ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 242 งานเฉลิมฉลองขอบเขตจินตาน
บทที่ 242 งานเฉลิมฉลองขอบเขตจินตาน
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของหวงเสี่ยวเหมย สวี่หยางรู้ชัดว่าหวงเสี่ยวเหมยนั้นตั้งใจจะเชิญเขาจริง ๆ
แต่ว่าเขาก็ปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวล “ข้าไม่ค่อยชอบการต่อสู้เช่นนี้”
หวงเสี่ยวเหมยขมวดคิ้ว “งานนี้ปลอดภัยนัก เจ้ารู้หรือไม่ว่าแม้แต่ในสำนักของข้ายังมีคนมากมายมาขอให้ข้าร่วมมือกับพวกเขา”
สวี่หยางส่ายหน้าไปมา “ข้าว่าชีวิตข้าเช่นนี้ก็ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่ต้องดิ้นรนเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อโอกาสนั้น”
“นี่…”
หวงเสี่ยวเหมยถอนหายใจ “เจ้ายังคงระมัดระวังดั่งเช่นในอดีต”
ระมัดระวังย่อมปลอดภัยกว่า!
เป็นที่รู้กันอยู่แก่ใจว่า สวี่หยางนั้นก้าวมาถึงปัจจุบันได้ไม่ใช่เพราะเขาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย แต่เป็นเพราะความรอบคอบ
แม้ว่าจะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายจริง ก็ยังต้องมั่นใจในพลังปราณของตนเองเสียก่อน หากปราศจากพลังปราณแล้ว นั่นก็เท่ากับเป็นการฆ่าตัวตาย
“เอาเถิด เจ้าเอาสิ่งนี้ไป”
สวี่หยางนำยันต์แสงทองทองส่งให้หวงเสี่ยวเหมย
“ยันต์แสงทองทอง”
หวงเสี่ยวเหมยก้มลงมอง
“หากเจ้าจะเข้าไปในเขตแดนลับมังกรดิน อาจได้พบกับผู้แข็งแกร่งตั้งแต่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย หากมียันต์แสงทองทองนี้ติดตัวไว้จะปลอดภัยกว่า” สวี่หยางกล่าวอย่างจริงจัง
“อะ..อะ..เอ่อ…สวี่หยาง เจ้าช่างทำให้ข้าประหลาดใจเสียจริง ทั้งที่เจ้ามีความสามารถมากขนาดนี้ แต่กลับไม่กล้าเสี่ยง!”
“อื้ม คงเพราะข้ามีครอบครัวแล้ว มิเหมือนเจ้า!”
สวี่หยางหาข้ออ้างมาพูดแก้ตัว
“นั่นก็จริง เจ้ามีครอบครัวแล้ว”
หวงเสี่ยวเหมยหัวเราะแล้วเก็บยันต์แสงทองทองที่สวี่หยางมอบให้ไป
“ข้าเข้าใจแล้ว ยันต์แสงทองทองนี้มีประโยชน์กับข้าจริง ๆ ขอบใจเจ้ามาก”
หวงเสี่ยวเหมยคาดเดาว่าวิถียันต์อักขระของสวี่หยางนั้นคงจะเก่งกาจไม่น้อย บางครั้งก็คิดว่าสวี่หยางช่างเก่งกาจเสียจริง ไม่รู้ว่าเขาบ่มเพาะตนเองอย่างไรถึงได้เก่งกาจเช่นนี้ ทั้งที่มีทรัพยากรน้อยนิดนัก
…………
เมื่อกลับมาที่ถ้ำฝึกตน สวี่หยางก็นำวัสดุลงอักขระบางส่วนออกมา
ถูกต้องแล้ว ยันต์แสงทองทองนั้นเขาลงอักขระเองโดยแท้
บัดนี้ศาสตร์ทำยันต์เบื้องต้นของเขานั้นบรรลุถึงขั้นปรมาจารย์แล้ว การลงอักขระบนยันต์ขั้นสูงระดับสองนั้นจึงไม่ใช่ปัญหา
มีเพียงสิ่งเดียวที่ลำบากใจก็คือ ความสำเร็จไม่ได้สูงมาก
เมื่อวันก่อนเขาได้วาดยันต์แสงทองทองอยู่หลายวันหลายคืน ใช้เวลาไปมากกว่าจะวาดได้สองใบ
และคุณภาพของยันต์แสงทองทองสองอันนี้ ก็เทียบไม่ได้กับยันต์แสงทองทองที่ได้มาจากรางวัลเมื่อก่อน
เขาส่ายหน้า เตรียมจะวาดต่อ
บังเอิญนัก
เสิ่นม่านอวิ๋น ผลักประตูเข้ามาในตอนนี้
“ม่านอวิ๋นเจ้ามาได้ถูกจังหวะเสียจริง…มาช่วยข้าเก็บของหน่อย ข้าว่าจะวาดยันต์แสงทองทองอีก”
สวี่หยางกล่าว
“อ้อ!”
