ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 282 วิธีจับมือสังหาร
บทที่ 282 วิธีจับมือสังหาร
หลังจากหารือกับเหอซีเสวี่ยแล้ว ทั้งสองจึงวางแผนไว้เบื้องต้น
สวี่หยางปลอมตัวเป็นพ่อค้าต่างถิ่น หลินไห่ถังเป็นสาวใช้ของเขา
ทั้งสองแอบตระเวนไปทั่วเกาะ ซื้อโอสถวิญญาณและสืบหาบุคคลต้องสงสัย
เหอซีเสวี่ย รวบรวมสถานที่ที่ผู้บำเพ็ญชั่วร้ายอย่างข่ายถังอาจปรากฏตัวออกมา ซึ่งเขาอาจเป็นใครก็ได้
หลังจากพูดคุยกันเสร็จ เหอซีเสวี่ยก็เล่าเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ชายแดน
เช่นเดียวกับที่สวี่หยางคาดการณ์ไว้
หลังจากโจวป๋อซู่เปิดเผยแผนที่การป้องกันของเกาะแห่งนี้ให้แก่สำนักไท่อี้ สำนักไท่อี้ก็เริ่มเคลื่อนไหวบ่อยครั้งขึ้น
“ข้าสงสัยว่าสำนักไท่อี้อาจจะมียอดฝีมืออยู่ที่นี่ พวกเขาอาจโจมตีเหมืองแร่ได้ทุกเมื่อ ขัดขวางแผนการทำเหมืองของข้า!”
“หรือจะโจมตีจุดที่ป้องกันไว้ก็ได้”
เหอซีเสวี่ยคาดการณ์
นางกล่าวต่อ “โชคดีที่ข้าได้ส่งคนสนิทไปจัดการสถานที่ทั้งสองแห่งแล้ว ทั้งยังตรวจสอบบุคคลแปลกหน้าอย่างเข้มงวด”
“ทำได้ดีมาก ห้ามให้สำนักไท่อี้รู้สึกว่าการป้องกันของที่นี่หย่อนยานโดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะยิ่งไม่กล้าลงมือ” สวี่หยางกล่าว
“อืม ต่อไปก็ต้องคิดหาวิธีป้องกันการโจมตีของสำนักไท่อี้ และหาหลักฐานการสมรู้ร่วมคิดของโจวป๋อซู่”
แม้สวี่หยางจะมีฟ่านเหม่ยเหม่ยเป็นพยานก็ตาม แต่จะอาศัยแค่พยานหลักฐานของคนคนหนึ่งเพื่อจะโค่นโจวป๋อซู่ยังถือว่ายากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก
ยิ่งกว่านั้นร่างของฟ่านเหม่ยเหม่ยยังถูกโจวป๋อซู่ลงยันต์ส่งข่าวไว้ด้วย ทุกการกระทำความเคลื่อนไหวของฟ่านเหม่ยเหม่ย จึงล้วนอยู่ในการสอดส่อง หากฟ่านเหม่ยเหม่ยคิดทรยศ ตนเกรงว่านางคงจะถูกโจวป๋อซู่สังหารในทันทีแน่
ฉะนั้นแผนการขั้นต่อไปของสวี่หยางก็คือการทำให้โจวป๋อซู่เผยหางจิ้งจอกต่อไป
ขณะที่กำลังสนทนากับเหอซีเสวี่ย สวี่หยางกับหลินไห่ถังก็ได้ก้าวเข้าสู่ย่านใจกลางเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองที่สุดของเกาะจันทร์ดับแล้ว
ใจกลางเมือง บนเกาะจันทร์ดับ ราคาวัสดุสำหรับหลอมโอสถวิญญาณจะค่อนข้างต่ำ
เนื่องจากทุ่งวิญญาณที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์ วัสดุต่าง ๆ จึงเจริญงอกงามและอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก แถมขนาดของเมืองแห่งนี้ก็ยังใหญ่โตกว่าภูเขาซานชิงอีกด้วย
หลังจากสวี่หยางกับหลินไห่ถังทานอาหารกันเสร็จแล้ว ทั้งคู่ก็ได้เปิดห้องพักราคาค่อนข้างดีแห่งหนึ่ง ที่นี่มีเส้นชีพจรวิญญาณระดับสอง ถือว่าเพียงพอต่อการฝึกตนของพวกเขาแล้ว
พักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง
สวี่หยางก็สวมหน้ากากชายหน้าตาขี้เหร่ พร้อมสวมเสื้อคลุมที่พ่อค้าสวมใส่กัน เขาเหมือนกับพ่อค้าที่กำลังออกตระเวนหาซื้อสินค้า
