ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 239 รางวัลของเซียนเหอ
บทที่ 239 รางวัลของเซียนเหอ
“ตอนนี้เขาสามารถเสวยสุขในเมืองเซียนได้อย่างสบายใจ และดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย!”
สวี่หยางก้มศีรษะลงเพื่อซ่อนแววตาของเขา ป้องกันไม่ให้ผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานตรวจพบพลังปราณของเขา
ว่ากันตามจริงแล้วที่เขาสามารถตรวจจับกลิ่นอายของคนผู้นี้ได้นั้นเขาไม่ได้ใช้จิตเทวะของตัวเองเลย เนื่องจากระดับของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย เขาจึงใช้ค่ายกลตรวจจับกลิ่นอายที่หยางโต้วโตวมอบให้มา
เมื่อไหร่ก็ตาม เมื่อมีผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่เคยพบเจออยู่ใกล้ ค่ายกลนี้ก็จะตรวจจับกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญมนุษย์ผู้นั้นได้
“ผู้ที่มาใช้บริการที่โรงเตี๊ยมหรูหราเช่นนี้คงจะต้องร่ำรวยและมีเกียรติมากเป็นแน่”
สวี่หยางจงใจกล่าวกับหลี่ลี่จือ
หลี่ลี่จือตกใจเล็กน้อย เขาไม่ได้รู้เหตุผลที่ทำให้สวี่หยางเอ่ยเช่นนี้ขึ้นมา
แต่ก็อดทนอธิบายว่า “แน่นอนสิ โรงเตี๊ยมนี้ติดอันดับหนึ่งในสามโรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในเมืองเซียน เปิดโดยโจวป๋อซู่เจินเหริน”
“เจ้าว่าอะนะ!?”
สวี่หยางอุทานด้วยใจที่เต้นระรัวแล้วถามว่า “โจวไป๋ซู่อยู่ในขอบเขตจินตานหรือ?”
“ใช่แล้ว ในบรรดาลูกศิษย์จินตานทั้งสี่ของอาจารย์ เขาอยู่ในลำดับที่สาม”
สวี่หยางเข้าใจแล้ว ในวันนั้นโจวโป๋ซู่ก็คือผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานที่โจมตีเหอซีเสวี่ย คนผู้นี้มีฉายาว่าชิงซู่เจินเหริน ฝึกวิชายุทธ์ธาตุไม้
“วิชายุทธ์ธาตุไม้นั้นมีความชำนาญในการปกปิดกลิ่นอาย จึงไม่แปลกที่แม้แต่เหอซีเสวี่ยก็ไม่รู้สึกว่าเป็นเขา ถ้าข้าไม่มีค่ายกลตรวจจับกลิ่นอายของหยางโต้วโตว ข้าเองก็คงไม่รู้ว่าเป็นเขา”
“โจวป๋อซู่เจินเหริน”
สวีหยางจดจำชื่อผู้นี้อย่างเงียบ ๆ
คนผู้นี้เกือบทำให้เขาตาย ความแค้นนี้ ขอจดจำไว้ก่อน
………
เมื่อมาถึงหอการค้าหงไห่
เนื่องจากเหอซีเสวี่ยยังคงพบปะแขก พวกเขาจึงรออยู่ด้านนอก
จิบชายามบ่าย พูดคุยกันครู่หนึ่ง จนกระทั่งบ่ายแก่ ๆ หลี่ลี่จือจึงนำสวี่หยางไปยังวังซึ่งเป็นที่พักของเหอซีเสวี่ยที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเซียน บนเนินเขาเตี้ย ๆ
ที่พำนักของเหอซีเสวี่ยหรูหราสมฐานะ รอบนอกมีเหล่าผู้คุ้มกันคอยรักษาการณ์ แต่ภายในกล่าวกันว่าเหอซีเสวี่ยชอบความสงบ จึงไม่มีผู้ใดนอกเสียจากสาวใช้ไม่กี่คนที่คอยรับใช้
กลางโถงใหญ่ เหอซีเสวี่ยสวมชุดคลุมสีแดงยาวคล้ายกับหงส์กำลังสยายปีก และสวมมงกุฎลายหงส์สีแดงพร้อมกับเสียเพ่ยประดับอยู่บนศีรษะ
หลายวันที่มิได้พบเหอซีเสวี่ย นางยิ่งดูสง่าราวกับนางเซียนที่ถูกเนรเทศจากแดนแห่งสรวงสวรรค์ งดงามจนไม่อาจบรรยาย
สวี่หยางและหลี่ลี่จือยืนกันคนละฟากก่อนจะคำนับเหอซีเสวี่ย
