ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 260 ความไม่ชอบมาพากลภายในเขตแดนลับ
บทที่ 260 ความไม่ชอบมาพากลภายในเขตแดนลับ
“ข้าไปก่อนนะ…”
ตึก…ตึก…ตึก…
มีผู้บำเพ็ญหลายคนทะยานเข้าไปในหมอกขาวเป็นกลุ่มแรก แล้วก็สูญสิ้นพลังปราณไปอย่างรวดเร็ว
ตามด้วยเหล่าผู้บำเพ็ญจากสำนักต่าง ๆ ทยอยเข้าไปทีละคน
“เราไปกันเถิด…”
หวงเสี่ยวเหมยพาสวีจื่อรั่วและสวีเชี่ยนเชี่ยนเข้าไป พวกนางพยักหน้าให้กับสวี่หยาง
“ระวังตัวด้วย จำคำของข้าไว้”
สวี่หยางกล่าวกับทั้งสอง
“เจ้าวางใจเถิด”
สวีจื่อรั่วยิ้มบาง ๆ
ต่อมา สวี่หยางสังเกตเห็นว่าลี่เจี้ยนเจิ้นพาเฮ่อปิงอวิ๋นศิษย์ของตนเข้าไปด้วย
ครึ่งวันต่อมา ประตูนั้นก็ค่อย ๆ แคบลง หมอกขาวก็ค่อย ๆ เลือนหายไป
บัดนี้ คนข้างในยังออกมาได้ แต่พวกเขาเข้าไปไม่ได้แล้ว
กระนั้น ผู้ที่อยู่ภายในจะออกมา ก็มิใช่เรื่องง่ายนัก จะต้องหาทางออกให้พบ
สีหน้าของทุกคนล้วนจริงจัง
เขตแดนลับมังกรดินถือว่าเป็นสถานที่ที่มีอัตราการตายสูง และผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่เข้าไปครั้งนี้มีมากกว่าสองพันคนเลยทีเดียว
หากมีผู้รอดชีวิตออกมาครึ่งหนึ่งนั่นก็ถือว่าดีมากแล้ว
ไม่คิดว่า…
“ลูกข้า!!!”
ทันใดนั้น เสียงร้องตกใจก็ดังขึ้นจากฝั่งพันธมิตรหลิวอู๋
ปรากฏว่าฝั่งตระกูลหลิว ไพ่วิญญาณแตกสลายในเวลาเพียงหนึ่งดอกธูป!
เหล่าศิษย์จากตระกูลใหญ่ล้วนมีไพ่วิญญาณ เพื่อใช้ตรวจสอบว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่
ผู้คนภายนอกจะใช้สิ่งนี้เพื่อประเมินระดับอันตรายภายใน
ไม่มีใครคาดคิดว่าคนแรกที่ตายกลับเป็นทายาทของผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตาน จากตระกูลหลิว
“ฮ่าฮ่าฮ่า หลิวสุ่ย ลูกชายเจ้าอยู่ขอบเขตสร้างรากฐาน ขั้นปลาย อีกสองปีก็จะก้าวสู่ขอบเขตเจี่ยตานแล้วแท้ ๆ เหตุใดถึงได้ตายอนาถเช่นนี้?”
เหอซีเสวี่ยเยาะเย้ยจากระยะไกล พลางกล่าวต่อ “คราวนี้คนแรกที่ตายในเขตแดนลับมังกรดิน คือลูกชายของหลิวสุ่ย”
“เหอซีเสวี่ยเจ้าหาเรื่องรึ?”
หลิวสุ่ยคำราม
“หึ ทำไม? อยากสู้กับข้าหรือ? ข้าได้ทุกเมื่อ!”
เหอซีเสวี่ยไม่ยอม
ก่อนหน้านี้เพื่อที่เหอซีเสวี่ยจะก้าวสู่ขอบเขตจินตาน ผู้บำเพ็ญเซียนจากพันธมิตรหลิวอู๋ ได้กระทำสิ่งที่ไม่น่าชื่นชมอย่างที่สุด กลับกล้าพาคนมาโจมตีเหอซีเสวี่ย
เหอซีเสวี่ยจึงไม่ปล่อยให้โอกาสที่จะได้เย้ยหยันพวกเขาเช่นนี้ผ่านไปอย่างแน่นอน
“หึ! กลับไปข้าจะคิดบัญชีแน่!!”
