ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 302 นี่มันวิถีชีวิตของสำนักเล็ก ๆ งั้นรึ?
บทที่ 302 นี่มันวิถีชีวิตของสำนักเล็ก ๆ งั้นรึ?
คำพูดของเจ้าของร้านทำให้สวี่หยางพยักหน้ารับอย่างเงียบ ๆ
เขาเป็นคนมองของออก ย่อมรู้ว่าของชิ้นนี้ไม่ธรรมดา
ไม่ว่าแผนที่จะเป็นอย่างไร เพียงแค่กระดองเต่าดำนี้ถึงแม้จะนำมาทำเป็นวัสดุสำหรับวาดยันต์ ก็ยังมีราคาอย่างน้อยต้องมีหินวิญญาณสองถึงสามร้อยก้อนเลยทีเดียว
“ตกลงหินวิญญาณห้าร้อยก้อน ข้าซื้อ!!”
เขาสามารถปลูกสมุนไพรเพียงไม่กี่ต้นเพื่อให้ได้หินวิญญาณห้าร้อยก้อน
ไม่แพง ซื้อไว้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ส่วนเรื่องจะไปที่นั่นในภายหลังหรือไม่
สวี่หยางตัดสินใจว่าคราวนี้จะไม่ไปที่นัน หากแกร่งกล้าขึ้นเมื่อใดค่อยไปก็ยังไม่สาย
หลังจากจ่ายหินวิญญาณแล้วสวี่หยางก็ถือเครื่องรางและสิ่งของที่ซื้อมา รวมทั้งกระดองเต่าดำออกมาจากที่นั่น
ตามแผนที่ สวี่หยางเดินทางไปยังแม่น้ำลิ่วเหอ
ที่นั่น เขาเห็นผู้บำเพ็ญมนุษย์มากมายพากันมาเป็นกลุ่ม ๆ เตรียมรวมตัวกันเพื่อเดินข้ามน้ำแข็ง
“ฮู้ววว…”
ลมพัดจนเหน็บหนาว หนาวจนเข้ากระดูก
โชคดีที่สวี่หยางสวมใส่เสื้อคลุมขั้นกลาง ระดับสอง จึงไม่รู้สึกหนาวใด ๆ
สวี่หยางมองแม่น้ำลิ่วเหอที่ไม่มีจุดสิ้นสุดด้วยความรู้สึกทึ่ง
ภาพตรงหน้ายิ่งใหญ่อลังการและน่ากลัวยิ่งนัก
“จี๊ด จี๊ด…”
จู่ ๆ ภูตน้ำในถุงเก็บของก็เริ่มจะมีปฏิกิริยา
“อืม? ไข่มุกวารีปรากฏแล้ว”
สวี่หยางตกใจเล็กน้อย แต่แล้วก็รับรู้ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วจากภูตน้ำว่าสมุนไพรทำยาธาตุน้ำ ณ ก้นแม่น้ำห่างไปร้อยเมตร
ถึงแม้จะไม่พบไข่มุกวารี แต่ก็ได้ข้อพิสูจน์ประสิทธิภาพของภูตน้ำเป็นเบื้องต้นแล้ว
“สหายเต๋าผู้นี้ มาคนเดียวหรือ?”
เสียงหญิงสาวละมุนจากด้านหลังดังขึ้น
เป็นสตรีอายุราวสามสิบหรือสี่สิบปี ข้างกายมีชายอาวุโสอายุราวสี่สิบหรือห้าสิบปี ซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์เดินติดตามมาด้วย
“มาผู้เดียว มีอันใดหรือ?”