เสิ่นม่านอวิ๋นเก็บของไปพลางกล่าวไป “สหายเต๋าสวี่ เมื่อครู่ไห่ถังและหวั่นชิงบอกว่าอยากไปยังเขตแดนลับมังกรดิน เจ้ากับหวงเสี่ยวเหมยหารือกันว่าอย่างไรหรือ?”
“จะอย่างไรได้อีก ข้าปฏิเสธไปแล้ว” สวี่หยางกล่าว
“เจ้าไม่คิดจะพิจารณาดูบ้างหรือ?”
“ของวิเศษย่อมดี แต่ต้องมีชีวิตอยู่ถึงจะได้ใช้นะ เจ้าว่าอย่างไรล่ะ?”
เสิ่นม่านอวิ๋นพยักหน้า “เข้าใจแล้ว จริง ๆ ข้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน ความปลอดภัยมาก่อน ตอนนี้ทรัพยากรในการบำเพ็ญก็มีเพียงพออยู่แล้ว ส่วนยาสร้างจินตานนั้นคงจะยังมาไม่ถึงเราง่าย ๆ!!”
สวี่หยางเข้าใจทัศนคติของเสิ่นม่านอวิ๋นได้ เพราะอย่างไรก็ตาม พรสวรรค์ของเสิ่นม่านอวิ๋นนั้นด้อยกว่าหลินไห่ถังและหลินหวั่นชิง
ในอดีตแม้แต่ขอบเขตสร้างรากฐานยังเป็นเพียงความฝันที่เลือนรางสำหรับเสิ่นม่านอวิ๋นเลย
บัดนี้นางอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว ซึ่งเพียงพอแล้วสำหรับนาง นางไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า
สวี่หยางหลับตาเพื่อเริ่มบำเพ็ญ
เสิ่นม่านอวิ๋นพลางจุดธูปหอม
ควันจากธูปที่ส่งกลิ่นหอมจาง ๆ อยู่ในอากาศ มีส่วนช่วยให้ผู้คนขจัดความเหนื่อยล้าได้ดี
เมื่อรู้สึกว่าจิตปราณมีสภาพที่ดี สวี่หยางก็ลืมตา
“พรึบ!!”
เขาหยิบพู่กันสร้างยันต์ขึ้นมาและเริ่มวาดยันต์
เสิ่นม่านอวิ๋นคอยช่วยอยู่ด้านข้าง
ในชั่วพริบตา จากการวาดอย่างลื่นไหลของสวี่หยาง ปราณของยันต์แสงทองทองจึงค่อย ๆ ผุดขึ้น
“ใกล้สำเร็จแล้ว”
ครั้งนี้ สถานะไม่เลวทีเดียว
ก่อนรุ่งสางก็ได้วาดยันต์แสงทองทองสำเร็จหนึ่งแผ่น
โดยปกติแล้ว อัตราความสำเร็จในการวาดยันต์แสงทองทองของนักวาดยันต์ระดับสองนั้นต่ำกว่าสามส่วน
แต่เพราะสวี่หยางฝึกฝนจนชำนาญจึงบรรลุถึงหกส่วนขึ้นไป
มิใช่เพียงความสามารถในการวาดของสวี่หยางเท่านั้น แต่เขาเหนือกว่าผู้อื่นด้วยข้อได้เปรียบสามประการ
ประการแรกคือ จิตเทวะ
การหลอมรวมเครื่องราง ยาอมฤต ยิ่งจิตเทวะสูงก็ยิ่งสำเร็จได้เร็ว ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือความเร็วในการหลอมล้วนรวดเร็วกว่า นี่เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ต่างก็ทราบดี
ประการที่สองคือ ศาสตร์ทำยันต์
ศาสตร์ทำยันต์ของเขาได้บรรลุถึงขั้นปรมาจารย์แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวาดยันต์ทั่วไปหลายคนเทียบไม่ได้
ประการที่สามคือ การรับรู้
เขาโดยใช้ลมปราณปิดบังกลิ่นอายและสามารถรับรู้ขั้นพลังของเครื่องรางได้อย่างรวดเร็ว จึงหลีกเลี่ยงการเกิดความผิดพลาดได้
บัดนี้ สิ่งเดียวที่เขายังขาดอยู่ก็คือความชำนาญ
หากการทำเครื่องรางของสวี่หยางถึงขั้นชำนาญแล้ว การวาดยันต์แสงทองทองก็จะประสบความสำเร็จได้ถึงสิบส่วนในไม่ช้า
“เยี่ยมเลย รอบนี้สำเร็จได้ในครั้งเดียว”
