ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 305 ติดตามเจ้าสาวผี
บทที่ 305 ติดตามเจ้าสาวผี
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามนั้น เจ้าสาวผีหาข้ออ้างได้ฉับพลัน “ก่อนหน้านี้ สำนักข้าได้ต่อกรกับผู้บำเพ็ญมารตนหนึ่ง จึงได้แผนที่แห่งนี้มาจากที่นั่น”
“แล้วแผนที่กลไกค่ายกลภายในเล่า มีหรือไม่”
สายตาของเกาหู่วาววับจ้องมองเจ้าสาวผี
เจ้าสาวผีส่ายหน้า “ไม่มี กล่าวตามจริง ข้าและสหายก็มาเสี่ยงโชคที่นี่เช่นกัน หาได้รู้ว่าพวกท่านจะอยู่ที่นี่”
คำตอบของเจ้าสาวผียังไม่สมบูรณ์แบบนัก ทว่าหาช่องโหว่ไม่ได้
เกาหู่จะไม่มีวันคาดคิดได้เลยว่า หญิงสาวที่ปล่อยกลิ่นอายจินตานเบื้องหน้าตนผู้นี้คือ เจ้าสาวผี!!
เกาหู่กล่าวหารืออีกครั้ง “ดี เมื่อพูดถึงความร่วมมือแล้ว เช่นนั้นมาว่ากันถึงเรื่องวิธีแบ่งของที่ได้จากที่นี่กันก่อน สิ่งที่ได้จากที่นี่ พวกเราจะได้ไปแปดส่วน”
“ไม่ไหวหรอก เจ็ดส่วนเป็นอย่างมาก เทียบกันแล้ว พลังปราณของข้าที่นี่ก็มิได้ด้อยกว่าเจ้า”
เจ้าสาวผีโต้แย้งอย่างมีเหตุผล ด้วยการคาดเดาของสวี่หยาง การกระทำเช่นนี้ก็เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามคลายความระแวดระวัง
มิเช่นนั้นแล้ว หากตกลงยินยอมตามเงื่อนไขของอีกฝ่ายง่ายดายเกินไป จะยิ่งทำให้พวกเขามีความสงสัย
“ตกลง เจ็ดส่วนก็ได้!!”
เกาหู่ครุ่นคิดแล้วพยักหน้าตกลง
จากนั้นก็แนะนำและทำความรู้จักกัน
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานที่อยู่เคียงข้างเขานั้นนามว่า หลี่เย่ เป็นปรมาจารย์ค่ายกล การเดินทางมาในครานี้ก็เพื่อช่วยเหลือเกาหู่ในการทำลายค่ายกล
ส่วนผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานอีกสี่คนที่เหลือคือ ผู้หุ่นเชิดสองคนและปรมาจารย์ค่ายกลสองคน
คนกลุ่มนี้มีความเชี่ยวชาญสูงมาก
สายตาของหลี่เย่ในขณะนี้จับจ้องไปที่สวี่หยาง
เขาไม่ค่อยพอใจที่สวี่หยางจะเข้าไปในถ้ำฝึกตน จึงเตือนว่า “หวังต้าเป่าสินะ เมื่อเข้าไปในถ้ำฝึกตน จงจำไว้ว่า อย่าไปแตะต้องอะไรมั่วซั่ว มิเช่นนั้นหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา อย่ามาโทษว่าเราไม่เตือน”
ซากปรักหักพังเช่นถ้ำฝึกตนนี้มีความอันตรายอย่างมาก เขาคิดว่าขอบเขตพลังของสวี่หยางยังต่ำอยู่ และเคล็ดวิชาของเขาก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรในการรับมือกับกลไกในถ้ำฝึกตน เขาจึงค่อนข้างรังเกียจสวี่หยาง
“ไม่จำเป็นต้องเตือน” สวี่หยางตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ
“เอาละ เมื่อเข้าไปแล้ว ทุกคนต้องร่วมมือกันต่อสู้กับศัตรู ความร่วมมือจะนำพาชัยชนะมาให้เรา”
เกาหู่กล่าว แล้วขยับปากพูดอะไรบางอย่างกับหลี่เย่ ทำให้หลี่เย่ไม่พูดอะไรอีก
………
“อยู่บริเวณนี้ พวกเราจะทลายพื้นน้ำแข็งกัน!”
