ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 241 เขตแดนลับมังกรดิน
บทที่ 241 เขตแดนลับมังกรดิน
เมื่อมองค่าตัวเลขตรงหน้า ภายในใจสวี่หยางก็สั่นระรัว
จิตเทวะนั้นเมื่อหลอมรวมกันแล้วจะสามารถเพิ่มพลังปราณได้จริง ๆ
ดี! ดีเสียจริง!
เพราะหลังจากที่ใช้ศาสตร์การบ่มเพาะต้าเหยี่ยนแล้ว การเพิ่มขึ้นของพลังปราณก็ชัดเจนมากขึ้นด้วย
แม้แต่ เหอซีเสวี่ยก็รู้สึกได้
“เอ๊ะ…”
นางร้องเบา ๆ “สวี่หยาง ดูเหมือนเจ้ากำลังใช้วิชายุทธ์บ่มเพาะจิตเทวะอยู่เลย”
“ใช่..” สวี่หยาง พยักหน้าเล็กน้อย “เป็นอย่างไรบ้าง?”
“วิเศษจริง ๆ”
“น่าเสียดายที่วิชายุทธ์นี้ยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์ เมื่อถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว ข้าจะแกะสลักมันลงในหยกม้วนแล้วมอบมันให้กับเจ้า”
สวี่หยางพูดด้วยท่าทางที่จริงจัง
เหอซีเสวี่ยใจสั่นไปเล็กน้อย เอ่ยด้วยความประหลาดใจ “เหตุใดเล่า”
“ข้าเพียงคิดว่าเจ้าเป็นผู้หญิงของข้าอย่างไรล่ะ”
สวี่หยางพูดเรียบ ๆ
เหอซีเสวี่ยเมื่อได้ฟังก็ใจเต้นรัว แต่อย่างไรเสียนางก็ยังปากแข็งอยู่ “อย่ามาพูดจาหวาน ๆ แบบนี้กับข้าเลย ข้าไม่ใช่เด็กสาวแล้วนะ”
แม้ปากนางจะกล่าวเช่นนี้ แต่สวี่หยางกลับพบว่าค่าความชอบของเหอซีเสวี่ยนั้นพุ่งสูงถึง 80 แล้ว
ปากว่าไม่ แต่กายบอกว่าใช่สินะ
เหอซีเสวี่ยครุ่นคิดสักครู่ แล้วลุกขึ้นจากตัวสวี่หยาง นางเอื้อมมือไปหยิบถุงเก็บของบนโต๊ะ จากนั้นก็นำหยกม้วนออกมาชิ้นหนึ่ง
“เจ้าเฝ้าคิดถึงข้าอยู่เสมอ ข้าจะให้เจ้าขาดทุนได้อย่างไร เอานี่! ข้ามอบวิชายุทธ์บ่มเพาะจิตเทวะนี้ให้เจ้า เจ้าเองก็สามารถฝึกฝนได้เช่นกัน เปรียบเทียบระหว่างสองสิ่งนี้ มิแน่ว่าบางทีอาจมีประโยชน์กับเจ้าในอีกทางหนึ่งได้”
ระหว่างที่พูดเหอซีเสวี่ยก็กลับมานั่งบนตัวสวี่หยางอีกครั้ง
สวี่หยางสำรวจหยกม้วนอยู่ครู่หนึ่ง ในใจพลันรู้สึกตื่นเต้น
ตำราโบราณกลั่นวิญญาณ
“ตำราโบราณกลั่นวิญญาณนี้ ท่านอาจารย์ของข้าได้มาจากแดนลับแห่งหนึ่ง เพราะตำรานี้ท่านอาจารย์จึงได้รับโอกาสพัฒนาขอบเขตเช่นทุกวันนี้”
สวี่หยางใจเต้นแรง “เช่นนั้น…ตำรานี้ก็ต้องมีความสำคัญต่อสำนักของพวกเจ้ามากมิใช่หรือ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว แต่วิชายุทธ์บ่มเพาะจิตเทวะที่เจ้ากำลังฝึกอยู่ในขณะนี้ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน เมื่อถึงเวลาเจ้ามอบมันคืนให้ข้า ข้าก็ไม่ขาดทุน” เหอซีเสวี่ยยิ้มน้อย ๆ
