ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 250 ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าไถนาได้เก่งเช่นนี้
บทที่ 250 ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าไถนาได้เก่งเช่นนี้
เมื่อเห็นท่าทางของเหอซีเสวี่ยที่เตรียมพร้อมจะร้องคร่ำครวญแล้ว สวี่หยางก็ถอนหายใจแผ่วเบา
ปากก็บอกว่าไม่ แต่อยากได้เสียเหลือเกิน
เขาเดินเข้าไปหยุดอยู่ด้านหลังเหอซีเสวี่ย
“เมื่อได้พาภรรยาเจ้าออกมาเที่ยวเช่นนี้ เจ้ารู้สึกเช่นไรบ้าง?” เหอซีเสวี่ยหรี่ตาลงขณะได้รับปรนนิบัติจากสวี่หยาง นางจึงเอ่ยถามขึ้น
“พวกนางเที่ยวกันสนุกทีเดียว! ทิวทัศน์ที่นี่ส่วนใหญ่ช่างงดงาม โดยเฉพาะของว่าง อร่อยยิ่งนัก”
“เจ้ากล่าวให้ข้าหิวไปด้วย”
“ข้ามีกุนเชียงอยู่หนึ่งอัน ทั้งยาวทั้งใหญ่ พอดีสำหรับเซียนเหอ”
“หือ?” เหอซีเสวี่ยจ้องเขม็ง “เจ้ากล่าวเช่นนี้ คิดจะล่วงเกินข้างั้นรึ?”
สวี่หยาง “…”
ล่วงเกินอันใดกันเล่า
สวี่หยางอึ้งไป เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิด จึงรีบหยิบกุนเชียงที่ซื้อจากแผงลอยภายในถุงเก็บของออกมาทันที
“ใหญ่ยาวเสียจริง!”
มุมปากเหอซีเสวี่ยกระตุก “หากข้าคาดไม่ผิด นี่คืออาหารของมนุษย์มิใช่หรือ”
“ถูกต้องแล้ว เซียนเหอลองชิมดู”
สวี่หยางยื่นกุนเชียงขึ้นไปจ่อถึงริมฝีปากของเซียนเหอคล้ายจะป้อนเข้าไป
เหอซีเสวี่ยเหลือบตามองเขาแล้วเอื้อมมือรับมาเอง ก่อนจะกล่าวว่า “ข้ากินเอง! เจ้านวดต่อไป แล้วเล่าให้ข้าฟังหน่อยสิว่าเจ้าฝึกฝนวิชาบัญชาสวรรค์ไปได้ถึงไหนแล้ว”
“จะไปถึงไหนเล่า ถึงแม้จะฝึกฝนสำเร็จแล้ว แต่กว่าจะได้ของสมบัติมาครบ คงยากเย็นแสนเข็ญ”
“ไม่ต้องรีบ ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ข้าจะช่วยเจ้าสอดส่องหาของให้”
“ขอบคุณเซียนเหอ”
สวี่หยางยิ้มกว้าง แต่แรงในมือกลับเพิ่มขึ้น
แท้จริงแล้ว เขานวดเป็นเสียที่ไหน นั่นก็แค่คำพูดลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้น
เขาจะไปนวดเป็นได้อย่างไร?