หลิวสุ่ยกล่าวอย่างเย็นยะเยือก
เขาเป็นเพียงขอบเขตจินตานขั้นต้น เหอซีเสวี่ยก็เป็นขอบเขตจินตานขั้นต้นเช่นกัน แต่หากจะพิจารณาถึงรากฐานของพลังปราณ เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนางเลย
ยิ่งอยู่ในแดนสูง ช่องว่างระหว่างผู้คนก็ยิ่งกว้าง
ผู้คนระดับสูงอย่างขอบเขตจินตานขั้นปลาย และขอบเขตจินตานขั้นต้น แม้จะอยู่แดนเดียวกัน แต่พลังปราณของพวกเขาก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
หลิวสุ่ยย่อมเข้าใจช่องว่างเช่นนี้เป็นอย่างดี เขาไม่โง่แน่นอน และไม่โง่พอที่จะต่อสู้ตัวต่อตัวด้วย
เหอซีเสวี่ยพูดจบก็ได้รับการสื่อสาร
“เซียนเหอ เจ้ายอดเยี่ยมจริง ๆ”
สารนี้สวี่หยางเป็นคนส่งมาอย่างแน่นอน
เหอซีเสวี่ยยิ้มน้อย ๆ
จู่ ๆ เปลือกตาก็กระตุกเพราะไพ่วิญญาณสองใบในมือได้แตกสลายในเวลานี้ด้วยเช่นกัน
“สวี่หยาง เมื่อครู่ข้าสูญเสียไปแล้วสองคน”
“เสียใจด้วย” สวี่หยางก็ไม่รู้จะกล่าวปลอบโยนเช่นไร
อย่างไรก็ตาม เขาคิดเอาไว้แล้ว
หลังจากที่ภารกิจในเขตแดนลับครั้งนี้สิ้นสุดลง เขาก็จะมอบเสื้อคลุมระดับสี่นั้นให้กับเหอซีเสวี่ย
ถึงเวลานั้นก็สามารถโกหกว่าซื้อมาจากมิตรสหายผู้หนึ่งซึ่งได้รับมาจากการเข้าสู่เขตแดนลับ
พวกเขาเป็นมิตรสหายที่พร้อมพลีชีพเพื่อกันและกัน มิตรสหายผู้นั้นไม่สามารถใช้มันได้เพราะ…
เป็นที่รู้กันดีว่า ในช่วงขอบเขตสร้างรากฐานนั้นไม่สามารถใช้สมบัติศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่ได้
ด้วยการสนทนากับเหอซีเสวี่ยเช่นนี้ เวลาก็ผ่านล่วงเลยไปอย่างรวดเร็วราวกับกะพริบตา เดือนหนึ่งก็ผ่านไปแล้ว
เหล่าร่างวิญญาณ ผู้บำเพ็ญมนุษย์หลายคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ก็จะไม่ได้อยู่ที่นี่นานนัก
พวกเขายุ่งอยู่กับสารพัดเรื่องราว จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับภารกิจในเขตแดนลับสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงการสร้างรากฐานมากนัก จึงได้เดินทางจากไปก่อน เหลือเอาไว้เพียงเหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานบางส่วนเท่านั้น
………
ด้านสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี
ผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานผู้หนึ่งดูมีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก เส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปน สีหน้าดำคล้ำ
“ศิษย์เอกที่เทพธิดาจื่อหลานรักใคร่ดั่งดวงใจอย่างอู๋เฟยเฟย กลับจบชีวิตลงเสียแล้ว”
“ตูม…”
ทันใดนั้นเอง เจินเหรินผู้นี้ก็โกรธเกรี้ยว พลังปราณแผ่ซ่าน
“บนร่างกายอู๋เฟยเฟยมีสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของเทพธิดาจื่อหลาน ทั้งยังมีเครื่องรางป้องกันระดับสามอีกหลายสิบอัน จะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไรกัน!!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้คนโดยรอบล้วนสำรวจด้วยความสงสัย
อู๋เฟยเฟย คือศิษย์ที่เทพธิดาจื่อหลานโปรดปรานที่สุด อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายมาเนิ่นนานแล้ว
ได้ยินกันว่า เมื่อหลายปีก่อน นางหลอมยาสร้างจินตานได้แล้ว!!