สวี่หยางรู้สึกซาบซึ้ง
ดูเหมือนว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างคนทั้งสอง แต่สวี่หยางนั้นรู้ดีว่าเขาได้เปรียบมากกว่า เพราะต้องฝึกวิชาให้สำเร็จ จึงจะสามารถมอบศาสตร์การบ่มเพาะต้าเหยี่ยนได้
เขาอาจต้องใช้เวลาหลายปี
แต่เหอซีเสวี่ยกลับมอบให้เขาก่อน
นี่แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจอย่างเต็มเปี่ยมของเหอซีเสวี่ยที่มีต่อตัวเขา
ไม่นานนัก เตียงก็สั่นไหวไปมา แสงเทียนค่อย ๆ หรี่ลง และสุดท้ายก็ดับวูบไป ทั้งสองหมดเรี่ยวแรงพากันนอนลงบนที่นอนนุ่มและหลับใหลไปในที่สุด
เช้าวันรุ่งขึ้น สวี่หยางปกปิดลมปราณไว้แล้วจากไปทางประตูด้านหลัง
มิอาจมีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งได้ค้างคืนในวังของเซียนเหอ
……….
เก้าวันต่อมา
งานเฉลิมฉลองก้าวสู่ขอบเขตจินตานของเหอซีเสวี่ยกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในวันพรุ่งนี้
วันนี้สวี่หยางและเหล่าภรรยาตื่นแต่เช้าตรู่ ไปซื้อของเพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมงานเฉลิมฉลอง
คนที่ตื่นเต้นที่สุดคงจะหนีไม่พ้นหลินอวี้
เพราะสวี่หยางได้บอกกับนางว่าในงานเฉลิมฉลองครั้งนี้ นางจะได้พบกับชิงหนิวเจินเหริน
ครั้นถึงเวลานั้นชิงหนิวเจินเหรินจะบอกเคล็ดวิชาบำเพ็ญตนสำหรับคนธรรมดาให้แก่นางโดยเฉพาะ!!
เพราะเหตุนี้ หลินอวี้จะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไรเล่า
“คุณชายสวี่! คุณชายสวี่ขอรับ!”
เช้าตรู่เช่นนี้ เสิ่นปิงผู้ที่ได้รับหน้าที่ดูแลถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่ก็ได้เข้ามา
“เสิ่นปิง เกิดอะไรขึ้นแต่เช้า?”
“ด้านนอกมีหญิงสาวผู้หนึ่งจากสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี นางชื่อหวงเสี่ยวเหมย นางบอกว่านางเป็นสหายเก่ากับท่านและมาเยี่ยมท่านขอรับ”
เสิ่นปิงกล่าวอย่างนอบน้อม
“เชิญนางเข้ามา” สวี่หยางสั่ง
สำหรับการมาของหวงเสี่ยวเหมย สวี่หยางไม่แปลกใจแต่อย่างใด
เมื่อเมืองเซียนจึงจัดงานเฉลิมฉลองการก้าวสู่ขอบเขตจินตานของเหอซีเสวี่ย กล่าวได้ว่า ทั้งแดนเซียนตงไห่ล้วนได้รับเชิญทั้งสิ้น
นอกจากสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี ซึ่งเป็นผู้ใช้พลังปราณขอบเขตแปรเทวา ก็ได้ส่งเหล่าผู้อาวุโสและผู้บำเพ็ญมาเพื่อแสดงความยินดี
เห็นได้ชัดว่า หวงเสี่ยวเหมยก็คงจะเดินทางมาถึงพร้อมกับผู้อาวุโสแล้ว
นอกเหนือจากสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีแล้วนั้น ผู้บำเพ็ญที่ใช้พลังปราณขอบเขตแปรเทวาอย่างเคหาสน์เขาเทพดาบก็มีข่าวแพร่ว่าได้ส่งคณะเดินทางมาเยือนตั้งแต่ก่อนหน้าสามวันแล้ว
ส่วนสำนักไท่อี้ และกลุ่มพันธมิตรหลิวและอู๋ พวกเขานั้นก็คือศัตรูคู่แค้น จึงไม่ได้อยู่ในรายชื่อผู้ที่ได้รับเชิญ
หลายเดือนที่มิได้พบกันนั้น พลังปราณของหวงเสี่ยวเหมยแกร่งกล้าขึ้นมาก กระนั้นนางก็ยังคงอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานระดับเจ็ด
นางสวมอาภรณ์สีชมพู รัดเอวด้วยแพรสีพื้น ผิวกายขาวนวลเนียนราวหยกงาม ผมประดับด้วยปิ่นลายดาวล้อมจันทร์ ดูแล้วช่างงดงามราวภาพวาดที่มิอาจประเมินค่า ใบหน้าเรียว คิ้วโค้งดุจดั่งขุนเขาในยามฤดูใบไม้ผลิ ดวงตางดงามราวสายน้ำยามใบไม้ร่วง นางเอวบางเยื้องย่างพลิ้วไหว ราวกับกลีบดอกไม้ที่ไหวไปตามลม งดงามปานนางเซียน
สวี่หยางอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
เนื่องจากพลังปราณที่เพิ่มมากขึ้น กลิ่นอายและท่วงท่าที่สุขุมนั้นก็ย่อมแปรเปลี่ยนไปตามกัน
ยามนี้หวงเสี่ยวเหมยแตกต่างจากสาวน้อยบ้านนอกผู้นั้นโดยสิ้นเชิง
แต่ก่อนที่เขาจะมาอาศัยอยู่ที่นี่ ก็ได้เขียนจดหมายบอกกล่าวแก่หวงเสี่ยวเหมยแล้ว ดังนั้นนางจึงไม่ต้องลำบากสืบหา
“สวี่หยางเจ้าเองก็ก้าวหน้าไม่น้อย ข้าเห็นแล้วประหลาดใจนัก”
“หวงเสี่ยวเหมย เจ้าเองก็เช่นกัน” สวี่หยางพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
เหล่าภรรยาเห็นเช่นนั้นก็ออกมาต้อนรับ
โดยเฉพาะหลินไห่ถัง นางกับหวงเสี่ยวเหมยมาจากศิษย์ร่วมสำนัก ในอดีตพวกนางมีความสัมพันธ์อันดียิ่ง บัดนี้เมื่อได้พบกันอีกครั้ง ความรู้สึกตื้นตันจึงบังเกิด
หวงเสี่ยวเหมยเดินทางมาถึงสู่ถ้ำฝึกตน ได้พบสัตว์อสูรอย่างหนูสุ่ยหลิงและเสี่ยวไป๋หูนางจึงยิ้มเบา ๆ ส่วนด้านในแขนเสื้อของนางก็มีงูสีดำตัวน้อยเลื้อยออกมา
“โอ้! อสรพิษนาวา โตขึ้นขนาดนี้เชียวหรือ!”
สวี่หยางรู้สึกแปลกใจ
ครั้งนั้น หวงเสี่ยวเหมยและเขาไปที่เกาะแห่งหนึ่งเพื่อจับอสรพิษนาวา แล้วนำเอาถุงน้ำดีของมันมาใช้ป้องกันกู่พิษ
เขาได้ค้นพบเสี่ยวไป๋หูขณะที่หวงเสี่ยวเหมยก็ค้นพบอสรพิษนาวาในแหล่งน้ำแห่งหนึ่ง
มิได้คาดหมายว่าอสรพิษนาวาจะตัวใหญ่ขนาดนี้ มันดูเชื่องและน่ารักมากเสียด้วย
“ถูกต้องแล้ว อสรพิษนาวาตัวนี้มีสายเลือดพิเศษ จึงเติบโตอย่างน่าประหลาดใจ”
หวงเสี่ยวเหมยลูบหัวเสี่ยวไป๋หูแล้วถามว่า “ยังจำข้าได้หรือไม่?”