ตลอดทั้งวัน สวี่หยางได้เหมาสินค้าจำนวนหนึ่งไว้
และเขาพบว่าช่วงนี้ราคาของวัสดุต่าง ๆ ในเมืองมีการขึ้นราคาที่สูงมาก
มีคำกล่าวที่ว่าพ่อค้ามักมีความเฉียบไวในการรับรู้กลไกทางการตลาดนั่นเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
พวกเขารู้สึกตัวล่วงหน้าว่าในแนวชายแดนอาจเกิดการกระทบกระทั่งจนอาจกลายเป็นสงครามขึ้นก็ได้ ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการขึ้นราคาสินค้าจำนวนมากไว้ก่อนแล้ว
ขณะที่กำลังตระเวนซื้อสินค้า สวี่หยางก็ได้แอบนำโอสถวิญญาณออกมาขายด้วยจำนวนหนึ่ง
ที่นี่ราคาของโอสถวิญญาณจะเป็นราคาส่ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และเนื่องจากราคาได้มีการปรับตัวขึ้นสูงเล็กน้อยในช่วงหลัง ราคานี้จึงอยู่ในเกณฑ์ที่สวี่หยางพึงพอใจ
สวี่หยางอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว ทว่าวันหนึ่งก็มีเรื่องเกิดขึ้น
ท่ามกลางฝูงชน
สวี่หยางตามฝูงชนมาที่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง
น้ำในแม่น้ำไหลเชี่ยว ศพหญิงสาวในสภาพไม่เรียบร้อยนอนคว่ำอยู่บนพื้น
บนศีรษะของนางสวมหมวกทรงกลมใบเล็กอยู่!!
“หมวกทรงกลมใบนี้เป็นของพ่อค้าเสื้อคลุมที่เพิ่งผ่านมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ …เป็นเขา เป็นเขาแน่ ๆ ฆาตกรต่อเนื่องผู้ชั่วช้า”
พ่อค้าคนหนึ่งร้องด้วยความตกใจ
ทันใดนั้น ฝูงชนก็เกิดความโกลาหล
“นี่เป็นคนที่ห้าแล้วกระมัง”
“ทุก ๆ สามวัน ก็จะมีคนถูกฆ่าเช่นนี้ สยองจริง ๆ”
“ดูท่าว่าจะต้องรีบหนีจากที่นี่เสียแล้ว ไม่เช่นนั้น คนต่อไปที่ตายคงจะเป็นคนใดคนหนึ่งในพวกเราแน่”
หญิงสูงอายุที่แต่งตัวธรรมดา ๆ ถือตะกร้าสาน กล่าวด้วยความกลัว
ผู้คนจำนวนมากพยักหน้าเห็นด้วย คิดว่าจะต้องหนีจากที่นี่
สวี่หยางสังเกตว่า ในเวลานี้มีคนแอบกระจายข่าวลือให้เกิดความหวาดกลัว ชักชวนให้ผู้คนอพยพ
ในกลุ่มผู้ต้องสงสัย ครอบครัวของหญิงชราที่พูดเมื่อครู่ และผู้บำเพ็ญมนุษย์รอบข้างนางน่าสงสัยมากที่สุด
เขาจดจำลมปราณของพวกนั้นไว้ในใจ
“หลบ! หลบ! หอบังคับใช้กฎมาทำงานแล้ว!!”
ไม่นานก็มีคณะของหอบังคับใช้กฎมาถึง
ในนั้น จ้าวลี่เยี่ยนกลับเป็นผู้นำคณะมาด้วยตัวเอง ชัดเจนว่าจ้าวลี่เยี่ยนให้ความสำคัญกับคดีนี้มาก
สวี่หยางซ่อนตัวอยู่ในฝูงชน สังเกตเห็นว่าศพถูกพลิกดู และอวัยวะภายในถูกล้วงออกจนหมด
มีคนร้องออกมาว่า “นางชื่อว่าหลัวเหยียน เป็นผู้ปลูกพืชวิญญาณ เมื่อหลายปีก่อน สามีของนางตาย นางจึงต้องอยู่คนเดียวมาตลอด ข้าจำได้ว่าที่คอของนางมีสร้อยเส้นหนึ่ง”
ตอนนี้ สร้อยเส้นนั้นที่คอหญิงสาวถูกถอดออกไปแล้ว
เห็นได้ชัดว่า ฆาตกรมีเจตนาจะนำสร้อยไปวางที่ศพของเหยื่อรายต่อไป เสมือนเป็นเครื่องพิสูจน์การฆ่าคนของเขา
พร้อมกันนี้ ในอ้อมแขนของศพยังมีจดหมายฉบับหนึ่งอยู่
สวี่หยางเบิกตากว้าง
วิธีฆ่าของผู้บำเพ็ญชั่วร้ายตรงกันทุกประการ!!
