ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 281 ชายหนุ่มหน้าตาขี้เหร่ และหญิงชราหน้าตาน่าเกลียด
บทที่ 281 ชายหนุ่มหน้าตาขี้เหร่ และหญิงชราหน้าตาน่าเกลียด
สวี่หยางอดขำไม่ได้
เขาสงสัยอย่างมากว่าเจ้าตัวเล็กนี่ชาติก่อนเป็นนักร้องก้านห่านม่าย*[1] หรืออย่างไรกัน?
อ้าปากทีไร ย่อมต้องติดตามกันมาทุกที
ตอนนี้เสี่ยวป๋ายก็มาแล้ว
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด ข้าเพิ่งเข้าใจเคล็ดวิชาหนึ่ง ข้าจึงอยากได้ปลาเป็นรางวัล…”
สวี่หยางลูบหัวเจ้าตัวเล็กสองตัวนี้แล้วหัวเราะ “ตกลง ตกลง…ข้าจะให้ปลาพวกเจ้ากินตกลงไหม! แต่พวกเจ้าต้องแสดงเคล็ดวิชาที่ว่าให้ข้าดูก่อน”
“ซู่”
ในวินาทีถัดมา ราวกับต้องการแสดงให้สวี่หยางดู เสี่ยวป๋ายจึงพุ่งตัวออกไปทันที
ความสามารถของมันก็คือ หนามปฐพี มันได้พลิกแพลงเคล็ดวิชาความเร็วสูงขึ้นมาเอง จากนั้นก็ใช้ความเร็วที่ฉับไวที่สุดในการฟาดกรงเล็บ เพื่อโจมตีศัตรู
“คิกคิก”
เสี่ยวป๋ายจิกกรงเล็บลงไป หินริมบ่อน้ำแหลกสลายทันทีกลายเป็นเศษหินปลิวว่อน
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”
เสี่ยวป๋ายวิ่งกลับมาหาสวี่หยาง ชัดเจนว่ามันต้องการเอาหน้า
สวี่หยางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เยี่ยมมาก เยี่ยมมาก ความจริงแล้วก้าวหน้าไปมากทีเดียว”
เสี่ยวเฉียงไม่ยอมแพ้ รีบกระโดดขึ้นและโบกกรงเล็บรัว ๆ
ปราณอสูรระดับสองแผ่กระจายอยู่รอบตัวมัน แข็งแกร่งมากทีเดียว
เห็นได้ชัดว่ากระบวนท่านี้ เสี่ยวเฉียงได้เลียนแบบมาจากเสี่ยวป๋าย
จากลมปราณที่สัมผัสได้ เสี่ยวเฉียงมีปราณอสูรที่อ่อนแอกว่าเสี่ยวป๋าย ทว่าปราณอสูรของเสี่ยวเฉียงดุดันกว่า
เมื่อเจ้าตัวน้อยทั้งสองแสดงฝีมือเสร็จ สวี่หยางก็หยิบปลายักษ์สองหัวให้มันคาบไว้ แล้วไปปิ้งเอง
ต่อมา เขาก็เรียกภรรยาทั้งหลายมาและบอกพวกนางว่าตนจะมุ่งหน้าไปที่เกาะจันทร์ดับ
“จากข่าวสาร ผู้บำเพ็ญชั่วร้าย นามว่าข่ายถังเริ่มก่อความวุ่นวายที่นั่นแล้ว เคล็ดวิชาโหดเหี้ยมคร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย! ข้าเตรียมจะไปสืบ”
คราวนี้สวี่หยางเป็นฝ่ายลงมือเชิงรุก โดยซ่อนตัวอยู่ในที่มืด ความปลอดภัยจึงได้รับการการันตี
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีหน้ากากไร้รูป
หน้ากากนี้สามารถเลียนแบบลมปราณได้ต่ำกว่าขอบเขตเจี่ยตาน ซึ่งสามารถเลียนแบบได้ถึงสามคน
สวี่หยางใช้หน้ากากไร้รูปที่เลียนแบบกลิ่นอายของหลิวเป้าไว้แล้ว ตอนนั้นเขาใช้หน้ากากนี้สามารถสังหารศัตรูได้สำเร็จ
หน้ากากนี้ยังเลียนแบบได้อีกสองคน
