ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 259 ข้าหวังว่าจะมิต้องได้ใช้ดาบนี้นะ
บทที่ 259 ข้าหวังว่าจะมิต้องได้ใช้ดาบนี้นะ
ลี่เจี้ยนเจิ้นสะดุ้งไปทั้งตัว
ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ข้าและศิษย์ได้แปลงโฉมตนเองเป็นเช่นนี้แล้ว แต่ท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังจับได้
น่ากลัว น่ากลัวยิ่งนัก
ในยามนี้ ลี่เจี้ยนเจิ้นเกรงขามสวี่หยางยิ่งนัก
พร้อม ๆ กับที่สวี่หยางจงใจปลดปล่อยลมปราณของตนเองออกมา ลี่เจี้ยนเจิ้นถึงกับใจเต้นรัว
เวลาเพียงชั่วครู่ที่มิได้พบเจอ ท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้ก้าวสู่ขอบเขตสร้างรากฐานระดับแปดเสียแล้ว
“ผู้อาวุโส ข้ามิทราบว่าท่านก็มาที่นี่ด้วย ขอได้โปรดอภัยต่อสิ่งที่ข้าได้ล่วงเกิน”
“มิต้องประจบประแจง พวกเจ้าเพียงแค่มาที่นี่ ข้าก็ยังไม่ได้ต้อนรับเสียด้วยซ้ำ!” สวี่หยางกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“จริงด้วย! ข้าต้องขอบคุณท่านผู้อาวุโสยิ่งนักที่เคยสั่งสอนข้า ให้ข้าได้ฝึกฝนจิตใจด้วยการทำไร่ไถนา ความรู้สึกของปราณมารที่อยู่ในร่างกายข้าก็ได้ลดลงเป็นอย่างมาก ข้าจึงก้าวหน้าในเคล็ดวิชาอย่างรวดเร็ว ในครั้งนี้ข้าได้เข้ามาในเขตแดนลับเพื่อแสวงหาโอกาสในการได้มาซึ่งขอบเขตเจี่ยตาน ท่านผู้อาวุโสเองก็เตรียมที่จะเข้ามาด้วยใช่หรือไม่”
ขณะที่ลี่เจี้ยนเจิ้นกำลังพูดอยู่นั้น แววตาของเขาก็เป็นประกาย
สิ่งที่เขาเพิ่งกล่าวไปนั้นเป็นความจริง
นับตั้งแต่วันที่เขาและสวี่หยางได้แยกจากกัน เขาก็ได้กลับไปยังถ้ำฝึกตน และได้สร้างทุ่งวิญญาณขึ้นที่บริเวณริมถ้ำฝึกตน
เขายังได้คว้าเอาผู้ปลูกพืชวิญญาณระดับสองกลับมาเพื่อสอนให้เขาทำไร่ไถนา
ด้วยวิธีนี้ ในตอนนี้เขาจึงมีที่นาจำนวนสิบไร่ และพืชวิญญาณก็เจริญเติบโตได้อย่างงดงาม เขาค้นพบว่าขณะที่ตนกำลังทำไร่ไถนานั้น เขากลับชื่นชอบที่จะได้เห็นเมล็ดพันธุ์ที่ตนได้หย่อนลงไปในดิน ได้งอกเงยและเติบโตทีละน้อย
ในระหว่างกระบวนการนี้ ปราณมารที่อยู่ในร่างกายของเขาก็ค่อย ๆ ลดลง เขาไม่คาดคิดว่าคำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่คนนี้จะทำให้เขาพัฒนาตนเองได้อย่างมากมายเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม
เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว แม้ว่าเขาจะขอบคุณสวี่หยางที่ให้โอกาสก็ตาม