“ตูม!”
จากนั้นเกาหู่ก็ฟาดปราณออกไป พื้นน้ำแข็งก็แตกออก เผยให้เห็นปากถ้ำขนาดหนึ่งจั้ง
“ใต้น้ำมีหมอกพิษ แต่พอเข้าไปในถ้ำฝึกตนแล้วก็จะไม่มีปัญหา ส่วนด้านหน้าต้องใช้ยันต์ป้องกันเพื่อปกป้องศีรษะ”
เกาหู่พูดพลางเดินเข้าไปพร้อมกับคนอื่น ๆ
ตัวเขาเองและหลี่เย่ไม่ได้ใช้ยันต์ป้องกัน แต่ใช้พลังยุทธ์ของตัวเองต้านทานได้
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานคนอื่น ๆ และเจ้าสาวผีต่างก็หยิบยันต์ป้องกันขึ้นมา ส่วนสวี่หยางมีหยกทานธารา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ดูแปลกแยกนัก เขาจึงหยิบยันต์ป้องกันขึ้นมาเช่นกัน แล้วลงไปพร้อมกับเจ้าสาวผี
ผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานทั้งสองร่วมมือกันหมายปองถ้ำฝึกตนใต้น้ำในคราวนี้ ภายในนั้นจะต้องมีของดี ๆ อย่างแน่นอน สวี่หยางรู้สึกตื่นเต้น
น้ำในนั้นเย็นยะเยือกถึงกระดูก
ในไม่ช้า
พวกเขาก็พบว่าใต้น้ำมีก้อนหินขนาดใหญ่
เมื่อเข้าไปดูใกล้ ๆ จึงพบว่าไม่ใช่ก้อนหิน แต่เป็นลูกเหล็กขนาดใหญ่
ลูกเหล็กขนาดใหญ่มีเนื้อวัสดุพิเศษ สามารถขัดขวางการตรวจจับของจิตเทวะได้
เกาหู่เดินขึ้นไปข้างหน้า แล้วเคลื่อนย้ายลูกเหล็กขนาดใหญ่ออก เผยให้เห็นทางเข้าที่ใต้น้ำ
แท้จริงแล้วทางเข้าแห่งนี้ถูกบดบังด้วยลูกเหล็กขนาดใหญ่
บริเวณทางเข้ามีพลังระดับหนึ่งกั้นน้ำแข็งไม่ให้ไหลเข้าไป
“ฮ่า ๆ ถ้ำฝึกตนแห่งนี้มีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งนัก ผ่านมาหลายปีแล้วยังไม่มีน้ำสักหยดสามารถซึมผ่านเข้าไปได้เลย”
เกาหู่ยิ้มน้อย ๆ ร่างของเขาทะลุผ่านชั้นพลังเข้าไป
“มิรู้ว่าถ้ำฝึกตนแห่งนี้จะมีของดีอะไรอยู่บ้าง”
เจ้าสาวผีดูเหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว
“กล่าวขานกันว่าที่นี่เป็นถ้ำฝึกตนของผู้บำเพ็ญขอบเขตแปรเทวาขึ้นไป เมื่อก่อนแถบนี้ล้วนเป็นอาณาเขตของเขา ต่อมาเมื่อผู้อาวุโสท่านนั้นชราภาพลง เขาได้ทิ้งสมบัติล้ำค่าของตนเองไว้ที่นี่ทั้งสิ้น!!”