กล่าวคือ แม้แต่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานยืนอยู่ตรงหน้า ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าเขาเป็นใคร
ด้วยเหตุนี้ สวี่หยางจึงมั่นใจที่จะรับมือกับข่ายถังผู้นี้
แต่ไม่คาดคิดว่า เหล่าภรรยาต่างก็คัดค้าน
“ไปได้ แต่พวกเราจะไปด้วย เจ้าไปคนเดียวอันตรายเกินไป” หลินหวั่นชิงเอ่ยโต้แย้งก่อนใคร
“ถูกแล้ว คราวนี้ไม่เหมือนคราวก่อน คราวนั้นเจ้าไปเพื่อช่วยหอบังคับใช้กฎจัดการเพียงผู้บำเพ็ญที่กระหายในพลังปราณคนหนึ่งเท่านั้น แต่คราวนี้ว่ากันว่าผู้บำเพ็ญชั่วร้ายผู้นั้นอาจมีวิชายุทธ์ถึงขอบเขตเจี่ยตาน หรือแม้แต่ขอบเขตจินตาน ดังนั้นข้าว่าอันตรายเกินไป”
หลินอวี้เอ่ยคัดค้าน
เสิ่นม่านอวิ๋นและหลินไห่ถังก็ต่างก็เห็นด้วยว่าไม่ปลอดภัย
หากจะไป พวกนางก็จะไปด้วยกัน
“ไปด้วยกันเถอะ เป้าหมายครั้งนี้ใหญ่เกินไป”
สวี่หยางนำหน้ากากไร้รูปออกมา “ทุกคนไม่ต้องกังวล ข้ามีสิ่งนี้”
“นี่คือ…”
หลินอวี้จ้องมองสวี่หยางสวมหน้ากากด้วยความสงสัย
“พรึบ!!”
หนูสุ่ยหลิงทั้งสองตัวก็กระโดดเข้ามา
เพราะพวกมันพบว่าหลังจากสวี่หยางสวมหน้ากากใบนี้แล้ว เขาก็กลายเป็นคนอื่นไปทันที
ไม่นานสวี่หยางก็กลายเป็นหลิวเป้า
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด!!”
หนูสุ่ยหลิงทั้งสองตัวรีบส่งเสียงอย่างร้อนรน
คนผู้นี้ เมื่อก่อนมิใช่ว่าได้บุกโจมตีที่แห่งนี้หรือ? แน่นอนว่าพวกมันย่อมจดจำกลิ่นอายของเขาได้
คนผู้นี้เป็นคนชั่ว
‘พวกเราทั้งหลาย คนชั่วร้ายไฉนจึงเล็ดลอดเข้ามาได้’ เสี่ยวเฉียงรีบร้อนจนตรงปรี่ออกไป
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…” เสี่ยวป๋ายก็ร้องเรียกสวี่หยางอย่างกระวนกระวาย “นายท่าน ศัตรูมาเยือน ท่านหายไปไหนเสียแล้ว”
“เสี่ยวเฉียง อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวนี่ไม่ใช่ศัตรู”
เสิ่นม่านอวิ๋นตาไวกว่า จึงรีบเข้าไปอุ้มเสี่ยวเฉียงเอาไว้
เสี่ยวเฉียงงุนงงเล็กน้อย มองเสิ่นม่านอวิ๋นด้วยความสงสัย แล้วก็มองสวี่หยางที่สวมหน้ากากจนกลายเป็นหลิวเป้า
มันสะบัดหางอย่างไม่เข้าใจ กระนั้นก็มิได้ลงมืออีก
สวี่หยางหัวเราะ
หน้ากากไร้รูปนี้มีประโยชน์มากจริง ๆ
แม้แต่หนูสุ่ยหลิงอันแสนฉลาดยังถูกหลอกได้
สวี่หยางจึงเอ่ย พลางแสดงให้เห็นร่างของตน แล้วพูดว่า “เป็นเช่นไร ด้วยหน้ากากนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าข้าคือวี่หยาง และได้เข้ามาในเกาะจันทร์ดับแล้ว เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะแฝงตัวสืบหาข่ายถังผู้นั้น!”