“เซียนเหอ ข้าพาสวี่หยางมาแล้ว”
เมื่อได้พบเหอซีเสวี่ยอีกครั้ง เหอซีเสวี่ยกลับไร้อารมณ์ราวกับลืมเลือนช่วงเวลาที่เคยรักใคร่กันในอดีต
บัดนี้สวี่หยางไม่กล้ามองนาง เพราะสตรีนั้นเหมือนอารมณ์จะแปรปรวน
ใครจะรู้? ว่าภายหลังเหอซีเสวี่ยจะรู้สึกว่าตนเองสูญเสียหรือไม่ แต่โชคดีที่ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ระดับความรู้สึกที่ดีของเหอซีเสวี่ยไม่ได้ลดลงเลย
แต่ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
“เมื่อข้าอยู่ในช่วงเวลาที่จะก้าวสู่ขอบเขตจินตานอย่างยากลำบากที่สุด เจ้าทั้งสองก็ได้ออกแรงและสร้างคุณความดี” เหอซีเสวี่ยหยิบถุงเก็บของขึ้นมา แล้วใช้พลังปราณส่งไปยังด้านหน้าของหลี่ลี่จือ
“นี่คือสิ่งที่ข้าประทานให้เจ้า ทราบดีว่าขณะนี้เจ้ากำลังประสบปัญหาในการฝึกฝน ข้าคิดว่าสิ่งของภายในนี้คงจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้า”
เหอซีเสวี่ยกล่าวขึ้นเฉย ๆ
หลี่ลี่จือตรวจดูถุงเก็บของในมือ
ไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร เขารู้สึกปีติยินดียิ่งนัก “ขอบคุณเซียนเหอ โอสถวิญญาณและโอสถบำรุงร่างกายที่อยู่ข้างใน มีประโยชน์ต่อข้าเป็นอย่างมาก ข้าใช้เวลาหลายปีในการรวบรวมเงินเพื่อซื้อ แต่ก็เก็บได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ข้าไม่คิดว่าจะได้มันครบถ้วนในคราวเดียว ข้า… ข้า…”
หลี่ลี่จือตื่นเต้นจนพูดไม่ออก
เหอซีเสวี่ยโบกมือ “ไม่เป็นไร นั่นล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าควรได้”
หลี่ลี่จือ ขอบคุณอีกครั้ง
“หลี่ลี่จือ เช่นนั้นเจ้าไปเถอะ”
หลี่ลี่จือครุ่นคิด อาจเป็นเพราะความดีความชอบที่สวี่หยางสร้างไว้มากกว่า ดังนั้นจึงให้สวี่หยางอยู่ต่อ
ลึก ๆ แล้วในใจหลี่ลี่จือตั้งใจว่าต่อไปเขาจะต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสวี่หยาง ในอนาคตอาจต้องพึ่งพาสวี่หยางคนนี้
หลังจากที่หลี่ลี่จือจากไป…
ทันใดนั้น เหอซีเสวี่ยก็หัวเราะ
สวี่หยาง “…”
อะไรกัน จู่ ๆ ก็หัวเราะขึ้นมา ตลกมากนักหรือไร?
“สวี่หยาง เจ้าเกร็งหรือ?”
“เอ่อ…”
“สวี่หยาง” รับคำด้วยความจำใจ
“เซียนเหอ บัดนี้เจ้าก็เป็นถึงผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตาน ส่วนข้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานกระจอก ๆ เท่านั้นจะไปเทียบเจ้าได้อย่างไร”
เหอซีเสวี่ยกุมมือทั้งสองเข้าหากันซ่อนไว้ในแขนเสื้อ นางเดินวนอยู่ตรงหน้าของเขา
“แต่ว่าที่ใต้พิภพครานั้น เจ้ามิได้เกรงกลัวเยี่ยงนี้”
สวี่หยางกล่าวอย่างจำใจ “หลังจากเรื่องนั้น เซียนเหอมิได้โกรธข้าใช่หรือไม่?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า! เจ้าคนสารเลว กล้าหาญนัก ล่วงเกินข้าเช่นนี้ เจ้าคิดว่าควรทำเช่นไร”
สวี่หยาง “…”
เมื่อมองเหอซีเสวี่ยที่ทำหน้าดุ สวี่หยางเองก็มึนงงไปบ้าง
ทว่าเมื่อรู้สึกถึงความเย้าหยอกลึก ๆ ในดวงตาของอีกฝ่าย สวี่หยางจึงได้เข้าใจ
ช่างกล้า แกล้งเขาเล่นอย่างนั้นหรือ?