เกาหู่เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
ขณะนี้
พวกเขาได้มายืนอยู่ที่ปากทางเข้าแล้ว
เกาหู่ลูบเครายิ้ม มองไปยังคนทำหุ่นเชิดไว้เคราแพะที่อยู่ด้านหลัง “เสี่ยวเสิ่น รบกวนให้เจ้าใช้หุ่นเชิดของเจ้าสอดแนมทางหน่อย”
“ได้ ท่านผู้อาวุโส”
เห็นได้ชัดว่าคนทำหุ่นเชิดผู้นี้รู้ว่าจะต้องทำเช่นนี้ จึงได้นำหุ่นเชิดแมวที่เตรียมไว้แล้วออกมา
ในสถานที่ที่มีกับดักมากมายเช่นนี้ หุ่นเชิดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันสามารถช่วยสอดแนมทางโดยไม่จำเป็นต้องเสี่ยงอันตรายด้วยตนเอง
สวี่หยางเดินตามหลังเจ้าสาวผีเพื่อความปลอดภัยของตนเอง
ตอนนี้ สิ่งแรกที่สามารถยืนยันได้คือ เจ้าสาวผีไร้ซึ่งเจตนาร้ายต่อเขา
แต่กลับดูแลเอาใจใส่เขาอย่างมาก
ผู้ใดจะคิดว่า เจ้าสาวผีที่เล่าลือกันว่าเป็นที่น่าหวาดหวั่นนั้น นางจะเป็นหญิงสาวที่สำนึกรู้ในบุญคุณเช่นนี้
ดังนั้นเขาจึงเดินตามเจ้าสาวผีด้วยความมั่นใจในความปลอดภัยอย่างที่สุด
ส่วนเรื่องข้อตกลงความร่วมมือกับพวกของเกาหู่ แค่ฟัง ๆ ไว้ก็แล้วกัน
หากถึงคราวนั้นมีสมบัติจริง ๆ พูดตามจริงแล้ว ก็ต้องใช้วิธีการต่อสู้ตัดสินอยู่ดีมิใช่หรือ?
สวี่หยางครุ่นคิดในใจ
อย่างไรก็ตาม เขาสามารถยืนยันได้แล้วว่า ในมือของเจ้าสาวผีมีแผนที่ภายในอย่างแน่นอน แม้แต่ที่ใดมีความเสี่ยง ที่ใดมีโอกาส นางก็รู้
ดังนั้นการติดตามเจ้าสาวผีย่อมมีแต่ได้กับได้ ไม่เสียหายแต่อย่างใด!!
เขาอดรู้สึกโชคดีไม่ได้
โชคดีที่มิได้รีบปะทะกับเจ้าสาวผี มิเช่นนั้น แม้จะควบคุมเจ้าสาวผีได้แล้ว แต่เมื่อมาที่นี่ เจ้าสาวผีย่อมรู้กลไกกับดักต่าง ๆ นางอาจจะซ้อนกลเล่นงานเขาจนตายก็เป็นได้
………
หุ่นเชิดแมวตัวนั้นเดินหน้าต่อไป และมิได้พบอันตรายใด ๆ
จิตเทวะของสวี่หยางแผ่ขยายออกไป พบว่าสิ่งที่ใช้ก่อสร้างที่นี่ส่วนใหญ่สามารถปิดกั้นการตรวจสอบจากจิตเทวะได้ ทำให้ไม่สะดวกอย่างยิ่ง
หลังจากเดินผ่านโถงทางเดินนี้ ในไม่ช้าก็ปรากฏห้องขนาดใหญ่ขึ้น
ของตกแต่งภายในไม่ต่างจากบ้านของคนธรรมดาทั่วไป
“ที่นี่มีแต่เครื่องเรือนธรรมดา ไม่มีสิ่งใดพิเศษ”
หลี่เย่ตรวจสอบแล้วกล่าวด้วยความผิดหวัง
สวี่หยางแอบสังเกตสีหน้าของเจ้าสาวผี เขาพบว่านางดูเหมือนจะคาดเดาสถานการณ์นี้ไว้ก่อนแล้ว
สายตาของนางเหลือบไปทางด้านขวาเป็นระยะ ๆ
“ด้านขวามีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่?”