“เช่นนั้นก็ดี”
หลินหวั่นชิงถอนหายใจด้วยความผ่อนคลายมากขึ้น
“แต่ถึงกระนั้น เจ้าก็จักต้องพาผู้อื่นไปด้วย”
“ถูกต้องแล้ว พวกเราน่าจะพาไห่ถังไปด้วย เพราะพวกเจ้าจะสามารถร่วมมือกันเพื่อเพิ่มพลังป้องกันตัวได้ดียิ่งขึ้น”
เสิ่นม่านอวิ๋นเสนอความเห็น
สวี่หยางพยักหน้า “ได้ ไห่ถัง เจ้าไปกับข้า”
“ตกลง ข้าจะไปเตรียมของก่อน!”
หลินไห่ถังก้าวเท้าและเดินเข้าไปในห้องด้านใน
สวี่หยางจึงพูดกับภรรยาของตนว่า “ต่อจากนี้พวกเจ้าต้องฝึกฝนให้หนัก ใช้แก่นวิญญาณที่ได้มาและตั้งใจฝึกให้ดี!”
การหลอมรวมแก่นวิญญาณนั้นไม่สามารถสำเร็จได้ในทันที แต่ต้องใช้เวลาในการค่อย ๆ หลอมรวมเข้าไปทีละน้อย
เมื่อวันก่อน สวี่หยางก็ได้หลอมรวมแก่นวิญญาณ และเขาก็รู้สึกได้ว่ากำลังจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน ระดับเก้า
ปราณวิญญาณของเขานั้นบริสุทธิ์ยิ่งนัก
สวี่หยางไม่รีบร้อน
ก่อนหน้านี้ เหอซีเสวี่ยได้บอกแก่เขาว่า ยิ่งเข้าใกล้ระดับเก้าของขอบเขตสร้างรากฐานมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องสร้างพื้นฐานของขอบเขตสร้างรากฐานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็จะยิ่งหลอมรวมยาสร้างจินตานได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
สวี่หยางจึงทำตามคำแนะนำของเหอซีเสวี่ยและไม่รีบร้อนที่จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน ระดับเก้า แม้ว่าด้วยกำลังต่อสู้ของเขาจะสามารถจัดการขอบเขตจินตานธรรมดาได้อย่างสบาย ๆ ก็ตาม
“สามี!”
อยู่ดี ๆ หลินอวี้ก็เดินเข้ามาจับมือของสวี่หยาง
“อืม? เป็นอะไรไป?” สวี่หยางเห็นท่าทางลังเลที่จะพูดของหลินอวี้ จึงคิดว่าหลินอวี้คงจะรู้สึกไม่เต็มใจที่จะจากตน จึงอดไม่ได้ที่จะลูบหัวหลินอวี้เบา ๆ พร้อมกับพูดว่า “เด็กน้อย เจ้าคงจะรู้สึกไม่เต็มใจที่ต้องจากข้าสินะ?”
“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก ข้าแค่จะพูดเกี่ยวกับแก่นวิญญาณที่เจ้าให้ข้า”
สวี่หยาง “…”
เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของหลินอวี้ สวี่หยางก็อดที่จะรู้สึกอดขำไม่ได้
เมื่อรู้ว่าตนคิดไปเองก็รู้สึกอับอายเล็กน้อย จึงพูดว่า “ข้าให้แก่นวิญญาณแก่เจ้าไปแล้ว แล้วเป็นอย่างไรหรือ?”