ทว่าเพื่อการเดินทางมายังเขตแดนลับในครั้งนี้ นางจึงมิได้เลื่อนขั้น แต่คาดไม่ถึงว่าจะมาจบชีวิต ณ ที่แห่งนี้
“หากอู๋เฟยเฟยตายไปแล้ว ข้าจะไปชี้แจงต่อเทพธิดาจื่อหลานอย่างไร นางประสบพบเจออะไรถึงได้ตายกัน”
เจินเหรินผู้นั้นกล่าวด้วยความเคียดแค้น
ในตอนนั้นเองลมปราณแห่งขอบเขตจินตานอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กดข่มไปทั่ว ผู้บำเพ็ญมนุษย์โดยรอบต่างก็หวาดผวาไม่กล้าเข้ามาใกล้แม้ก้าวเดียว
ในระยะไกล กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็รีบแยกย้ายจากไปโดยพลัน หวาดกลัวว่าจะไปกระตุ้นความโกรธของอีกฝ่ายในยามนี้
“ก๊อบแก๊บก๊อบแก๊บ…”
“ก๊อบแก๊บก๊อบแก๊บ…”
ขณะเดียวกัน ในอีกที่หนึ่ง ไพ่วิญญาณในมือของเหล่าผู้คนก็แตกสลายลง
“ศิษย์อันเป็นที่รักของข้าสิ้นชีพแล้ว เกิดอันใดขึ้น?”
“ทั้งศิษย์พี่และศิษย์น้องของข้ากลับจบชีวิตลงพร้อมกัน ทั้งที่พวกเขามีวิชาผสานพลังต่อสู้ อันสามารถรับมือกับเหล่าขอบเขตเจี่ยตานขั้นต้นได้อย่างไม่มีปัญหา”
“คราวนี้ตายกันไปมากมาย จำนวนของคนที่ตายในเขตแดนลับครั้งนี้สูงเกินไปแล้ว”
“เพิ่งจะเดือนเดียวเองเท่านั้น เหตุใดถึงตายกันไปมากมายเช่นนี้ เกินสองร้อยคนเข้าไปแล้ว”
…………
เมื่อได้ยินผู้คนรอบข้างพูดคุยกัน
สวี่หยางก็ขมวดคิ้ว “อัตราการตายของเขตแดนลับคราวนี้สูงขนาดนี้เลยหรือ”
เขาสังเกตเห็นว่ามีหลายแห่งที่เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ถูกล้างบางไปจนสิ้นซาก
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต้องเผชิญกับบางสิ่งบางอย่าง
ที่สำคัญก็คือ แม้กระทั่งอัจฉริยะแห่งสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี อย่างอู๋เฟยเฟยก็ยังถึงแก่ความตายอย่างอนาถ!!
แท้จริงแล้วนั้นอู๋เฟยเฟยสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันที่แม้แต่ผู้บำเพ็ญขอบเขตเจินตานก็ยังเกรงกลัว
แต่คราวนี้กลับตายไปอย่างนั้น
สวี่หยางรับรู้ดีว่าเขตแดนลับนั้นเต็มไปด้วยความอันตรายที่ไม่อาจคาดเดาได้
แต่ก็ไม่เคยมีกรณีที่ถูกล้างบางไปจนสิ้นซากมาก่อน โดยเฉพาะเหล่ายอดฝีมือของสำนักต่าง ๆ ย่อมมีโอกาสรอดสูงมาก
แต่คราวนี้กลับมีผู้เสียชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้ชัดว่ามันผิดปกติ
………
บัดนี้
ณ เขตแดนลับ
หวงเสี่ยวเหมยและสวีจื่อรั่ว สวีเชี่ยนเชี่ยนทั้งสามเพิ่งก้าวออกมาจากค่ายกลหุ่นเชิด
หลังจากสังหารหุ่นเชิดสามตัว ก็ได้หุ่นเชิดอสรพิษขั้นสูง ระดับสองมาหนึ่งตัว
“สหายเต๋าหวงเสี่ยวเหมย เจ้าออกแรงมากที่สุดเมื่อครู่ ข้าว่าหุ่นเชิดนี้ควรเป็นของเจ้า”
สวีจื่อรั่วใคร่ครวญสักครู่ จึงกล่าวอย่างไม่ลังเล
หวงเสี่ยวเหมยพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ นางให้ความสำคัญกับหุ่นเชิดตัวนี้มิใช่น้อย จึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าก็มิได้เกรงใจแล้ว”
“พวกเราพักตรงนี้สักครู่เถิด ตอนนี้ปลอดภัยดีแล้ว พวกเราต้องฟื้นฟูพลังปราณ”
สวีเชี่ยนเชี่ยนเสนอ
นางมีพลังปราณอ่อนแอที่สุด เพิ่งสูญเสียพลังปราณไปไม่น้อยเมื่อครู่นี้
หวงเสี่ยวเหมยก็มีความคิดเช่นเดียวกัน นางต้องใช้เวลาสามชั่วโมงเพื่อหุ่นเชิดนี้
หากได้หุ่นเชิดนี้คอยช่วยเหลือ พลังปราณของพวกนางจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ทันใดนั้น ทั้งสามก็นั่งพิงหลังชนหลังกัน กลายเป็นรูปสามเหลี่ยม เริ่มฟื้นฟูพลังปราณ
ไม่ทันไร…
“เร็วเข้า…”
สองผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่เนื้อตัวโชกไปด้วยเลือด วิ่งหนีมาอย่างสุดชีวิต
เบื้องหลังพวกเขามีปราณมารมหาศาล
“ผู้บำเพ็ญมาร!”