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหู “หวังต้าเป่า ระวังทางด้านขวา”
หัวใจของสวี่หยางเต้นรัว ก่อนจะเห็นกำแพงทองแดงและเหล็กธรรมดาทางด้านขวา จู่ ๆ ก็มีแสงสว่างของค่ายกลปรากฏขึ้น
“ไม่ดีแล้ว นั่นเป็นค่ายกลโจมตีพวกเรา หลี่เย่ ทำลายค่ายกล”
เกาหู่ตะโกนขึ้น
หลี่เย่รีบวิ่งไปข้างหน้าค่ายกล ผู้บำเพ็ญคนอื่น ๆ ที่อยู่ข้างหลังเขาก็พากันนำกระดานค่ายกลของตนเองออกมา
“ครืด!!”
ค่ายกลโจมตีแผ่แรงโน้มถ่วงอันมหาศาลออกมา
โชคดีที่กระดานค่ายกลของคนทั้งสามต้านแรงโน้มถ่วงนั้นเอาไว้ได้
แต่ดูเหมือนว่าสภาพของหลี่เย่ยังไม่ดีนัก
“ทำลายค่ายกล!!”
“ปัง ปัง ปัง!”
ยันต์ทะลวงค่ายกลสามใบพุ่งออกไป ค่ายกลที่กำแพงก็กะพริบ แล้วดับลงอย่างรวดเร็ว
“พักผ่อนเถอะ”
เกาหู่พยักหน้าให้หลี่เย่
จากนั้นเกาหู่ก็มุ่งไปที่ค่ายกลเพื่อตรวจสอบ เพราะเขาพบว่าบนกำแพงตรงนั้นมีลวดลายลึกลับบางอย่างสลักเอาไว้ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวิชาอย่างหนึ่ง
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”
ทันใดนั้น เสี่ยวเฉียงซึ่งซ่อนตัวอยู่ในถุงสัตว์เลี้ยงตลอดเวลา ก็โผล่หัวออกมา
สวี่หยางรับรู้ถึงข้อมูลของมัน ในช่องผาหินด้านหลัง มันพบสมบัติที่มีค่า นั่นคือ โอสถวิญญาณสองชนิด
สวี่หยางครุ่นคิดสักครู่ แล้วส่งเสียงบอกกล่าวเรื่องนี้กับเจ้าสาวผี
“เจ้าสัตว์ตัวน้อย จมูกไวดีจริง ๆ ถ้าอย่างนั้นเจ้าไปหยิบมาเถอะ”
เจ้าสาวผีไม่ใส่ใจนัก
สวี่หยางพยักหน้า เขาตั้งใจบอกเรื่องนี้กับเจ้าสาวผี เพื่อดูว่าตรงนั้นจะมีอันตรายหรือไม่
ในเมื่อนางอนุญาตให้หยิบมาได้ แสดงว่าไม่มีอันตราย
ซู่!!
หนูสุ่ยหลิงกระโจนออกไป เกาะอยู่บนผนังหิน แล้วมุดเข้าไปในซอกหินแห่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นเช่นนี้ หลี่เย่ก็มีสีหน้าสงสัย “หนูสุ่ยหลิงที่เจ้าเลี้ยงไว้กำลังทำอะไรอยู่”
“หาสมบัติ”
“ในซอกหิน หญ้าสักชุ่นยังไม่ขึ้นเลย จะมีสมบัติอะไรได้เล่า?” หลี่เย่เยาะเย้ย ก่อนจะด่าว่า “หนูโง่ ไปดูข้างหน้าดีกว่าว่ามีอะไรดี ๆ บ้าง ถ้าหาเจอก็อย่าลืมให้ผู้อาวุโสเกา”
เสี่ยวเฉียงไม่ฟังคำของเขาอยู่แล้ว มันมุดเข้าไปในซอกหิน แล้วก็แทะอะไรบางอย่างอยู่
“หวังต้าเป่า เจ้าหนูสุ่ยหลิงตัวนี้เจอของอะไรมาจริง ๆ เรอะ” ได้ยินเช่นนี้แล้ว หลี่เย่ก็อดสงสัยขึ้นมาไม่ได้
“หนูของข้าหาของเก่งนัก” สวี่หยางเหลือบมองเขาหนึ่งที
ไม่นานนัก
หนูสุ่ยหลิงก็คาบพืชวิญญาณสีเขียวสดมาสองต้น
“เป็นหญ้าเขียวอ่อนคุณภาพระดับสอง จัดเป็นยาสร้างจินตานชนิดหนึ่งเลยละ!!”