สวี่หยางผ่อนคลายลงทันที ยักไหล่ทั้งสองข้าง กล่าวอย่างแกล้ง ๆ “เซียนเหอเจ้าว่าข้าควรทำเช่นไร หรือว่าจะฆ่าข้าเลยหรือ?”
“ข้าคงมิถึงขั้นฆ่าเจ้าทิ้งหรอก แต่จะหั่นเจ้านั่นของเจ้าทิ้งเสีย เผื่อจะได้ไม่ต้องไปก่อเรื่องเดือดร้อนกับใครอีก”
“ไม่นะ! เซียนเหอ!!”
สวี่หยางหมดคำจะเอ่ย “เจ้าทนได้จริง ๆ น่ะหรือ?”
เหอซีเสวี่ยยิ้มบาง ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น “เอาละ.. ข้าไม่แกล้งเจ้าแล้ว”
“ข้ารู้อยู่ว่าเซียนเหอแกล้งข้า”
สวี่หยางยิ้มรับคำแล้วกล่าวต่อว่า “เซียนเหอรั้งข้าไว้ที่นี่ ไม่ทราบว่าต้องการจะกล่าวสิ่งใด?”
“ที่ข้ารั้งเจ้าไว้เช่นนี้ ก็เพราะอยากจะให้รางวัลเจ้าเพิ่มอีก จิตเทวะของพวกเราหลอมรวมเข้าด้วยกันหลังจากคราวนั้น เจ้ารู้สึกเช่นไร?”
“ดียิ่งนัก จิตเทวะมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย”
สวี่หยางนึกทบทวนสักครู่แล้วพยักหน้าตอบรับ
ช่วงเวลาที่ผ่านมา แท้จริงแล้วเขาก็คิดอยากจะลองหลอมรวมจิตเทวะร่วมกับภรรยาตนเช่นกัน
ทว่าเป็นที่น่าเสียดายที่ตัวเขายังไม่เชี่ยวชาญวิชายุทธ์บ่มเพาะจิตเทวะเลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นการจะหลอมรวมจึงเป็นสิ่งที่ทำมิได้ และอาจทำให้ตัวเขาเองได้รับความทุกข์ทรมานเพราะควบคุมวิชายุทธ์บ่มเพาะจิตเทวะอย่างไม่ถูกต้อง
“ข้าเองก็รู้สึกดีไม่แพ้กัน อีกสักครู่หนึ่งเราจะลองหลอมรวมจิตเทวะอีกครั้ง เพื่อยกระดับจิตเทวะของพวกเราให้สูงขึ้น ซึ่งนับเป็นผลดีล้วน ๆ! และสุดท้ายนี้ ข้าจะพาเจ้าไปยังบ่อโอสถของข้าเพื่อช่วยในการยกระดับขอบเขตของเจ้าให้สูงขึ้น!”
ครั้งก่อนที่หลอมรวมจิตเทวะ ขอบเขตของสวี่หยางเป็นสิ่งที่เหอซีเสวี่ยได้ประจักษ์ด้วยตนเอง
นั่นก็คือต่ำต้อยยิ่งนัก!
ยากที่จะจินตนาการนักว่าขอบเขตที่ต่ำต้อยเช่นนี้จะสามารถฝึกฝนจนก้าวมาถึงขั้นตอนนี้ได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ เหอซีเสวี่ยจึงได้บอกเล่าถึงสิ่งที่ตนได้ค้นพบ
สวี่หยางเกาหัวตนเอง “ขอบเขตของข้ามันต่ำต้อยถึงขนาดนั้นเชียวหรือ?”