สวี่หยางแอบสำรวจสามคนนี้อย่างเงียบ ๆ จากกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญมนุษย์ชายทั้งสองดูแล้ว พลังปราณอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง
ส่วนผู้บำเพ็ญหญิงนั้นอยู่ในระดับขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย
“พวกเราเป็นศิษย์สำนักวายุ ข้าชื่อหูเคอ ครั้งนี้พวกเรามีจุดมุ่งหมายจะมุ่งเข้าสู่แม่น้ำลิ่วเหอ ไปยังเกาะแห่งหนึ่งที่ชื่อว่าเกาะเสี่ยวเย่เพื่อแสวงหาโอกาส ไม่ทราบว่าเจ้าสนใจจะร่วมทางไปด้วยกันหรือไม่?”
ผู้บำเพ็ญหญิงกล่าวพร้อมยิ้มและพยักหน้า
ในดินแดนแต่ละแห่ง ล้วนมีอำนาจเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ด้วย
อำนาจเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนไม่มีความสามารถพอจะเข้าสำนักใหญ่ จึงหันเหไปพึ่งสำนักเล็ก ๆ แทน
สามคนตรงหน้านี้มีอายุมากโขแล้ว เพียงแต่ขอบเขตสร้างรากฐานธรรดา ขั้นปลาย เห็นได้ชัดว่าการบ่มเพาะอยู่ในระดับธรรมดา
สวี่หยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สามคนนี้คงไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดต่อตัวเขา
เช่นนั้นร่วมมือกับพวกเขาก็ได้มิใช่หรือ?
ที่สำคัญคือที่นี่เขาไม่คุ้นเคย แผนที่ต่อให้มีก็ไร้ประโยชน์ เพราะเขาไม่รู้ว่าแผนที่นั้นจริงหรือเท็จ!!
ที่นี่ไม่มีแผนที่ที่เป็นทางการ
ประการต่อมา แผนที่ไม่เที่ยงตรง บางแห่งมีความเสี่ยงภัยซึ่งแผนที่ก็ไม่ได้ระบุไว้ด้วย
เมื่อคิดเช่นนี้สวี่หยางจึงตัดสินใจร่วมมือกับพวกเขา
“ข้าชื่อหวังต้าเป่า”
สวี่หยางไม่คิดจะใช้ชื่อจริงของตนเอง
“ครั้งนี้ข้าตั้งใจจะตามหาไข่มุกวารี เกาะเสี่ยวเย่มีสิ่งนี้หรือไม่?”
สวี่หยางพิจารณาทั้งสามคนพลางซักถาม
หูเคอในฐานะผู้บำเพ็ญหญิงผู้มีพลังปราณสูงส่งที่สุด มีท่าทางที่ดีที่สุด
คนทางซ้ายชื่อหลูเฟยหลงท่าทางก็ดูปกติ อธิบายว่า “เกาะเสี่ยวเย่ไม่เคยได้ยินว่ามีไข่มุกวารีปรากฏ แต่แถว ๆ น่านน้ำข้างเคียงเคยปรากฏ เจ้าอาจลองไปดูที่นั่นก็ได้”
คนที่อยู่ด้านขวาดูแล้วมีอายุมากที่สุด ร่างกายกำยำน่าจะเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่ฝึกฝนด้านร่างกาย
คนผู้นั้นชื่อลู่ชาเถียนแสดงรอยยิ้มจริงใจ “ว่าอย่างไร? เจ้าสนใจร่วมเดินทางไปด้วยกันหรือไม่?”