แต่เขาก็ไม่ต้องการให้สวี่หยางเข้าไปในเขตแดนลับร่วมกับเขาอย่างแน่นอน
ในคราวนี้ เขาจะทำเรื่องใหญ่ในเขตแดนลับ ถ้าสวี่หยางเข้าไปด้วยเขาจะทำได้อย่างไรเล่า
โชคดีที่สวี่หยางบอกว่าจะไม่เข้าไป คราวนี้เขาจัดให้คนรุ่นหลังเข้าไปแทน
หลังจากที่สวี่หยางพูดจบในใจก็เบิกบาน
ตอนนั้นพูดเล่น ๆ ให้ลี่เจี้ยนเจิ้นไปทำไร่ทำนาใครจะคิดว่าจะได้ผลจริง
เขาคงภาพลักษณ์ยอดฝีมือเอาไว้ พลางกล่าวว่า “อืม ดูจากการที่เจ้าเข้าไปคราวนี้ คงเตรียมหาโอกาสก้าวสู่ขอบเขตเจี่ยตานใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว ผู้อาวุโส”
“ข้าปรารถนาหาของบางอย่าง เจ้าช่วยข้าหาหน่อย ถ้าเจอข้าจะให้โอกาสเจ้าอีก”
สวี่หยางพูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ
“ผู้อาวุโส เชิญกล่าวมา”
“ไข่มุกวารีขั้นสาม ไม้อสนีขั้นสี่ บัวหิมะขั้นห้า”
ลี่เจี้ยนเจิ้นจดจำของเหล่านั้นไว้ในใจ รับรองกับเขาว่า “ผู้อาวุโส วางใจเถิด ข้าจะตามหาอย่างดี หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าและลูกศิษย์จะไปพักผ่อนก่อน”
“ไปเถอะ”
ลี่เจี้ยนเจิ้นรีบจากไป
จากก้นบึ้งของหัวใจ ลี่เจี้ยนเจิ้นก็ระมัดระวังสวี่หยางเป็นอย่างมากแท้ ๆ
“บัดนี้หากนับหลินอี้เตา ลี่เจี้ยนเจิ้น สวีจื่อรั่ว หวงเสี่ยวเหมย บุคคลเหล่านี้ ร่วมมือกันตามหาสิ่งของทั้งสามอย่าง โอกาสที่จะได้มาก็เพิ่มมากขึ้น! เว้นแต่ข้างในจะไม่มีสิ่งของเหล่านี้”
สวี่หยางลูบคาง “แต่ว่า ลี่เจี้ยนเจิ้นปรากฏตัวที่นี่ ภายในคงเกิดเรื่องบางอย่าง ข้าต้องให้หวงเสี่ยวเหมยและสวีจื่อรั่วระมัดระวังไว้สักหน่อย”
คิดไปคิดมา สวี่หยางก็เดินไปที่กองเพลิง หยิบกระบี่คู่ยวนยางของตนเองมอบให้หวงเสี่ยวเหมย
“สวี่หยาง นี่มัน…”
หวงเสี่ยวเหมยมีสีหน้าไม่เข้าใจ
“เท่าที่ข้ารู้ ครั้งนี้อาจจะมีผู้บำเพ็ญมารเข้าไปข้างใน”
“อะไรนะ? ผู้บำเพ็ญมารอยู่ที่ไหน?”
หวงเสี่ยวเหมยถามอย่างรวดเร็ว
“ก็พวกสองคนนั่นแหละ”
สวี่หยางชี้ไปที่ด้านหลังของคนสองคนคือ ลี่เจี้ยนเจิ้นและเฮ่อปิงอวิ๋น
“พวกเขาแฝงตัวมา พลังปราณของสองคนนี้ไม่น่ามองข้าม ทว่าข้ามีความสัมพันธ์กับพวกเขาอยู่บ้าง หากพวกเขาคิดร้ายต่อเจ้า เจ้าก็ชักดาบเล่มนี้ออกมา แสดงว่าเจ้าเป็นคนของข้า ข้าเป็นเจ้านายของพวกเจ้า พวกเขาจะต้องเกรงใจข้าบ้าง”
สวี่หยางกล่าว
“จะให้ข้าบอกว่าเจ้าเป็นเจ้านายของเราอย่างนั้นหรือ ผู้บำเพ็ญมาร จะ…เกรงใจเจ้าหรือ?”