แต่จะว่าไป ชาติก่อนเขาก็ไปเสวยสุขในร้านนวดที่ได้มาตรฐาน ดังนั้นจึงพอเข้าใจขั้นตอนคร่าว ๆ
ขั้นตอนนี้แบ่งได้เป็นหนัก เบา เร็ว ช้า บางครั้งก็เร็ว บางครั้งก็ช้า
ไม่นานนัก ทันทีที่แรงในมือส่งไป เหอซีเสวี่ยก็พยักหน้าเล็กน้อย “ฝีมือใช้ได้ แม้เจ้าจะดูไร้ประโยชน์ แต่ก็ยังพอมีข้อดีอยู่บ้าง”
กล่าวแล้ว เหอซีเสวี่ยก็กินกุนเชียงเข้าไป
“อื้อ กุนเชียงนี่ รสชาติไม่เลวเลยนะ”
เหอซีเสวี่ยกินอย่างเอร็ดอร่อย
สวี่หยางจึงเริ่มเล่าเรื่องที่เพิ่งไปซื้อวัสดุวาดยันต์มา
สุดท้ายก็พูดเรื่องที่ตนเองต้องการขายโอสถวิญญาณ แต่เสียดายที่ตอนนี้ไม่มีร้านไหนรับซื้อ
“โธ่ ช่วงนี้ชีวิตขัดสน ถ้าขายโอสถวิญญาณนี้ออกไปไม่ได้ ก็ไม่รู้จะเป็นยังไง…”
เหอซีเสวี่ยหัวเราะ “อย่ามาทำเป็นจนให้ข้าเห็น เจ้าแค่ต้องการให้ข้าช่วยซื้อยาโอสถวิญญาณใช่หรือไม่”
“ไม่กล้าหรอกไม่กล้า เซียนเหอต้องจัดการเรื่องต่าง ๆ มากมาย เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของข้า ไม่กล้ารบกวนเซียนเหอหรอก”
สวี่หยางเพิ่มแรงในการนวดลงไปอีกพลางก้มหน้าลง ทว่าเพราะตอนแรกไม่ทันได้สังเกต แต่ตอนนี้พอสังเกตก็เกือบจะเลือดกำเดาไหลแล้ว
เนื่องจากท่าทางของเขาที่อยู่สูงกว่านางเช่นนี้ เมื่อมองลงไปจึงเห็นเนินอกของเหอซีเสวี่ยได้อย่างชัดเจน
ใหญ่โตเกินไปแล้ว!
ถึงจะเคยสัมผัสมาก่อน แต่ตอนที่สวมเสื้อผ้าอยู่มันไม่เหมือนกันเลย
“อย่าเหลือบมองมั่วซั่ว ถ้ายังมองอีก ข้าจะควักลูกตาเจ้าเสีย”
สวี่หยางรีบพูด “ข้าต้องมองเพื่อหาจุดที่ต้องนวด แต่เซียนเหอ เหตุใดผิวของเจ้าถึงได้ดีนัก เจ้าใช้อะไรหรือ ข้าจะได้บอกภรรยาของข้าบ้าง”
“ปากหวาน! ข้าจะใช้อะไรเล่า ผิวข้าดีตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว”
“เซียนเหอ เจ้านี่ช่างสุดยอดจริง ๆ” สวี่หยางถอนหายใจ
“อย่าเพิ่งพูดมากนักเลย เจ้าจงรับใช้ข้าให้ดี เอาโอสถวิญญาณที่เจ้าจะขายมาให้ข้าดูเถิด ข้าจะให้สำนักประมูลจัดการให้เอง”
สวี่หยางยินดีเป็นอย่างมาก “เซียนเหอจะใจดีเช่นนี้เชียว”
ว่าแล้วสวี่หยางก็ใช้มือที่นวดลงน้ำหนักมากขึ้น
“เมื่อเสร็จสิ้นจากที่นี่แล้ว เจ้าจงกลับเมืองเซียน เวลานั้นก็นำหินวิญญาณมาเข้าพบข้า แล้วพวกเราจะหลอมรวมจิตเทวะเพื่อเป็นการฝึกฝนสักหน่อย”
เหอซีเสวี่ยกล่าวอย่างเรียบเฉย
สวี่หยางพยักหน้า “ตกลง แต่ว่าเมื่อไหร่จะมีการประมูล วันนี้จะมีของดีอะไรบ้างหรือ?”
“อีกประมาณหนึ่งชั่วโมงการประมูลก็จะเริ่มแล้ว วันนี้คนค่อนข้างเยอะ จึงจำเป็นต้องทำหลายอย่าง ส่วนของดีก็มีมากมาย แต่ของที่เจ้าต้องการอย่างเครื่องซ่อมแซมตราเทพนั้นไม่มี”
จากประโยคนี้ สวี่หยางจึงรู้ว่า เหอซีเสวี่ยหมั่นคอยสอดส่องหาของต่าง ๆ ให้ตนอยู่เสมอ
ก็คงจริงดังว่าที่เซียนเหอมีใจต่อเขา
ขณะนี้ในหัวใจสวี่หยางเต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมาก
“ขอบคุณเซียนเหอ”
“จะขอบคุณข้าไปทำไม”
เหอซีเสวี่ยหันกลับมาทันใดแล้วกล่าวว่า “มาช่วยข้านวดเอวด้วย”
“โอ้ เช่นนั้นก่อนการประมูลซึ่งยังมีเวลาอีกมาก เราจะหลอมรวมจิตเทวะกันสักหน่อยดีหรือไม่”
สวี่หยางกล่าวอย่างจริงจัง
ยามนวดให้เหอซีเสวี่ย สวี่หยางก็เป็นเพียงชายหนุ่มธรรมดา มิอาจต้านทานไหว…
โดยมิทันคิดเขาจึง…
“นี่เจ้า!”
