ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 303 พบหญิงสาวผู้บำเพ็ญมาร
บทที่ 303 พบหญิงสาวผู้บำเพ็ญมาร
“สหายเต๋าหวัง แม่นางน้อยนี้ดูเหมือนจะถูกกิ้งก่าพิษกัดจนหมดสติไป! แปลกที่ตามหลักแล้วนางควรจะประสบเคราะห์กรรมไปแล้ว แต่กลับไม่เป็นอะไร และบาดแผลก็มีร่องรอยการรักษาไว้”
หูเคอและสวี่หยางอธิบายไป
“โอ้?”
สวี่หยางเบนสายตาจากนางผู้บำเพ็ญหญิงคนนั้นมองไปยังหูเคอ
แล้วเดินมาข้าง ๆ นาง
ที่ข้อเท้าของนางนั้นมีรอยร่องจากการถูกกิ้งก่าพิษกัดจริง ๆ
แต่มีผงยาสีแดงระดับหนึ่งปกคลุมอยู่ ซึ่งเป็นผงยารักษาบาดแผล แต่น่าเสียดายที่ไม่ใช่ผงยาถอนพิษ
ที่นี่พิษของกิ้งก่าพิษแม้แต่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานแล้วก็ยังต้านทานไม่ไหว หากไม่มียาถอนพิษ ก็จะสิ้นลมภายในหนึ่งวันแน่นอน
ต้องใช้ยาถอนพิษกิ้งก่าพิษแบบพิเศษเท่านั้น
หญิงสาวผู้นี้เพียงแค่ขอบเขตกลั่นลมปราณ ที่นางสามารถทนอยู่ได้จนทุกวันนี้ ชัดเจนว่ามีคนช่วยชีวิตไว้
“ข้าจะหามนางไว้”
ลู่ชาเถียนเป็นผู้บำเพ็ญที่ร่างกายและพลังปราณมาก จึงเสนอตัวช่วยเหลือ
“ในยุคนี้ ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเมตตาเช่นสหายเต๋าลู่ชาเถียนนั้นหายากจริง ๆ”
สวี่หยางรำพึงด้วยความจริงใจ
ลู่ชาเถียนงุนงง แล้วยิ้มแย้ม “แม้ว่าข้าจะมาจากสำนักเล็ก ๆ อย่างสำนักวายุ และมีเพียงผู้บำเพ็ญขอบเขตเจี่ยตานเป็นอาจารย์ แต่อาจารย์สั่งสอนเสมอว่า จงทำความดี อย่าถามถึงหนทางข้างหน้า การทำความดีย่อมมีผลตอบแทนเสมอ”
“พวกเจ้าถือตนเคร่งครัดดียิ่ง”
สวี่หยางเอ่ยเสริม
“เจ้ามาจากที่ใด สำนักใดกัน”
หลูเฟยหลงเอ่ยถามพลางถือดาบเดินไปตรวจสอบโพรงหลุมเบื้องล่างอย่างระมัดระวัง
โพรงหลุมนี้คือรังของกิ้งก่าพิษ
กิ้งก่าพิษแต่ละตัวล้วนมีประสาทสัมผัสอันเฉียบแหลม เมื่อรับรู้ว่ามีผู้ใดเข้ามาใกล้ก็จะจู่โจมทันที นับว่าเป็นสัตว์ร้ายที่ปราบได้ยาก
สวี่หยางอธิบายว่า “ข้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญอิสระ”
“อ๋อ ผู้บำเพ็ญอิสระกระนั้นหรือ ผู้บำเพ็ญอิสระสามารถฝึกตนจนบรรลุถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายเช่นนี้ เจ้าช่างเก่งกล้าเหลือเกิน”
หลูเฟยหลงอุทานด้วยน้ำเสียงตื่นตะลึงพลางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชื่นชม