ระหว่างการสนทนา คนสามคนนี้ก็มีการสื่อสารกันเองอย่างลับ ๆ
พูดตามความจริง
ปกติแล้วพวกเขาก็คงจะไม่ชวนคนอื่นมาร่วมเดินทางด้วยกันโดยไม่มีเหตุผล
แต่คราวนี้จำเป็นจริง ๆ
สมาชิกหญิงในกลุ่มผู้หนึ่ง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ระหว่างทางมาที่นี่ พวกเขาได้ปะทะกับโจรผู้ฝึกตนจนเกือบจะสิ้นชีพ
ตอนนี้จึงไม่สามารถใช้ค่ายกลผสมผสานได้
และเส้นทางไปยังเกาะเสี่ยวเย่แห่งนั้น อาจจะพบกับหมอกพิษ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย จึงได้เชิญสวี่หยาง
โชคดีที่พวกเขาได้เฝ้าสังเกตสวี่หยางมาเป็นเวลานาน แต่ก็ด้วยสายตาเท่านั้น
พบว่าสวี่หยางมองไปที่ผิวน้ำ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขานั้นไม่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่เพิ่งมาถึงแบบนี้ โดยปกติแล้วล้วนจะมาเพื่อเสาะหาโอกาสบางอย่างหรือไม่ก็มาเพื่อหาเลี้ยงชีพ
ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจที่จะพูดคุยกับสวี่หยาง
ราวกับว่าเห็นความสงสัยลังเลในใจสวี่หยาง หูเคอจึงรีบพูดว่า “สหายเต๋า หากท่เจ้าจะเข้าไปยังแหล่งน้ำแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียว ถึงแม้ว่าจะเป็นในฤดูหนาว และแม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ดี!! อย่างเช่นเกาะเสี่ยวเย่ที่เราจะไป มีหมอกพิษอยู่โดยรอบ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจึงจะเข้าไปได้”
หลังจากนั้น เขาก็ได้อธิบายเรื่องค่ายกลผสมผสาน
“ได้ งั้นก็ไปด้วยกัน”
“ดีมาก!! นี่คือกระดานค่ายกล เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราทั้งสี่คนจะเปิดกระดานค่ายกลพร้อมกันแล้วมันจะเปิดพลังป้องกันขึ้นมาเอง”
หูเคอยิ้ม
“แต่ว่าเมื่อถึงตอนนั้นข้าอาจจะต้องออกเดินทางคนเดียวเพื่อไปตามหาไข่มุกวารี …”
“ไหน ๆ ก็ร่วมมือกันแล้ว เมื่อพวกเราไปถึงเกาะเสี่ยวเย่แล้ว ขากลับพวกเราจะช่วยตามหาไข่มุกวารีก็ได้นะ เวลาจำกัดสามวันเจ้าคิดว่าอย่างไร”
สวี่หยางเข้าใจ
เขาช่วยคนทั้งสามเข้าไปในเกาะเสี่ยวเย่ ตามหาโอกาสในนั้น
อีกไม่กี่วันต่อมาพวกเขาก็ช่วยเขาออกมา แล้วก็ตามหาไข่มุกวารีเป็นเวลาสามวัน
ถ้าหากหาไม่พบทุกคนก็แยกย้ายกันไป
คุ้มค่ามาก
สำหรับสวี่หยางแล้วเป็นการดีที่อาศัยประสบการณ์จากคนพวกนี้เพื่อให้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่นี่
ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ทั้งสี่คนก็มุ่งหน้าไปยังเกาะเสี่ยวเย่ทันที
ครึ่งชั่วยามผ่านไป
ผู้คนรอบข้างเริ่มลดจำนวนลง
ไม่นานก็เหลือเพียงพวกเขาสี่คน
สวี่หยางระมัดระวังคนผู้นี้เป็นธรรมดา แต่ในไม่ช้าเขาก็วางใจ
เพราะในระยะไม่ไกลนัก กลางผืนน้ำจู่ ๆ ก็มีงูเหลือมตัวใหญ่พุ่งออกมา
“ซู่วววววว!!”
