ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 249 เกาะสัตตะรัศมี
ที่ 249 เกาะสัตตะรัศมี
“ทะเลาะกันหนักแค่ไหน อย่างไรเสียก็ต้องคืนดีกันอยู่วันยังค่ำ” คำพูดเช่นนี้ดูแล้วจะจริงไม่น้อย
ภายหลังจากสวี่หยางพานางผ่านค่ำคืนอันดุเดือดหลายต่อหลายยก จนในที่สุดหลินหวั่นชิงก็ยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง ยามนี้เสียงนางอ่อนหวานจนแทบจะละลาย และมักจะเรียกหาสามีว่าคนดี สหายเต๋าสวี่คือคนดีเสมอ
…..
ยามที่กินข้าว หยางโต้วโตวรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก สวี่หยางคือคนดีหรือ?
ข้าใคร่ถามดีตรงไหนกัน?
ขณะกินข้าว สวี่หยางเอ่ยว่าพรุ่งนี้จะนำเหล่าภรรยาไปเที่ยวเกาะสัตตะรัศมี
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนก็ส่งเสียงเฮ
“โอ้ พรุ่งนี้เราจะได้ไปเที่ยวแล้ว” เสิ่นม่านอวิ๋นหัวเราะร่าพลางฉุดมือหยางโต้วโตว “โต้วโตว พรุ่งนี้เจ้าก็ไปด้วยกันเถอะ ข้าเห็นเจ้าหมกมุ่นอยู่แต่ในห้องสร้างค่ายกลตลอด ควรพักผ่อนบ้างนะ”
ครั้นได้ยินหยางโต้วโตวก็รู้สึกหวั่นไหว แต่เมื่อนึกถึงมารดาและหินวิญญาณที่ตนต้องหามา หยางโต้วโตวจึงรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ไปหรอก หากเอาแต่เที่ยวเล่นจะทำให้ข้าหาหินวิญญาณได้ช้าลง ข้าต้องพยายาม ข้าต้องต่อสู้ ข้าต้องมีชีวิตที่ดี”
“คิก ๆ!”
หลินไห่ถังที่อยู่ข้าง ๆ ทนไม่ไหวจนต้องหัวเราะจนตัวโยน
เวลานี้หยางโต้วโตวคือผู้สร้างเสียงหัวเราะประจำบ้าน บางครั้งเห็นหยางโต้วโตวพูดทีไรก็อดขำไม่ได้จริง ๆ
หลินอวี้เองก็กระหยิ่มยิ้มย่อง ลูบหลังหยางโต้วโตว “เจ้าสามารถนำค่ายกลไปขายที่นั่นได้นะ ตั้งแผงขายไงเล่า! ลองคิดดูสิ! คนเยอะขนาดนั้น ผู้คนมากมายจะได้เห็นของดี ๆ ของเจ้านะ”
ดวงตาของยางโต้วโตวเป็นประกาย พูดโพล่งขึ้นด้วยความกระตือรือร้น “เจ้าพูดถูก เช่นนั้นข้าไปด้วยก็ได้ แต่การขึ้นเกาะสัตตะรัศมีจะต้องซื้อตั๋วเข้าไม่ใช่หรือ”
เกาะสัตตะรัศมีสังกัดเมืองเซียน เป็นสถานที่ท่องเที่ยว หากจะเข้าไปเที่ยวก็ต้องเสียค่าเข้าชม
สวี่หยางถามมาแล้ว ตั๋วสำหรับเข้าชมราคาประมาณสามร้อยแปดหินวิญญาณ
เด็กไม่ต้องเสียค่าเข้าชม
ส่วนเหล่าลูกศิษย์ของเมืองเซียนก็ไม่ต้องซื้อบัตรเข้าชมเช่นกัน
ตอนนี้สวี่หยางเป็นคนของหอการค้าหงไห่ มีป้ายอยู่ไม่ต้องซื้อตั๋วเข้าชมแต่ภรรยาของเขาต้องซื้อ
เมื่อหยางโต้วโตวรู้ว่าต้องใช้หินวิญญาณถึงสามร้อยแปดก้อนก็ถอดใจ
โชคดีที่สวี่หยางบอกว่าจะช่วยจ่ายค่าหินวิญญาณเหล่านี้ให้ หยางโต้วโตวจึงยิ้มได้อีกครั้ง
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น
ครอบครัวพาหยางโต้วโตวทะยานตรงไปยังเกาะสัตตะรัศมี
ครั้งนี้ที่เดินทางไปเกาะสัตตะรัศมี นอกจากจะพาภรรยาไปเที่ยวแล้ว สวี่หยางก็ยังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำ
หนึ่งคือหาสมุนไพรเพื่อซ่อมแซมตราเทพ
แต่เรื่องนี้ไม่น่าจะสำเร็จ สวี่หยางจึงไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก
เรื่องที่สองคือซื้อวัสดุปรุงยา