“โชคดีที่มีพรสวรรค์และสติปัญญาดีล้ำเลิศก็เท่านั้นเอง…”
“ก็เท่านั้นเอง…”
มุมปากของพวกเขาทั้งสามกระตุกราวกับว่าสวี่หยางกำลังโอ้อวดตน
ระหว่างการพูดคุย หูเคอได้นำแผ่นผ้าออกจากถุงเก็บของ
พวกเขาทั้งหลายมองหาพื้นที่สูงแล้วจึงช่วยกันกางแผ่นผ้าเพื่อใช้เป็นลานที่พักชั่วคราว
ในขณะเดียวกัน หลูเฟยหลงก็หยิบวัสดุสำหรับสร้างค่ายกลออกมาจัดเตรียมเป็นแนวป้องกันและเฝ้าระวังอย่างง่าย ๆ
สวี่หยางแจ้งว่า ตนเองจะเดินลาดตระเวนรอบ ๆ เพื่อป้องกันมิให้สัตว์อสูรที่มีพลังมากเข้ามาใกล้
“เช่นนั้นก็ขอรบกวนสหายเต๋าหวังช่วยดูแลด้วยเถิด”
“หากมีเหตุอันใด ขอให้บอกข้าทันที” หูเคอก็แสดงท่าทีเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ สวี่หยางจึงเดินสำรวจไปมาในหมอกควันที่ค่อย ๆ จางหายไป
บนเกาะแห่งนี้ มีกิ้งก่าพิษอยู่พอสมควร ส่วนใหญ่ซ่อนตัวอยู่ในใต้ดินลึก
เนื่องจากไม่มีค่าอะไร สวี่หยางจึงคร้านที่จะฆ่ามัน เพียงแค่ระวังอย่าให้กิ้งก่าพิษโจมตีก็พอ
เขาดูเหมือนเดินลาดตระเวน แต่จริง ๆ แล้วกำลังสังเกตหาผู้บำเพ็ญมารที่ซ่อนตัวอยู่ไกล ๆ
“มาแล้ว!”
เมื่อครู่หญิงสาวผู้บำเพ็ญมารผู้นั้นดูเหมือนกำลังชั่งน้ำหนัก และคำนวณพลังปราณของสวี่หยางและพวก หรืออาจคำนวณสถานะบางอย่าง!
เมื่อพบว่าสวี่หยางและพวกเป็นเพียงผู้มาแสวงหาโอกาส พลังปราณก็ไม่สูงนัก ผู้บำเพ็ญมารจึงเดินมาทางนี้
“สมแล้ว แม้จะอยู่ในขอบเขตจินตาน แต่ลมปราณยังอ่อนแอ ไม่ถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายเลย”
สวี่หยางกำลังคิดว่าจะฆ่านางดีหรือไม่
ไม่ผิดแน่ คนที่พบนี้คือผู้บำเพ็ญมารที่เมื่อวานถูกผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานจากสำนักเกาซานไล่ล่า
ตอนนั้นดูไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง แต่ตอนนี้นางไม่ได้ปกปิดรูปลักษณ์ สวี่หยางจึงเห็นได้ชัดเจนว่า
เป็นผู้บำเพ็ญมารขอบเขตจินตาน!!
สวี่หยางอดไม่ได้ที่จะนึกถึงตำนานเจ้าสาวผีที่ได้ยินมาจากเกาะจันทร์ดับ
ผู้บำเพ็ญมารตนนี้ ก็เป็นผู้บำเพ็ญมารขอบเขตจินตานเช่นเดียวกับลี่เจี้ยนเจิ้นที่ร่วมมือกัน
“นางคือเจ้าสาวผีตนนั้นหรือไม่ หรือว่าเป็นผู้บำเพ็ญมารอีกนางหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่”
“จะสังหารหรือไม่สังหาร?”
