ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 306 การวางแผน
บทที่ 306 การวางแผน
“ใช่แล้ว หวังต้าเป่าเป็นคนของข้า สัตว์เลี้ยงของเขาก็เป็นของเขา ไม่มีใครสามารถบังคับให้เขาทำอะไรได้”
ในที่สุดเจ้าสาวผีก็ออกมาพูด
ตอนนี้ทุกคนที่นี่ต่างยืนยันว่า เจ้าสาวผีคือผู้มีพลังปราณขอบเขตจินตาน
เกาหู่รู้สึกเกรงกลัวนางอย่างมาก และยังรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ปล่อยให้นางเข้าร่วม!
แต่เมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เขาก็ทำได้เพียงแค่กลืนความรู้สึกขุ่นเคืองนี้ลงไป
ใบหน้าของชายชราปรากฏรอยยิ้ม พยักหน้าตอบ “ได้ สหายเต๋าหงพูดเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้นก็ลืมมันไปเถอะ”
ขบวนยังคงเดินต่อไป
เมื่อหนูสุ่ยหลิงวิ่งไปที่ใดเป็นครั้งคราว กลุ่มผู้บำเพ็ญมนุษย์ก็จะตรวจสอบทุกครั้ง จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีสมบัติอะไร แล้วจากไปด้วยความผิดหวัง
พวกเขาต่างด่าหนูสุ่ยหลิงสองตัวในใจว่า เหตุใดจึงต้องเดินไปเดินมาอย่างไร้จุดหมาย ทำให้พวกเขากังวลตามไปด้วย กลัวว่าจะพลาดสมบัติชิ้นใหญ่ไป
ในไม่ช้า
หุ่นเชิดแมวก็เข้าไปในพื้นที่ขนาดใหญ่ ใจกลางพื้นที่นั้นมีบ่อน้ำสีเขียวมรกต
ทันทีที่เข้าใกล้ขอบบ่อน้ำ หุ่นเชิดก็ดูเหมือนจะเจอกับแรงดันบางอย่าง เป็นแรงดันที่มองไม่เห็น บดขยี้ให้หุ่นเชิดแมวกลายเป็นผงในทันที
“ข้าคือ… จักรพรรดิแห่งโลกมนุษย์ พวกเจ้าได้บุกรุกเข้ามายังดินแดนนี้ และได้กระทำความผิดร้ายแรง รีบจากไปเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นจะต้องถูกสลายวิญญาณ!”
ดูเหมือนจะมีเสียงลอยมาตรงด้านหน้าบ่อน้ำ
“เป็นเสียงหลอกของค่ายกลเท่านั้น ไม่ต้องสนใจ หากยิ่งสนใจ ค่ายกลก็จะยิ่งมีอานุภาพมากขึ้น”
เกาหู่เอ่ยจบ ก็สั่งให้คนทำหุ่นเชิดสองคนปล่อยให้หุ่นเชิดสองตัวที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเข้าประจัญ
หุ่นเชิดสองตัวนี้ยืนหยัดได้นานกว่า
จากนั้นก็เริ่มโจมตีค่ายกลแห่งนี้
หลี่เย่นำหน้า และตามด้วยปรมาจารย์ค่ายกลสองคน พวกเขาใช้ยันต์ทะลวงค่ายกลบ้าง ใช้กระดานค่ายกลทำลายบ้าง
ต้องยอมรับ แม้ว่าหลี่เย่ผู้นี้จะมีอารมณ์ฉุนเฉียวไปบ้าง แต่ความรู้เรื่องค่ายกลนั้นโดดเด่นยิ่ง
ภายใต้การแก้ไขของเขา สวี่หยางรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพลังปราณของค่ายกลนั้นลดลงไป
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม
หลี่เย่มีเหงื่อโทรมกาย
สองปรมาจารย์ค่ายกลเบื้องหลังยิ่งเหนื่อยจนแทบหมดแรง
การทำลายค่ายกลเช่นนี้มิใช่เรื่องง่าย เป็นการใช้จิตปราณและพลังวิญญาณอย่างมาก
แต่ดูจากท่าทางที่ตื่นเต้นของหลี่เย่แล้ว สวี่หยางคาดเดาว่าค่ายกลจะถูกทำลายในเร็ว ๆ นี้
“หวังต้าเป่า เมื่อค่ายกลถูกทำลายแล้ว ให้รีบตามข้าลงไปในบ่อน้ำ!”
