ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 245 แม้จะมีโอกาส แต่ก็มิอาจวางใจเขตแดนลับได้!
เกี่ยวกับเรื่องตราเทพนั้นกล่าวกันอยู่เป็นเวลานานถึงหนึ่งชั่วยาม
ในที่สุดสวี่หยางก็เข้าใจทุกสิ่งแล้ว
หากต้องการอัญเชิญเทพสำเร็จ จำเป็นต้องมีความยากหลายประการ
แท้จริงแล้ว การอัญเชิญเทพก็เหมือนกับการสถาปนาเทพไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่
ความยากมีอยู่ห้าประการด้วยกัน
ประการที่แรก ต้องฝึกฝนวิชาบัญชาสวรรค์
ประการที่สอง ซ่อมแซมตราเทพ
ประการที่สาม ตามหาแม่น้ำไท่เหอในแดนมนุษย์ จะต้องสถาปนาเทพที่แม่น้ำแห่งนี้
ประการที่สี่ ต้องไม่ใช้เคล็ดวิชาในพื้นที่นั้น ๆ สร้างบุญกุศลแก่ชาวบ้านในชนบท รวบรวมพลังแห่งความศรัทธา
ประการที่ห้า ต้องระวังเทพที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ตราเทพ
…………
อย่างไรก็ตาม ในสายตาของสวี่หยาง สิ่งที่ยากที่สุดก็คือการซ่อมแซมตราเทพ
การฝึกฝนวิชาบัญชาสวรรค์ สำหรับเขาแค่ฝึกฝนถึงขั้นพื้นฐานก็สำเร็จได้ง่าย ๆ
ส่วนการตามหาแม่น้ำไท่เหอในแดนมนุษย์ เขาก็เชื่อว่าไม่ยากนัก ท้ายที่สุดแล้วแผนที่ในยุคนี้ หากตั้งใจหา จะต้องหาพบอย่างแน่นอน
แต่ถ้าอยากให้ชาวบ้านแถบนี้มีชีวิตดีขึ้น แม้จะใช้พลังยุทธ์ไม่ได้ แต่ก็สามารถใช้วิธีเคล็ดวิชาอื่น ๆ ก็ได้
ส่วนการระวังเรื่องเจี่ยเสิน สวี่หยางตัดสินใจว่าจะกลับไปฝึกฝนวิชาของมนุษย์ เมื่อเรียนรู้เคล็ดวิชาพื้นฐานแล้วก็คงไม่ใช่เรื่องยากเกินไป
ทำไมถึงกล่าวว่าการซ่อมแซมตราเทพเป็นเรื่องยากที่สุด เพราะหลังจากที่ได้เห็นรายการวัสดุซ่อมแซมที่ชิงหนิวเจินเหรินมอบให้ สวี่หยางก็ถึงกับปวดหัว
วัสดุมีมากกว่าสามสิบชนิด
โชคดีที่ชิงหนิวเจินเหรินให้การสนับสนุนวัสดุเกือบสามสิบชนิด นับเป็นอีกหนึ่งของรางวัลที่ได้มอบให้เขา
ที่เหลือ สวี่หยางต้องการไม้วิญญาณระดับสาม ไข่มุกวารีระดับสาม ไม้อสนีระดับสี่ บัวหิมะระดับห้า เป็นต้น
ในจำนวนนี้ ไม้อสนีระดับสี่และบัวหิมะระดับห้าหาได้ยากยิ่ง
เพราะทั้งสองอย่างนี้ แม้แต่รผู้บำเพ็ญมนุษย์ก็ยังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
………
เห็นสวี่หยางจับจ้องรายการวัสดุ และคิ้วขมวดแน่น เหอซีเสวี่ยจึงเดาว่า สวี่หยางกำลังคิดอะไรอยู่ จากนั้นจึงพูดว่า “สวี่หยาง ครั้งนี้เขตแดนลับมังกรดินจะเปิดออก หากเจ้าเข้าไปในนั้น เจ้าอาจจะโชคดีและได้พบวัสดุที่อยู่ในรายการนี้ก็ได้”
เหอซีเสวี่ยมองเขาด้วยสายตาที่เป็นประกายและพูดกับเขาอย่างจริงจัง
