ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 244
บทที่ 244 ความยากลำบากของการเป็นเทพ
ในโถงใหญ่มีเพียงชิงหนิวเจินเหรินและเหอซีเสวี่ยเพียงสองคน
ดูเหมือนชิงหนิวเจินเหรินจะพูดคุยกับเหอซีเสวี่ย แต่เป็นการพูดผ่านจิตไม่ให้ใครได้ยิน
เมื่อสวี่หยางเข้ามา ชิงหนิวเจินเหรินจึงลืมตาขึ้น
“คารวะจางเจินเหริน คารวะเสวี่ยหยางเจินเหริน”
สวี่หยางหันไปทางทั้งสองคนอย่างเคารพนอบน้อมยิ่ง
ครู่ต่อมา สวี่หยางรู้สึกเหมือนมีพลังลึกลับแผ่ผ่านร่างกายตน
คล้ายกับจิตเทวะแต่มีความแตกต่างเล็กน้อย
สวี่หยางรับรู้ได้ว่านี่คือจิตเทวะที่อยู่ในร่างวิญญาณซึ่งแตกต่างจากจิตเทวะธรรมดาโดยสิ้นเชิง
ชิงหนิวเจินเหรินดึงจิตเทวะกลับ และเดินมาหาสวี่หยางพร้อมแผ่ปราณอันทรงพลังออกมา
“สวี่หยางได้ยินมาว่า เจ้ามาจากแดนเซียนตอนเหนือ”
“ถูกต้อง”
ชิงหนิวเจินเหรินกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่แปลกใจเลยที่ร่างกายเจ้ามีสิ่งเจือปนมากมาย อีกสองเดือนข้างหน้า บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์จะเปิด เราจะสงวนที่ไว้ให้เจ้าหนึ่งที่”
“ขอบคุณจางเจินเหริน” สวี่หยางกล่าว
ชิงหนิวเจินเหรินเปลี่ยนเรื่อง “จากที่ได้ยินมาจากซีเสวี่ย เจ้าสนใจในวิถีบำเพ็ญของมนุษย์ เจ้าอยากให้ภรรยาของเจ้าได้ฝึกตนมากหรือไร”
“พวกข้ารักกัน ข้าอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน อนาคตอายุขัยของข้าจะสูงกว่านางมาก ข้าจึงไม่อยากเห็นนางแก่ลง”
“เจ้ามีน้ำใจ ในโลกเซียนคนเช่นเจ้ามีไม่มากแล้ว”
“ขอบคุณท่านที่ชม”
“ข้ามีวิถีบำเพ็ญสำหรับมนุษย์จริง ๆ แต่จะให้พูดตามตรงก็ไม่เชิงเป็นการฝึกตน แต่เป็นการชิงหนิว!”
“ชิงหนิว?” สวี่หยางงงงันเพราะไม่ค่อยเข้าใจ
ขณะที่เดิน ชิงหนิวเจินเหรินก็ลูบเคราแล้วถามว่า “สวี่หยาง เจ้ารู้หรือไม่ว่าในโลกนี้มีสิ่งมีชีวิตอยู่กี่สายพันธุ์”
“เอ่อ…” สวี่หยางอ้าปากค้าง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดชิงหนิวเจินเหรินถึงได้ถามอะไรแบบนี้
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตอบว่า “มนุษย์ ผู้บำเพ็ญเซียน สัตว์อสูร ผี…”
“อืม เจ้าตอบตามที่โลกใบนี้ของเรารู้จัก แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่ายังมีสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อีกมากมายในโลกอื่น ข้าเคยได้ข้อมูลเกี่ยวกับโลกอื่น ๆ จากดินแดนลับแห่งหนึ่ง”
“โลกนั้นมีเทพ”
“มนุษย์ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเซียนเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นเทพได้อีกด้วย!! แนวคิดเรื่องเซียนและเทพในที่แห่งนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง”
“ผู้บำเพ็ญเซียนคือการฝืนโชคชะตา”
“การเป็นเทพคือการสอดคล้องกับโชคชะตา”
“ชิงหนิวคือการใช้ชื่อแห่งโชคชะตาเพื่อบัญชาคำสั่งของตนเอง แล้วก็กลายเป็นเทพ”
“ในยุคโบราณ เซียนและเทพอยู่ร่วมกัน”
“การเรียกผู้นั้นว่าเทพ แสดงถึงวิถีแห่งสวรรค์ มีผู้บำเพ็ญเซียนที่ใช้วิชาบัญชาสวรรค์จึงสามารถเป็นตัวแทนวิถีแห่งสวรรค์ และได้รับอัตลักษณ์แห่งเทพได้”
“มีตราเทพซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทพด้วยเช่นกัน ซึ่งสามารถทำให้มนุษย์ธรรมดาเป็นเทพได้”
จะว่าไปแล้ว
ในตอนนี้สวี่หยางชักเริ่มจะสับสน
สิ่งใดคือวิถีแห่งสวรรค์ สิ่งใดคือตำแหน่งเทพ?