ทันใดนั้น เสียงกระแสจิตของเจ้าสาวผีก็ส่งมา
สวี่หยางใจเต้นตึกตัก
“ท่านผู้อาวุโส ท่านมีแผนที่ค่ายกลของที่นี่จริงหรือ”
สวี่หยางถาม
“ใช่แล้ว ค่ายกลเหนือบ่อน้ำแห่งนี้เป็นเพียงระดับหนึ่ง การจะทลายค่ายกลจริง ๆ ต้องใช้เวลาอยู่บ้าง ส่วนด้านล่างใต้น้ำยังมีอีกระดับหนึ่ง ข้าได้เตรียมกระดานค่ายกลสำหรับทลายค่ายกลเอาไว้แล้ว ตามข้าเข้าไป เมื่อถึงเวลานั้น ทรัพย์สมบัติที่นี่จะเป็นของข้าทั้งหมด… อืม ส่วนเจ้าก็แค่รักษาข้าต่อไป ข้าจะไม่ให้เจ้าเสียเที่ยว!”
“ได้” สวี่หยางตอบรับโดยธรรมชาติ
ปัง!!
ค่ายกลเบื้องหน้าเหนือบ่อน้ำในตอนนี้ก็ได้แตกสลายลงไปในบัดดล
คลื่นพลังที่มองไม่เห็นแผ่กระจายออกมาจากโดยรอบ
“ฮ่า ๆ ๆ เก่งมาก ท่านผู้อาวุโสทลายค่ายกลสำเร็จแล้ว”
“ฟุบ!” หลี่เย่ล้มนั่งลงกับพื้น
“หวังต้าเป่าบุกเข้าไป!”
เมื่อเจ้าสาวผีพูดจบ ร่างของนางก็พุ่งออกไปด้านหน้า
วูบ!
สวี่หยางรีบตามไปข้างหลัง
ในไม่ช้าพวกเขาทั้งสองก็มาถึงด้านหลังหลี่เย่
หลี่เย่หรี่ตามองอย่างจดจ้อง หันหลังกลับโดยสัญชาตญาณ และเห็นว่าสวี่หยางกำลังยกฝ่ามือเข้ามาหาเขา!
“เจ้า เจ้าช่างกล้าดี!”
หลี่เย่ตกใจปนโกรธ คนผู้นี้กล้าลอบโจมตี
“ปัง!”
ฝ่ามือที่รุนแรงฟาดลงไปที่ใบหน้าของหลี่เย่
“กึก!”
หลี่เย่ล้มลงกับพื้น สมองแตกกระจาย
ถึงแม้หลี่เย่จะเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตาน แต่เขาเพิ่งสูญเสียพลังไปอย่างมหาศาล และไม่มีการป้องกันใด ๆ เลย สวี่หยางจึงฉวยโอกาสฆ่าเขาได้ในทันที
“เจ้ากำลังรนหาที่ตาย!”
เมื่อเห็นฉากนี้ เกาหู่โกรธมาก
ในเวลาเดียวกัน เขาก็ค้นพบกลิ่นอายที่แท้จริงของเจ้าสาวผีที่แผ่ออกมา
“เจ้าสาวผี เฉินซือซือ!! เป็นเจ้าสินะ”
พรึบ!
เจ้าสาวผีถอดหน้ากากออก แล้วหันมามอง “ครืน ครืน ครืน!!!”