แน่นอนว่าเสี่ยวไป๋หูจำนนนางได้ แต่ก็ไม่ถึงขั้นสนิทสนม
แต่ว่าหนูสุ่ยหลิงที่อยู่ข้าง ๆ นั้นต่างหากที่รีบกระโจนขึ้นไปเกาะที่ปกเสื้อของหวงเสี่ยวเหมย พร้อมร้อง “จี๊ด จี๊ด…”
สวี่หยาง “…”
เจ้าหนูสุ่ยหลิงช่างซุกซนจริง ๆ ช่างกล้าขึ้นปีนขึ้นไปซุกตรงจุดนั้นของสตรีได้อย่างไร
ดูเหมือนว่า ครั้งที่แล้วหนูสุ่ยหลิงคงจะรู้สึกสบายตัวมากที่ได้อยู่กับหวงเสี่ยวเหมย จึงทำให้ตอนนี้เมื่อใดก็ตามที่เห็นหวงเสี่ยวเหมยก็เป็นต้องซุกเข้าไปในจุดนั้นทุกที
หวงเสี่ยวเหมยเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเธอจึงรีบอุ้มหนูสุ่ยหลิงขึ้นมาแล้วพูดว่า “เจ้าอย่าเลียนแบบเจ้านายของเจ้าสิ เจ้าไม่ควรมุดเข้าไปพร่ำเพรื่อรู้หรือไม่”
สวี่หยาง “…”
สวี่หยางเกาจมูกด้วยความอับอาย
ภรรยาอีกสี่คนที่อยู่ข้าง ๆ ต่างก็แอบหัวเราะอยู่ในใจ
“เสี่ยวเหมย ตอนนี้เจ้าเก่งกว่าข้ามากแล้วนะ” หลินไห่ถังเดินเข้ามาพูดด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง
หวงเสี่ยวเหมยทักทายหลินไห่ถังผู้เป็นศิษย์พี่ “ศิษย์พี่หลิน ข้ามาถึงที่นี่ก่อนท่านเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น ด้วยพรสวรรค์ของท่าน เชื่อว่าไม่นานก็จะเหมือนข้าได้”
ทั้งคู่คุยกันสักพัก
หลินอวี้กับเสิ่นม่านอวิ๋นชงชา ก่อนจะพาทุกคนเข้าไปในบ้านแล้วก็พูดคุยกัน
หวงเสี่ยวเหมยเล่าว่า คราวนี้คนในสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีของพวกเขามีผู้อาวุโสทั้งสามท่านเป็นผู้นำเหล่าศิษย์กว่าสามสิบคนมาที่นี่
สวี่หยางจึงถามต่อว่า “ข้าได้ยินมาว่า การประลองศิษย์สายในกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว เจ้าเตรียมตัวอย่างไรบ้าง”
“หลังจากร่วมงานฉลองการก้าวสู่ขอบเขตจินตานของเซียนเหอ คราวนี้แล้วจะมีสถานที่หนึ่งที่เรียกว่า เขตแดนลับมังกรดินซึ่งจะเปิดออก แดนลับแห่งนั้นผู้บำเพ็ญที่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานและกลั่นลมปราณเท่านั้นจึงจะเข้าไปแดนลับนี้ได้ ซึ่งเป็นการทดสอบครั้งแรกของศิษย์สายในอย่างพวกเรา! หากได้รับโอกาสแล้ว ก็จะเข้าร่วมการประลองครั้งที่สอง”
หวงเสี่ยวเหมยค่อย ๆ เล่า
“เขตแดนลับมังกรดินงั้นหรือ!” สวี่หยางตกใจ
พวกเขามาถึงที่นี่ไม่นาน จึงยังไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับสถานการณ์ของแดนลับแห่งนี้มาก่อน
หลังจากที่หวงเสี่ยวเหมยอธิบาย สวี่หยางจึงได้รู้ว่าเขตแดนลับมังกรดินตั้งอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่าเทือกเขามังกรดิน