ฟังมาแล้วก็เหมือนกับว่ามนุษย์ธรรมดามีหนทางในการบำเพ็ญสองทางเช่นนั้นหรือ?
เมื่อเห็นว่าสวี่หยางไม่เข้าใจ เหอซีเสวี่ยที่อยู่ข้าง ๆ ก็เลยอธิบายให้ฟังว่า
“ตัวอย่างของอัตลักษณ์แห่งเทพบนโลกมนุษย์ ก็อย่างเช่น เจ้าที่ เทพแห่งโชคลาภ เทพแห่งแม่น้ำ เทพแห่งท้องทะเล เทพแห่งต้นไม้ ล้วนเป็นอัตลักษณ์แห่งเทพทั้งสิ้น แต่ละตนนั้นล้วนมีตราเทพ ผู้ที่ได้รับก็จะได้พลังแห่งเทพมา ซึ่งรวมถึงความสามารถในการบำเพ็ญตนด้วย”
“หากไม่มีตราเทพ ก็ยังมีผู้แข็งแกร่งที่ฝึกวิชาบัญชาสวรรค์ ซึ่งสามารถประทานอัตลักษณ์แห่งเทพให้ผู้อื่นได้โดยตรง ทำให้ผู้นั้นสามารถบำเพ็ญตนได้”
“ตราบใดที่ยังมีอัตลักษณ์แห่งเทพอยู่ในตัว ก็จะมีอายุไขที่ยืนยาวกว่าผู้บำเพ็ญเซียนอย่างพวกเรา เช่น เจ้าที่ เทพที่อยู่ในลำดับต่ำที่สุด ก็มีอายุไขได้ถึงพันปี…”
สวี่หยางอึ้งตาค้าง “ที่ต่ำที่สุด ก็ยังอยู่ได้ถึงพันปีเลยหรือ?”