ที่สุดแล้ว สวี่หยางตัดสินใจที่จะไม่สังหารไปก่อน
เหตุผลมีสามประการ
ประการแรก ตนและนางไม่มีเรื่องเก่าที่ขุ่นเคืองกัน ผู้บำเพ็ญมารก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทุกคน
เปรียบเสมือนบางคนถือดาบเพื่อสังหาร บางคนถือดาบเพื่อช่วยชีวิต
ผู้บำเพ็ญมารเพียงผู้ที่บำเพ็ญวิถีมารเท่านั้น
และผู้บำเพ็ญมารจำนวนมากก็ใช้เลือดเนื้อของคนชั่วมาบำเพ็ญ
ประการที่สอง พลังปราณของผู้บำเพ็ญมารตนนี้ตกต่ำลง เขามั่นใจว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทันที
ประการที่สาม ผู้บำเพ็ญมารตนนี้คงไม่มาอยู่ที่นี่โดยไร้เหตุผล บางทีอาจมีเรื่องลับ ๆ อะไรซ่อนอยู่
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น สวี่หยางจึงคิดจะแอบสืบข่าวในขณะที่นางกำลังอ่อนแอ
ในเวลานี้ ลี่เจี้ยนเจิ้นผู้ปกครองสำนักมารแข็งแกร่งยิ่งนัก สังหารผู้คนจากสำนักต่าง ๆ อย่างเช่น สำนักไท่อี้ จนทำให้แดนเซียนตงไห่เกลียดชังอย่างสุดซึ้ง
หากปล่อยให้เรื่องราวดำเนินไปเช่นนี้ ตนก็ไม่อาจรับรองได้ว่าจะไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้บำเพ็ญมารในอนาคต
ดังนั้น การได้รับข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับมารล่วงหน้า ย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยไม่มีโทษใด ๆ
……
ขณะที่เขากำลังคิดอย่างรอบคอบอยู่นั้น นางผู้นั้นก็มาถึง “สหายเต๋าผู้นี้…”
“เอ๊ะ ที่นี่มีคนอยู่ด้วยหรือ? แม่นาง เจ้ามีเรื่องอะไรหรือ?”
สวี่หยางแสร้งทำหน้าประหลาดใจ พลางเดินเข้าไปหา
ถึงอย่างนั้น สวี่หยางก็ยังคงแสดงท่าทางระแวดระวังอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน พลางสอบถามว่า “แม่นาง เจ้าและผู้บำเพ็ญที่พวกข้าพบเมื่อครู่นั้น เป็นพวกเดียวกันหรือไม่?”
“ใช่แล้ว นางเป็น…เป็นสาวใช้ของข้า พวกเราถูกโจรฝึกตนปล้น จึงต้องหนีภัยมายังที่แห่งนี้ แต่กลับพบกิ้งก่าพิษ สาวใช้ของข้าถูกกิ้งก่ากัด ร่างกายโดนพิษร้ายแรง ข้าจึงขอร้องให้ช่วยชีวิตนางด้วยเถิด”
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว แล้วเจ้าเองล่ะ?”
“ข้าถูกโจรฝึกตนทำร้ายร่างกาย บาดเจ็บสาหัส แต่ก็ไม่ร้ายแรงนักในตอนนี้”
นางผู้นั้นสวมชุดกระโปรงสีขาวสะอาดตา ร่างกายอวบอิ่มงดงาม รูปร่างงามสง่า กลมกลึง นั่งอยู่บนพื้น ดูไม่สุภาพนัก แต่กลับให้ความรู้สึกทางดึงดูดอย่างรุนแรง
งดงาม! เย้ายวน!!