หูเคอโยนแผ่นยันต์ป้องกันร่างกายใส่สวี่หยาง “สหายเต๋าหวังต้าเป่า ระวังด้วย”
จริง ๆ แล้วสวี่หยางค้นพบสัตว์อสูรอย่างเจ้างูเหลือมตัวนี้ตั้งนานแล้ว
ที่เขาไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาก็เพราะต้องการทดสอบพลังปราณของคนพวกนี้
หลังจากต่อสู้ไปพักหนึ่ง หูเคอในฐานะที่มีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็จัดการกับงูเหลือมขั้นสูง ระดับหนึ่งตัวนี้ได้อย่างง่ายดาย
“ถุงน้ำดีของงูมีค่าหินวิญญาณสองร้อยเลยนะ ดีเหมือนกัน”
หูเคอสั่งให้หลูเฟยหลงลงไป หลูเฟยหลงได้รับคำสั่งก็ลงไปนำถุงน้ำดีมา
ยามเย็น
จิตเทวะของสวี่หยางแผ่ขยายออกไป ในที่สุดเขาก็ค้นพบโครงร่างของเกาะเสี่ยวเย่
นี่คือเกาะเล็ก ๆ ที่มีรูปร่างคล้ายกับใบไม้ เกาะเล็กมาก มีขนาดเพียงสิบกว่าสนามฟุตบอลเท่านั้น
บนเกาะที่ไม่มีต้นไม้งอกงามสักต้น ทว่ากลับเต็มไปด้วยหินสีดำไหม้เกรียมและหนองน้ำพิษ
ที่ขอบด้านนอกของเกาะมีหมองพิษสีเทาหนาแน่นลอยปกคลุมอยู่ ตามคำบอกเล่าของหูเคอ เกาะแห่งนี้เกิดจากภูเขาไฟพิษใต้ทะเลที่ปะทุขึ้น
บนเกาะมีกิ้งก่าพิษอาศัยอยู่ ซึ่งมีความแข็งแกร่งมาก แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นแค่สายเลือดระดับสอง แต่พวกมันมีพลังป้องกันสูงมากอยู่ดี ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ทั่วไปไม่สามารถทำร้ายมันได้
ในขณะที่กิ้งก่าพิษมีพิษร้ายแรง แม้ว่ามันจะตายไปแล้ว ร่างกายของมันก็จะปล่อยพิษออกมา ทำให้เกิดหมองพิษในบริเวณนั้นได้
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐาน แต่ร่างกายพวกเขาก็มีพลังยุทธ์ปกป้องร่างกายไว้ตลอดเวลาและยังมีเครื่องรางติดตัวอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้สามารถใช้งานได้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ หากใช้เป็นเวลานานก็จะยุ่งยากมาก
“หากเราเจอกิ้งก่าพิษพวกนี้ จงจำไว้ว่าให้จัดการมันเพียงแค่บาดเจ็บก็พอ อย่าฆ่ามัน เพราะมันจะปล่อยพิษออกมา ซึ่งจะยุ่งยากมาก”
คำพูดของหูเคอนี้พูดเพื่อให้สวีหยางได้ยินเป็นหลัก
สวี่หยางพยักหน้า แสดงว่าเข้าใจ
“ว่าแต่พวกเจ้ามาที่นี่เพื่อหาอะไร” สวี่หยางพูดขณะที่กำลังเหาะอยู่และฟื้นฟูพลังยุทธ์ที่สูญเสียไประหว่างทาง
จากนั้นก็หยิบยาอมฤตเม็ดหนึ่งมากิน