นางหันขวับมองไปยังสวี่หยางด้วยสายตาเย็นยะเยือก “ข้าจะลงโทษให้เจ้านวดให้ข้าทั้งตัว”
สวี่หยาง “…”
นี่ใช่การลงโทษเสียที่ไหน นี่มันรางวัลชัด ๆ
“อืม”
สวี่หยางกลั้นขำ ประคองเหอซีเสวี่ยลงนอนบนพื้นไม้ไผ่ เนื่องจากพวกเขาหลอมรวมจิตเทวะกัน ร่างกายจึงพันเกี่ยวจิตเทวะผสานเป็นหนึ่งเดียว
ครึ่งชั่วยามผ่านไป
เหอซีเสวี่ยพยักหน้าพึงพอใจ “ฝีมือดี แต่พลังปราณอ่อนไปหน่อย หวังว่าเจ้าจะพยายามให้มากขึ้นในคราวหน้า!”
เมื่อทั้งสองสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย เหอซีเสวี่ยเตรียมตัวจะไปเป็นประธานการประมูล
สวี่หยางก็มอบถุงเก็บของซึ่งบรรจุโอสถวิญญาณนานาชนิดให้แก่เหอซีเสวี่ย
“หืม? มีของมากอยู่ทีเดียว มีแม้กระทั่งโอสถวิญญาณระดับสองด้วยหรือ!”
นัยน์ตาของเหอซีเสวี่ยเป็นประกาย ดวงตาอ่อนโยนดุจสายน้ำ มองสวี่หยางด้วยความประหลาดใจ
“ข้าสวี่หยาง นักวาดยันต์และยังเป็นผู้ปลูกพืชวิญญาณด้วย ตอนนี้เกือบถึงระดับสามแล้ว”
สวี่หยางเอ่ยเรียบ ๆ
ผู้ปลูกพืชวิญญาณที่เกือบจะเข้าสู่ระดับสาม โดยปกติแล้วย่อมปลูกโอสถวิญญาณได้มากมายเช่นนี้
“ไม่แปลกใจเลยว่าที่เจ้าไถนาได้เก่งเช่นนี้ ฮ่า ๆ”
ดวงตาของเหอซีเสวี่ยโค้งดั่งพระจันทร์เสี้ยว มองแล้วช่างดูขี้เล่นและน่ารักเหลือเกิน
สวี่หยางอดรู้สึกไม่ได้ว่าหลังจากที่สนิทสนมกับเหอซีเสวี่ยมากขึ้น เหอซีเสวี่ยก็ชอบพูดจาแซวเขาบ่อย ๆ จนชายชาตรีอย่างเขาต้องอับอาย
ใครจะไปคิดว่า เหอซีเสวี่ยผู้มีรูปลักษณ์ภายนอกบริสุทธิ์และสง่าจะเป็นคนเช่นนี้กันนะ?