“ต่ำมากเชียวละ ในสายตาข้าแล้ว คนอย่างเจ้าคือตัวถ่วงดี ๆ นี่เอง”
สวี่หยาง “…”
“อืม… ได้สิ แต่ว่าบ่อโอสถนี้ จะช่วยเพิ่มพื้นฐานของข้าได้มากแค่ไหนกัน?”
“อืม ยามนั้นข้าจะอยู่ข้างเจ้า มันจะเพิ่มขอบเขตให้แก่เจ้าได้มากน้อยเพียงใด ข้าไม่แน่ใจ…แต่คงจะทำให้พลังปราณของเจ้าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น และโจมตีได้รุนแรงยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยกระดับขอบเขตสร้างรากฐานของเจ้าให้ดีขึ้นอีกด้วย ขณะเดียวกันก็จะทำให้เจ้าก้าวสู่ขอบเขตจินตานได้ง่ายขึ้นอีกหลายส่วน”
จะว่าไปแล้ว ในยามนี้สวี่หยางรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่ไม่น้อย แม้เหอซีเสวี่ยจะช่วยเหลือเพราะต้องการทดแทนบุญคุณ แต่เขาก็รู้ดีว่านางช่วยเขามากกว่าผู้ใด
เหอซีเสวี่ยยังกล่าวต่อไปว่า “เจ้าจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพราะการแช่บ่อโอสถในครั้งนี้จะเจ็บปวดยิ่งนัก เจ้าเองก็อาจจะทนไม่ไหว”
เดิมทีสวี่หยางก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอเห็นเหอซีเสวี่ยมีสีหน้าที่เจือไปด้วยความกังวล หัวใจของเขาก็เริ่มจะเต้นโครมคราม
ดูเหมือนว่าเหอซีเสวี่ยกำลังพยายามจะเตือนเขาล่วงหน้า
การแช่โอสถในครั้งนี้จะทำให้เขาเจ็บปวดแสนสาหัส
“ข้าจะอดทน”
“อย่าเพิ่งตอบตกลงง่าย ๆ เช่นนั้น เพราะต่อไปเจ้าอาจจะล้มเลิกกลางคันก็ได้!”
เหอซีเสวี่ยหันหลังเดินตรงเข้าไปทางด้านใน “ตามข้ามา!”
จากนั้นเหอซีเสวี่ยก็อธิบายถึงสถานการณ์การแช่บ่อโอสถ
การแช่บ่อโอสถนี้ เรียกว่าปัญจธาตุเก้าพิษ
วิธีนี้ใช้พลังธาตุทั้งห้าผสมกับพิษเก้าชนิดซึ่งไม่ใช่พิษธรรมดา แต่เป็นพิษที่สามารถกระตุ้นศักยภาพของร่างกาย หากมนุษย์บริโภคเข้าไป ย่อมต้องตายอย่างแน่นอน
แม้แต่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ในขอบเขตกลั่นลมปราณ หากได้รับเข้าไปก็อาจพิการได้ในระดับหนึ่ง
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ในขอบเขตสร้างรากฐานมีพลังยุทธ์ที่แข็งแกร่ง สามารถโคจรพลังยุทธ์เพื่อขับพิษออกมาได้โดยไม่เป็นไร ทว่าเมื่อพลังยุทธ์ทำปฏิกิริยากับโอสถนี้แล้ว พิษก็จะหมดฤทธิ์ไปในทันที
ดังนั้น เหอซีเสวี่ยจึงได้บอกว่าห้ามใช้พลังยุทธ์
“ข้าจะคอยจับตามองเจ้า หากเจ้ากล้าใช้พลังยุทธ์ ข้าก็จะ… ข้าก็จะ…”
นางกล่าวพลางทำท่ากำหมัดเล็ก ๆ อย่างน่ารัก
“หึ ๆ เซียนเหอ ไม่ต้องมาหลอกข้าเลยนะ”
สวี่หยางพูดอย่างจริงจัง
เหอซีเสวี่ยตกใจ ข้าหลอกเจ้าตรงไหนกัน?
นางหัวเราะอยู่ในใจ ก่อนจะพูดออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง “อย่ามาพูดมาก ใครหลอกเจ้ากัน? ข้าดูเป็นคนเช่นนั้นหรือ?”