ใช่แล้ว ความรู้สึกที่นางมอบให้ก็เป็นเช่นนี้
ราวกับว่า นางมีเสน่ห์ชวนหลงใหลอยู่ในตัว
เมื่อสังเกตเห็นสายตาของสวี่หยาง นางผู้นั้นก็พึมพำในใจด้วยความหมั่นไส้ ผู้ชายจริง ๆ แล้วก็เป็นเช่นนี้กันทั้งนั้น
โดยเฉพาะหน้าตาคนผู้นี้ น่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก…
จำต้องกล่าวว่า หน้าตาของสวี่หยางที่น่าสะอิดสะเอียนนี้ ได้ดึงดูดความอาฆาตแค้นจากผู้บำเพ็ญมารโดยปราศจากเหตุผล
เมื่อสัมผัสได้ถึงความรังเกียจจากนางผู้นั้น สวี่หยางก็ไอแห้ง ๆ “เรื่องนี้ ข้าจะให้สตรีผู้หนึ่งในกลุ่มของพวกข้ามาประคองเจ้าเอง”
“ไม่จำเป็น เจ้าประคองข้าก็พอแล้ว”
ในขณะกล่าวถ้อยคำนั้น ดวงตาของนางก็จับจ้องสวี่หยางอย่างตรงไปตรงมา
ในขณะเดียวกัน สวี่หยางก็งุนงงไปชั่วขณะ
ในสมองมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา “จงเชื่อฟัง…จงเชื่อฟัง…จงเชื่อฟัง…”
ไม่ดีแล้ว!!
เคล็ดวิชาครอบงำจิตใจ!
สวี่หยางรู้สึกหวาดหวั่นในใจ
เมื่อกำลังจะต่อต้าน เขาก็คิดได้ทันทีว่า ทำไมไม่ลองตามน้ำดูบ้าง
ในทันใดนั้น สายตาของเขาก็วูบวาบ พร้อมกับสีหน้างุนงง “ได้สิ ข้าจะประคองเจ้า”
นางผู้นั้นยิ้มออกมา “จงเชื่อฟัง เดินทางกันเถิด”
สวี่หยางประคองนางผู้นั้นขึ้นมา นางบอกว่าชื่อของนางคือหงเอ๋อ
เพียงแค่ได้ยินก็รู้ทันทีว่าเป็นนามแฝง
ด้วยเหตุนี้ สวี่หยางจึงพานางมาหากลุ่มของพวกเขา
เมื่อพบผู้บำเพ็ญคนอื่นปรากฏกายอีกคน หูเคอและพวกเขาต่างก็มีสีหน้าระแวดระวังพอสมควร
อย่างไรก็ตาม เมื่อรู้ว่าผู้บำเพ็ญคนนั้นบาดเจ็บสาหัส แต่กลับไม่ทอดทิ้งสาวใช้ของตน พวกเขาจึงคลายความหวาดระแวงลงบ้าง
และยังเสนอที่จะรักษานางให้หายดีด้วย
“ขอบคุณพวกท่าน แต่พวกท่านมิได้หวาดระแวงว่าข้าจะเป็นคนไม่ดีบ้างหรือ”
เสียงหงเอ๋อไพเราะอ่อนหวาน และรอยยิ้มสงบนิ่ง รวมกับท่วงท่าสุภาพอ่อนโยน ช่างเย้ายวนนัก
“สาวใช้ของเจ้าได้รับบาดเจ็บ แต่เจ้ากลับมิได้ทอดทิ้ง เห็นได้ว่าเจ้ามิใช่คนชั่วร้าย อาจารย์ของพวกเราสั่งสอนให้พวกเราช่วยเหลือผู้อื่น ขจัดคนชั่ว ปกป้องคนดี เหตุเพียงเล็กน้อยนี้จึงมิต้องคิดมากมายนัก”
ดวงตาหูเคอใสบริสุทธิ์ นำพาสีหน้าสงบนิ่ง
ลู่ชาเถียนก็พยักหน้ารับ “แน่นอน การกระทำความดีนั้น มิจำเป็นต้องคำนึงถึงผลตอบแทน สำนักของพวกเราฝึกฝนปราณอันบริสุทธิ์เท่านั้น!”
“พวกท่านมาจากสำนักใด?”