เทือกเขานี้ทอดตัวยาวเหยียด ราวกับมังกรดินขนาดยักษ์กำลังขดตัวอยู่จึงได้ชื่อว่าเทือกเขามังกรดิน และในส่วนลึกของเทือกเขานั้นมีแดนลับแห่งหนึ่ง
หลังจากที่ดูดซับพลังวิญญาณแล้ว แดนลับแห่งนั้นจะเปิดออกทุก ๆ ห้าหกปี
และเนื่องจากพลังปราณด้านในเทือกเขาไม่เสถียร หากผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่แกร่งกล้ามาก ๆ เข้าไป ย่อมทำให้แดนลับพังทลายลง
ดังนั้นจึงมีเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานและขอบเขตกลั่นลมปราณเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้
“ข้างในคือซากปรักหักพังของสำนักโบราณแห่งหนึ่ง มีของวิเศษจากสวรรค์มากมาย แม้แต่ศาสตราศักดิ์สิทธิ์ก็ยังมีอยู่ ครั้งหนึ่งสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีได้ส่งผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานกลุ่มหนึ่งเข้าไป ก็ได้พบโอสถวิญญาณระดับสี่และห้า”
หวงเสี่ยวเหมยอธิบาย
“อะไรนะ ระดับสี่และห้า” สวี่หยางตกตะลึง
ถึงอย่างไรก็เป็นของวิเศษที่ขอบเขตแปรเทวายังต้องสนใจ
“ข้าคงต้องเข้าไปสักครั้ง ประการแรกเพื่อรับคุณสมบัติใการเป็นศิษย์สายใน ประการที่สองเพื่อหาทรัพยากรสำหรับขอบเขตเจี่ยตาน”
หวงเสี่ยวเหมยอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานระดับเจ็ดแล้ว ใกล้ถึงคราวที่ต้องเตรียมหาทรัพยากรเพื่อก้าวสู่ขอบเขตเจี่ยตาน
“สวี่หยาง ศิษย์พี่ไห่ถัง พวกเจ้าทุกคนล้วนอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว ก็สามารถเข้าร่วมได้นะ” หวงเสี่ยวเหมยถามอีกครั้ง
สวี่หยางยังไม่ทันตอบกลับ ทางด้านหลินหวั่นชิงที่อยู่ข้าง ๆ ก็ใจเต้นแรง
“ฟังดูน่าสนใจ”
“ศิษย์พี่หลินหวั่นชิงสนใจหรือ?” หวงเสี่ยวเหมยถามพร้อมรอยยิ้ม
“แน่นอน ใครจะไม่สนใจทรัพยากรเพื่อก้าวสู่ขอบเขตเจี่ยตานกันเล่า”
หลินหวั่นชิงพิจารณาไพ่ตายในมือของตนเองแล้วจึงมั่นใจ เพราะมีสวี่หยางและหลินไห่ถัง เสิ่นม่านอวิ๋นเข้าร่วมด้วย ย่อมมั่นใจเป็นทวีคูณ
หลินไห่ถังที่อยู่ข้าง ๆ พยักหน้าเล็กน้อยสิ่งนี้ดูน่าสนใจดี
ส่วนเสิ่นม่านอวิ๋นแม้จะเป็นกังวล แต่ก็มิได้กล่าวสิ่งใดออกมา นางหันไปมองสวี่หยางแทน
สวี่หยางคิ้วขมวด
แม้ทรัพยากรในเขตแดนลับมังกรดินนั้นจะดีก็ตาม แต่ยังคงต้องพูดเช่นเดิม ทรัพยากรดี ๆ นั้น ต่อให้ดีเพียงใดก็ยังต้องมีชีวิตอยู่ก่อนจึงจะนำกลับมาได้!!