หลังจากที่คนร้ายฆ่าคนแล้ว เขาก็จะทิ้งจดหมายไว้ฉบับหนึ่งเพื่อเป็นการยั่วยุผู้อื่น
จ้าวลี่เยี่ยนหยิบจดหมายขึ้นมา เปิดออกมาอ่าน
ในจดหมายได้เล่าว่า ผู้บำเพ็ญชั่วร้ายผู้นี้ได้ค้นพบหญิงสาวและฆ่านางอย่างไร
พิสดารอย่างมาก!!
“รังแกนางได้นานถึงสองชั่วโมง!! ไอ้สารเลวเอ๊ย”
เจ้าลี่เยี่ยนโกรธจัดและด่าทอออกมา
สวี่หยางมองไปยังศพแล้วถอนหายใจ จากใจจริงการสืบหาฆาตกรต่อเนื่องที่ ‘กินไม่เลือก’ เช่นนี้ ย่อมยากที่จะตามตัว
เพราะมันไม่มีที่ประจำ ไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน จึงสืบหาได้ยาก
สวี่หยางมองสำรวจไปรอบ ๆ
ด้วยเหตุที่ฆาตกรมักมีพฤติกรรมชอบวนกลับมายังจุดเกิดเหตุ เขาจึงคาดการณ์ว่า ฆาตกรอาจจะอยู่ในฝูงชนในเวลานี้ก็ได้
น่าเสียดายที่ไม่มีใครที่ดูแปลกปลอมให้พบเลย
ความเป็นไปได้ในเรื่องนี้มีสองประการ
ประการแรก ฆาตกรมีทักษะในการปลอมตัวขั้นสูง จึงหลอกลวงเขาได้สำเร็จ!
ประการที่สอง ฆาตกรไม่ได้กลับมาในครั้งนี้
……
สวี่หยางมองดูหอบังคับใช้กฎ ขณะกำลังเคลื่อนย้ายศพ คิ้วพลางขมวดเข้าหากัน
“ด้วยแนวทางการสืบสวนในปัจจุบัน เกรงว่ายากที่จะตามหาตัวฆาตกรผู้นี้”
สวี่หยางเชื่อว่าจ้าวลี่เยี่ยนที่ได้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าหอบังคับใช้กฎมานานเช่นนี้ ย่อมมีความสามารถไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน แต่ในขณะนี้ที่นางสิ้นปัญญา คงเป็นเพราะได้ใช้หนทางสารพัดแล้ว
แลเห็นจ้าวลี่เยี่ยนเหงื่อโทรมกายด้วยท่าทางร้อนรน สวี่หยางก็พลันส่ายหน้า เวลานี้การหาตัข่ายถังผู้นี้มิอาจกระทำได้เป็นแน่
“น่าเสียดาย โลกนี้มิได้มีพวกเลือดหรือรอยนิ้วมือให้ใช้ในการสืบค้น หากมิเช่นนั้น การสืบสาวคงง่ายดายยิ่งนัก”
สวี่หยางครุ่นคิด
ความคิดเรื่องการวิเคราะห์จิตใจ การศึกษาอาชญากรรมวิทยาแล่นเข้ามาในหัว
ครั้นตรึกตรองดังนั้น สวี่หยางพลันนึกขึ้นได้ในใจ
“ถูกแล้ว จิตวิทยาอาชญากรรม!!”
ผู้บำเพ็ญชั่วร้ายผู้นี้มิได้สอดคล้องกับจิตวิทยาอาชญากรรมหรือ
มันเขียนจดหมายท้าทายหอบังคับใช้กฎ แล้วนำสิ่งของของเหยื่อไปก่อนจะทิ้งไว้เพียงร่างไร้วิญญาณ ซ้ำยังนำของไปวางไว้บนร่างกายของเหยื่อรายต่อไป
ถึงขั้นทรมานพวกเขา…
หนทางเหล่านี้ ล้วนเป็นการตอบสนองความปรารถนาของตนเอง มันปรารถนาชื่อเสียง ปรารถนาความสำเร็จ
มันปรารถนาจะพิสูจน์ให้โลกรู้ว่า ตนเองเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด!!!
สวี่หยางรำลึกถึงรายการสารคดีเรื่องจิตวิทยาอาชญากรรมที่เคยรับชมในชีวิตก่อน
ครั้งนั้นในกรุงลอนดอน มีฆาตกรที่มีฉายาว่าแจ๊คเดอะริปเปอร์ รวมทั้งฆาตกรต่อเนื่องหลายรายจากประเทศสหรัฐอเมริกาบุคคลเหล่านี้ล้วนมีลักษณะหนึ่งที่เหมือนกัน
หลงตัวเอง ปรารถนาจะพิสูจน์คุณค่าของตน
สวี่หยางจึงเริ่มนึกทบทวนเนื้อหาเหล่านี้ พยายามค้นหาจุดร่วมระหว่างเหล่าอาชญากรในสารคดีกับผู้บำเพ็ญชั่วร้ายรายนี้!!