ราวกับมีสิ่งใดทำให้นางสะเทือนใจ นางมิได้แสดงความสีหน้าที่เย้ายวนเช่นเดิม แต่กลับเป็นสีหน้าเคร่งขรึมแทน
“สำนักวายุ”
หูเคอยิ้มแล้วกล่าวว่า “แม่นาง เจ้าและสาวใช้ของเจ้าจงพักผ่อนที่นี่เถิด สหายเต๋าหวังจะเป็นผู้ปกป้องพวกเจ้า พวกเราสามคนจำเป็นต้องออกตามหาผลึกหินชนิดหนึ่ง คงไม่อาจคอยอยู่เป็นเพื่อนเจ้าได้”
“แค่พวกท่านจัดที่พักพิงให้ข้าและสาวใช้ได้ปลอดภัยเช่นนี้ ข้าก็ขอบคุณเป็นอย่างสูงแล้ว!”
หงเอ๋อพยักหน้ารับอย่างจริงจัง และจ้องมองออกไปยังด้านนอกของเกาะ
ขณะที่พวกเขากำลังพูด สวี่หยางสังเกตว่าผู้บำเพ็ญมารตนนี้ไม่ได้ใช้เคล็ดวิชาครอบงำจิตใจกับผู้อื่นอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ จึงอาจอนุมานได้ว่า เคล็ดวิชาครอบงำจิตใจนี้มิได้มีขอบเขตการใช้ที่ไร้ขีดจำกัด
และผลของเคล็ดวิชาครอบงำจิตใจก็ธรรมดา หากเจอผู้ที่มีจิตเทวะแข็งแกร่งเช่นเขา ก็จะไม่มีผลใด ๆ
แม้จะมีผล ก็เป็นเพียงการสะกดจิตในระดับผิวเผินเท่านั้น
กล่าวคือ จะบังคับให้เขากระทำการบางอย่างโดยง่าย
ทว่าหากจะบังคับให้เขาฆ่าตัวตายหรือก้าวเดินบนเส้นทางเสี่ยงตาย ผู้ถูกครอบงำจิตจะต่อต้านโดยธรรมชาติ และฟื้นคืนสติ
สวี่หยางคาดการณ์
เมื่อครู่ นางใช้เคล็ดวิชาครอบงำจิตกับตน เพื่อต้องการสืบให้รู้ความคิดจริงว่าในกลุ่มพวกเขามีความคิดร้ายต่อนางหรือไม่ หรือมาที่นี่เพื่อสิ่งใด
เพียงไม่นาน หูเคอและพวกพ้องก็จากไป
“เฮ้อ…โชคดีจริง ๆ!!”
หงเอ๋อถอนหายใจออกมา
ท่าทีแสดงออกถึงความโล่งใจอย่างที่สุด
เนื่องจากเชื่อว่าสวี่หยางถูกตนสะกดจิต นางจึงผ่อนคลายลงอย่างสิ้นเชิง แล้วสั่งการสวี่หยางว่า “เจ้าชื่ออะไร”
“หวังต้าเป่า”
สวี่หยางตอบอย่างมึนงง ราวกับถูกครอบงำจริง ๆ
“หวังต้าเป่า? ชื่อบ้าน ๆ ดีแท้”
หงเอ๋อสังเกตสวี่หยางอย่างใจจดใจจ่อ
เพื่อดูว่าสวี่หยางถูกสะกดจิตไปในระดับใดแล้ว
เคล็ดวิชครอบงำจิตใจของนางนั้นขึ้นอยู่กับจิตใจและระดับจิตเทวะของอีกฝ่าย
ยิ่งจิตใจและจิตเทวะแข็งแกร่งเท่าใด ผลของมันก็ยิ่งแย่ลง
เคล็ดวิชครอบงำจิตใจนั้นแบ่งออกเป็นสามระดับ
ระดับแรกคือการสะกดจิตขั้นต้น ซึ่งจะทำให้เหยื่อรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้สะกดจิตโดยไม่รู้ตัวและจะพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของผู้สะกดจิต
แต่สามารถถูกคำพูดของคนอื่น ๆ มาทำลายได้ง่าย
ระดับที่สองคือการครอบงำจิตขั้นกลาง
ในระดับนี้ ผู้สะกดจิตสามารถสั่งการง่าย ๆ เช่น ให้ยอมรับว่าผู้ใช่เป็นหัวหน้าและให้ปฏิบัติตามคำสั่งได้
แต่หากคำสั่งนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมาก ก็จะไม่มีผลใด ๆ