“เอาเถอะ ข้ารับไว้แล้ว เดี๋ยวจะจัดการให้”
เหอซีเสวี่ยกลับสู่ท่าทีเย็นชาเช่นเดิม “เจ้าบ้า! ไสหัวไปเสียเดี๋ยวนี้”
“ได้ ๆ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ ข้าจะไป…”
สวี่หยางก้มหัวคำนับอย่างว่าง่าย
เอ้ะ ปีนี้เป็นปีอะไรกันนะ ชีวิตชายชาตรีช่างยากเย็น เขาเพิ่งไถนาเสร็จ ยังไม่ได้เติมเต็มสารอาหารเลย ก็โดนด่าเสียแล้ว
หลังจากที่เขาเดินออกมา สาวใช้หน้าประตูก็คอยท่าเขาด้วยความเคารพ เธอโค้งกายเล็กน้อยให้สวี่หยางแล้วเอ่ยว่า “คุณชายสวี่ เสวี่ยหยางเจินเหรินของข้าจัดห้องรับรองพิเศษสำหรับท่านในการประมูลแล้ว โปรดตามข้ามา”
เซียนเหอช่างดีกับเขาจริง ๆ
สวี่หยางพึมพำ
บางคราเขาก็ไม่เข้าใจนาง
บางครั้งนางดุร้ายกับเขา และมักไล่ให้เขาจากไป
คราหนึ่งนางกลับมอบความสุขสบายทั้งหลายให้แก่เขาโดยเฉพาะ
ครู่ต่อมาเขามาถึงชั้นสามของหอประมูล ณ ห้องส่วนตัวที่ตกแต่งอย่างโบราณ มีจิตเทวะช่วยปิดกั้นกลิ่นอายป้องกันมิให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าผู้ที่อยู่ภายในห้องคือใคร
“คุณชายสวี หากท่านปรารถนาสิ่งใด สามารถบอกกับข้าได้ทุกเมื่อ”
สาวใช้หัวเราะแล้วจากไป
สวี่หยางนั่งเพียงลำพังที่หน้าต่างห้องส่วนตัว บานหน้าต่างถูกปกปิดด้วยผ้าโปร่ง เขาสามารถมองเห็นเบื้องล่างได้จากทางหน้าต่าง
ผู้คนจากภายนอกไม่อาจมองเข้ามาทางหน้าต่างได้
เขาทอดสายตามองลงไป ด้านล่างมีผู้คนมากมาย กะด้วยสายตาได้ว่ารวมแล้วอย่างน้อยน่าจะแปดร้อยถึงเก้าร้อยคน
ผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณมีน้อยมาก น้อยสุดล้วนเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐาน
กลิ่นอายของขอบเขตเจี่ยตานและเจินตานมีไม่น้อย
ในบางมุมก็ปรากฏกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานที่แข็งแกร่งอย่างชัดเจน
สวี่หยางรู้ในทันที
การประมูลในวันนี้ เป็นงานประมูลระดับสูง
ในงานประมูลครั้งนี้ เขาก็มิได้ความต้องการสิ่งใดนัก เพียงแค่ถือโอกาสมาเปิดหูเปิดตาเท่านั้น
“เอ๊ะ ช่างบังเอิญนักที่มีคนคุ้นเคยมาเยือน”
สวี่หยางสังเกตเห็นว่า หลี่ลี่จือพร้อมด้วยผู้บำเพ็ญมนุษย์อีกหลายคนกำลังเดินทางมาถึงเช่นกัน
“เหล่าผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานแห่งเมืองเซียนได้เดินทางมาถึงแล้ว”
มีเสียงอุทานแผ่วเบาจากที่ใดที่หนึ่งภายในงาน
ผู้คนจำนวนไม่น้อยรีบหันไปดู พบว่าทางเข้ามีกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานแผ่ปกคลุมมายังเมืองเซียน
สวี่หยางเพ่งพินิจ สายตาหรี่ลง
ผู้มาเยือนคือโจวป๋อซู่ ศิษย์ใสำนักที่เคยกระทำการลอบโจมตีการก้าวสู่ขอบเขตจินตานของเหอซีเสวี่ย
เบื้องหลังของเขา มีผู้บำเพ็ญขอบเขตเจินตานอีกสองคนติดตามมาด้วย
น่าจะเป็นเหล่าผู้ติดตามที่อยู่เคียงข้างเขามาช้านาน
สวี่หยางจดจำโฉมหน้าของผู้คนเหล่านี้ไว้ในใจ
ด้วยฐานะอันสูงส่งของพวกเขา เหล่าสาวใช้จึงนำพาพวกเขาตรงมายังชั้นสองทันทีที่มาถึง
แถมยังจัดที่นั่งให้พวกเขาอยู่ถัดจากสวี่หยางไปอีกด้วย
นอกจากนี้ สวี่หยางยังได้พบคนคุ้นเคยอีกมากมาย
อาทิ หนิงเฟย ซ่งเหลียนผู้ที่เคยแข่งขันแย่งชิงถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่ และต้วนสยงเป็นต้น
พวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐาน ตำแหน่งที่นั่งย่อมไม่ดีนัก นั่งได้แค่ในโถงใหญ่ ความเป็นส่วนตัวก็ไม่มากเช่นกัน
“หวงเสี่ยวเหมยก็มาด้วยหรือ”
สวี่หยางสังเกตเห็นผู้หญิงที่สวมหน้ากากสาวเจ้าเล่ห์ยืนอยู่ที่มุมหนึ่ง นางกำลังหลับตาพักผ่อน
เขากับหวงเสี่ยวเหมยมียันต์ส่งข่าวหากัน หากอยู่ใกล้จะสามารถรับรู้ถึงกันได้
หญิงสาวผู้นั้นลืมตาขึ้นหันมองยันต์ส่งข่าวที่เอว “สวี่หยางก็อยู่ด้วย”
“หวงเสี่ยวเหมย ข้าอยู่ชั้นสอง เจ้าขึ้นมาเถิด”
หวงเสี่ยวเหมยอึ้งไป
สถานที่บนชั้นสอง ไม่ใช่ว่าใครก็ขึ้นไปได้
เห็นหรือไม่ว่าเหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์จำนวนมากในขอบเขตเจินตานล้วนแต่นั่งอยู่ด้านล่างทั้งสิ้น
สวี่หยางมีความสามารถอะไรถึงได้รับการปฏิบัติเช่นนี้
แต่อย่างไรก็ตาม นางก็เดินขึ้นไป
สวี่หยางได้เอ่ยสั่งกับสาวใช้ไว้ล่วงหน้า หวงเสี่ยวเหมยจึงไม่ได้ถูกขัดขวางแล้วนางก็เข้าห้องไป
ฉึก!
ทันทีที่เข้ามาในห้อง หวงเสี่ยวเหมยก็นำหน้ากากสาวเจ้าเล่ห์ออก
“ใบหน้าเจ้ายังคงงดงามไร้ที่ติเช่นเดิม”
สวี่หยางกล่าวชมพลางหัวเราะ
ในฐานะหนุ่มสาวที่เติบโตมาด้วยกัน พวกเขาทั้งสองสนทนากันโดยปราศจากกำแพงกั้นใด ๆ ก็ในเมื่อทั้งคู่เป็นเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมาอย่างยาวนาน
หวงเสี่ยวเหมยนั่งพิงขอบโต๊ะพลางเหลือบมองชุดน้ำชาและของว่างชั้นเลิศบนโต๊ะ พลางถอนหายใจ
“ถึงจะหน้าตาดีสักเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ ไม่สามารถนำมากินได้”
กล่าวจบ หญิงสาวก็หันไปมองสวี่หยางพร้อมกับพูดอย่างจริงจัง “สวี่หยาง ข้ารู้สึกว่าตอนนี้เจ้าช่างลึกลับนัก เจ้าเป็นเพียงผู้นำแห่งถ้ำฝึกตนแห่งหนึ่งที่ค้าขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น แต่จู่ ๆ กลับสามารถได้ตำแหน่งที่นั่งเช่นนี้ในโรงประมูลตระกูลสวี เจ้าจงบอกความจริงกับข้ามา เจ้ามีสถานะเช่นไรกันแน่?”
สวี่หยางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ข้ามิได้มีสถานะอันใดเลย เพียงแค่เข้าร่วมกับหอการค้าแห่งหนึ่งและได้สร้างความชอบบางประการ จึงได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าเล็กน้อยเท่านั้น”
หวงเสี่ยวเหมยกล่าว “เท่าที่ข้ารู้ เจ้าเข้าร่วมกับหอการค้าหงไห่เท่านั้น แต่ว่าหลี่ลี่จือประธานหอการค้าหงไห่ยังมิได้ตำแหน่งที่นั่งดีขนาดเจ้าเช่นนี้เลย”
เห็นได้ชัดว่าหวงเสี่ยวเหมยไม่เชื่อ
สวี่หยางเพียงยิ้มโดยมิได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม หากแต่เปลี่ยนหัวข้อสนทนาโดยถามว่า “วันนี้เจ้าตั้งใจจะซื้อสิ่งใด ข้าเห็นว่าเหล่าศิษย์จากสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีคนอื่น ๆ ของเจ้าก็อยู่ด้วย เหตุใดเจ้าจึงไม่ไปอยู่กับพวกเขา”
หวงเสี่ยวเหมยกอดอกของนางพลางกล่าว “คนต่างจิตต่างใจ ย่อมไม่ร่วมทางกัน! อีกไม่นาน เขตแดนลับมังกรดินก็จะเปิดแล้ว ข้าจึงเตรียมซื้อยาที่มีสรรพคุณในการรักษาบาดแผลและเครื่องรางรวมถึงศัสตราศักดิ์สิทธิ์ที่ดีสักชิ้นเพื่อเตรียมตัวเข้าไป”
“ของที่เจ้าจะซื้อนั้นมีมากมาย เจ้ามีหินวิญญาณเพียงพอหรือไม่?”