ในวันนี้ที่เกาะสัตตะรัศมีจัดงานเทศกาลโคมไฟ สินค้าทั้งหมดในเมืองเซียนจึงจะมีการลดราคากระหน่ำ
เขาและเสิ่นม่านอวิ๋นได้เขียนรายการวัสดุสำหรับใช้วาดยันต์ เตรียมซื้อเก็บจำนวนมากเพื่อเพิ่มเข้าไปในคลัง
เรื่องที่สามคือการขายโอสถวิญญาณ
ในช่วงนี้ขณะที่เขาค้นหาบัวหิมะ เขาได้ซื้อเมล็ดโอสถวิญญาณมาหลายชนิด
เขาได้ปลูกโอสถวิญญาณไว้มาก ตอนนี้คะแนนพิเศษบนตัวจึงใช้หมดแล้ว
เขาเตรียมจะขายโอสถวิญญาณจำนวนหนึ่งออกไปแล้วสะสมหินวิญญาณไว้ให้มากขึ้น เพื่อเตรียมซื้อสมบัติแห่งสวรรค์และโลกที่จะใช้ซ่อมตราเทพในอนาคต
ระหว่างทาง สวี่หยางได้รับการติดต่อจากเหอซีเสวี่ย
นางระบุว่าได้มาถึงโรงประมูลตระกูลสวีบนเกาะแล้ว หากเขาต้องการสิ่งของใดสามารถไปหาได้ที่ห้องรับรองด้านหลังโรงประมูลตระกูลสวี
สวี่หยางแสดงความขอบคุณ ในใจรู้สึกซาบซึ้งมาก เหอซีเสวี่ยเป็นภรรยาที่ดีจริง ๆ ช่างดีกับเขาเหลือเกิน
แม้ว่าค่าเข้าเกาะสัตตะรัศมีจะแพง แต่ในวันพิเศษเช่นนี้ บุคคลที่เข้ามาเที่ยวบนเกาะก็ยังคงหลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย
“ได้ยินว่าเกาะสัตตะรัศมีมีอากาศที่รื่นรมย์ตลอดทั้งปี บนเกาะมีเพียงภูเขาที่มีเกาะสัตตะรัศมีเท่านั้น ทั้งยังปกคลุมไปด้วยดอกไม้งามหลากสีสัน แม้แต่น้ำในบ่อน้ำก็ยังเป็นสีสันต่าง ๆ สวยงามตระการตา จึงเรียกว่าเกาะสัตตะรัศมี”
หยางโต้วโตวเล่าสิ่งที่ได้ยินมา
แม้จะต้องบอกว่าในเมืองเซียนเธอวนเวียนอยู่มานาน แต่ไม่เคยเหยียบย่างมาที่นี่เลย
“พวกเราไปที่ทะเลสาบสัตตะรัศมีก่อนดีกว่า นั่นจะมีโคมไฟสีต่าง ๆ ล่องลอยอยู่ในทะเลสาบ ทิวทัศน์งดงามยิ่งนัก” สวี่หยางเสริม
หลังจากจ่ายหินวิญญาณ ซึ่งเป็นค่าเข้าชมแล้ว พวกเขาเองก็มาถึงที่ทะเลสาบสัตตะรัศมีกันอย่างรวดเร็ว
ริมสองฝั่งของทะเลสาบ มีร้านค้ามากมายเปิดอยู่
ร้านขายของประดับ ร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายโคมไฟหลากหลายสีสัน บรรยากาศคึกคัก
หญิงสาวทั้งหลายต่างชื่นชอบของสวยงาม
เมื่อพวกนางเห็นเครื่องประดับและเสื้อผ้าสวย ๆ ที่นี่แล้ว ต่างก็เดินแทบจะไม่ไหว
วิ่งเข้าไปลองเสื้อผ้าบ้าง ซื้อเครื่องประดับสวย ๆ บ้างเป็นพัก ๆ
ที่สำคัญคือเสื้อผ้าและเครื่องประดับเหล่านี้ ล้วนไม่ใช่ของมีคุณภาพดี เป็นเพียงของสวยงามเท่านั้น
แม้แต่หยางโต้วโตว ผู้ที่ประหยัดที่สุดก็ยังอดใจไม่ไหว ต้องควักหินวิญญาณออกมาหลายสิบก้อนซื้อชุดเสื้อผ้าสวยงามสองชุด และเครื่องประดับเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกหลายชิ้น
ส่วนสวี่หยางก็ซื้อของว่างที่ริมถนน
ของว่างที่นี่คล้ายกับของกินในโลกมนุษย์ ไม่ใช่ของบำรุงร่างกาย ทว่ารสชาติดีเยี่ยม
แม้ราคาจะไม่ถูก เช่นเต้าหู้เหม็นกล่องหนึ่งต้องใช้หินวิญญาณ 20 ก้อน
“ของที่อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวล้วนแพงทั้งนั้น ประโยคนี้เป็นเรื่องจริง”
สวี่หยางถอนหายใจ
เดินไปเดินมาสวี่หยางก็มาพบร้านหนึ่งชื่อว่า “ป๋ายเป่าโหลว”
ป้ายที่แขวนอยู่หน้าร้านเขียนว่า สินค้าในร้านวันนี้ลดราคาสามส่วน!!