“ผลึกหินภูเขาไฟ ท่านอาจารย์ของพวกเราเตรียมจะสร้างศัสตราศักดิ์สิทธิ์ ระดับสามขึ้นไป”
หูเคออธิบาย
สวี่หยางอึ้งไป
นี่หรือคือวิถีชีวิตของสำนักเล็ก ๆ
สำนักใหญ่ ๆ ต่างก็มีแต่อาจารย์มอบศัสตราศักดิ์สิทธิ์ให้ลูกศิษย์
สำนักวายุนี้กลับดีนัก ศิษย์ต้องออกไปหาวัตถุดิบให้กับอาจารย์
“เออจริงสิ! สหายเต๋าหวัง เจ้าตามหาไข่มุกวารีไปทำสิ่งใด”
หลูเฟยหลงพยักหน้าพลางหัวเราะแล้วถาม
ตลอดเวลาที่พวกเขาทั้งสามคนเหาะเหินมาพร้อมกับสวี่หยาง เมื่อพูดคุยกันไปมาจึงได้รู้จักนิสัยใจคอของสวี่หยางพอสมควร
การบ่มเพาะของสวี่หยางอยู่ที่ขอบเขตสร้างรากฐาน ขั้นสูงสุด พลังปราณเข้มแข็งมาก
แต่กลับถ่อมตน ไม่ค่อยพูด ส่วนเรื่องหน้าตาถึงจะดูเจ้าเล่ห์ไปสักหน่อยแต่ก็มีคำกล่าวที่ว่าอย่าดูคนจากภายนอก
แต่พวกเขาก็ไม่ได้คิดว่า แท้จริงแล้วใบหน้าของสวี่หยางก็คือหน้ากาก
สวี่หยางสวมหน้ากากอยู่เสมอ ที่แท้จริงแล้วเป็นเพราะว่าเขามีทรัพย์สินมากมายจึงได้เตรียมไว้ให้กับตนเองและภรรยา แม้แต่เตรียมเอาไว้หลาย ๆ ใบ
ผู้บำเพ็ญธรรมดาทั่วไป ต่อให้เป็นหน้ากากที่ดีย่อมมีมูลค่าหลายพันถึงหลายหมื่น แล้วใครเลยจะยอมจ่ายฟุ่มเฟือยเช่นนั้น
ถึงจะซื้อก็แค่ซื้อจำพวกราคาถูกลงมาสักหน่อย
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงด้านหน้าของหมอกพิษระดับหนึ่ง
ตามที่หูเคอสั่ง สวี่หยางจึงนำกระดานค่ายกลออกมา
กระดานค่ายกลนี้แยกเป็นสองชิ้น คือระดับหนึ่งและระดับสอง
ขนาดของกระดานค่ายกลหนาเท่าฝ่ามือ ชิ้นที่อยู่ด้านบนคือระดับหนึ่งซึ่งเล็กกว่าเล็กน้อย และสามารถหมุนได้
ก่อนหน้านี้ หูเคอได้สอนสวี่หยางเกี่ยวกับวิธีใช้งานแล้ว
โดยจิตเทวะสวี่หยางได้ตรวจสอบดูแล้ว จึงทราบว่าสิ่งนี้ไม่มีกับดักหรือกลไกใด ๆ ซ่อนอยู่ ทั้งยังปลอดภัยมากด้วย
“แกรก!”
หลังจากหมุนแล้วเพิ่มพลังปราณเข้าไป ก็จะเชื่อมต่อกับอีกสี่คนโดยอัตโนมัติ
ทันทีที่กระดานค่ายกลทั้งสี่ผสานกันเป็นค่ายกล พลังป้องกันที่แข็งแกร่งนั้นเทียบเท่ากับขอบเขตจินตาน และเป็นพลังปราณของขอบเขตจินตาน ขั้นกลางด้วย!!
มีพลังปราณของขอบเขตจินตานอยู่ด้วย จึงไม่จำเป็นต้องกังวล
ทั้งสี่คนแบ่งเป็นทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้ ทิศเหนือ เหยียบย่ำอยู่บนพื้นน้ำแข็งโดยตรง แล้วก้าวเดินไปข้างหน้า
“เอ๊ะ!!”
หูเคอที่เดินอยู่หน้าสุด ได้สังเกตเห็นรอยเท้าเล็ก ๆ บนพื้น
“เป็นอะไรหรือ?”
