนี้ ซึ่งนางต้องทนทรมานกว่าเขาอย่างมาก
เหอซีเสวี่ยครุ่นคิดเล็กน้อยถอนหายใจเบา ๆ “เพื่อแสวงหาการบำเพ็ญเซียน ความเจ็บปวดนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มิเช่นนั้นผู้อื่นจะรังแกได้ง่าย และโชคชะตาของข้าก็จะถูกผู้อื่นควบคุม”
ด้านสวี่หยางนั้นเขาก็สัมผัสได้ว่าเหอซีเสวี่ยเองน่าจะมีเรื่องราวในอดีต
เพื่อต่อสู้กับความเจ็บปวด สวี่หยางตัดสินใจพูดคุยกับเหอซีเสวี่ยมากขึ้นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเอง
เขาจึงถามต่อว่า “เซียนเหอ เจ้ามาจากที่ใดหรือ?”
“ตระกูลผู้บำเพ็ญเซียนเหอ แต่เป็นเพียงตระกูลเล็ก ๆ เท่านั้น”
“แล้วเจ้ามาพบกับชิงหนิวเจินเหรินได้อย่างไร”
“อืม… คงจะเป็นวาสนากระมัง”
เหอซีเสวี่ยพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มกล่าวต่อไปว่า “ใช่แล้ว! อีกสิบวัน ข้าจะจัดงานเฉลิมฉลองการก้าวเข้าสู่ขอบเขตจินตาน เจ้าจงพาภรรยาของเจ้ามาร่วมด้วย แล้วก็พาภรรยาที่เจ้าขอให้ช่วยฝึกตนไปพบกับอาจารย์ของข้า ท่านจะบอกวิธีการบำเพ็ญแก่เจ้าเอง”
สวี่หยางตื่นเต้นขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น
เพราะความตื่นเต้น ความเจ็บปวดบนร่างกายของเขาจึงรู้สึกเบาลงไปมาก เขารู้สึกกระตือรือร้นไปทั้งตัว ยิ้มกว้างแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้น ข้าก็ต้องขอบคุณเซียนเหอแทนภรรยาของข้า ข้าเชื่อว่าเมื่อนางรู้ข่าวนี้ นางคงนอนไม่หลับอยู่หลายคืนเลยละ”
เหอซีเสวี่ยยิ้มบาง “ดูออกเลยว่าเจ้ากับภรรยามีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมากแค่ไหน เจ้าเองก็เป็นคนดี”
“ชีวิตคู่ก็คือการทำให้ชีวิตของกันและกันสมบูรณ์ บางครั้งข้าก็เป็นผู้ให้ บางครั้งนางก็เป็นผู้ให้ ต่างก็พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน อาจจะเป็นแบบนี้ก็ได้กระมังที่เรียกว่าความรู้สึกรัก”
สวี่หยางกล่าว
“เกี่ยวกับเรื่องของข้า เจ้าได้เล่าให้ภรรยาของเจ้าฟังแล้วหรือ” เหอซีเสวี่ยยักไหล่สบาย ๆ ทำท่าทีราวกับว่ามิได้สนใจอะไรนัก
สวี่หยางส่ายหน้า
เหอซีเสวี่ยได้ยินเช่นนนั้นก็หัวเราะเบา ๆ “เห็นหรือไม่ เจ้ายังไม่เล่าเลย คงเพราะกลัวว่าถ้าเล่าไปแล้ว ภรรยาทั้งหลายอาจจะคิดมากใช่หรือไม่”
สวี่หยางหัวเราะอย่างช่วยไม่ได้ “จริงอยู่ ด้วยฐานะอันสูงส่งของเซียนเหอ ภรรยาของข้าอาจจะรู้สึกด้อยค่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้า โดยเฉพาะภรรยาที่เป็นเพียงผู้ที่ไม่สามารถฝึกตนได้ ดังนั้นข้าจึงคิดอย่างรอบคอบแล้วว่าจะไม่บอกนาง ปล่อยให้พวกนางมีความสุขต่อไปจะดีกว่า อย่างน้อยก็คงมิต้องกดดันอะไรมากนัก”
“เจ้าก็พูดได้น่ะสิ…”
“เซียนเหอ นี่มิใช่การพูดไปเรื่อยเปื่อย แต่เป็นการโกหกเพื่อความปรารถนาดี ในความคิดของข้านั้น ข้าเพียงหวังให้ภรรยาของข้ามีความสุขก็เพียงพอแล้ว”
“ที่เจ้าว่ามาก็มีเหตุ” เหอซีเสวี่ยพยักหน้าเบา ๆ ทั้งที่นางก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับคำพูดของสวี่หยาง
แต่ในใจกลับรู้สึกแปลก ๆ อย่างไรพิกล
ความรู้สึกนี้แปลกประหลาดนัก นางไม่ชอบเลย
ดังนั้นจึงถามว่า “เช่นนั้น ข้าถามเจ้าเสียหน่อย… เจ้าคิดว่าระหว่างข้ากับภรรยาของเจ้า ใครดีกว่ากัน?”