สินค้าบางส่วนลดถึงห้าในสิบ!
“ไม่เลวนี่!”
สวี่หยางให้เหล่าภรรยาเดินเล่นอยู่ด้านนอก ส่วนตัวเขาและเสิ่นม่านอวิ๋นก็เดินเข้าไป
ภายในร้านกว้างขวางสว่างไสว ในเวลานี้มีผู้คนแออัดแน่นขนัด
พนักงานในร้านทั้งหกคนและเจ้าของร้านทุกคนต่างก็ยุ่งกันจนแทบจะหัวหมุน
สวี่หยางยื่นหินวิญญาณสองก้อนให้กับพนักงานคนหนึ่งเป็นสินน้ำใจ เพื่อให้บันทึกรายการวัสดุที่ตนต้องการ
เสิ่นม่านอวิ๋นกำลังเลือกดูวัสดุโดยพิจารณาจากคุณภาพ
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง
สวี่หยางพอใจมาก วัสดุสำหรับวาดยันต์ที่ซื้อมานั้นเพียงพอสำหรับพวกเขาที่จะใช้ได้ถึงครึ่งปี
โดยเฉพาะวัสดุสำหรับยันต์แสงทอง เขาซื้อมาถึงยี่สิบชุด
“ข้าต้องการขายโอสถวิญญาณ อีกส่วนหนึ่งไม่ทราบว่าร้านของเจ้ารับซื้อหรือไม่”
สวี่หยางถามเจ้าของร้าน
เจ้าของร้านรูปร่างท้วมและเตี้ยหัวเราะ บอกว่าวันนี้ขายของอย่างเดียว ไม่รับซื้อของ ถ้าจะขายวันหลังค่อยมาใหม่
เขาไม่มีทางเลือก สวี่หยางได้แต่จากไป
“ที่นี่มีผู้คนมากมายเหลือเกิน”
เสิ่นม่านอวิ๋นรู้สึกอิจฉา เมื่อใดถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่ของตนเองจะคึกคักเช่นนี้
“ร้านนี้เป็นของเมืองเซียนเอง เมืองเซียนร่ำรวยมั่งคั่ง สินค้ามากมายจึงราคาถูก” สวี่หยางส่ายหน้าเพราะรู้ดีว่าไม่อาจอิจฉาได้
เมื่อดูเวลา เห็นจะเป็นเที่ยงวันแล้ว สวี่หยางคิดว่าควรจะไปโรงประมูลตระกูลสวีได้แล้ว
ในใจเกิดความคิดว่า
คราวนี้เหอซีเสวี่ยเป็นผู้ควบคุมการประมูล เช่นนั้นโอสถวิญญาณเหล่านี้จะสามารถขายให้กับนางได้หรือไม่ เพราะอย่างไรเสียเขาก็มีความสัมพันธ์กับเหอซีเสวี่ย นางคงจะให้เกียรติเขาบ้าง
“ไปกินข้าวก่อน”
เข้าไปในโรงเตี๊ยมขนาดไม่ใหญ่มาก พวกเขาสั่งอาหารกินกันจนอิ่ม สวี่หยางจึงบอกว่าจะไปงานประมูล
“สามี เช่นนั้นเจ้าไปเถิด พวกเราจะไปดูโคม”
หลินไห่ถังยิ้มแย้มแจ่มใส
“ถูกต้อง ถูกต้อง…”
เสิ่นม่านอวิ๋นก็พยักหน้า
เห็นได้ชัดว่าพวกนางไม่สนใจเข้าร่วมงานประมูลใด ๆ
เพียงเท่านี้สวี่หยางก็เดินทางไปยังสถานที่ประมูลเพียงลำพัง
เมื่อมาถึงหน้าประตู เนื่องจากผู้คนเยอะมากสวี่หยางจึงมองไปยังแถวอันยาวเหยียดด้วยความกังวลใจ
จะต้องต่อแถวไปจนถึงเมื่อใดเล่า
และคนที่เข้าไปแต่ละคนกลับต้องจ่ายหินวิญญาณสามร้อยก้อน
ดังนั้นเขาจึงส่งข้อความถึงเหอซีเสวี่ย
“เจ้าจงเข้ามาทางประตูหลัง”