“ถูกต้อง สวี่หยาง ซีเสวี่ยได้เล่าเรื่องพลังปราณของเจ้าให้ข้าฟังแล้ว ด้วยพลังปราณของเจ้า หากเข้าไปในสถานที่นั้นย่อมสำเร็จแน่นอน”
ชิงหนิวเจินเหรินกล่าวเสริม
สวี่หยางส่ายหน้า “ที่เช่นนั้น ล้วนเต็มไปด้วยอันตราย ข้าไม่ชื่นชอบการต่อสู้…”
“ผู้บำเพ็ญมนุษย์ทั้งหลายควรต่อสู้แย่งชิง เหตุใดเจ้าจึงย่อท้อเช่นนี้” ชิงหนิวเจินเหรินขมวดคิ้วกล่าว
สวี่หยางยังคงส่ายหน้า
เพราะของสี่อย่างนี้ แม้หาได้ยากแต่เขามีความมั่นใจบางประการที่จะหามาได้
ไม้วิญญาณระดับสามเขามีอยู่แล้ว
ในมือเขามีไม้จันทน์วิญญาณม่วงและพฤกษาศักดิ์สิทธิ์เซวียนหยวน ซึ่งล้วนเป็นไม้วิญญาณระดับสาม
ไข่มุกวารีระดับสามนั้น แม้จะมีราคาแพงแต่ในแดนเซียนตงไห่ก็มักจะมีผู้นำขึ้นมาประมูลอยู่เสมอ
ส่วนบัวหิมะระดับห้าจำเป็นต้องใช้เวลาถึงสามพันปีจึงจะเติบโตถึงระดับห้า
แต่เขามีคะแนนพิเศษจึงสามารถใช้เพิ่มค่าสถานะเร่งการเจริญเติบโตได้
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว สิ่งที่หายากที่สุดจึงเป็นไม้อสนี
ไม้อสนีเป็นไม้วิญญาณธาตุสายฟ้า ที่เกิดจากการที่ฟ้าผ่าลงมาหลาย ๆ ครั้ง มีประโยชน์นักสำหรับผู้ที่บำเพ็ญวิชายุทธ์อสนี
ไม้วิญญาณชนิดนี้ต้องไปหาในที่ที่มีฟ้าผ่าบ่อย ๆ จึงจะหาพบ
แต่ก็มิได้หมายความว่าหายาก
สวี่หยางเคยได้ยินมาว่า มีหลาย ๆ แห่งที่ฟ้าผ่าบ่อย ๆ เช่น ภูเขาเหลย ภูเขาเทียนเหลย ภูเขาเหลยหมิง เป็นต้น
และบนโลกนี้ ยังมีผู้คนจำนวนมากที่มีของสิ่งนี้อยู่ในมือ
ดังนั้นสิ่งที่หายากก็คือไม้สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์
……
เห็นสวี่หยางยืนกรานจะไม่เข้าไปในเขตแดนลับมังกรดิน เหอซีเสวี่ยและชิงหนิวเจินเหรินต่างก็มองหน้ากันอย่างพูดไม่ออก
ก่อนหน้านี้พวกเขาได้สำรวจสวีหยางอย่างลับ ๆ และรู้ว่าเขาเป็นคนรอบคอบและระมัดระวัง แต่ไม่คิดว่าเมื่อเผชิญกับโอกาสในถ้ำวิเศษนั้นจริง ๆ เขากลับยังรอบคอบและระมัดระวังเช่นนี้อยู่
ชักชวนอยู่ครู่หนึ่ง สวี่หยางก็ยังคงปฏิเสธอยู่ดี
“สวี่หยาง เจ้าตอบตกลงตอนนี้เถอะข้าจะมอบยันต์แสงทองจำนวนห้าใบให้เจ้าเลย!!” ชิงหนิวเจินเหรินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก พร้อมกับล่อลวงสิ่งล่อใจ
เขาเป็นคนหัวดื้อ หยิ่งทะนง ยิ่งสวีหยางปฏิเสธมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งอยากให้สวี่หยางตอบตกลงมากขึ้นเท่านั้น
พูดตามจริง สวีหยางเกือบตอบตกลงไปจริง ๆ
แต่เมื่อคิดดูดี ๆ แล้ว ตนเองก็มียันต์แสงทองอยู่เช่นกัน
พอเป็นเช่นนี้ เขาก็ยิ่งเข้าไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ทำไมล่ะ?