หวงเสี่ยวเหมยรีบลุกขึ้นยืน
สองผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดนั้นวิ่งมาถึงตรงนี้พูดด้วยความตกใจกลัวสุดขีด “แม่นาง! รีบหนีเถอะ ข้างหน้ามีผู้บำเพ็ญมารปรากฏตัวฆ่าคนไปมากมายแล้ว”
“ผู้บำเพ็ญมาร จะเก่งกาจขนาดนี้ได้อย่างไร” สวีจื่อรั่วกล่าว
“ข้าจำได้ว่าข้างหน้าคือห้องหลอมยา ที่นั่นมีโอสถวิญญาณมากมาย ศิษย์พี่ร่วมสำนักข้า ‘อู๋เฟยเฟย’ ก็ไปอยู่ที่นั่นแล้ว ถึงผู้บำเพ็ญมารจะปรากฏตัว ด้วยพลังปราณของศิษย์พี่ข้าก็ยังจัดการได้”
หวงเสี่ยวเหมยไม่เชื่อคำพูดของสองนี้เลย
“จริง ๆ นะ อู๋เฟยเฟยน่ะตายไปแล้ว! ถึงแม้ว่านางจะนำสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของร่างวิญญาณเซียนออกมาใช้ก็ไร้ประโยชน์ ถูกสังหารในทันทีเลย!”
“เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด! ศิษย์พี่อู๋ของข้า…”
“พรึบ!”
ในขณะนั้นเอง ผู้บำเพ็ญมนุษย์สองคนนี้ก็ควักเอาศัสตราศักดิ์สิทธิ์สีดำออกมาจากมือของตนเอง
“อาวุธมาร!”
สีหน้าของหวงเสี่ยวเหมยเปลี่ยนไป “พวกเจ้าทั้งสองคือผู้บำเพ็ญมาร”
“อ้าฮ่า เจ้าติดกับแล้ว”
ทันใดนั้นเอง เครื่องรางป้องกันก็ยังไม่ทันได้ใช้หวงเสี่ยวเหมยก็ถูกอาวุธมารเล่นงาน นางถูกปราณมืดปกคลุมดูดกลืนพลังชีวิตและพลังปราณอย่างบ้าคลั่ง
สวีเชี่ยนเชี่ยนสาหัสที่สุด ถูกผลักกระเด็นจนกระดูกหัก พ่นเลือดออกมาเป็นคำ
สวีจื่อรั่วอยู่ไกลจึงทันคว้าเครื่องรางป้องกันที่สวี่หยางมอบให้มาโยนออกไปพร้อมพยุงหวงเสี่ยวเหมยถอยไปทางด้านหลัง
“ฮ่า ๆ จะหนีไปไหน!”
สองผู้บำเพ็ญมารขนาบหน้าหลังปิดล้อมทั้งสามคนไว้
ในขณะเดียวกันปราณอันดำมืดนั้นก็กลายเป็นค่ายกลล้อมพวกเขาเอาไว้
“เจ้ารอดยากแล้ว เพราะนายของข้ามาแล้ว”
ทั้งสองยิ้มเหี้ยม
พวกเขารู้ดีว่าด้วยพลังปราณของพวกเขา ทำได้แค่กักขังพวกนี้ได้เท่านั้น
การจะสังหารนั้นยากนัก
“ไม่ได้ เราจะไม่ยอมถูกกักขัง พวกนั้นยังมีตัวที่เก่งกว่าอยู่อีก”
หวงเสี่ยวเหมยกินยาถอนพิษ นึกในใจยันต์แสงทองก็ปรากฏขึ้นอยู่ในมือ
“เขาเข้ามาแล้ว”
สวีจื่อรั่วประคองสวีเชี่ยนเชี่ยนมองไปที่ชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งที่อยู่ไกลออกไป
“นายท่าน!!”
สองผู้บำเพ็ญมาร คุกเข่าถวายความเคารพผู้อยู่เบื้องหน้า
ผู้มาเยือนหาใช่ผู้อื่นใด นอกจากลี่เจี้ยนเจิ้นกับเฮ่อปิงอวิ๋น
พวกเขาทั้งสองเดินเข้ามาพร้อมกัน
“ส่งถุงเก็บของมาซะ!!”