สวี่หยางกล่าวเย้าหยอกพลางหัวเราะ
“ไม่เพียงพออยู่แล้ว! วันนี้มีผู้คนมากมายนักที่เข้าร่วมประมูล หากเป็นเช่นนั้น เจ้าก็เอามาให้ข้ายืมสักหน่อยเถิด”
หวงเสี่ยวเหมยกล่าว
“ได้สิ ข้ายังพอมีหินวิญญาณอยู่”
ปัจจุบันหินวิญญาณของเขามีถึงสี่แสนก้อน ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นหลังจากที่เขาตัดสินใจซื้อวัสดุจำนวนมากไปในช่วงไม่นานมานี้ ไม่เช่นนั้นเงินทุนของเขาคงจะสูงกว่านี้
ความมั่งคั่งของเขานั้นยิ่งกว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานทั่วไปเสียอีก
เมื่อเห็นสวี่หยางตอบรับได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ หวงเสี่ยวเหมยจึงอดรู้สึกปลาบปลื้มใจขึ้นมาไม่ได้
ทว่านางก็ยังส่ายหน้าพร้อมกับหัวเราะ “เอาเถอะ เจ้ายังมีภรรยาอีกมากมายที่ต้องเลี้ยงดู หากข้าไปหยิบยืมหินวิญญาณของเจ้า ภรรยาของเจ้ารู้เข้า ไม่รู้จะว่าข้าอย่างไร”
“เจ้าคิดมากไปแล้ว พวกนางต่างก็พูดกันลับหลังว่าเจ้าเป็นคนดี”
สวี่หยางนึกคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามว่า “ถูกแล้ว เจ้ามีความสนใจที่จะร่วมมือหรือไม่ ครั้งนี้ข้าจะไม่เข้าไปในเขตแดนลับมังกรดิน แต่ถ้าเจ้าจะไป แล้วช่วยสืบหาของบางอย่างให้ข้า”
“ของสิ่งใด”
“ไข่มุกวารีระดับสาม ไม้อสนีระดับสี่ บัวหิมะระดับห้า”
“เหตุใดเจ้าจึงต้องใช้ของล้ำค่าเช่นนี้”
สวี่หยางจึงเล่าเรื่องที่ตนต้องการจะทำให้กับหลินอวี้ฟังคร่าว ๆ
หวงเสี่ยวเหมยกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ “เจ้าช่างรักและตามใจภรรยาเสียจริง ๆ เอาเถิด ถ้าข้าเข้าไปในเขตแดนลับมังกรดิน ข้าจะพยายามสืบหาให้”
“ดี ถ้าเจ้าไป ข้าจะมอบยันต์แสงทองและเครื่องรางป้องกันให้เจ้า หากเจ้าต้องการสิ่งใดอีกก็บอกข้าได้” สวี่หยางกล่าว
“ไม่เป็นไร ของดีเหล่านี้ก็เพียงพอแล้ว”
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ในที่สุดบนแท่นประมูลก็ปรากฏเหอซีเสวี่ยเดินออกมา
พวกท่านทั้งหลาย…วันนี้ข้า! เสวี่ยหยางเจินเหรินเป็นผู้ดำเนินงานการประมูลในครั้งนี้ ยินดีต้อนรับมิตรสหายทุกท่าน ข้าในนามศิษย์ของอาจารย์ ‘ชิงหนิวเจินเหริน’ และเมืองเซียนชิงหนิวขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างสูง!