สำหรับเขาแล้ว นับว่าเสี่ยงยิ่งนัก และพวกเขาไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเพื่อทรัพยากรเหล่านั้น
“ขอพิจารณาอีกครั้ง”
ในที่สุด สวี่หยางจึงแสดงท่าที
หวงเสี่ยวเหมยเห็นว่าสวี่หยางอาจต้องการปรึกษากับภรรยาของตน นางจึงไม่กล่าววาจาใด
ครั้นสนทนาไปสักครู่ หวงเสี่ยวเหมยจึงมอบของขวัญการพบหน้าในครั้งนี้ให้
เป็นยาบำรุงเลือดลมชั้นดี มีสรรพคุณบำรุงหยินสำหรับสตรี
ภรรยาทั้งสี่ชื่นชอบยิ่งนัก
…………
อาจเป็นเพราะเสิ่นปิงได้กล่าวไว้ว่า มีศิษย์สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีเดินทางมาพบ อวี๋หมิ่นหงและหนิงเฟยที่พำนักอยู่ไม่ไกลล้วนเดินทางมาเยี่ยมเยือนด้วยเช่นกัน
เกี่ยวกับเรื่องราวของเขตแดนลับมังกรดินนั้น หนิงเฟยแอบหวั่นไหว เพราะเขาเองกำลังพิจารณาว่าจะเดินทางไปเช่นกัน
ส่วนอวี๋หมิ่นหงนั้นส่ายหน้าปฏิเสธออกมาตรง ๆ
เขาอายุมากแล้ว ต่างจากตอนหนุ่มที่มีเลือดนักสู้
ในตอนนี้เขาต้องการเพียงปกป้องสมบัติของตนเอง ทำการค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างสบายใจเท่านั้น
ตอนเย็นหวงเสี่ยวเหมยได้อยู่ร่วมรับประทานอาหารที่ถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่ บรรยากาศอบอวลไปด้วยความอบอุ่น แว่วเสียงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
หวงเสี่ยวเหมยสอบถามเหอซีเสวี่ยซึ่งอยู่ในขอบเขตจินตานถึงสถานการณ์ในตอนนั้น และทราบว่าสวี่หยางได้คอยช่วยเหลือนางทำให้นางประทับใจในตัวเขามาก
หลังจากนั้นหวงเสี่ยวเหมยและหลินไห่ถังได้พูดคุยถึงเรื่องราวในอดีตที่สำนักชิงหยางบ้าง
“หากมีเวลาข้าจะกลับไปเยี่ยมอาจารย์”
หวงเสี่ยวเหมยเสนอ
ในปีนั้นสำนักชิงหยางเกิดเรื่อง อาจารย์พาพวกนางหนีออกมา หลังจากนั้นอาจารย์ก็ได้รับบาดเจ็บ
เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว แม้ว่านางจะเคยส่งจดหมายไป แต่ด้วยระยะทางอันไกลโพ้น จึงไม่ได้รับจดหมายตอบกลับมาที่นี่เลย
หลินไห่ถังพยักหน้าเล็กน้อยนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตจึงเห็นด้วย
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ สวี่หยางได้ไปส่งหวงเสี่ยวเหมยบนหอคอย
ค่ำคืนนี้หวงเสี่ยวเหมยพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว
เมื่อขึ้นไปถึงหอคอย หวงเสี่ยวเหมยได้กล่าวขอบคุณจากนั้นจึงถามว่า “สวี่หยาง ข้าได้แผนที่ภายในเขตแดนลับมังกรดินมาแล้ว ความปลอดภัยสูงถึงแปดส่วน ถ้าเช่นนั้นพวกเราจะเข้าไปด้วยกันไหม ภรรยาสามคนของเจ้าก็อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว เจ้าลองพิจารณาดูเถิด โอกาสเช่นนี้หาได้ยากยิ่งนะ”