สวี่หยางถือยันต์แสงทองทองชิ้นใหม่เอี่ยมพลางพยักหน้าเล็กน้อย มองดูสิ่งที่อยู่ในมือด้วยความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยวิธีนี้ เมื่อเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งในขอบเขตสร้างรากฐาน เขาก็ไม่จำเป็นต้องใช้พลังปราณที่แท้จริงของตนก็สามารถจัดการพวกเขาได้
“ม่านอวิ๋น เจ้าอยู่เป็นเพื่อนข้าทั้งคืน รบกวนเจ้าแล้ว เช่นนั้นยันต์แสงทองทองแผ่นนี้ข้าให้เจ้า”
สวี่หยางยิ้มบาง ๆ พลางยื่นเครื่องรางไปให้อีกฝ่าย
เสิ่นม่านอวิ๋นรับไปอย่างดีใจ แล้วหอมแก้มของสวี่หยาง “ขอบคุณสหายเต๋าสวี่ เพราะข้าเป็นภรรยาของเจ้า การช่วยเหลือเจ้าย่อมเป็นเรื่องที่สมควรทำ”
ร่างสูงลูบหัวเสิ่นม่านอวิ๋น “ไปกันเถอะ วันนี้เราต้องไปที่เมืองเซียน เพื่อเข้าร่วมงานฉลองขอบเขตจินตาน”
……
ในตอนเช้า เมื่อสวี่หยางและภรรยากินข้าวเสร็จเรียบร้อย เขาได้เตือนหยางโต้วโตวว่า “โต้วโตว เจ้าอยู่เฝ้าที่นี่ ถ้าจะออกไปละก็ให้บอกเสิ่นปิงไว้สักหน่อย เผื่อมีแขกมาหาเสิ่นปิงจะได้ปฏิเสธไป”
งานเฉลิมฉลองขอบเขตจินตานในครั้งนี้ ครอบครัวสวี่หยางได้รับเชิญให้เข้าร่วม
ส่วนยอดเขาใกล้เคียงอื่น ๆ ด้วยคุณสมบัติของพวกเขา ย่อมไม่อยู่ในกลุ่มที่ได้รับเชิญ
ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาของคนเหล่านั้น สวี่หยางไม่ได้สนใจแล้วก็จากไป
ตอนนี้ฟ้ายังไม่มืด
สวี่หยางควบคุมเรือส่านหลิงเฟยทะยานออกไป
ครึ่งวันให้หลัง ยามเช้าผ่านพ้นไปได้มินาน ทว่าท้องฟ้ายังคงมีหมอกอยู่
พวกสวี่หยางเดินอยู่บนถนนในเมืองเซียน ก่อนที่หลินอี้และเสิ่นฝู สองสามีภรรยาจะเดินเข้ามาต้อนรับพวกเขา
หลินหวั่นชิงได้แจ้งพวกเขาไว้ล่วงหน้าแล้วว่า พวกนางจะเดินทางไปพบชิงหนิวเจินเหรินเพื่อเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองการก้าวเข้าสู่ขอบเขตจินตานของเหอซีเสวี่ย
“เมื่อเร็ว ๆ นี้ พวกเจ้าได้ให้ข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างมากแก่ข้า ช่างทำได้ดีนัก”
สวี่หยางพยักหน้าพร้อมมอบรางวัล
หินวิญญาณห้าร้อยก้อน ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงระดับหนึ่ง เครื่องรางป้องกันและยันต์โจมตีอย่างละสองใบ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นขั้นสูงระดับหนึ่งทั้งสิ้น
สองสามีภรรยาต่างก็รับรางวัลด้วยความตื่นเต้นและขอบคุณสวี่หยางอย่างสุดซึ้ง
“พวกเจ้าจงดูแลกิจการของตนเองให้ดี แต่ในช่วงนี้ช่วยสอดส่องหาตัวคลคนหนึ่งให้ข้าที”
สวี่หยางแอบกระซิบบอก “คนผู้นี้มีนามว่า โจวป๋อซู่”
เสิ่นฝูสะดุ้งเฮือก แล้วเอ่ยด้วยความตกใจ “โจวป๋อซู่หรือ? แท้จริงแล้วขอบเขตของเขาคือจินตานซึ่งพลังของเขาแข็งแกร่งมาก และยังเป็นลูกศิษย์ของชิงหนิวเจินเหรินอีกด้วย”