หวงเสี่ยวเหมยมุมปากกระตุก ยากที่จะเชื่อ
สวีจื่อรั่วยิ่งประหลาดใจยิ่ง “เจ้ากับผู้บำเพ็ญมาร มีความสัมพันธ์กันอย่างไร”
“เรื่องนี้ยาวนัก พวกเจ้าฟังที่ข้าบอกแล้วทำตามก็พอ”
สวี่หยางไม่ได้อธิบายอะไรมาก
หวงเสี่ยวเหมยรับกระบี่มา ก่อนจะพยักหน้า “ได้ ข้าหวังว่าจะมิจำเป็นต้องใช้ดาบเล่มนี้”
………
ผ่านไปอีกสองสามวัน
พลังปราณอันทรงพลังแผ่ซ่านมา
ชิงหนิวเจินเหรินเดินทางมาที่นี่ด้วยตนเอง
นอกจากนี้
เมื่อเขามาถึงก็มุ่งหน้าไปยังเคหาสน์เขาเทพดาบ เพื่อเยี่ยมเยือนเจ้าสำนักที่นั่น
ในวันนี้ยังมีคนจากสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีที่มาเช่นกัน เรือที่พวกเขานั่งมาเป็นเรือวิญญาณขนาดใหญ่สีเหลืองอมน้ำตาล ผู้นำเป็นร่างวิญญาณของผู้อาวุโสคนหนึ่ง รูปร่างอ้วนท้วน ใบหน้าเปล่งปลั่งอมชมพู คงไว้ซึ่งแววตายิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา
หวงเสี่ยวเหมยเอ่ยกับสวี่หยางว่า “ผู้อาวุโสในสำนักข้ามาแล้ว ข้าขอตัว”
หลังจากทักทายแล้ว หวงเสี่ยวเหมยก็ทะยานไปอย่างว่องไว เข้าไปด้านในเรือขนาดใหญ่ แล้วก็เงียบหายไป
…….
เย็นนี้
ร่างวิญญาณ นิกายเตียนชางและสำนักเกาซานก็มาร่วมประชุมด้วย
อำนาจของสองกองกำลังนี้ก็คล้ายกับเมืองเซียนชิงหนิว
แดนเซียนตงไห่ก็เป็นแดนกองกำลังชั้นนำ ซึ่งแบ่งเป็นสองกองกำลังฮั่วเฉิน คือเคหาสน์เขาเทพดาบและสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี
ถัดลงมาคือเจ็ดกองกำลังหยวนอิง
เมืองเซียนชิงหนิว พันธมิตรหลิวอู๋ สำนักไท่อี้ นิกายเตียนชาง สำนักเกาซาน
รวมถึงหอเทียนอินและเทียนช่างเหรินเจียน
หอเทียนอินและเทียนช่างเหรินเจียนล้วนทำกิจการเกี่ยวกับการค้า
หลัก ๆ คือหอนางโลม หอดนตรี และรวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับข่าวสารอีกด้วย
ปกติสองกองกำลงนี้จะไม่แทรกแซง และไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับข้อพิพาทใด ๆ
ดังนั้น สองกองกำลังนี้จะไม่ค่อยปรากฏต่อสายตาผู้คนเท่าไรนัก
ดังเช่นครั้งนี้ แม้เขตแดนลับจะเปิดออก แต่สองกองกำลังนี้ก็ไม่ได้ปรากฏตัวอย่างเป็นทางการ
ทว่าวันรุ่งขึ้น
ผู้บำเพ็ญมนุษย์จากหอเทียนอินได้ปรากฏตัวขึ้น