เหอซีเสวี่ยตอบกลับมา
“สามารถเข้าทางประตูหลังได้ด้วยหรือ”
สวี่หยางยิ้มแล้วจากไป
ทางด้านประตูหลังมีเพียงผู้คุ้มกันสองคนเฝ้าอยู่ ซึ่งล้วนอยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า
เมื่อเห็นสวี่หยางเดินเข้ามา ผู้คุ้มกันทั้งสองก็ตวาดเสียงดัง “มาจากไหน ที่นี่คือดินแดนต้องห้ามภายในโรงประมูลตระกูลสวีบุคคลภายนอกห้ามเข้าใกล้”
ถึงแม้ลมปราณของสวี่หยางจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน และพลังปราณแข็งแกร่งแต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้คุ้มกันทั้งสองรู้สึกหวั่นเกรงแต่อย่างใด
สวี่หยางคำนับ “เป็นคำสั่งของเสวี่ยหยางเจินเหรินที่ให้ข้ามาที่นี่!”
“อะไรนะ? เสวี่ยหยางเจินเหรินหรือ?” พวกเขาสบตากัน ก่อนจะแสดงอาการประหลาดใจอย่างยิ่ง
เสวี่ยหยางเจินเหรินเป็นบุคคลอันมีค่าเพียงใด แต่ชายหนุ่มตรงหน้าพวกเขากลับไม่รู้จักสักนิด
ท้ายสุดพวกเขาก็เคยพบศิษย์ของชิงหนิวเจินเหรินมาแล้ว ถึงจะยังสงสัยแต่พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะเข้าไปรายงาน
ทว่าท่าทีก็ดูสุภาพขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ในเวลานี้สาวใช้ของเสวี่ยหยางเจินเหรินก็เดินออกมาและกล่าวกับสวี่หยางอย่างเคารพ “คุณชายสวี่มาแล้ว เชิญเข้ามาด้านในเถิด”
เมื่อเห็นเช่นนั้น พวกเขาจึงไม่กล้าพูดอะไรอีกและพยักหน้าคำนับไม่หยุด
“คุณชายสวี่ ขออภัยด้วยเมื่อครู่เจ้าพวกนั้นไม่รู้จักท่าน หวังว่าจะไม่ได้รบกวนท่านใช่หรือไม่?”
สาวใช้เดินตามหลังสวี่หยาง ห่างไปเพียงเล็กน้อย นางแสดงท่าทีเอาอกเอาใจอย่างมาก
ภาพเช่นนี้ทำให้เหล่าผู้คนในโรงประมูลตระกูลสวีต่างประหลาดใจ
อย่าลืมว่าสาวใช้ผู้นี้อยู่ในความดูแลของเสวี่ยหยางเจินเหริน นางอาศัยบารมีของเสวี่ยหยางเจินเหรินจึงทำให้มีท่าทางหยิ่งยโส
แต่บัดนี้กลับแสดงความเคารพต่อชายหนุ่มผู้มีฐานะเพียงแค่ขอบเขตสร้างรากฐานเท่านั้น
หลายคนต่างก็อดสงสัยถึงตัวตนที่แท้จริงของชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้
ขณะเดียวกันสวี่หยางก็สังเกตเห็นว่าสาวใช้แสดงความสุภาพต่อตนเองอย่างมากเช่นกัน
“ไม่เป็นไร พวกเขาก็แค่ปฏิบัติตามหน้าที่” นางพยักหน้ารับเบา ๆ
“หากรบกวนพวกท่าน จงบอกข้า ข้าจะส่งลงโทษพวกมันเอง!”
“เอ่อ… ข้าว่าอย่าเลยดีกว่า พวกเขาก็แค่ปฏิบัติตามหน้าที่ของตน!!”