นักปรุงยาผู้หนึ่งตาเป็นประกาย
เขาอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย จึงกำลังหาวัตถุดิบสำหรับยาสร้างจินตานอยู่พอดี
ตอนนี้หลี่เย่ยังใช้ยาสร้างจินตานไม่ได้ แต่หญ้าเขียวอ่อนนี้ก็มีค่าไม่น้อยเหมือนกัน
เขาหรี่ตามองสิ่งของในมือสวี่หยางตาไม่กะพริบ
“ในมือเจ้ามีสองต้นแล้ว ให้ข้ามาสักต้นเถอะ!!”
สายตาของหลี่เย่มีประกายวิบวับ เขายื่นมือจะหยิบของในมือสวี่หยาง
แต่สวี่หยางกลับเก็บหญ้าใส่ถุงเก็บของทันที
“ของสิ่งนี้ สัตว์เลี้ยงของข้าเป็นผู้หา ท่านหลี่เย่อย่าได้คิด”
“หวังต้าเป่า อย่าลืมเงื่อนไขที่เราตกลงกันไว้ สามต่อเจ็ด!! พวกเจ้าทั้งสอง แบ่งได้เพียงสามส่วนเท่านั้น!!”
หลี่เย่หน้าดำคร่ำเครียดพูดขึ้น
หากไม่เกรงเจ้าสาวผีอยู่ละก็ เขาคงสังหารสวี่หยางไปนานแล้ว
“ฮ่า ๆ ๆ แบ่งของเป็นสามต่อเจ็ด แต่ตอนนี้ยังไม่ได้แบ่ง ข้าจะถือไว้เอง” สวี่หยางตอบอย่างไม่กลัวเกรง
“เจ้าจะเอาหรือ?!”
หลี่เย่โกรธจัด “ไอ้ขอบเขตสร้างรากฐานกระจอกเช่นเจ้า จะมาท้าทายเจี่ยตาน อย่างข้าหรือ!!”
เขากล้าดีอย่างไร
ทันทีที่พูดจบ กลิ่นอายของเจี่ยตานก็แผ่ปกคลุมสวี่หยาง
“พรึบ!!”
ในพริบตา กลิ่นอายพลังยุทธ์ของเจ้าสาวผีก็มุ่งตรงไปที่คนผู้นั้น
“อืม? จินตาน…”
เพียงชั่วครู่ หลี่เย่สัมผัสได้ถึงพลังปราณที่แท้จริงของเจ้าสาวผี ซึ่งมิใช่ผู้บำเพ็ญขอบเขตเจินตาน หากแต่เป็นจินตาน
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป “เจ้าซ่อนพลังปราณไว้หรือ?!”