สวี่หยาง “…”
โอ้โห นี่มันคำถามชี้ชะตาชัด ๆ
ถ้าตอบว่านางไม่ดี เซียนเหอคงโกรธจนปล่อยแรงกดดันมหาศาลใส่เขาแน่ ๆ!
ถ้าตอบว่านางดี งั้นภรรยาของเขาไม่ดีหรือ? แบบนั้นก็ไม่ได้เช่นกัน เขาไม่สามารถทรยศต่อความรู้สึกของตนเองได้
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ควรซื่อตรงและกล้าหาญ
หลังจากไตร่ตรองแล้ว สวี่หยางจึงตอบว่า “ข้าคิดว่าไม่สามารถเปรียบเทียบได้ ทุกคนมีข้อดีของตนเอง เหมือนกับที่กล่าวกันว่า มนุษย์ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ทุกคนต่างก็มีข้อด้อย จะเอาเปรียบเทียบกันได้อย่างไรเล่า สำหรับข้าแล้ว เมื่อรักใครสักคน ข้าต้องรักทั้งตัวตนของผู้นั้น
“ถึงแม้จะมีข้อด้อย ข้าก็ต้องยอมรับ ดังนั้นจึงไม่สามารถเปรียบเทียบได้ เพราะการเปรียบเทียบก็เหมือนกับการมองคนเป็นเพียงสินค้าธรรมดา ๆ ใช่หรือไม่”
นิยายรักมากมายที่ข้าเคยอ่านมาในอดีตนั้น ไม่ได้ไร้ประโยชน์เลยสินะ
เพียงแค่กล่าวไป เหอซีเสวี่ยนั้นเป็นดั่งลูกไก่ในกำมือของเขา
เป็นไปตามคาด
เหอซีเสวี่ยพยักหน้าเล็กน้อยเมื่อได้ยิน “มีเหตุผลอยู่บ้าง เช่นนั้นเจ้ารู้สึกอย่างไรกับข้า”
“เอ่อ… เจ้าก็เป็น..ผู้ที่น่าเคารพ” สวี่หยางตอบ
เหอซีเสวี่ยมีสีหน้าเรียบเฉย “อื้ม…”
ระหว่างที่พูดคุยนั้น สวี่หยางสังเกตว่าความเจ็บปวดที่ได้รับก่อนหน้าลดลงเล็กน้อย
นอกจากนั้นเขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าโครงกระดูกและกล้ามเนื้อกำลังได้รับการเปลี่ยนแปลงทีละนิด
ฉับพลัน ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัวเขา
“ตำราหล่อเลี้ยงกายาที่ข้าฝึกฝนนั้น จัดเป็นวิชายุทธ์สายใน หากนำมาใช้ในตอนนี้ จะช่วยให้ขอบเขตของข้าเลื่อนขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ได้หรือไม่?”