เพราะในเมื่อเขามียันต์แสงทอง คนอื่นก็มีเช่นกัน
ผู้บำเพ็ญทุกคนย่อมคิดที่จะแย่งชิงสมบัติสวรรค์และโลก หากคนกลุ่มหนึ่งพร้อมใจกันปล่อยยันต์แสงทองมาที่เขา เขาจะป้องกันอย่างไรเล่า
ในเขตแดนลับมิเหมือนภายนอก
ยามเผชิญศัตรูข้างนอก เขาสามารถใช้เรือส่านหลิงเฟยหรือยันต์หลบหนี เพื่อหลบหนีได้อย่างว่องไว จากนั้นสวมหน้ากากและซ่อนลมปราณให้กลมกลืนเข้ากับฝูงชนอย่างไร้ร่องรอย!!
ทว่าภายในเขตแดนลับนั้น มีอาณาเขตจำกัด
โดยหลายแห่งเต็มไปด้วยกับดัก กลไก ค่ายกล หมอกมัว วิกฤตนานัปการ
หากเรือส่านหลิงเฟยแล่นอย่างสะเปะสะปะ อาจตกสู่ค่ายกล มิแน่ก็อาจต้องเผชิญหน้ากับแผนการของผู้บำเพ็ญมากมายเหล่านั้น
ส่วนยันต์หลบหนีก็เช่นกัน หากพลังปราณที่ใช้ไม่ดีนัก แล้วบังเอิญหลบหนีเข้าไปในดินแดนอันตราย เขามิใช่ว่ากำลังแสวงหาความตายอยู่หรอกหรือ
ด้วยเหตุนี้สวี่หยางจึงไม่คิดจะเสี่ยง
“จางเจินเหรินเกรงว่าข้าและยันต์แสงทองของท่านคงจะไม่มีวาสนา” สวี่หยางส่ายหัวอีกครั้ง สื่อว่าเขาจะไม่เข้าไปในเขตแดนลับมังกรดินนั้น
“ช่างเถิด ๆ ตามใจเจ้า” ชิงหนิวเจินเหรินส่ายหัวอย่างสิ้นหวัง มิได้รบเร้าเขาอีก
“ขอลา”
สวี่หยางคำนับ
………
หลังชิงหนิวเจินเหรินจากที่แห่งนี้ไป สวี่หยางก็ถอนหายใจออกมา
เมื่อเขาลงจากเขามา ภรรยาทั้งสี่คนกำลังห่อขนมกันอยู่
ช่างเป็น เหล่าภรรยาที่ลุ่มหลงในของกินจริง ๆ
“ไปกันเถอะ”
สวี่หยางกล่าว
“สามี เป็นอย่างไรบ้าง?”
หลินอวี้วิ่งมาเป็นคนแรก นางคว้าแขนของสวี่หยางถามด้วยความตื่นเต้น
“เฮ้อออ…”
สวี่หยางทำท่าทุกข์ใจ แล้วส่ายหัว “อวี้เอ๋อร์ เกรงว่าจะทำให้เจ้าผิดหวังแล้วละ”
หลินอวี้ใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม “หา?”
หลินหวั่นชิงขมวดคิ้ว “ผู้บำเพ็ญเซียนกับมนุษย์ธรรมดา จะเป็นไปไม่ได้เลยจริง ๆ หรือ”
หลินไห่ถังรีบปลอบหลินอวี้ “อวี้เอ๋อร์ อย่าเสียใจไปเลยนะ…”
เสิ่นม่านอวิ๋นรีบร้อน “สหายเต๋าสวี่ ยังมิได้กล่าวสิ่งใด หลินอวี้ก็ร้องไห้คร่ำครวญแล้วหรือ?”
เมื่อหันไปเห็นหลินอวี้ที่มีดวงตาแดงก่ำราวกับจะร้องไห้ได้ทุกเมื่อ สวี่หยางจึงรู้สึกสนุกเล็กน้อย
“ฮ่าฮ่าฮ่า…เจ้าอย่าเพิ่งร้องไห้เล่า ชิงหนิวเจินเหรินได้มอบวิธีการบำเพ็ญสำหรับผู้ที่มิใช่เซียนให้แก่ข้าแล้ว! วางใจเถอะ! อย่างไรเสียเจ้าก็จะสามารถบำเพ็ญได้อย่างแน่นอน!!”
ทันทีที่สวี่หยางกล่าวจบ หลินอวี้ก็มีดวงตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น “จริงหรือ ครานี้เจ้าไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่?”
“จริงสิ!”