“ข้าฝึกวิถียุทธ์ของมนุษย์ธรรมดา จึงดูดซับแก่นวิญญาณไม่ได้ ดังนั้นของสิ่งนี้จึงไม่มีประโยชน์กับข้า”
ก่อนหน้านี้สวี่หยางได้มอบแก่นวิญญาณให้แก่หลินอวี้ด้วยความยุติธรรม แน่นอนว่าเขารู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งนี้ไม่มีประโยชน์กับมนุษย์ธรรมดา ทว่าเขาไม่คิดว่าหลินอวี้จะพูดเช่นนี้ออกมาเอง
“คิด ๆ ดูแล้ว ข้าว่าควรจะมอบของชิ้นนี้ให้แก่หวงเสี่ยวเหมยจะดีกว่า”
คำพูดของหลินอวี้ทำให้สวี่หยางรู้สึกประหลาดใจ
หลินหวั่นชิงซึ่งอยู่ด้านข้างกล่าวว่า “สหายเต๋าสวี่ ข้าและอวี้เอ๋อร์ได้เคยคุยกันแล้ว หวงเสี่ยวเหมยกำลังแข่งขันเพื่อเป็นศิษย์สายตรงของสำนักอยู่ในเวลานี้ นางจำเป็นต้องใช้สมบัติแห่งสวรรค์และโลกเพื่อยกระดับพลังปราณของนาง เราใช้แก่นวิญญาณสนับสนุนนาง ย่อมจะช่วยให้นางพัฒนาได้อย่างมากแน่”
“ถูกแล้ว หวงเสี่ยวเหมยกับเจ้ามีความสัมพันธ์ที่ดี พวกเราเดินทางมาถึงแดนเซียนตงไห่ได้สำเร็จ ล้วนต้องขอบคุณนางที่คอยช่วยเหลือ!”
หลินอวี้กล่าว
สวี่หยางครุ่นคิดสักครู่
แม้แก่นวิญญาณนั้น เขาก็สามารถขายออกไปได้
ทว่าสิ่งล้ำค่าเช่นนี้หากขายออกไปก็คงจะโดดเด่นเกินไป
อีกทั้ง เขาและเหอซีเสวี่ยก็ได้กล่าวเอาไว้ว่าจะมอบแก่นวิญญาณให้แก่นาง เชื่อว่านางคงจะได้กล่าวเช่นนี้แก่ท่านอาจารย์ของนางแน่
ภายหลัง หากเขานำแก่นวิญญาณออกมาขาย คงจะเป็นการกระทำที่ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรนัก
ฉะนั้น เขาจึงไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงตัดสินใจว่าการมอบแก่นวิญญาณให้หวงเสี่ยวเหมยนั้นดีที่สุด
สามีภรรยาปรึกษากันพักใหญ่
สุดท้ายสวี่หยางจึงตัดสินใจเขียนจดหมายอีกฉบับเชื้อเชิญหวงเสี่ยวเหมยให้มาเป็นแขก
ในจดหมายได้บอกเป็นนัยแก่หวงเสี่ยวเหมยว่าเขามีของดีจะมอบให้นาง สิ่งนั้นสามารถอำนวยความสะดวกในการบำเพ็ญแก่นางได้
ทว่ามิได้ระบุโดยชัดเจนว่าเป็นสิ่งใด
จากนั้นก็ให้เสิ่นปิงนำจดหมายไปส่ง
เมื่อจัดการเสร็จสิ้น สวี่หยางก็ได้นึกถึงเนื้อหาในจดหมายครั้งก่อนของหวงเสี่ยวเหมย
เกาะเซียนที่สามอันเป็นที่ตั้งของหวงเสี่ยวเหมยนั้นมีเทพธิดาจื่อหลานเป็นผู้ปกครอง
ศิษย์ที่รักของนางนามว่าอู๋เฟยเฟยได้สิ้นชีพอย่างน่าอนาถ ณ เขตแดนลับมังกรดินและได้กลายเป็นวิญญาณรับใช้ของลี่เจี้ยนเจิ้นผู้บำเพ็ญมาร