สวี่หยางจึงได้สอบถามเหอซีเสวี่ยทันที
“ตำราหล่อเลี้ยงกายาหรือ หากเป็นวิชายุทธ์สายใน เจ้าก็สามารถทำได้ แต่ขอเพียงไม่ใช้พลังยุทธ์ก็พอ”
เมื่อได้รับการยืนยันจากเหอซีเสวี่ยแล้ว สวี่หยางก็เริ่มลงมือทันที
เมื่อโคจรปราณภายในร่างกายเพียงชั่วครู่ กล้ามเนื้อของเขาก็ขยายออกราวกับจะฉีกขาดอีกครั้ง ขณะที่โอสถจำนวนมากไหลเข้าไปเติมเต็มเพื่อเพิ่มพูนขอบเขต
การยกระดับขอบเขตจะช่วยเพิ่มความบริสุทธิ์ของพลังวิญญาณ ทำให้พลังยุทธ์แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้ขอบเขตสร้างรากฐานของเขาอยู่เพียงขั้นกลางระดับต่ำ
หลังจากการยกระดับครั้งนี้ ในมิช้าเขาก็จะได้ยกระดับไปถึงขั้นกลางระดับสูง
แถมยังมีแนวโน้มว่าจะยกระดับต่อไปได้อีกด้วย
คืนนี้เขาคงไม่ออกไปไหนแล้ว
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ สวี่หยางก็หันไปมองเหอซีเสวี่ยพลางกล่าวว่า “เซียนเหอ ยามนี้ค่ำมากแล้ว เจ้าควรกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ”
“หากข้ากลับไปพักผ่อน แล้วเจ้าจะทำอย่างไร”
ว่าแล้วเหอซีเสวี่ยก็เปลือยกายทอดเรียวขายาวและเท้าเล็ก ๆ ลงไปในบ่อโอสถ
“อีกอย่าง ตามที่เราตกลงกันไว้ เราต้องหลอมรวมจิตเทวะกันอีกครั้ง เพื่อเสริมจิตเทวะให้แข็งแกร่ง เจ้าเพิ่งจะเพิ่มขอบเขตของกายเนื้อ ตอนนี้จึงเป็นโอกาสอันดีในการเพิ่มจิตเทวะ ซึ่งเป็นผลดีแก่ข้าด้วย”
“เอาเถิด”
สวี่หยางพยักหน้าผ่านม่านหมอกอันเลือนราง มองไปยังเหอซีเสวี่ยที่กำลังเดินเข้ามา
ในใจรู้สึกหวั่นไหว
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่เหอซีเสวี่ยสวมชุดผ้าโปร่งบาง ๆ เรือนกายส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกกล้วยไม้ ชวนให้เคลิบเคลิ้ม น่าปรารถนา
สวี่หยางรีบหลับตา และกล่าวกับตนเองในใจว่า “อย่ามอง อย่ามอง อย่ามอง…”
เพลานี้ต่างจากเมื่อก่อน
ก่อนหน้านี้เพราะเหอซีเสวี่ยกำลังลำบาก นางจึงถูกเขาฉวยโอกาส แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
หากเขาซี้ซั้วมองเรือนกายของนาง และดันไปขัดใจเหอซีเสวี่ยเข้าละก็ เขาต้องแย่แน่ ๆ
แต่ทันใดนั้นเอง เหอซีเสวี่ยกลับเดินมาหาเขา “ปลดปล่อยจิตเทวะของเจ้าออกมาเถิด”
สวี่หยางพยักหน้า
ในวินาทีที่จิตเทวะของทั้งคู่สัมผัสกัน สวี่หยางพลันลืมตา ก่อนคนพวกเขาจะยื่นมือออกไปโอบเอวของกันและกัน
พลางสบตากันไร้ซึ่งเสียงใด ๆ
“คิดเสียว่าเป็นความสัมพันธ์ชั่วคราว ข้าขอบคุณเจ้ามากสวี่หยาง”
นี่เหมือนกับจะทิ้งเขาอีกแล้ว?