นางฟาดฝ่ามือลงไปหลายครั้ง พื้นที่บริเวณนี้เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
“เกาหู่ เจ้าวางแผนคิดร้ายก่อน คราวนี้ถือว่าเสมอกันแล้ว ฮ่า ๆ ๆ…”
“ช่างน่าชังนัก”
เห็นสวี่หยางและเฉินซือซือกระโจนลงบ่อน้ำแล้ว เกาหู่ก็ปรารถนาจะตามไป
เมื่อสวี่หยางและเฉินซือซือลงไปในน้ำแล้ว ทั้งสองคนก็ถูกค่ายกลแห่งหนึ่งใต้น้ำดูดกลืนลงไปทันที
แต่เมื่อสวี่เย่ลงไปตาม เขาก็ประสบกับพลังแปลกประหลาดที่ขัดขวางเขาไว้ด้านนอก
“ช่างน่าชังนัก ที่นี่ยังมีค่ายกลอีกหรือ!! พวกเจ้าทั้งสอง รีบมาทำลายมันให้ข้าเดี๋ยวนี้”
เกาหู่จ้องมองผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานทั้งสองด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานทั้งสองคร่ำครวญอย่างลับ ๆ
การทำลายค่ายกลในตอนนี้พวกเขาได้สูญเสียพลังปราณไปเป็นจำนวนมากแล้ว ตอนนี้ยังจะเหลือแรงอีกหรือ
แต่พวกเขาก็ไม่กล้าปฏิเสธเมื่อเห็นสายตาที่กระหายราวกับมนุษย์กินคนของเกาหู่ พวกเขาจึงต้องฝืนใจทำ
“เจ้าสาวผี เฉินซือซือ!! กลับกลายเป็นเจ้าเองหรือ เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร…”
เกาหู่มองดูผิวน้ำที่มืดมิด ในช่วงเวลาสั้น ๆ สีหน้าของเขามืดครึ้มจนเกือบจะหยดน้ำออกมาได้
เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่พบกับเฉินซือซือเมื่อครู่ เขาก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองโง่เขลาเสียจริง
ไม่น่าเชื่อว่าเขากลับวางใจนางถึงเพียงนั้น!
“แต่ดูเหมือนว่าพลังปราณที่แท้จริงของเฉินซือซือจะลดลงอย่างรุนแรง และดูอ่อนแอกว่าข้ามาก หากเผชิญหน้ากับนางตรง ๆ ข้าก็มั่นใจว่าจะเอาชนะนางได้”
เขาเหลียวมองร่างไร้วิญญาณของหลี่เย่บนพื้น แล้วหมุนกายมานั่งขัดสมาธิ แล้วเริ่มพักผ่อน
…………
ในยามนี้
สวี่หยางและเจ้าสาวผีมาอยู่เบื้องหน้าพระราชวังใหญ่โตแห่งหนึ่งแล้ว
ที่นี่มิใช่ใต้บ่อน้ำ
หากแต่คล้ายกับมิติพิเศษเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
เบื้องหน้ามีประตูสำริดขนาดใหญ่ที่แผ่กลิ่นหอมของยาออกมาจากภายใน
อย่างไรก็ดี ที่หน้าประตูมีพลังอันแข็งแกร่งแผ่กระจายอยู่ หากใช้พละกำลังล้วน ๆ ก็ยากนักที่จะเปิดออก
“หวังต้าเป่า เจ้าโหดเหี้ยมนักที่ลงมือสังหารหลี่เย่โดยตรง” เจ้าสาวผีจ้องเขม็งไปที่สวี่หยาง และรู้สึกว่าเขาไม่ธรรมดา
“มิอาจทำอย่างอื่นได้ หลี่เย่เป็นถึงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตาน ข้ากังวลว่าหากเขาอยู่ต่อไป ก็จะสามารถทลายค่ายกลได้ ดังนั้นจึงใช้โอกาสนี้กำจัดเขาเสีย”
“เห็นได้ว่าเจ้ามีประสบการณ์ในการต่อสู้และความเร็วในการลงมือที่ยอดเยี่ยม มิแปลกใจเลยว่าเจ้าจะสามารถฝึกฝนจนก้าวขึ้นสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงสุดในฐานะผู้บำเพ็ญอิสระ” เจ้าสาวผีพยักหน้าเล็กน้อย
“ชื่อแท้จริงของท่านผู้อาวุโสคือเฉินซือซือกระนั้นหรือ” สวี่หยางมองไปที่เจ้าสาวผี คิดใคร่ครวญว่าเหตุใดนางจึงมีฉายาเช่นนั้น
“สิ่งที่ไม่ควรถามก็อย่าถาม”
ดวงตาของเฉินซือซือมีประกายวาบขึ้นเล็กน้อย นางเงยหน้ามองไปยังประตูสำริดขนาดมหึมาเบื้องหน้า
“ถึงแม้ว่าข้าจะมีแผนที่ของที่นี่อยู่ในมือ แต่ก็ยังต้องระมัดระวังไว้บ้าง เผื่อจะเจอเรื่องยุ่งยาก”
“ได้ หากข้างหน้าจะมีอันตรายใด บอกข้าล่วงหน้าด้วย จะได้มีวิธีรับมือ!!”