เรือขุมทรัพย์ระดับหกลำหนึ่งที่มีสีสันสดใส ลักษณะโบราณ กำลังลอยมาจากท้องฟ้า
บริเวณนั้นเต็มไปด้วยกลุ่มหญิงสาววัยแรกรุ่นที่มีรูปร่างอ้อนแอ้น ดึงดูดใจชายหนุ่มที่อยู่ในที่นั้นไว้ได้อยู่หมัด
ถึงว่าทั้งหอเทียนอินและเทียนช่างเหรินเจียนจะทำธุรกิจอย่างเดียวกัน ทว่าธุรกิจของหอเทียนอินช่างดีงามกว่ายิ่งนัก
เพราะเทียนช่างเหรินเจียนที่ใช้วิธีลับควบคุมผู้คนจนประสบความสำเร็จ
ส่วนหอเทียนอินใช้เสน่ห์ดึงดูดของหญิงงามเข้าสู่สำนัก แล้วจึงบริการชายหนุ่ม
บริการที่ว่าก็เป็นบริการที่ดีงาม ไม่ได้หมายถึงเรื่องอย่างว่า หากเป็นเครื่องดนตรีก็ย่อมบรรเลงอย่างไพเราะ หากพบว่าถูกตาต้องใจจึงจะได้ใกล้ชิด
การเดินทางครั้งนี้ของหอเทียนอิน นำโดยผู้บำเพ็ญเซียนขอบเขตเจี่ยตาน เซียนสาวผู้มีความสามารถ สวมชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีชมพู ร่างอ่อนช้อย เส้นผมยาวสลวย ผิวสีขาวนวลดังดวงจันทร์ ปราณอันบริสุทธิ์
นางมีฉายาว่า ‘ชิวเยว่เจินเหริน’ เป็นสมญานามอันโด่งดัง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น จิ้งจอกภูเขาแห่งแดนเซียนตงไห่อันดับหนึ่ง
ฉายาแปลกพิลึกนี้มีที่มาจากความเก่งกล้าในเส้นทางดนตรี
ได้ยินมาว่า ผู้ใดได้ลองฟังเสียงดนตรีของนางแล้ว จะมีแรงดึงดูดเข้าไปจนมิอาจถอนตัว!
เรื่องเล่าที่โด่งดังที่สุดคงหนีมิพ้นเรื่องที่ว่าผู้บำเพ็ญเซียนในพันธมิตรของตระกูลหลิว ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานขั้นกลาง ต้องการที่จะตามจีบชิวเยว่เจินเหรินโดยไม่เสียดายที่จะมอบยาสร้างจินตานให้
แต่น่าเสียดายที่ถูกปฏิเสธ
กลายเป็นเรื่องเล่าขานในเวลาต่อมา
………
ณ เวลานี้ผู้แทนที่มีหน้ามีตาในแดนเซียนตงไห่มาที่นี่กันเกือบครบแล้ว
เนื่องจากอีกสามสี่วันถึงจะเปิดเขตแดนลับ บางคนก็ไม่รอช้า ออกไปสร้างความสัมพันธ์หมายมั่นจะหามิตรสหายไว้เยอะ ๆ เผื่อจะได้ความช่วยเหลือในยามนั้น
สวี่หยางแอบสังเกตอยู่ด้วย
ด้วยจิตอันบริสุทธิ์และลมปราณอันไวต่อความรู้สึกของเขา จึงง่ายมากที่จะพบกับยอดฝีมือที่แข็งแกร่งในที่นี้ เขาแอบกระซิบเล็กน้อยกับสวีจื่อรั่วและหวงเสี่ยวเหมยว่าต้องระวังบุคคลใดเป็นพิเศษ
ในระหว่างนั้น เขาก็ได้พบกับคนรู้จัก
ผู้บำเพ็ญเซียนแห่งตระกูลหวง แห่งแดนเหนือ หวงเฉียง!!