สวี่หยางโบกมือปฏิเสธชัดเจน
สาวใช้ยิ้มอ่อนหวาน “คุณชายว่าอย่างไรก็ตามนั้นเจ้าค่ะ”
แววตาของสาวใช้สื่อความคิดในใจออกมาอย่างชัดเจน
นางคงรู้สึกว่าสวี่หยางได้รับความสำคัญจากเสวี่ยหยางเจินเหรินจึงประจบประแจงไว้ก่อน เพราะจากการคาดเดาของนาง สวี่หยางน่าจะมีความสามารถบางอย่างที่ทำให้เสวี่ยหยางเจินเหรินเห็นความสำคัญ
แต่น่าเสียดายที่เสวี่ยหยางเจินเหรินมิได้แบ่งปันข้อมูลอะไรกับนาง นางจึงได้แต่อาศัยสังเกตเรื่องราวต่าง ๆ เท่านั้น
เมื่อก้าวเข้ามาในห้องทำงานที่ตกแต่งอย่างหรูหรา สวี่หยางเห็นเหอซีเสวี่ยกำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะทำงาน
นางสวมชุดสีเขียวอ่อนผมยาวสลวยสยายลงมาดั่งน้ำตก
อาจเพราะตรากตรำอยู่กับงานหนัก เห็นได้ชัดว่าบริเวณหางตาของนางมีร่องรอยความอ่อนล้า
เมื่อเห็นสวี่หยางเดินเข้ามา นางจึงเงยหน้าขึ้น พยักหน้าให้สวี่หยางเบา ๆ “เจ้ามาแล้วหรือ”
น้ำเสียงเหมือนผู้บังคับบัญชาที่มองผู้ใต้บังคับบัญชา
ก็ไหน ๆ ความสัมพันธ์แบบคนรักก็ยังเปิดเผยไม่ได้อยู่แล้ว เหอซีเสวี่ยจึงระมัดระวังมาโดยตลอด แม้แต่ต่อหน้าสาวใช้ของตนเอง นางก็ไม่กล้าเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างนางกับสวี่หยาง
แม้ว่านางจะเชื่อมั่นในความจงรักภักดีของสาวใช้ผู้นี้มากก็ตาม
แต่ยิ่งมีคนรู้มากเท่าไร นางก็ยิ่งมีจุดอ่อนมากขึ้นเท่านั้น!! นี่เป็นสิ่งที่อนุญาตไม่ได้โดยเด็ดขาด
สาวใช้ถูกเหอซีเสวี่ยบอกให้ออกไปแล้ว นางมองไปที่สวี่หยาง แล้วบีบนวดไหล่ของตนเองพลางบ่นว่า “เฮ้อ พวกเจ้ากับภรรยาช่างมีความสุขเสียจริง ได้มาเที่ยวเล่นที่นี่อยู่ตั้งครึ่งค่อนวัน ส่วนข้าทำงานอยู่ที่นี่ถึงสามวันสามคืนแทบสิ้นชีพอยู่แล้ว”
“เอ่อ… ข้าเคยเรียนรู้การนวดมาบ้าง หากเสวี่ยหยางเจินเหรินไม่ถือสา ข้าจะช่วยนวดต้นคอให้ก็แล้วกัน” สวี่หยางพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เจ้า! เจ้าไม่รู้หรือว่าหญิงชายไม่ควรใกล้ชิดกัน ข้าคาดไว้ไม่ผิด มิทันไรก็จะมาฉวยโอกาสจากข้าอีกแล้ว!!” เหอซีเสวี่ยหรี่ตาลง
พร้อมกับทำท่าทีราวกับว่านางมองอีกฝ่ายเสียจนทะลุปรุโปร่ง
สวี่หยาง “…”
สวี่หยางพูดไม่ออก
อะไรกัน บอกว่าเขาไม่เอาไหน ฉวยโอกาสจากนางงั้นหรือ?
สมัยนี้ผู้หญิงนิยมใส่ร้ายป้ายสีกันเช่นนี้หรือ?
เขาได้แต่พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “หากเสวี่ยหยางเจินเหรินไม่เชื่อก็ช่างเถิด”
“อย่าเรียกข้าว่าเสวี่ยหยางเจินเหรินเลย ฟังแล้วดูแก่ยังไงชอบกล ข้าชอบให้เจ้าเรียกข้าว่าเซียนเหอมากกว่าดูอ่อนเยาว์ดี” เหอซีเสวี่ยเอนกายลงไปด้านหลัง พิงกับเก้าอี้ แล้วพูดต่อว่า “แต่ไหน ๆ เจ้าก็บอกว่าเก่งเรื่องนวดแล้ว ก็ได้! ข้าจะให้โอกาสเจ้าก็แล้วกัน หากเจ้าทำให้ข้าพอใจได้ละก็ ข้าจะให้รางวัลเจ้า”