“แน่นอน ส่วนเทพที่แข็งแกร่งกว่า เช่น เทพแห่งโชคลาภ เทพแห่งท้องทะเล หรือแม้กระทั่งเทพยิ่งใหญ่บางองค์ที่อาศัยอยู่ในสวรรค์ ก็มีอายุไขได้ถึงหมื่นปี”
เหอซีเสวี่ยกล่าว
“เมื่อครั้งโบราณกาล เทพและเซียนยังคงอยู่ร่วมกัน แล้วเทพที่ว่านี้มีอายุยืนยาวถึงเพียงนี้ เหตุใดถึงได้หายไปหรือ?” สวี่หยางซักถาม
“เรื่องนี้ก็ต้องเล่าถึงที่มาของพลังเทพเสียก่อน เทพนั้นจำต้องอาศัยพลังแห่งการศรัทธาของมนุษย์ จึงจะมีพลัง และสามารถมีชีวิตอยู่ได้ยืนนาน! ในยามที่มนุษย์ไม่ศรัทธาในเทพ เทพก็จะอ่อนแอลง”
“แล้วในทุกวันนี้ มนุษย์ทุกคนก็ต่างเฝ้าฝันที่จะกลายเป็นผู้บำเพ็ญเซียน แม้กระทั่งคนที่มิอาจเป็นผู้บำเพ็ญเซียนได้ ก็ยังเริ่มที่จะศรัธาผู้บำเพ็ญเซียน แล้วอย่างนี้ใครเล่าจะยังศรัทธาในเทพอยู่อีก? เพราะอัตลักษณ์เทพมีจำกัด!! อย่างในเมืองหนึ่งก็จะมีเทพที่ได้เพียงองค์เดียว วัดวาอารามก็มีเทพได้ไม่เกินสามองค์ ในแผ่นดินหนึ่งก็มีเทพแห่งแม่น้ำได้เพียงแห่งเดียว! ตำแหน่งที่มีจำกัดก็เลยทำให้จำนวนเทพมีไม่มากนัก”
“นอกจากนี้ เทพเพียงแค่มีอายุยืนยาวเท่านั้น แต่ด้านพลังปราณ เมื่อเทียบกับผู้บำเพ็ญเซียนแล้วก็ไม่ต่างกันมากนัก ไม่มีจุดเด่นพิเศษอะไร” เหอซีเสวี่ยว่า
ชิงหนิวเจินเหรินก็หยิบม้วนหนังสือเก่า ๆ ม้วนหนึ่งขึ้นมา
“วิถีแห่งเซียนและวิถีแห่งเทพไม่สามารถเอามารวมกันได้”
“สิ่งนี้คือสิ่งที่ได้มาจากในวิหารโบราณแห่งหนึ่งในสมัยแรก มันคือตราเทพ!! พระราชโองการนี้ทำให้คนปกครองน้ำกลายเป็นเทพแห่งน้ำ”
“แม้ว่าจะสมัยโบราณ ตราเทพก็ยังเป็นของล้ำค่ามาก”
“ถึงแม้ว่าเราจะใช้ไม่ได้ แต่คนในครอบครัว ญาติมิตรของเราอาจใช้ได้ ใครจะไปรับรองได้ว่าลูกหลานจะมีรากฐานวิญญาณมาโดยกำเนิด”
“สำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติในการฝึกฝนไม่ดี หรือไม่มีรากฐานวิญญาณมาโดยกำเนิด และอัตลักษณ์เทพคือโอกาสเดียวที่จะก้าวขึ้นสวรรค์ได้”
…
ในขณะนี้ สวี่หยางเข้าใจแล้ว
ในสมัยโบราณ มนุษย์มีสองทางในการฝึกฝน
คือผู้บำเพ็ญเซียนและเทพ!!
ผู้บำเพ็ญเซียนจะต้องมีรากฐานวิญญาณ
ข้อดีในการบำเพ็ญเซียนคือการใช้สมบัติจากสวรรค์และโลกรวมกับความสามารถของตนเอง กล่าวคือเป็นการแย่งชิงทรัพยากรเพื่อให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น
ทว่าข้อเสียของผู้บำเพ็ญเซียนคืออายุสั้น
แต่การเป็นเทพ ไม่จำเป็นต้องมีรากฐานวิญญาณ
ข้อดีเทพคืออายุยืนอย่างต่ำพันปีขึ้นไป
ข้อเสียคือการฝึกฝนต้องอาศัยพลังศรัทธาจากมนุษย์ แม้จะพึ่งพาของวิเศษจากสวรรค์และโลก แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับผู้บำเพ็ญเซียน
แต่เมื่อขาดพลังศรัทธาพลังของเทพก็จะอ่อนแอลง
กล่าวคือนอกจากเทพจะอยู่ได้นานกว่าแล้ว พลังการต่อสู้ของเทพจะไม่ได้สูง
ด้วยเหตุนี้เมื่อมนุษย์หันไปเลื่อมใสในผู้บำเพ็ญเซียนผู้คนที่นับถือเทพจึงลดน้อยลงไปตามลำดับ
…
สวี่หยางจินตนาการได้ว่า หากตนเองรู้จักผู้บำเพ็ญเซียนเขาก็อาจจะเคารพบูชาผู้บำเพ็ญเหล่านั้นก่อน แต่เมื่อเวลาผ่านไป พอได้รู้ว่าผู้ที่มีรากฐานวิญญาณก็สามารถผู้บำเพ็ญเซียนได้เช่นกัน ใครเล่าจะไม่เกิดความคิดอยากเป็นผู้บำเพ็ญเซียนขึ้นมา
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้คนที่นับถือเทพก็จะลดน้อยลงไปตามธรรมชาติ เพราะใคร ๆ ต่างก็อยากเป็นเซียนทั้งนั้น!!