เช่น หากสั่งให้ฆ่าตัวตายหรือไปฆ่าคนอื่น โดยสรุปคือหากมีสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดความขัดแย้งก็จะทำให้เกิดการต่อต้านได้ง่าย
ระดับที่สามคือการสะกดจิตขั้นสูง
ในระดับนี้ ผู้ถูกครอบงำจิตจะสูญเสียการรับรู้ของตนเองและสามารถสั่งให้ทำอะไรก็ได้ แม้กระทั่งฆ่าตัวตาย
เข้าใจแล้ว แม้ว่าจะมีสิ่งรบกวนจากภายนอก ก็ไม่มีประโยชน์
นอกจากว่า ภายนอกจะมีผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่มีจิตเทวะแข็งแกร่ง สามารถทำลายการครอบงำจิตได้
แต่น่าเสียดายที่นางได้บำเพ็ญเคล็ดวิชาครอบงำจิตใจไปเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น แม้แต่จะให้ผู้อื่นตกอยู่ในสภาวะครอบงำจิตใจระดับสองบางครั้งก็ยังไม่มั่นคงนัก
ครั้งนี้ นางรู้สึกว่าสวี่หยางเป็นคนหยาบคาย ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า คนหยาบคายมักจะมีกำลังใจไม่มั่นคงนัก
“อืม ดูท่าทางของหวังต้าเป่าแล้ว น่าจะตกอยู่ในสภาวะครอบงำจิตระดับสอง”
นางตัดสินใจที่จะรู้จักสวี่หยางและพวกเขาให้มากขึ้น
จากนั้น นางจึงสอบถามเรื่องราวของสวี่หยาง
นางได้รู้จากปากของสวี่หยางว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกัน สวี่หยางเพียงแค่ร่วมมือกับพวกเขาเท่านั้น
นั่นทำให้นางรู้สึกแปลกใจ จึงลูบคางพลางพูดว่า “แท้จริงแล้ว เจ้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ยญอิสระสินะ!! งั้นดี ต่อจากนี้เจ้าจงรับหน้าที่แบกหลานซิน”
หลานซิน คือผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณที่ได้รับบาดเจ็บจนหมดสติอยู่ในตอนนี้
สวี่หยางถามว่า “เจ้าต้องการให้ข้าพาหลานซินออกไปหรือ?”
“ใช่แล้ว ตอนนี้ข้าได้รับบาดเจ็บ ส่วนเจ้าอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงสุด พลังปราณของเจ้ายังพอใช้ได้ จงช่วยแบกหลานซินไปด้วยเถิด รอจนหูเคอและพวกเขาทำการค้นหาจบสิ้นแล้ว เราจะออกจากที่นี่”
“ไปที่ใดกัน?” สวี่หยางต้องการรู้ข้อมูลบางอย่างของนางผู้บำเพ็ญมารผู้นี้
“หาที่ปลอดภัยเพื่อรักษาบาดแผลก่อน”
“หงเอ๋อ เจ้าคงกังวลว่าศัตรูจะตามมาใช่หรือไม่?”
“เจ้าพูดไม่ผิด เมื่อบาดแผลของข้าหายดีแล้ว ข้าจะไปยังถ้ำฝึกตนใต้น้ำแห่งหนึ่ง เพื่อแสวงหาโอกาส หากเจ้าติดตามข้าไป ข้าจะให้รางวัลแก่เจ้าในภายหลัง”
นางคิดว่าสวี่หยางได้รับอิทธิพลจากการสะกดจิตแล้ว จึงไม่ได้ระมัดระวังความลับเหล่านี้อีก
และต่อไป สวี่หยางที่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงสุด จะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อนาง
‘ถ้ำฝึกตนใต้น้ำ?’