สวี่หยางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นก็ลูบศีรษะน้อย ๆ ของหลินอวี้ แล้วเล่าเรื่องเกี่ยวกับวีถีแห่งเทพและตราเทพให้นางรับรู้ด้วย
หลินอวี้ยิ้มกว้างพร้อมกับเช็ดน้ำตาออก พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “น่ารำคาญจริงเลย! บ้าที่สุด! เจ้าทำให้ข้าร้องไห้อีกแล้ว”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าเป็นหญิงที่ร้องให้ได้งดงามที่สุดแล้วละ”
สวี่หยางแซว
เหล่าภรรยาคนอื่น ๆ ก็หัวเราะเช่นกัน
พวกนางต่างก็ลงมือบิดเอวของสวี่หยางอย่างแรง
“โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย…”
“พวกเจ้าช่างกล้านัก กลับบ้านไป ข้าจะจัดการพวกเจ้าให้เข็ดหลาบ เพื่อที่พวกเจ้าจะได้รู้ว่าใครจะยอมแพ้ก่อนกัน”
สวี่หยางกล่าวอย่างเย็นชา
ใครกลัวกัน หลินหวั่นชิงไม่ได้กลัวแม้แต่น้อย
เขาอัญเชิญเรือส่านหลิงเฟยออกมา แล้วจากนั้นทั้งครอบครัวก็ไปจากที่แห่งนี้
………
ระหว่างทาง สวี่หยางได้เล่าถึงความยากลำบากในการใช้วิชาบัญชาสวรรค์ หลินอวี้พยักหน้าเล็กน้อย “มิได้คาดคิดว่าจะลำบากเช่นนี้ ยังต้องกลับไปยังแดนสวรรค์”
“การกลับสวรรค์นั้นไม่ยาก แต่สมบัติสวรรค์หายาก” เสิ่นม่านอวิ๋นกล่าว
สวี่หยางพยักหน้า “ก่อนที่ข้าจะมา ข้าได้ให้หลี่ลี่จือช่วยสืบข่าวการประมูลล่าสุด เพื่อหาไข่มุกวารีระดับสาม และไม้อสนี!!”
ส่วนบัวหิมะ สวี่หยางจะหาเมล็ดพันธุ์เองแล้วนำมาปลูก
“ซู่…”
เสียงของเรือส่านหลิงเฟยเร่งออกไปความเร็ว ในเวลาไม่นานก็เข้าสู่เมืองซานชิงซาน เมื่อใกล้จะถึงถ้ำฝึกตน หนิงเฟยก็ส่งสารมาก่อน
“สหายเต๋าสวี่ เมื่อไหร่เจ้าจะกลับมา ที่นี่มีปัญหาเล็กน้อย”
“ปัญหาอันใด” สวี่หยางถาม “เกิดสิ่งใดขึ้น ข้าจะรีบไป”
“ที่ถ้ำฝึกตน สหายหยางโต้วโตวผู้นั้นกำลังเกิดการต่อสู้กับคนกลุ่มหนึ่ง”
“สหายหยางโต้วโตวไปมีเรื่องมาหรือ?”
สวี่หยางตกใจ “เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นได้เล่า”
“เจ้ามาเลย หยางโต้วโตวลงจากภูเขาแล้ว”
“ข้ารู้แล้ว”
สวี่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น
เมื่อมาถึงหน้าถ้ำฝึกตนก็เห็นเสิ่นปิงปิดหน้าร้องไห้คร่ำครวญอยู่เพียงลำพัง
“เสิ่นปิง เกิดอะไรขึ้น?”
สวี่หยางสังเกตเห็นลมปราณของเสิ่นปิงยุ่งเหยิงไปหมด ทั้งยังอ่อนแอมาก โดยเฉพาะบริเวณที่ใบหน้ายังมีรอยฝ่ามือชัดเจน
“ถูกใครตีมา?”
หลินไห่ถังสังเกตเห็นเช่นกัน ก้าวเข้ามาสีหน้าไม่ค่อยดี “ใครตี?”
“ฮือ ๆ ๆ”
เมื่อเห็นสวี่หยาง เสิ่นปิงจึงร้องไห้ออกมาทันที “ม..ม..มู่เส้าอวิ๋น คุณชายมู่”
“ไม่เคยได้ยินชื่อ เกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่?”