เฮ่อปิงอวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้เยื่อใย
สวีจื่อรั่วและหวงเสี่ยวเหมยสบตากัน สีหน้าทั้งสองบึ้งตึง
ผู้บำเพ็ญมารทั้งสองแผ่พลังปราณมหาศาลออกมา ชูอาวุธมารที่เจือไปด้วยปราณสีดำ เห็นได้ชัดว่าไม่ธรรมดา
“สหายเต๋าหวง ท่านพี่ ข้าจะขอพุ่งชนพวกมัน พวกเจ้า… พวกเจ้าจงหนีไป”
สวีเชี่ยนเชี่ยนที่บาดเจ็บพยายามฝืนกายลุกขึ้น
นางหยิบยันต์แสงทองขึ้นมาและสื่อสารจิตไปพร้อมกันว่า “ข้าจะฝ่าแนวป้องกันพวกมันและพินาศไปพร้อมกัน!!”
นี่คือวิธีใช้ยันต์แสงทองอีกวิธีหนึ่ง
หากใช้ยันต์แสงทองในระยะไกลอาจเกิดกรณีที่ศัตรูใช้เครื่องรางป้องกันจนไม่สามารถโจมตีได้
แต่หากผู้บำเพ็ญมนุษย์เข้ามายืนประชิดตัว ผลของเครื่องรางป้องกันของอีกฝ่ายจะลดน้อยลงอย่างมาก!!
นั่นคือสิ่งที่สวีเชี่ยนเชี่ยนจะลงมือ พินาศไปพร้อมกัน!!
“ฮ่าฮ่า ลมปราณบนร่างกายของพวกเจ้าทั้งสามล้วนเยี่ยมยอด มาให้ข้าได้ลิ้มรสสักหน่อยเถอะ!”
ลี่เจี้ยนเจิ้นยิ้มจาง ๆ
ศีรษะของเขายื่นออกจากหมอกดำ
ปราณในมือก็ปรากฏร่าง
กลายเป็นอาวุธรูปทรงกรวยโบราณยาวสีทอง
สีของอาวุธโบราณนั้นมีหัวกะโหลกเล็ก ๆ จำนวนมากแกะสลักอย่างงดงามราวกับของจริง
กะโหลกแต่ละอัน แสดงสีหน้าแตกต่าง น่าสยดสยองเป็นพิเศษ
“ศิษย์พี่อู๋เฟยเฟยของข้าถูกเจ้าสังหารแล้วอย่างนั้นรึ?”
“อู๋เฟยเฟยรึ ฮ่าฮ่า พอจะมีฝีมืออยู่บ้าง สิ้นเปลืองกำลังข้าไปถึงสามส่วน น่าเสียดายนางติดกับข้า ขณะนี้…”
ครั้นกล่าวจบลี่เจี้ยนเจิ้นก็ชี้ไปยังหัวกะโหลกที่ปลายสุดของอาวุธรูปกรวยยาว
“ดูสิ นางอยู่นี่! กลายเป็นมารในธงเรียกวิญญาณของข้าแล้ว!”
น่าสะพรึง!
น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!
ทันใดนั้นหัวใจของหวงเสี่ยวเหมยก็จมดิ่งเต็มไปด้วยความทุกข์โศก
เนื่องจากเมื่อครู่บนหัวของโครงกระดูกนั่น นางรับรู้ได้ถึงลมปราณของศิษย์พี่อู๋เฟยเฟย
อู๋เฟยเฟยถูกฆ่าตายจริง ๆ วิญญาณยังถูกผู้บำเพ็ญมารดูดกลืนไว้ในธงเรียกวิญญาณ กลายเป็นอาหารของพวกมัน!
เรียกอีกอย่างว่าทาสวิญญาณ!!
นี่เป็นวิธีการตายที่น่ากลัวที่สุด เพราะแม้แต่การเวียนว่ายตายเกิดก็ไม่อาจเข้าถึงได้ ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะได้กลับชาติมาเกิดใหม่
“อดีตที่เคยเป็นดั่งดวงดาราบนฟ้า กลับต้องมาจบลงเช่นนี้”
ในขณะที่หวงเสี่ยวเหมยรู้สึกหวาดกลัว นางก็หวนนึกถึงเรื่องที่สวี่หยางเคยเตือนพวกนางเอาไว้
เมื่อพบกับผู้บำเพ็ญมารให้หยิบศัสตราศักดิ์สิทธิ์ของเขาขึ้นมา กล่าวชื่อของเขาต่อหน้าผู้บำเพ็ญมารอาจจะมีประโยชน์!!
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….