สวี่หยางรู้สึกสนใจขึ้นมา
เขาคาดเดาไม่ผิด ผู้บำเพ็ญมารตนนี้มาที่นี่เพื่อแสวงหาโอกาสจริง ๆ
ตอนนี้นางได้รับบาดเจ็บ การให้เขาติดตามไปจะช่วยแบ่งเบาภาระของนางได้
ขณะที่สวี่หยางกำลังคิดอยู่นั้น ผู้บำเพ็ญมารก็นั่งคุกเข่า ลูบไปที่บ่าข้างขวาของตนเอง
ดูเหมือนว่าการเคลื่อนไหวนั้นจะกระทบกับบาดแผล นางขมวดคิ้วบาง ๆ กัดฟัน “พวกสุนัขนั่น กล้าปล้นข้า ข้าต้องได้สิ่งของในถ้ำฝึกตนก่อนที่พวกมันจะพบ มิเช่นนั้นความพยายามทั้งหมดจะสูญเปล่า”
“เจ้าได้รับบาดเจ็บ”
สวี่หยางมองไปที่บ่าของผู้บำเพ็ญมาร บริเวณนั้นดูเหมือนจะมีก้อนพิษสีดำ
“และกำลังถูกพิษกัดกินด้วย”
“เจ้าไม่ต้องพูด ข้ารู้อยู่แล้ว!”
“ข้ามีวิชาการแพทย์” สวี่หยางพูด
คำพูดของสวี่หยางทำให้ผู้บำเพ็ญมารประหลาดใจชั่วขณะ
“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะทำได้?”
“ใช่แล้ว ข้ารับรองได้”
“ดีละ ไม่นึกว่าวาสนาของข้าจะดีพอให้พบหมอผู้นี้!!”
ผู้บำเพ็ญมารปรายตามองผู้บำเพ็ญหญิงที่นอนอยู่บนพื้น แล้วกล่าวว่า “เจ้าช่วยรักษานางก่อนเถิด ข้าจะได้เห็นฝีมือของเจ้า”
“นางถูกพิษจากกิ้งก่าพิษเข้า แต่หูเคอได้ช่วยรักษาให้อาการมั่นคงไว้แล้ว พักผ่อนหนึ่งวันนางน่าจะฟื้นขึ้นมาได้”
“ส่วนเจ้านั้น บาดเจ็บภายในและถูกพิษประหลาดทำให้เส้นลมปราณถูกปิดกั้น จึงใช้พลังวิญญาณไม่ได้”
ผู้บำเพ็ญมารประหลาดใจ “เจ้ามีสายตาเฉียบแหลมจริง ๆ เช่นนั้นก็ได้ เจ้ามาหาข้า ข้าจะให้เจ้ารักษาข้า”
เนื่องจากมั่นใจว่าสวี่หยางอยู่ภายใต้การควบคุมของนางแล้ว นางจึงไว้วางใจให้สวี่หยางเข้ามาใกล้ร่างกายของนาง
สวี่หยางมองดูไหล่เนื้องามราวกับหิมะนิ่ง ๆ
เขายื่นมือออกไปปล่อยพลังวิญญาณพฤกษาเพื่อรักษาบาดแผลของนางผู้บำเพ็ญมาร
“อืม…”
ร่างกายอันงดงามของผู้บำเพ็ญมารสั่นเทา รู้สึกสบายจนต้องมองสวี่หยางด้วยสายตาจริงจัง
แน่นอนว่าได้ผล
แต่นางไม่รู้เลยว่า สวี่หยางได้ปล่อยจิตเทวะเส้นเล็ก ๆ เข้าไปผสมกับพลังวิญญาณพฤกษา แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของนาง
จิตเทวะนั้นค่อย ๆ กลายร่างเป็นยันต์พันธนาการ ซ่อนตัวอยู่ภายในร่างกายของนาง