ก่อนหน้านี้ เขามีเรื่องขัดแย้งกับผู้บำเพ็ญเซียนจากตระกูลหวง ซึ่งเป็นสาเหตุการฆ่าหวงเหวินหลินน้องสาวของเขา
หลังจากนั้น หวงเหวินหลินต้องการจัดการกับเขากลางทาง หวงเฉียงจึงนาง
เขาจึงรู้ว่าภายในตระกูลหวงนั้นไม่ได้สงบสุข หวงเฉียงกังวลเกี่ยวกับการขึ้นสู่อำนาจของหวงเหวินหลินที่อาจมีผลต่อการสืบทอดตำแหน่งประมุขตระกูลหวงของตน จึงได้ลงมือฆ่าเขาไปก่อน
บอกตามตรง หวงเฉียงเป็นคนโหดเหี้ยมอย่างไม่ต้องสงสัย
หลังจากนั้นแดนเซียนตอนเหนือก็เริ่มเปลี่ยนแปลง ปราณวิญญาณเริ่มจางลง หวงเฉียงและหลินอี้เตาก็แทบจะเป็นคนประเภทเดียวกันที่ยังมีอยู่ในโลกเซียนนี้
หลายปีมานี้ หวงเฉียงไม่ได้มีข่าวคราวใด ๆ เลย สวี่หยางเคยคิดว่าเขาอาจจะตายไปแล้ว…
ไม่นึกเลยว่าจะได้พบเขาที่นี่
ข้างกายหวงเฉียง มีผู้บำเพ็ญมนุษย์ชายหนุ่มหนึ่งคนและหญิงสาวสองคนติดตามอยู่ด้วย
เขามีความสนิทสนมกับหญิงสาวคนหนึ่งที่มีปราณอันดีมาก ถือเป็นคู่บำเพ็ญอย่างชัดเจน
หญิงสาวและชายหนุ่มอีกคนก็เป็นคู่บำเพ็ญเช่นกัน พวกเขากำลังพูดคุยกับหวงเฉียงอยู่
สังเกตจากสภาพของพวกเขา ดูเหมือนจะเป็นเพียงผู้บำเพ็ญทั่วไป
ขณะนี้ หวงเฉียงกำลังอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน ระดับหก
“ศิษย์พี่หลง พอเราเข้าไปในเขตแดนลับ เราจะไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นเขตแดนลับแห่งหนึ่ง ข้าได้ดูมาแล้ว บอกได้เลยว่า…”
หวงเฉียงกำลังเจรจากับผู้บำเพ็ญชายคนหนึ่งเป็นศิษย์พี่ของเขา
จู่ ๆ สวี่หยางก็เดินเข้ามา
หวงเฉียงรับรู้ถึงลมปราณที่คุ้นเคยจึงหันกลับมามองทันที “อ้าว สหายเต๋าสวี่…”
“สหายเต๋าหวง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
สวี่หยางพูดคุยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ข้างกายหวงเฉียง คือผู้บำเพ็ญมนนุษย์ที่ชื่อว่าเฉินหลงและคู่บำเพ็ญของเขากำลังจ้องมองสวี่หยางด้วยความระมัดระวัง
หวงเฉียงรีบกล่าว “ศิษย์พี่หลง พี่สะใภ้ไม่ต้องกังวลหรอก คนผู้นี้อยู่แดนเหนือบ้านเดียวกับข้า ชื่อสวี่หยาง นิสัยดีมาก”
เฉินหลงจึงพยักหน้าแล้วเดินไปข้าง ๆ พร้อมกับคู่บำเพ็ญของตนโดยไม่พูดอะไรมาก
“สหายเต๋าสวี่ ไม่คิดเลยว่าจะเจอเจ้าที่นี่”
หวงเฉียงถอนหายใจและพูดคุยกับสวี่หยางด้วยความกระตือรือร้น
ต่อมา เขาก็สังเกตเห็นระดับการฝึกฝนของสวี่หยาง
กลับพบว่าสูงกว่าเขาเสียอีก
ทั้งสองฝ่ายกล่าวชมกันไปมา สวี่หยางจึงกล่าวถึงเจตนารมณ์ของตนว่า “สหายเต๋าหวง เจ้าต้องการยันต์แสงทองหรือไม่ ข้าสามารถขายให้ในราคาครึ่งหนึ่ง”
เมื่อเขากระทำเช่นนี้ แน่นอนว่าต้องการความร่วมมือจากหวงเฉียง
อย่างไรก็ตามสำหรับหวงเฉียง สวี่หยางก็ได้คิดไว้แล้ว
หาได้มอบให้เขาเปล่า ๆ ไม่ใช่เพราะหวงเฉียงผู้นี้เป็นผู้หนึ่งที่โหดเหี้ยมและมิอาจคบหาอย่างลึกซึ้งได้