ลู่ชาเถียนเอ่ยถามด้วยเสียงแหบ
“พวกเจ้าดูสิ กลางหมอกพิษแห่งนี้บนแผ่นน้ำแข็งมีรอยเท้า ดูขนาดรอยเท้าแล้ว ไม่ใหญ่นัก น่าจะไม่ใช่รอยเท้าของบุรุษ”
หูเคออธิบาย
จากนั้นก็ก้มลงไปสังเกตรอยเท้านั้น ก่อนจะสรุปในที่สุด
น่าจะเป็นรอยเท้าที่ทิ้งไว้ตอนเช้า
“พลังปราณของคนผู้นี้ย่อมไม่ธรรมดาแน่ ตอนที่ผ่านมาที่นี่ น่าจะใช้คาถาป้องกันตัว พลังแข็งแกร่งยิ่งนัก ทำให้ตอนที่เหยียบลงบนน้ำแข็งจึงเกิดหลุม”
“น่าจะได้รับบาดเจ็บ รอยเท้าลึกบ้างตื้นบ้าง”
หูเคอหันกลับไปมองคนอื่น ๆ “ทำอย่างไรดี?”
อย่าเพิ่งดูถูกหูเคอที่อยู่ในกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มนี้ แต่พลังปราณแข็งแกร่งที่สุด แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นสตรี เมื่อเจอสถานการณ์คับขันก็อดที่จะตื่นตระหนกไม่ได้
ความจริงแล้วตอนนี้สวี่หยางได้ใช้จิตเทวะตรวจสอบสถานการณ์ข้างหน้าแล้ว
พบว่ามีหญิงสาวผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณผู้หนึ่ง นอนอยู่ใกล้กับกองหินบนเกาะ พลังปราณอ่อนแอเหมือนจะแตกสลายไป
สวี่หยางคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นรอยเท้าที่นางทิ้งไว้
ถ้านางมีคาถาป้องกันตนที่แข็งแกร่ง รอยเท้าก็อาจจะทำให้เกิดหลุมได้
เมื่อเห็นว่าบริเวณนั้นปลอดภัย สวี่หยางจึงเสนอให้ผ่านไปดู
เขาไม่อยากเสียเวลา เมื่อเจอปัญหาเล็กน้อยก็ถอยหนี
“สหายเต๋าหวังพูดถูก คนผู้นี้แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บ แต่เราไม่ต้องกลัว ถ้าถอยเอาตอนนี้ก็ลำบาก”
หลูเฟยหลงมองสวี่หยางแวบหนึ่ง เพราะกลัวว่าสวี่หยางจะออกเดินทางในตอนนั้น ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็ต้องหาคนใหม่
ถ้าจะหาคนใหม่ก็ไม่แน่ว่าจะได้คนที่ปลอดภัยอย่างสวี่หยาง
“ข้าตกลง!”
หูเคอพยักหน้า
ในเวลาอันรวดเร็ว พวกเขาได้ฝ่าเขตหมองพิษมาแล้ว ตรงหน้าคือเกาะที่มีผืนดินสีดำไหม้เกรียม เกาะนั้นแผ่กระจายไปด้วยปราณอันร้อนแรง
“สตรีที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ที่นั่น”
หูเคอวิ่งเหยาะ ๆ ไปสองสามก้าวแล้วเดินเข้าไป
หญิงสาวที่ได้รับบาดเจ็บผู้นี้ ดูแล้วนางอายุเพียงสิบเจ็ดหรือสิบแปดปี มีพลังขอบเขตกลั่นลมปราณ ระดับหกหรือเจ็ด พลังปราณอ่อนแอมาก
ซึ่งต่างจากความคาดหมายของสวี่หยาง หูเคอได้นำยาอมฤตออกมาเพื่อเยียวยารักษาหญิงสาว
“ข้าไม่ได้มองผิด คนเหล่านี้มิใช่คนชั่วร้ายเลวทราม”
ทันใดนั้น
สวี่หยางเงยหน้าขึ้น เมื่อครู่เขาเพิ่งรู้สึกไว ๆ ว่าที่อีกด้านของเกาะมีลมปราณผ่านวูบไป
“นางคือสตรีผู้นั้น!! แต่นางกลับมาปรากฏตัวที่นี่”
เมื่อรับรู้ตำแหน่งของผู้บำเพ็ญหญิงผู้นี้ สวี่หยางจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขารู้สึกระแวดระวังขึ้นมาบ้างแล้ว