สรุปแล้ว การเป็นเทพต้องใช้อัตลักษณ์แห่งเทพ และอัตลักษณ์แห่งเทพเหล่านั้นก็มีอยู่จำกัด
แต่ผู้บำเพ็ญเซียนกลับไม่มีข้อจำกัดเรื่องปริมาณ
สวี่หยางพยักหน้าแสดงว่าตนเข้าใจแล้ว
ชิงหนิวเจินเหรินพูดต่อ “เท่าที่ข้ารู้ ในหมู่มนุษย์ ยังมีเทพชั้นต่ำอยู่บ้างที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชนบทห่างไกล ชาวบ้านไม่มากที่ยังคงเคารพบูชาเทพเหล่านั้น ดังนั้นการสืบทอดของเทพจึงยังไม่สิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิง”
จากนั้นเขาจึงวางม้วนคัมภีร์ลงในมือของสวี่หยาง
สวี่หยางรู้สึกได้ว่าคัมภีร์นี้ดูไม่ใหญ่นัก มีความกว้างเพียงสองฝ่ามือ ทว่าเมื่อถืออยู่ในมือกลับมีน้ำหนักมากนัก พลางรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังอันพิเศษแผ่กระจายออกมาจากภายใน
“สวี่หยาง เจ้าจงเปิดมันออก”
ชิงหนิวเจินเหรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาพร้อมด้วยแววตาอันล้ำลึกที่จับจ้องไปทางสวี่หยาง
สวี่หยางพยักหน้าภายใต้สายตาที่คอยเฝ้ามองของชิงหนิวเจินเหรินและเหอซีเสวี่ย เขาได้เปิดคัมภีร์ออก
ภาพวาดปรากฏอยู่ตรงหน้าทั้งสอง
นั้นคือลวดลายแม่น้ำสายใหญ่ไหลเชี่ยว
“แม่น้ำในคัมภีร์นี้คือที่ตั้งของบัลลังก์เทพ เมื่อใดก็ตามที่ได้กลายเป็นเทพในดินแดนแห่งนี้แล้ว แม่น้ำสายนี้ก็จะตกอยู่ใต้การดูแลของเทพองค์ใหม่!!”
สวี่หยางได้เห็นชื่อของแม่น้ำที่ปรากฏอยู่บนคัมภีร์ มีชื่อว่าไท่เหอ
ผู้ที่เป็นเทพแห่งแม่น้ำไท่เหอนั้นก็จะถูกเรียกว่าเทพแห่งแม่น้ำไท่เหอ
เทพหนี่ว์เหอนั้นจะถูกเรียกว่าเทพแห่งแม่น้ำไท่เหอ
“คัมภีร์นี้คือประกาศิตของพระเจ้า หากเจ้าสามารถค้นหาแม่หาไท่เหอได้ พร้อมทั้งใช้คัมภีร์บัญญัติเทพนี้เป็นเครื่องสถาปนา และสถาปนาภรรยาของเจ้าขึ้นเป็นเทพแห่งแม่น้ำไท่เหอองค์ใหม่! ภรรยาเจ้าจะได้รับอายุขัยที่เทียบเท่ากับร่างวิญญาณของผู้บำเพ็ญมนุษย์เป็นอย่างต่ำได้เลยละ!!”