ทันใดนั้น เมื่อหนิงเฟยรับรู้ว่าสวี่หยางกลับมาแล้ว เขาก็โผทะยานมาหา “สหายเต๋าสวี่ มู่เส้าอวิ๋น เป็นบุตรชายของมู่ต้าหลิน โดยมู่ต้าหลินก็เป็นศิษย์ของชิงหนิวเจินเหรินผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตาน”
เมื่อหนิงเฟยอธิบายสวี่หยางก็เข้าใจที่มาที่ไป
แท้จริงแล้ว วันนี้หยางโต้วโตวกำลังอยู่ในถ้ำฝึกตนเพื่อสร้างค่ายกลพอดี มู่เส้าอวิ๋นกับพวกพ้องของตนมาเยี่ยมเพื่อขอซื้อค่ายกล
พอมีลูกค้ามาถึงหยางโต้วโตวก็ต้อนรับอย่างดี
แต่แล้วไม่รู้เป็นอย่างไร มู่เส้าอวิ๋นกลับมีเรื่องทะเลาะกับหยางโต้วโตว และหลังจากนั้นหยางโต้วโตวก็สั่งให้ขับไล่ออกไป
แน่นอนว่ามู่เส้าอวิ๋นไม่ยอม แต่ที่ถ้ำฝึกตนนี้หยางโต้วโตวเป็นเจ้าแห่งสังเวียนค่ายกลสังหาร ก็มีไว้คอยรับมือตั้งหลายชุด ส่วนมู่เส้าอวิ๋นนั้นเพิ่งอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน ในขั้นต้นเท่านั้นจึงไม่มีทางที่จะสู้ได้
สุดท้ายก็เลยโดนไล่ออกจากค่ายกล
ในเวลานั้นมู่เส้าอวิ๋นเห็นเสิ่นปิง จึงเกิดอาการโมโหและก็ฟาดเสิ่นปิงเข้าไปหลายที
หยางโต้วโตวโกรธจัดจึงได้ตามไล่ฆ่าเขาออกไป
“เรื่องราวก็เป็นแบบนี้” หนิงเฟยพูดด้วยความไม่สบายใจ “ท่านพี่เซี่ย มู่เส้าอวิ๋นผู้นั้นมีอิทธิพลมากนัก ด้วยบารมีของบิดาตน จึงไม่มีผู้ใดกล้าแหยม”
“เหอะ ก็แค่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตาน คนไม่รู้จักก็คงจะคิดว่าเป็นขอบเขตเซียน” หลินไห่ถังหัวเราะในลำคอ
เสิ่นปิงร้องไห้โฮ “แล้วจะทำเช่นไรดีล่ะ มู่ต้าหลินผู้นั้นก็เป็นถึงขอบเขตจินตาน ทั้งยังเป็นศิษย์ของชิงหนิวเจินเหรินอีกด้วย นะ… นะ… นี่…”
นางเป็นเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณคนหนึ่ง เมื่อมาเจอสถานการณ์เช่นนี้ นางก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี
เหล่าภรรยาทั้งสี่ต่างก็พากันเข้าไปปลอบโยนเสิ่นปิง
ส่วนสวี่หยางนั้นกลับได้ยินถึงความผิดปกติบางอย่าง
“หยางโต้วโตวมีเรื่องอะไรกับคนเหล่านั้นจึงได้มีปากเสียงกัน?”
“ไม่ทราบ ข้ามาถึงก็เห็นพวกเขาทะเลาะกันแล้ว จากนั้นก็ลงมือสู้กัน พลังปราณข้าอ่อนแอ จึงได้แต่เฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ” เสิ่นปิงอธิบาย
หนิงเฟยบ่งบอกว่าเขาก็ไม่ทราบเช่นกัน
สวี่หยางครุ่นคิด
หยางโต้วโตวเป็นคนมีนิสัยถ่อมตนยิ่งกว่าเขา อีกทั้งยังเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ประหยัดอดออมสุด ๆ
คนเช่นนี้ ย่อมมองลูกค้าเป็นพระเจ้า เป็นไปได้อย่างไรที่จะลงมือลงไม้กับลูกค้า
แม้ว่าลูกค้าจะกระทำการอันไม่เหมาะสม หยางโต้วโตวก็คงไม่ออกไปไล่ตามทำร้ายหรอกกระมัง
เรื่องที่ได้ฟังนี้ อาจมีบางอย่างซ่อนอยู่ก็เป็นได้