สวี่หยางกล่าวอย่างจริงจัง
“เจ้าดูแปลก ๆ ไป…”
เฉินซือซือมองไปยังใบหน้าสุดเจ้าเล่ห์ของสวี่หยาง นางรู้สึกว่าพลังปราณของสวี่หยางช่างแตกต่างไปจากเดิมมาก
ไม่เหมือนกับผู้ที่ถูกสะกดจิต
‘หรือว่าการต่อสู้เมื่อครู่ จะทำให้สติของเขาฟื้นคืนมาบ้างแล้ว?’
‘ช่างเถอะ ตอนนี้ก็ไม่มีศัตรูอยู่รอบ ๆ ตัว ต่อให้หวังต้าเป่าผู้นี้ฟื้นสติ ก็ไม่เป็นไร’
ตอนนี้สำหรับเฉินซือซือแล้ว แค่สวี่หยางเชื่อฟังนางก็พอ
หลังจากพูดคุยกันสั้น ๆ เฉินซือซือก็ลุกขึ้น เดินไปตามภาพแผนที่ค่ายกลในหัวของนางไปทั่วทั้งพระราชวังใหญ่โตแห่งนี้
สวี่หยางได้รู้จากปากของนางเมื่อครู่แล้วว่าภาพแผนที่ค่ายกลที่นี่ล้วนอยู่ในหัวของนาง ดังนั้นตราบใดที่เดินตามนาง เขาก็จะปลอดภัย
ถึงกระนั้น การจะทลายค่ายกลที่นี่ก็ต้องใช้พลังยุทธ์ของนางไปมากทีเดียว
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เฉินซือซือก็อ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรงอย่างมาก
“หวังต้าเป่ารีบรักษาข้าเดี๋ยวนี้ ข้าต้องฟื้นฟูร่างกายเสียหน่อย”
ยามนี้สวี่หยางได้งัดเอาความสามารถออกมาใช้จนหมดสิ้น เขาพยักหน้าแล้วก้าวเข้ามา กระตุ้นพลังพฤกษาของตน ช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายของเฉินซือซือ
“หวังต้าเป่า เจ้ามีฝีมือในการรักษาเยี่ยงนี้ นับเป็นยอดฝีมือเลยทีเดียว หากเจ้าเข้ามาในสำนักมารของข้า ข้าจะให้ยาสร้างจินตานหนึ่งเม็ดแก่เจ้า อนาคตเจ้าจะบรรลุขอบเขตเจี่ยตานได้อย่างแน่นอน”
เฉินซือซือรู้สึกสบายตัวขึ้น กายผ่อนทลาย และพูดคุยกับสวี่หยาง
นางไม่เพียงรู้สึกว่าอาการบาดเจ็บที่ร่างกายฟื้นฟู แต่ยังรู้สึกว่าวิชามารที่ตนฝึกฝนมา ได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยพลังพฤกษาเช่นนี้ ทำให้อารมณ์โกรธบรรเทาลงไปมาก
สิ่งนี้มีประโยชน์ต่อนางมาก เพราะผู้ที่ฝึกฝนวิชามารมีจำนวนมาก และการบรรลุขอบเขตจินตานก็ถือเป็นขีดจำกัดสูงสุดแล้ว
เนื่องจากการฝึกวิชามารนั้น อารมณ์โกรธจะส่งผลต่อจิตใจ ยิ่งมีระดับสูงก็ยิ่งจะได้รับผลกระทบมาก จึงมีน้อยนักที่จะก้าวสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้
เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์และจิตใจที่แน่วแน่เป็นพิเศษ จึงจะสามารถฝึกวิชามารจนบรรลุขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้
พลังธาตุของสวี่หยางช่วยกล่อมเกลาอารมณ์โกรธของนาง ความรู้สึกนี้ทำให้นางสบายใจเป็นอย่างมาก จึงมีความคิดที่จะชักชวนสวี่หยางมาร่วมสำนักตน
“ตกลง” สวี่หยางพยักหน้าโดยไม่ลังเล
อย่างน้อยก็ต้องตอบรับไว้ก่อน