“ถูกต้อง เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าไปใกล้ เพียงแค่คอยสืบหาข่าวสารก็เป็นอันใช้ได้แล้ว” สวี่หยางกำชับ
“ข้าทราบแล้ว” เสิ่นฝูพยักหน้าอย่างหนักแน่น
จากนั้นสวี่หยางก็พาเหล่าภรรยาออกเดินทางไปยังสำนักของเมืองเซียนชิงหนิว
สำนักแห่งนี้ตั้งอยู่ริมทะเล ในตอนที่ก่อตั้งขึ้นนั้น ชิงหนิวเจินเหรินและเพื่อนอีกสองคนได้ใช้พลังยุทธ์มหาศาลเคลื่อนย้ายภูเขาบนเกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งมายังที่แห่งนี้
หลังจากนั้น สำนักของเมืองเซียนจึงได้ถูกสร้างขึ้นบนภูเขาลูกนี้
เวลานี้บริเวณเชิงเขาได้มีผู้บำเพ็ญมนุษย์จำนวนมากกำลังมายืนเบียดเสียดกันอยู่
พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ทั้งนั้น รวมถึงผู้บำเพ็ญเซียนที่มีพลังปราณแข็งแกร่งอีกด้วย
เหล่าผู้บำเพ็ญเซียนล้วนคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน
ยามนี้เหอซีเสวี่ยผ่านพ้นเภทภัยมาได้สำเร็จ จินตานของนางมีขั้นที่สูงขึ้นมาก และมีความหวังที่จะก้าวสู่ขอบเขตแปรเทวา
สำหรับผู้บำเพ็ญเช่นเหอซีเสวี่ย พวกเขาย่อมรีบเร่งมาเยี่ยมเยียน เพื่อหวังสร้างความประทับใจที่ดีต่อกันในอนาคต หากได้พบเจอกันอีกครั้งภายหลัง พวกเขาก็จะไม่สร้างความรำคาญใจ
ประตูใหญ่ยังไม่เปิด สวี่หยางเองก็ไม่รีบร้อน พวกเขาหาหินก้อนใหญ่มานั่งรอด้วยกัน
ระหว่างที่รอ ผู้บำเพ็ญที่มานั้นก็ค่อย ๆ เพิ่มมากยิ่งขึ้น
ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่รู้จักมักคุ้นต่างก็ทักทายกัน
“แท้จริงแล้วเป็นสหายเต๋าหวงนี่เอง ข้ากำลังตามหาเจ้าพอดี อีกไม่นานเขตแดนลับมังกรดินจะเปิดออก เจ้าสนใจร่วมเดินทางไปด้วยกันหรือไม่”
“แน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นพวกเรามาร่วมมือกันเถิด”
“ดีเลย”
“พวกท่านทั้งหลาย ข้าคิดว่าคราวนี้พวกเราต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นอีก ข้าได้ยินมาว่า ผู้บำเพ็ญมารจะแฝงตัวเข้าสู่เขตแดนลับมังกรดิน คาดว่าสถานการณ์ย่อมเลวร้ายเป็นแน่”
“ฮ่า ๆ ๆ … ผู้บำเพ็ญมารหรือ? แล้วอย่างไรเล่า หากมีผู้บำเพ็ญมารแฝงตัวเข้ามา พวกเราจะต้องยอมละทิ้งโอกาสเช่นนี้น่ะหรือ เช่นนั้นแล้วผู้ใดเล่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเซียนได้ พวกท่านทั้งหลายว่าใช่หรือไม่”
“จริงด้วย”
ผู้บำเพ็ญจำนวนหนึ่งเห็นด้วยกับคำพูดของคนผู้นั้น
ได้ยินดังนั้น สวี่หยางพลันขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขาไม่คิดว่าผู้บำเพ็ญมารก็จะไปเยือนเขตแดนลับมังกรดินด้วย
เขาหันหน้าไปทางหวงเสี่ยวเหมยที่อยู่ด้านข้าง
หวงเสี่ยวเหมยได้ยินบทสนทนาของเหล่าคนเหล่านี้แล้ว
“ผู้บำเพ็ญมารก็ไปเช่นกันหรือ แต่ว่าหากเป็นเช่นนั้นแล้วจะอย่างไรล่ะ?” หวงเสี่ยวเหมยพึมพำ