สวี่หยางแอบคิดในใจ แต่เมื่อสัมผัสเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของเหอซีเสวี่ย สวี่หยางก็เข้าประชิดเรือนกายของนางจนไร้ช่องว่าง
ไม่นานน้ำก็เกิดเป็นระลอก
สมกับเป็นผู้แข็งแกร่งในขอบเขตจินตานจริง ๆ ราวกับว่านางมีแรงดึงดูด ทำให้สวี่หยางอดทนได้เพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น
แต่เหอซีเสวี่ยดูจะพอใจมาก นางพิงกับอกของสวี่หยาง พลางหอบหายใจและกล่าวว่า “เจ้าดูแข็งแกร่งขึ้นหลังจากที่ได้ยกระดับขอบเขต”
“ใช่แล้ว ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ขอบเขตของข้าตอนนี้อยู่ในขั้นใด”
เขาแน่ใจว่าตอนนี้ไม่ใช่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางอีกต่อไปแล้ว
“ข้าจะตรวจดูให้”
เหอซีเสวี่ยใช้ลมปราณตรวจสอบ
ลมโชยพัดผ่านใบหน้าของสวี่หยาง จนไปหยุดอยู่ที่ศีรษะและจุดตันเถียนของเขาชั่วครู่ เหอซีเสวี่ยพยักหน้าเล็กน้อย “ดีมาก จากขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง ขึ้นมาเป็นขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายแล้ว”
“แต่ว่าเป็นเพียงขั้นปลายระดับต่ำที่สุด เจ้ายังต้องพยายามต่อไป”
สวี่หยางไม่สนใจ เขากล่าวว่า “แค่นี้ก็ดีแล้ว”
“ดูเหมือนเจ้าจะพอใจมากนะ แต่หากอนาคตเจ้าไปไม่ถึงขอบเขตจินตาน ข้าก็จะไม่แต่งงานด้วย”
“แล้วถ้าข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้าเล่า”
สวี่หยางมั่นใจเต็มเปี่ยม กล่าวอย่างเยือกเย็น
“หึ ๆ…” เหอซีเสวี่ยหัวเราะออกมาหลังจากได้ฟังคำพูดของสวี่หยาง
แข็งแกร่งกว่านางหรือจะเป็นไปได้อย่างไร
แท้จริงแล้วนั้น ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตสร้างรากฐาน พรสวรรค์ ความเข้าใจ หรือแม้กระทั่งทรัพยากรในการฝึกฝน นางก็สามารถกำจัดสวี่หยางได้ในพริบตา!
แข็งแกร่งกว่านางหรือ เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง
“เจ้าไม่เชื่อหรือ” สวี่หยางเอ่ยถามพลางยิ้ม เมื่อเห็นเหอซีเสวี่ยเป็นเช่นนี้
“แน่สิทรัพยากรในการฝึกฝนของพวกเราต่างกันราวฟ้ากับเหว”
“ข้าจะพยายาม”
“ได้ หากเจ้าแข็งแกร่งกว่าข้า ข้าก็จะเชื่อฟังเจ้า”
เหอซีเสวี่ยกล่าวพร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำ
นางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้เผลอพูดเช่นนี้กับสวี่หยาง
จริง ๆ แล้ว ในอดีตนั้น…นางเคยสาบานกับตนเองอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่มีวันแต่งงาน
เพราะว่าผู้แข็งแกร่งล้วนโดดเดี่ยว
นางปรารถนาที่จะอยู่ในขอบเขตแปรเทวา แข็งแกร่งเหนือผู้คนทั้วหล้า!
ครู่ต่อมา
สวี่หยางถูกเหอซีเสวี่ยจูงมือไปยังห้องนอนของนาง ห้องนอนที่ใหญ่และหรูหรา บนเตียงมีผ้าม่านสีขาว
สวี่หยางคาดไม่ถึง
เขาหวังว่าจะได้ขึ้นไปบนเตียงของเหอซีเสวี่ย
“เตียงนี้ธรรมดาเหมือนกับเตียงของฮ่องเต้ในดินแดนมนุษย์”
สวี่หยางถอนหายใจ
เหอซีเสวี่ยให้เขานอนลง นางขึ้นนั่งทับบนตัวเขา “นั่นสิ ในอนาคต ข้าจะเป็นฮ่องเต้แห่งเมืองเซียน ส่วนเจ้าก็คือสนมของข้า…”
สวี่หยางหัวเราะ นี่เป็นการแสดงบทบาทสมมติอย่างนั้นหรือ
“ตกลง แต่ข้าไม่ต้องการให้มีสนมคนอื่น”
สวี่หยางโอบเอวเหอซีเสวี่ย
ขณะพูดคุยกัน จิตเทวะของทั้งสองก็หลอมรวมกันอีกครั้ง
สวี่หยางเกิดความคิดและพยายามฝึกศาสตร์การบ่มเพาะต้าเหยี่ยน
เมื่อจิตเทวะของเขาพัฒนาขึ้น เขาก็แปลกใจที่พบว่า ประสบการณ์ของศาสตร์การบ่มเพาะต้าเหยี่ยนก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ ค่าประสบการณ์ของศาสตร์การบ่มเพาะต้าเหยี่ยนอยู่ที่ 0/30000
เพียงแค่ชั่วครู่ก็กลายเป็น 159/30000