ปกติทั่วไป ฆาตกรต่อเนื่องเหล่านี้ย่อมมีจิตใจที่วิปริต และความวิปริตก็คืออุปสรรคอันใหญ่หลวงของฆาตกรเหล่านั้น
ซึ่งเหมือนกับอาชญากรผู้อำมหิตผู้นี้ที่ต้องการพิสูจน์ตนเองอย่างถึงที่สุดว่าเป็นผู้แข็งแกร่ง ดังนั้นในชีวิตจริง เขาจะต้องไม่ใช่ผู้แข็งแกร่งแน่
อย่างน้อย ก็ต้องมีข้อบกพร่องบางประการที่ติดตัวอยู่
“อืม หากวิเคราะห์เช่นนี้แล้ว สามารถตัดออกได้เลยว่าเขาเป็นยอดฝีมือ แน่นอนว่าไม่ใช่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานแน่”
สวี่หยางคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นขอบเขตเจี่ยตานมากกว่า และไม่น่าจะใช่ขอบเขตเจินตาน จินตานยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย
เพราะความล้มเหลวในฐานะขอบเขตเจี่ยตาน ทำให้เขารู้สึกถึงความบกพร่อง
ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายก็อาจมีความบกพร่องด้วยเช่นกัน
สวี่หยางนึกถึงเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย
ส่วนมากเป็นผู้หญิง
บุคคลผู้นี้ อาจเคยประสบความสูญเสียจากผู้หญิงมาก่อน จึงเกลียดชังผู้หญิง
จู่ ๆ เขาก็คิดถึงคดีหนึ่งที่เคยอ่านในชาติก่อน ตำรวจคนหนึ่งใช้ประโยชน์จากความเย่อหยิ่งและหลงตัวเองของฆาตกร คิดหาวิธีจับพวกมัน
นั่นก็คือการทำลายที่มาแห่งความมั่นใจของมัน!
แล้วจะทำลายอย่างไร
คดีชาติก่อน ตำรวจได้จงใจประกาศต่อสาธารณชนว่าได้จับกุมคนร้ายแล้ว
บีบให้ฆาตกรตัวจริงโกรธ เพราะมันไม่ต้องการให้ผลงานของตัวเองถูกคนอื่น ‘ขโมย’ ไป!!
ดังนั้นเขาจึงโกรธมาก พยายามฆ่า ‘ฆาตกร’ ปลอมคนนี้
ด้วยวิธีนี้ ตำรวจที่เฝ้าซุ่มรออยู่ก็จับฆาตกรคนนั้นได้
คิดไปคิดมา เขาก็สื่อสารไปที่เหอซีเสวี่ยบอกว่าคิดวิธีได้แล้ว
เหอซีเสวี่ยที่อยู่ในระหว่างการหลบซ่อนตัวได้รับการสื่อสารนี้ คิ้วพลันกระตุกเล็กน้อย
“ท้าทายผู้บำเพ็ญชั่วร้ายจะได้ผลจริงหรือ”
สวี่หยางตอบว่าลองดูก็ได้
แม้จะล้มเหลวก็ไม่กระทบอะไร
“ได้ ตามใจเจ้า”
เหอซีเสวี่ยตัดสินใจลองดู
เพราะไม่มีหนทาง ในช่วงนี้จ้าวลี่เยี่ยนลงมือสืบสวนคดีนี้ด้วยตนเอง แต่ก็ยังไร้ผล
บุคคลนี้มีพฤติกรรมแอบซ่อนตัวได้อย่างแนบเนียน เคลื่อนไหวไปมาไม่แน่นอน ไม่รู้เลยว่าเขาจะลงมือครั้งต่อไปเมื่อไร
คงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้มีคนคุ้มกันทุกแห่งหน
หากทำเช่นนั้น ผู้บำเพ็ญชั่วร้ายผู้นี้อาจจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว คงย้ายไปที่อื่นแล้วด้วยซ้ำ
แต่หนทางของสวี่หยาง อาจทำให้คนผู้นี้เปิดเผยตัวตนก็ได้
นางก็ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่ก็อย่างที่สวี่หยางพูดนั่นแหละ ลองดูก็ได้ ถึงอย่างไรก็ไม่เสียหาย
ตกเย็นวันนั้น
หอบังคับใช้กฎได้ประกาศว่าผู้บำเพ็ญชั่วร้ายถูกจับกุมตัวเรียบร้อยแล้ว โดยฝีมือของหญิงสาวผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายที่เก่งกาจคนหนึ่ง
……………………………………………………………………………………………………………….