“ปกติก็มิใช่หรอก”
เมื่อพูดจบเซียนเหอก็เดินเข้าไปข้างในซึ่งมีห้องใต้ดินอยู่แห่งหนึ่ง
“โอสถในบ่อนี้ ข้าปรุงขึ้นมาเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ แช่ตัวให้ดี รีบ ๆ เข้าใกล้ขอบเขตจินตานเพื่อข้าจะได้ให้รางวัลแก่เจ้า”
“รางวัลอะไร” สวี่หยางเผลอถามขึ้นมา
“เจ้าแสดงผลงานได้ยอดเยี่ยม ข้าอาจจะพิจารณาแต่งงานกับเจ้า” เหอซีเสวี่ยยิ้ม
สวี่หยาง “…”
สวี่หยางทำหน้าแปลกใจ
แต่งงานกับเขา?
“อย่างไร เจ้าไม่เต็มใจหรือ อย่าลืมว่าพลังปราณของข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้าตั้งมากนัก”
สวี่หยางหันหน้าหนี ไม่พูดอะไร เขาเดินตรงไปยังใจกลางของวังใต้ดินแห่งนี้ เห็นเทียนไขถูกวางไว้โดยรอบ และกลิ่นหอมของเทียนไขโชยเข้าจมูก
สวี่หยางมองไปที่บ่อโอสถสีดำทรงกลมตั้งอยู่ตรงกลาง เขาสามารถรู้สึกได้ว่าในบ่อโอสถนี้เต็มไปด้วยพลังแห่งสวรรค์และโลก แต่พลังในนี้แฝงไปด้วยพิษร้ายแรง
พิษร้ายแรงไม่ใช่มีแค่สองชนิด แต่มีถึงเก้าชนิด
เมื่อกล่าวถึงผู้บำเพ็ญเซียน พิษในโลกมนุษย์มิอาจทำอันตรายพวกเขาได้ ซึ่งล้วนเป็นผลมาจากพลังยุทธ์ของผู้บำเพ็ญเซียนที่สามารถขับไล่พิษออกไปได้ง่าย ๆ
แต่หากไม่ใช้พลังยุทธ์แล้วละก็…
“หากโคจรพลังปราณผิดพลาด จะตายหรือไม่?”
สวี่หยางอดถามไม่ได้
เขาไม่อยากตายฟรี
“มีข้าคอยคุ้มครองอยู่ เจ้ายังกลัวอีกหรือ”
เหอซีเสวี่ยตบที่บ่าของสวี่หยางแผ่วเบา “เจ้ามีประโยชน์ต่อข้ามากนัก ต่อไปเราจะร่วมกันฝึกจิตเทวะ และร่วมกันเจริญก้าวหน้า ข้าจะยอมให้เจ้าเป็นอันตรายได้อย่างไร”
สวี่หยางพยักหน้า กำลังจะก้าวลงไปในบ่อที่เต็มไปด้วยโอสถพิษ
ทว่าเหอซีเสวี่ยกลับรั้งตัวเขาไว้ “เจ้าจะสวมเสื้อคลุมเข้าไปเช่นนั้นหรือ เสื้อคลุมจะไปโดนโอสถพิษในบ่อได้อย่างไร”
เหอซีเสวี่ยจ้องสวี่หยางด้วยหางตาก่อนจะเริ่มถอดเสื้อผ้าให้เขา
“เอ่อ…ข้าทำเองก็ได้”
ถึงอย่างไรนางก็คือผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตาน ส่วนตัวเขาเป็นเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐาน ไม่กล้าให้นางมาปรนนิบัติ
“เจ้าอายหรือ”
“ไม่ใช่ เซียนเหอ…”
เหอซีเสวี่ยขัดจังหวะคำพูดของสวี่หยาง “ไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็น ไม่รู้จริง ๆ วันนั้นความกล้าของเจ้าไปอยู่ที่ไหนหมดแล้ว”
สวี่หยางพูดไม่ออก อยากจะพูดจริง ๆ ว่าวันนั้นนางเป็นคนรุกเขาเองเสียด้วยซ้ำ
วันนั้น เขาไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ ร่างของพวกเขาทั้งสองก็แนบชิดกันเสียแล้ว ‘ข้าถามหน่อยเถิด เช่นนี้จะโทษข้าได้อย่างนั้นหรือ?’