จากการคาดการณ์ของสวี่หยาง เทพธิดาจื่อหลานคงจะต้องแสวงหาผู้สืบทอดอีกครั้งเพื่อแทนที่ตำแหน่งของอู๋เฟยเฟย
กับบุคคลผู้นี้ มีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะปรากฏตัวในการประลองครั้งยิ่งใหญ่คราวนี้
นี่คือโอกาสของหวงเสี่ยวเหมย
อย่าได้พูดเลย โอกาสของหวงเสี่ยวเหมยนั้นใหญ่ยิ่งนัก
ก่อนหน้านี้นางถูกเทพธิดาจื่อหลานเหลือบมองมาแล้ว ในฐานะศิษย์สายในที่ได้ชื่อว่าอยู่ในอันดับที่ยี่สิบเจ็ดด้วยแล้ว หากครั้งนี้ นางโดดเด่นขึ้นมาอีก อาจกลายเป็นศิษย์สายตรงเลยก็ได้
เช่นนั้น บรรพบุรุษของนางก็คงดีใจจนไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้
เชื่อว่าหากพ่อแม่ของหวงเสี่ยวเหมยได้รู้ คงจะยิ้มแย้มมองนางอยู่เบื้องล่างเป็นแน่
“อืม ไม่รู้ว่านี่เป็นการลงทุนรอบที่เท่าไหร่กันแน่!!”
สวี่หยางครุ่นคิดด้วยความรู้สึกแปลกใจ
ชาติก่อน เหล่าเศรษฐีต่างก็ลงทุนกับผู้ที่มีความสามารถด้านการเริ่มต้นกิจการ หรือลงทุนในโครงการทางธุรกิจของพวกเขา
ชาตินี้ กลับลงทุนในผู้ที่มีพรสวรรค์!
ดูเผิน ๆ อาจแตกต่างกัน แต่แท้จริงแล้วล้วนเหมือนกัน นั่นคือการมองการณ์ไกลถึงอนาคตของพวกเขา
…………
ด้วยเหตุที่วันรุ่งขึ้นต้องออกเดินทาง
สวี่หยางจึงใช้เวลาในเช้าวันนี้ร่วมกับหลินอวี้ เสิ่นม่านอวิ๋น และหลินหวั่นชิง
ยามราตรี ทั้งสี่ก็กระหวัดพันเกี่ยวกันจนล่วงเข้าสู่ยามดึกจึงได้เข้านอน
เช้าตรู่ของวันใหม่ แสงอรุณยังมิทันทอแสง
สวี่หยางและหลินไห่ถังก็ออกเดินทาง ภายใต้การส่งสายตาของภรรยาทั้งสามนางของเขา
การเดินทางครั้งนี้ สวี่หยางเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ
คิดเสียว่าโจวป๋อซู่ได้เตรียมเล่นงานเขาแล้วแน่ ๆ ดังนั้นเขาจึงต้องระมัดระวัง เตรียมการรับมือเอาไว้
เขาจึงมุ่งหน้าไปยังเมืองที่อยู่ใกล้ ๆ นี้ก่อน เพื่อหาซื้อของบางอย่าง
หลังจากที่หาซื้อเสบียงราคาถูก ๆ มาได้พอสมควร จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีใครสะกดรอยตาม สวี่หยางและหลินไห่ถังจึงสวมหน้ากากจำแลงกายออกเดินทางไปยังเกาะจันทร์ดับทันที
ชายหนุ่มหน้าตาขี้เหร่ และหญิงชราหน้าตาน่าเกลียด
ผ่านไปหลายวัน
ก็มาถึงเกาะจันทร์ดับ
การกลับมายังเกาะจันทร์ดับครั้งนี้ สวี่หยางก็รู้สึกถึงความผิดปกติ สังเกตเห็นว่าผู้คนบนถนนมากขึ้น