“ทว่าการจะทำเช่นนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เจ้าจะต้องเตรียมการบางสิ่งให้พร้อมก่อนสามอย่าง”
“ประการแรก การฝึกฝนวิชาบัญชาสวรรค์ เพียงแค่การฝึกฝนถึงขั้นพื้นฐาน นั้นยังไม่เพียงพอ เจ้าจำเป็นต้องฝึกอย่างน้อยถึงขั้นเชี่ยวชาญจึงจะเพียงพอ”
“ประการที่สอง ตราเทพนี้ชำรุดทรุดโทรมไปบ้างแล้ว เจ้าจำเป็นต้องใช้สมบัติล้ำค่าหลากหลายชนิดเพื่อซ่อมแซมและเติมเต็มพลัง เมื่อแก่นแท้ทางจิตวิญญาณได้รับการเติมเต็มแล้ว มันจะสามารถแสดงฤทธิ์อันมหัศจรรย์ออกมาได้อย่างแท้จริง คือการมีพลังอำนาจของสวรรค์! ภายหลัง ข้าจะมอบสมบัติล้ำค่าที่เจ้าต้องการให้กับเจ้า อย่างไรเสีย ก็มีบางอย่างที่หายากมาก ๆ อยู่ เจ้าอาจจะต้องออกค้นหาด้วยตัวเจ้าเอง”
ชิงหนิวเจินเหรินพูดต่อ “ประการที่สาม เมื่อเจ้าใช้ตราเทพ เจ้าต้องค้นหาแม่น้ำไท่เหอแห่งนี้ให้พบ และทำบางสิ่งเพื่อเผยแผ่บารมีและนำความสุขแก่ผู้คนในท้องถิ่น จนกว่าตราเทพจะมีพลังแห่งความศรัทธาขั้นต้น ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถแสดงฤทธิ์ออกมาได้เลย”
“ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านในท้องถิ่นหรือ เรื่องนี้ง่ายมาก” สวี่หยางพยักหน้ารับ
“อื้ม ที่ดีที่สุดคือให้ชาวบ้านสร้างวิหารไท่เหอให้เจ้า เพื่อเคารพบูชาเจ้า จำไว้ว่าชาวบ้านต้องสร้างขึ้นด้วยความเต็มใจ การสร้างวิหารไท่เหอด้วยการข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือเคล็ดวิชาใด ๆ จะไม่มีพลังแห่งความศรัธาใด ๆ มาถึงเจ้า”
ชิงหนิวเจินเหรินกำชับ
สวี่หยางสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ พลางพยักหน้าเป็นอันว่าเข้าใจ
ในใจเขาครุ่นคิดว่า เขาคาดไม่ถึงว่าพิธีกรรมการแต่งตั้งเทพจะยุ่งยากเช่นนี้
แท้จริงแล้วคือต้องอาศัยความศรัธาของผู้อื่น จึงจะเกิดพลังแห่งความศรัทธาสำหรับเทพได้
สวี่หยางนึกบางอย่างขึ้นมา เขาจึงถามว่า “จางเจินเหริน แล้วผู้บำเพ็ญมนุษย์อย่างพวกข้า จะเกิดพลังแห่งความศรัทธาได้หรือไม่”
ชิงหนิวเจินเหรินส่ายหน้าพลางหัวเราะ “พวกเรา ผู้บำเพ็ญย่อมเป็นผู้ที่ทวนสวรรค์ ผู้ที่สวรรค์ไม่ยอมรับ แล้วจะเกิดพลังแห่งความศรัทธาได้อย่างไรเล่า”
สวี่หยางเข้าใจแล้ว
กล่าวคือมีเพียงมนุษย์ธรรมดาเท่านั้นที่สามารถเกิดพลังแห่งความศรัทธาได้
ชิงหนิวเจินเหรินกำชับรายละเอียดอีกเล็กน้อยแล้วจึงพูดว่า “ถูกแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากพลังยุทธ์ที่พวกเราบำเพ็ญนั้นสวรรค์ไม่ยอมรับ ฉะนั้นเมื่อทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้าน จึงห้ามใช้พลังยุทธ์โดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นสวรรค์จะมองว่าเป็นการไม่ซื่อตรง!”