ไม่นานนัก เฉินซือซือก็ฟื้นฟูร่างกายเกือบเต็มที่แล้ว นางจึงเริ่มทำลายค่ายกลอีกครั้ง
ว่ากันว่าการทำลายค่ายกลนั้น จริง ๆ แล้วคือการเดินตามเส้นทาง ไปบนเส้นทางที่ปลอดภัยของค่ายกล ซึ่งจะไม่ไปกระตุ้นกลไกของค่ายกลขึ้น
ด้วยวิธีนี้จึงสามารถผลักประตูสำริดออก
ภายในปรากฏเป็นห้องเก็บยาอันล้ำค่า มีการจัดเรียงตู้ยามากมายนับร้อย
น่าเสียดายที่เวลายาวนานเกินไป
ฤทธิ์ยาของสมุนไพรในตู้ยาหลาย ๆ ตู้ที่นี่ได้หมดไปแล้ว
“ม่านพลังงานชั่วคราวนี้มีพลังควบคุมกาลเวลาบางอย่าง สมุนไพรจึงอยู่ได้เป็นเวลานาน แต่น่าเสียดายที่ระยะถึงหมื่นปีนั้นยาวนานเกินไป ทำให้สมุนไพรที่นี่สูญเสียสรรพคุณไปแล้ว”
เฉินซือซือมองไปยังตู้ยามากมายที่เต็มไปด้วยสมุนไพรที่เหี่ยวเฉาและเน่าเปื่อย แล้วแอบเสียดาย
ทว่า ยาอมฤตบางอย่างที่บรรจุในขวดพิเศษ กลับไม่สูญเสียสรรพคุณไปมากนัก
“ยาสร้างรากฐานมีมากถึงร้อยกว่าเม็ด”
สวี่หยางสังเกตเห็นสิ่งของในตู้ยาตู้หนึ่งแล้วแอบโอดครวญ
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ในยุคโบราณร่ำรวยกันถึงเพียงนี้เลยหรือ
น่าเสียดายที่ยาสร้างรากฐาน แม้จะมีมากแต่สรรพคุณก็ลดลงไปกว่าครึ่ง
ตอนนี้คงได้แค่ยาสร้างรากฐานคุณภาพแย่เท่านั้น
เฉินซือซือไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้มากนัก เพียงแค่บอกกับสวี่หยางว่านางจะเอาไปเอง
“ท่านผู้อาวุโสต้องการค้นหาสิ่งใดหรือไม่ ข้าอาจจะช่วยได้”
สวี่หยางถาม
“ข้าต้องการหายาบรรลุจินตานหรือยาอมฤตระดับ สี่ถ้าพบก็จงมอบให้ข้า”
“ยาบรรลุจินตาน…”
สวี่หยางพยักหน้าเล็กน้อย เขาเตรียมใจไว้แล้ว
การสร้างรากฐาน เป็นการเตรียมตัวสำหรับการสร้างจินตาน และการสร้างจินตาน เป็นการเตรียมตัวสำหรับการบรรลุจินตาน
“ที่นี่มีของดีมากมายเช่นนี้ น่าจะมียาบรรลุจินตาน”
สวี่หยางแอบคิดในใจ
เขาคิดว่า หากมียาบรรลุจินตานจริง ๆ เขาจะต้องคว้าไว้ให้ได้
ตอนนี้เขาอาจจะยังใช้ไม่ได้ แต่เขาสามารถให้เหอซีเสวี่ยใช้ได้
ในอนาคตหากมีภรรยาขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดสักคนคงจะฟินน่าดู
สวี่หยางปล่อยหนูสุ่ยหลิงสองตัวให้ไปช่วยกันหาอีกแรง
หลังจากที่ค้นหาในห้องเก็บยาที่ใหญ่โตไปสักพัก สุดท้ายสวี่หยางก็เจอกับของดี ๆ
ยาสมุนไพรระดับสี่หรือแม้แต่ระดับห้า
ในจำนวนนั้นมีบัวหิมะที่เขากำลังมองหา ซึ่งเขาค้นพบถึงสามต้น
แม้ว่าสรรพคุณจะหายไปถึงสามส่วนก็ตาม แต่ปริมาณก็ทดแทนสรรพคุณที่หายไปได้ จึงยังมีประโยชน์อยู่
สวี่หยางดีใจมาก
การมาในครั้งนี้คุ้มค่าแล้ว แม้จะยังไม่พบไข่มุกวารีระดับสาม แต่ก็ได้บัวหิมะแทนแล้ว
“หวังต้าเป่า เจ้าเก็บเกี่ยวได้ดีนัก เพิ่งเจอของวิเศษอะไรมาล่ะ?”