“โอ้ ยันต์แสงทองกระนั้นหรือ”
“ถูกต้อง นอกจากนี้ยังมีเครื่องรางป้องกันระดับสองอีกด้วย ตลอดการเข้าสู่เขตแดนลับแห่งนี้ ย่อมเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย หากมีเคล็ดวิชาป้องกันตนเองหลายอย่าง ย่อมเป็นทางเลือกอันชาญฉลาดมิใช่หรือ”
สวี่หยางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ในคราวนี้สวี่หยางได้หลอมรวมยันต์แสงทองและเครื่องรางป้องกันระดับสองไว้จำนวนไม่น้อย อุปกรณ์บนร่างกายก็พร้อมเสร็จสรรพ
ครั้นได้ฟังเช่นนี้
แววตาหวงเฉียงวาบไหว ความคิดหมุนเวียน
กล่าวกันตามจริงแล้วนั้น สำหรับสิ่งของมีค่านั้น เขาย่อมปรารถนาอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ภายในจิตใจของเขา สวี่หยางก็มิได้เป็นคนดีแต่อย่างใด
จู่ ๆ ก็มาหาเขา คงมิได้มีความปรารถนาดีนัก คงจะต้องการให้เขาทำสิ่งใดบางอย่าง
หวงเฉียงซักถาม สวี่หยางก็ยิ้มแย้มและกล่าวถึงวัสดุสามอย่างที่เขาต้องการค้นหา
“เพียงหาพบ สหายเต๋าสวี่ก็ยินดีรับซื้อด้วยราคาที่สูงกว่าท้องตลาดสินะ”
“วัสดุทั้งสามนี้มีค่ามากทีเดียว อย่างน้อยแต่ละชิ้นก็ต้องใช้หินวิญญาณหลายแสนก้อนเชียวนะ สหายเต๋าสวี่ช่างร่ำรวยเสียจริง ๆ”
หวงเฉียงก้มหน้าลงเพื่อซ่อนแววตาของตนเอาไว้พลางเอ่ย
“ก็แค่มีทรัพย์สินเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น”
“ได้ ได้ ข้ารับปากว่าจะขายให้สหายต๋าสวี่เป็นคนแรก ข้าจะรับซื้อแสงยันต์แสงทองและเครื่องรางป้องกันจำนวนสองใบ”
ไม่นานนักทั้งสองคนก็บรรลุข้อตกลงกัน
เมื่อจากมา สวี่หยางก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ด้วยวิธีเช่นนี้ ผู้ที่จะช่วยเขาหาของเหล่านี้ก็มีมากขึ้นอีกหนึ่งคนแล้ว
แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะมีค่ามากมายนัก ทว่าสำหรับผู้ที่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานแล้วนั้น ล้วนไร้ประโยชน์สิ้นเชิง
สิ่งเหล่านี้มิใช่ส่วนผสม หรือยาสร้างจินตาน พวกเขาเก็บเอาไว้ก็ไร้ค่าอยู่ดี
………
หลายวันต่อมา
ณ วันนี้ผู้คนจากตระกูลใหญ่ทั้งหลายต่างหลั่งไหลกันมาที่ทางเข้า
ยามนี้ประตูแห่งเขตแดนลับมังกรดินได้เปิดออกแล้ว
ณ ที่แห่งนี้ คือดินแดนแห่งหมอกที่ขาวโพลน หมอกขาวก่อตัวเป็นทางเข้าถ้ำขนาดใหญ่ พลังใดก็ไม่อาจล่วงผ่านเข้าไปได้
“พวกเจ้าทั้งหลาย เขตแดนลับมังกรดินได้เปิดออกแล้ว สมบัตินั้น! ผู้ใดมีปัญญาก็จงครอบครองเถิด!!”
“ข้าขอให้เหล่าเซียนทั้งหลายมีอายุยืนยาว และพิชิตทุกสิ่ง! บัดนี้จงเข้าไปเถิด!!”
“เขตแดนลับมังกรดินมีกำหนดเวลาครึ่งปี ภายในครึ่งปี พวกเจ้าทั้งหลายจงรีบออกมาให้ทันเวลา เพราะหากพ้นกำหนดที่ว่านี้แล้ว เจ้าทั้งหลายจะต้องติดอยู่ในเขตแดนลับแห่งนี้ และจะต้องตายอย่างแน่นอน…”