แม้จะกล่าวได้ว่า เหอซีเสวี่ยและตระกูลซ่งจะเกณฑ์คนงานเหมืองมา ทำให้มีผู้บำเพ็ญมนุษย์เพิ่มขึ้นพอสมควร
แต่เมื่อดูจากชุดที่บางคนสวมใส่ ก็ชัดเจนว่าไม่ใช่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่ตกอับ
ต้องรู้ไว้ก่อนว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่มาเป็นคนงานเหมืองส่วนใหญ่ล้วนเป็นชนชั้นต่ำ ทั้งเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมย่อมธรรมดา
สวี่หยางไม่รีบร้อนที่จะไปพบเหอซีเสวี่ย เพียงแค่ส่งข่าวบอกเหอซีเสวี่ยว่าตนมาถึงเกาะจันทร์ดับแล้ว
“ข้ารู้แล้ว ถ้าเจ้ายังไม่มา ข้าคงต้องส่งคนไปเชิญเจ้าแล้ว”
ภายในห้องลับเหอซีเสวี่ยยิ้มจาง ๆ
สวี่หยางที่ยินดีมาโดยไม่ต้องเชิญ นั้นมีความสำคัญที่แตกต่างจากการที่เหอซีเสวี่ยเชิญสวี่หยางมาอย่างสิ้นเชิง
นางรู้สึกชื่นใจที่มิได้รักสวี่หยางไปโดยเสียเปล่า
“เซียนเหอ สถานการณ์ที่นี่ตอนนี้เป็นอย่างไร ข้าได้ยินมาว่ามีผู้บำเพ็ญชั่วร้าย ข่ายถังปรากฏตัวขึ้น ข้ารู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดี สำนักไท่อี้ อาจจะไม่เดินตามเส้นทางปกติกระมัง ดังนั้นข้าจึงรีบมาดู”
“อืม เรื่องของผู้บำเพ็ญชั่วร้าย ข่ายถังนั่น จ้าวลี่เยี่ยนรายงานให้ข้าทราบแล้ว คนผู้นี้ปรากฏตัวและหายตัวไปอย่างลึกลับ ข้อมูลที่ข้ามีในขณะนี้น้อยมาก รู้เพียงว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วสี่คน!!”
“ในจำนวนนี้ ผู้เสียชีวิตคนสุดท้ายถูกพรากเอาหมวกทรงกลมใบเล็กไป ด้วยรูปแบบการฆาตกรรมของเขา ผู้ที่จะตายเป็นรายต่อไป จะต้องสวมหมวกทรงกลมใบเล็กนี้แน่!”
“ข้าได้ออกสืบหาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แต่กลับไม่ได้อะไรเลย ตอนนี้ข้าสงสัยว่าการฆาตกรรมของคนผู้นี้น่าจะมีรูปแบบบางอย่าง แต่ข้าเพิ่งจะดูดซับแก่นวิญญาณเข้าไป จำเป็นต้องบำเพ็ญตนเป็นเวลานาน จึงไม่สะดวกที่จะออกไปไหน สวี่หยางเจ้ามาพอดี อย่างเจ้าต้องสามารถสืบหาแทนข้าได้แน่”
[1] นักร้องก้านห่านม่าย (干喊麦) หมายถึง การร้องเพลงแบบโบราณโดยไม่ต้องมีดนตรีประกอบ เป็นการร้องแบบท่องจำเนื้อเพลงและทำนองเท่านั้น มักพบในวัฒนธรรมจีนโบราณ นิยมใช้ร้องในงานประเพณีต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานศพ งานฉลอง เป็นต้น
……………………………………………………………………………………………………………….