“สิ่งใดที่เรียกว่าซ่อนพลังปราณ?” เจ้าสาวผีหัวเราะอย่างดูถูก “พวกเจ้าเคยถามข้าก่อนหรือไม่”
สายตาของเกาหู่ถอนกลับจากหน้าผาหิน มองมาที่หลี่เย่ “พอแล้ว ไม่ใช่แค่โอสถวิญญาณสองชนิดเท่านั้น ไม่ว่าพวกเราจะได้สมบัติใดมาในภายหลัง ก็ต้องรอให้ทุกคนเห็นพ้องต้องกันก่อนจึงจะเก็บเอาไว้ได้ แต่ว่า…”
เขาเปลี่ยนคำพูด ก่อนจะหันไปทางสวี่หยาง “หวังต้าเป่า ครั้งนี้เป็นบทเรียน ต่อไปไม่ว่าจะได้สมบัติใดมา ก็ต้องแบ่งปันกัน”
สวี่หยางก้มหัวลง “ได้”
ขอตอบตกลงไปก่อนแล้วกัน ส่วนตอนหลังจะเป็นอย่างไร คงต้องวัดกันที่ฝีมือ
“ท่านผู้อาวุโส ลวดลายบนผนังถ้ำนี้คือสิ่งใด” หลี่เย่ถามขึ้นในเวลานี้
“เป็นเรื่องราวของเจ้าของถ้ำฝึกตน และเป็นคำเตือนสำหรับผู้ที่เข้ามาว่าให้จากไป เพราะสมบัติภายในล้วนเป็นของทายาท ส่วนผู้ที่มิใช่สายเลือด หากฝืนฝ่าเข้าไป จะต้องเจอกับค่ายกลสังหารและตายสิ้น”
เกาหู่กล่าว
“ที่แห่งนี้คงมีอายุเป็นหมื่นปีแล้วกระมัง ทายาทของเขาก็คงสูญพันธุ์ไปแล้ว”
หลี่เย่กล่าววิเคราะห์
เกาหู่ส่ายหัว “อย่าพูดจาส่งเดช ผู้ที่เป็นยอดฝีมือเช่นนี้แม้จะตายไปแล้วก็มิใช่ผู้ที่เราสามารถหยามได้”
เกาหู่พูดไปพลางหันมายิ้มให้สวี่หยาง “สหาย ข้าสังเกตเห็นว่าบนตัวของเจ้ามีกลิ่นอายของสัตว์อสูรสองตัว”
สวี่หยางไม่ปิดบัง เขาพยักหน้า “ข้าเลี้ยงสัตว์อสูรไว้สองตัว มีพลังการต่อสู้ธรรมดา ส่วนใหญ่ใช้ในการหาสมุนไพร”
“เอาไว้ใช้สำรวจแทนหุ่นเชิดดีกว่า ค่ายกลบางอย่างจะมีผลต่อร่างที่มีเลือดเนื้อเท่านั้น หุ่นเชิดทำอะไรไม่ได้”
เกาหู่กล่าวอธิบาย
“จี๊ด จี๊ด”
“จี๊ด จี๊ด”
เหล่าหนูสุ่ยหลิงทั้งสองตัวเมื่อได้ยินดังนั้นก็ร้องประท้วงอย่างกระวนกระวายในถุงสัตว์เลี้ยง
สวี่หยางเองก็ขมวดคิ้ว
คิดจะแตะต้องสัตว์เลี้ยงของข้าอย่างนั้นหรือ?
“เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!” สวี่หยางปฏิเสธทันที
สีหน้าของเกาหู่เปลี่ยนไป “คนที่เข้ามายังที่แห่งนี้ ล้วนต้องมีส่วนร่วมในการอุทิศตน หวังต้าเป่า เจ้าห้ามละเลยหน้าที่!”
“หากพบอันตราย ข้าจะช่วยเหลือ แต่จะไม่มีวันยอมให้สัตว์อสูรของข้าต้องเสี่ยงอันตราย” สวี่หยางยังคงส่ายหัว เมื่อเผชิญหน้ากับการข่มขู่ของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตาน เขาก็ไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย
เจ้าสาวผีมองอยู่ด้านข้างด้วยความฉงนใจ
หวังต้าเป่าผู้นี้ถูกสะกดจิตจริง ๆ หรือไม่?
ผู้ที่กล้าพูดคำเหล่านี้ออกมา ล้วนเป็นผู้ที่มีพลังปราณอันแข็งแกร่ง
ในตอนนี้ นางยิ่งอยากรู้จักสวี่หยางมากขึ้นไปอีก