สวี่หยางตกใจสุดขีด
เขาอธิบายอย่างรีบร้อนว่า “ข้าใช้พลังยุทธ์เอง ส่วนภรรยาของข้านั้นเป็นมนุษย์ธรรมดา”
“สวรรค์นั้นไม่ง่ายนักที่จะหลอกลวงหรอก” ชิงหนิวเจินเหรินชี้ไปบนฟ้า “จริง ๆ แล้วสวรรค์เฝ้าดูพวกเราทุกคนอยู่ โดยเฉพาะแดนมุษย์! แดนมนุษย์นั้นก็กลายเป็นของขอบเขตของสวรรค์ไปแล้ว หากเจ้าใช้พลังยุทธ์ สวรรค์จะรู้ว่าภรรยาของเจ้าอยู่กับเจ้า ภรรยาของเจ้าจะกลายเป็นผู้บำเพ็ญเซียนในสายตาสวรรค์ อนาคตก็จะไม่มีหวังที่จะได้เป็นเทพ”
“เป็นเช่นนี้เอง…”
สวี่หยางขมวดคิ้ว
เดิมทีเขาคิดจะใช้พลังยุทธ์หนุนนำสามัญชน เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังแห่งศรัทธา
บัดนี้ดูเหมือนว่าพลังยุทธ์จะใช้ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะถูกสวรรค์มองว่าเป็นการโกง หนทางนี้จึงถูกปิดตาย
“นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญ เมื่อเมืองมนุษย์ขาดซึ่งตราเทพจึงส่งผลให้หลายพื้นที่ไร้ซึ่งการดูแลจากเทพมาช้านาน เจี่ยเสินหรือเทพที่ไร้ซึ่งบัญญัติจึงเกิดขึ้นจำนวนมาก เจี่ยเสินเหล่านี้อาจประพฤติมิชอบ เมื่อพวกเจ้าไปถึงเมืองมนุษย์และมิอาจใช้พลังยุทธ์ได้ เจ้าพึงระมัดระวังไว้ให้ดี พวกเจ้าเองก็ควรฝึกฝนเคล็ดวิชาของเมืองมนุษย์ไว้ล่วงหน้า”
“จางเจินเหรินพอจะชี้แนะได้หรือไม่” สวี่หยางถาม
“อืม เคล็ดวิชาที่กล่าวขานในเมืองมนุษย์นั้นแตกต่างจากในแดนเซียนของเรา เคล็ดวิชาในแดนนั้นมีหลากหลายนัก แบ่งออกเป็นสำนักเต๋า สำนักพุทธ นอกรีต เหมาซาน อินไถ ไสยศาสตร์ และอื่น ๆ … แม้แต่ข้าก็ยังมิอาจรู้จักได้ถี่ถ้วน”
สวี่หยางเข้าใจ
“ดูเหมือนว่าก่อนจะไปยังเมืองมนุษย์ จะต้องฝึกฝนเคล็ดวิชาของเมืองมนุษย์ก่อนกระมัง…”
“อืม เมื่อสถาปนาเทวะสำเร็จ ภรรยาของเจ้าก็จะได้เป็นเทพ เมื่อถึงเวลานั้นก็จะไร้ซึ่งสิ่งที่ต้องกังวล เจ้าก็สามารถใช้เคล็ดวิชาได้แล้ว” ชิงหนิวเจินเหรินกล่าวพร้อมรอยยิ้ม