ส่วนหลินหวั่นชิง จู่ ๆ ก็ดึงแขนของสวี่หยาง “สหายเต๋าสวี่ ข้าหมายจะบอกเจ้าอยู่พอดีเรื่องเขตแดนลับมังกรดิน ข้าได้ปรึกษากับไห่ถังแล้ว ตัดสินใจว่าจะไป เจ้าคิดเช่นไร”
สวี่หยางส่ายหน้า สื่อสารทางจิตว่า “ไม่จำเป็น”
“สหายเต๋าสวี่ ไปกันเถอะ! ข้าคิดว่าไปได้นะ พวกเรามีไพ่ตายมากมาย ไม่จำเป็นต้องกลัว”
หลินหวั่นชิงคิดว่าสวี่หยางลังเลอยู่จึงอยากจะเกลี้ยกล่อมเขาให้มากกว่านี้
หลินไห่ถังก็เดินเข้ามาในเวลานี้แล้วพูดกับสวี่หยางว่า “ก็จริงนะ พวกเราอยากลองไปดู แม้ว่าจะเผชิญกับอันตราย ด้วยไพ่ตายที่พวกเรามีมากมายนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะปกป้องตนเอง”
นึกไม่ถึงว่าภรรยาทั้งสองจะดื้อดึงเช่นนี้
สวี่หยางพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ประการแรก ผู้บำเพ็ญมารอาจจะไป พลังปราณของผู้บำเพ็ญมารไม่สามารถแบ่งแยกตามระดับขั้นได้อย่างง่ายดาย ยกตัวอย่างเช่นลี่เจี้ยนเจิ้นที่เราได้พบก่อนหน้านี้ คนผู้นี้ไม่ด้อยไปกว่าขอบเขตเจี่ยตานของผู้บำเพ็ญมนุษย์เลยแม้แต่น้อย”
“ประการที่สอง มีผู้บำเพ็ญมากมายหมายจะไปที่นั่น ถึงแม้ว่าพวกเจ้าจะมีไพ่ตายมากมาย แต่ก็ยังยากที่จะต่อสู้กับศัตรูจำนวนมากเกินไปใช่หรือไม่”
“ประการที่สาม ทรัพยากรสำหรับขอบเขตเจี่ยตานยังไม่ได้เร่งด่วนอะไรนักสำหรับพวกเรา ข้าจึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องเสี่ยงในตอนนี้”
หลังจากได้รับคำเกลี้ยกล่อมจากสวี่หยาง
หลินไห่ถังก็ไม่ได้คิดอะไรมาก นางพยักหน้าเล็กน้อย “ก็ได้ ตามใจสามี”
แต่ว่าหลินหวั่นชิงกลับทำปากยื่นออกมาอย่างไม่พอใจ เห็นได้ชัดว่านางไม่พอใจคำอธิบายของสวี่หยางสักเท่าไร ในใจก็ยังคงอยากจะไปอยู่ดี
………
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ในที่สุดประตูสำนักก็เปิดออก
เหล่าผู้บำเพ็ญนำโดยเจ้าหน้าที่คุ้มกันประตูก็เรียงแถวนำเข้าไป
สวี่หยางสังเกตเห็นว่าผู้มาเยือนแต่ละคนล้วนมีของกำนัลมาด้วย ของกำนัลเหล่านี้ก็ไม่ได้ใส่ถุงเก็บของ แต่ถือเอาไว้ในมือ แสดงให้เห็นถึงความจริงใจ
แต่ก็มีบางคนที่มีอำนาจ ก็ไม่ได้นำของกำนัลมาด้วย คาดว่าคงจะเข้าไปก่อนแล้วค่อยนำไปให้เหอซีเสวี่ยโดยตรง
สวี่หยางเองก็ไม่ได้นำของไปเช่นกัน
เมื่อผ่านเข้าประตูสำนักมาก็มีสตรีนำทางไปที่ยอดเขา
มีผู้คนมายืนรออยู่อย่างล้นหลามแล้ว
ทุกคนยืนพูดคุยกันเป็นกลุ่ม ๆ ให้บรรยากาศเหมือนงานเลี้ยงสังสรรค์ของชนชั้นสูง
“สวี่หยาง! เจ้ามาแล้ว”
หลี่ลี่จือพร้อมกับภรรยาทั้งสองของตนก็เดินมา
ด้านหลังของเขามีคนยืนอยู่หนึ่งคน ซึ่งสวี่หยางไม่เคยพบมาก่อน แต่พลังปราณบนร่างของเขากลับทำให้สวี่หยางรู้สึกตื่นตัว
เพราะคนผู้นี้มิใช่ใครอื่น เขาคือผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตาน ‘โจวป๋อซู่เจินเหริน’
ศิษย์พี่ร่วมสำนักที่จ้องจะทำลายล้างเหอซีเสวี่ยในเงามืด