จู่ ๆ เสียงของเฉินซือซือก็ลอยมา
นางมองสวี่หยางแล้วยื่นมือไป “ให้ข้าดูหน่อย”
สวี่หยางไม่พูดพร่ำทำเพลงใด ๆ หยิบบัวหิมะระดับห้าออกมาให้ดู
“บัวหิมะเทียนซานระดับห้า ไม่เลวเลย ถือว่ามีประโยชน์ต่อข้ามาก เอาให้ข้าเถอะ”
เฉินซือซือใช้เคล็ดครอบงำจิตใจ นางจ้องมองสวี่หยางด้วยสายตาอันแผดเผา
“ได้”
สวี่หยางส่งให้โดยตรง
ตอนนี้จะให้พลิกหน้าก็ไม่เหมาะ เพราะต้องพึ่งพาเฉินซือซือออกจากที่นี่
เมื่อใดที่ออกไปแล้ว ของบนตัวเฉินซือซือ ล้วนเป็นของเขา!!
เฉินซือซือเห็นสวี่หยางไม่ขัดขืน นางจึงพยักหน้าอย่างพอใจ แล้วถามว่า “เจ้าต้องการบัวหิมะไปทำไมกัน ด้วยพลังปราณขอบเขตสร้างรากฐานของเจ้า ยังไม่จำเป็นต้องใช้ของชิ้นนี้มิใช่หรือ?”
“ภรรยาของข้าต้องการเพื่อใช้รักษา”
“เจ้ามีภรรยาแล้วรึ”
“ใช่”
“เจ้าช่างรักภรรยาเหลือเกิน เดี๋ยวข้าจะให้เจ้าอีกต้นหนึ่ง”
“ขอบคุณ”
ทั้งสองคนช่วยกันตามหาต่อไป
จู่ ๆ เสี่ยวเฉียงกับเสี่ยวป๋าย หนูสุ่ยหลิงสองตัวก็ไม่รู้ว่าทะเลาะอะไรกัน
ทันใดนั้น สวี่หยางก็เห็นเสี่ยวเฉียงคาบวัตถุทรงกลมรีสีแดงวิ่งกลับมาทางเขา
“อ๊ะ นี่มันแก่นอสูรนี่นา!!”
เมื่อรับรู้ได้ถึงพลังอสูรอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากแก่นอสูรนี้แล้ว สวี่หยางก็พยักหน้าเบา ๆ
แก่นอสูรนั้นมีแต่เพียงอสูรร้ายระดับสามเท่านั้นที่สามารถสร้างขึ้นได้
เมื่อสัตว์อสูรกินเข้าไป จะช่วยเพิ่มสายเลือดพลังอสูรและเสริมรากฐานให้แก่สัตว์อสูรเป็นอย่างมาก
อย่างเช่น เสี่ยวเฉียง เดิมทีมีสายเลือดระดับสองเท่านั้น แต่หากกินแก่นอสูรเม็ดนี้เข้าไปก็จะสามารถยกระดับขึ้นเป็นสายเลือดระดับสามได้
เช่นนั้นแล้ว อนาคตของเสี่ยวเฉียงในการก้าวเข้าสู่การเป็นอสูรร้ายระดับสามก็จะง่ายดายยิ่งขึ้น
ไม่แปลกใจเลยที่หนูสุ่ยหลิงตัวน้อยทั้งสองถึงได้ตื่นเต้นและอยากแย่งชิงแก่นอสูรนี้ไปเป็นของตนเองขนาดนี้
“อย่าแย่งกันเลย!!” สวี่หยางเก็บแก่นอสูร แล้วตัดสินใจว่าจะแบ่งให้เหล่าสัตว์อสูรเมื่อออกไปข้างนอก
ส่วนเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นในที่นี้ เฉินซือซือไม่ได้สนใจนัก
ตอนนี้ นางให้ความสนใจไปยังตู้ยาสีดำที่ซุกซ่อนอยู่ด้านในสุด
หลังจากที่นางเปิดตู้ยานั้น พลังของยาอันมหาศาลก็แผ่ออกมา ทำให้นางตื่นเต้นจนตัวสั่น
“ยาบรรลุจินตาน!”
“ที่แห่งนี้ แน่นอนว่ามียาบรรลุจินตานอยู่จริง ๆ”