ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 308 ควบคุม ผู้บำเพ็ญมารขอบเขตจินตานผู้ยิ่งใหญ่
บทที่ 308 ควบคุม ผู้บำเพ็ญมารขอบเขตจินตานผู้ยิ่งใหญ่
“เจ้า…”
เฉินซือซือเอามือปิดหน้า นางจ้องเขม็งสวี่หยางอย่างเคียดแค้น “เจ้ากล้าลอบโจมตีข้า!”
“ผู้อาวุโส มิใช่ท่านที่ให้ข้าโจมตีท่านเองหรอกหรือ”
“อย่ามาตีหน้าซื่อตาใส ข้าพลาดท่าเสียแล้ว เจ้าเป็นแค่ขอบเขตสร้างรากฐาน กล้าดีอย่างไรมาตีข้า”
“ผู้อาวุโส ข้าหวังต้าเป่าขอบคุณท่านที่พาข้ามาที่นี่ ทำให้ข้าได้รับทรัพย์สมบัติมากมาย ต่อไปถึงตาที่ท่านต้องช่วยข้าแล้ว”
สวี่หยางยิ้มจาง ๆ ก้าวเดินเข้าไปหาเฉินซือซือ
“เจ้าช่างกล้าหาญนัก ควรรู้ไว้ว่าที่เจ้าสังหารเกาหู่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้าอยู่ที่นี่ คอยแบ่งเบาแรงกดดันให้เจ้า!! หากปราศจากข้า เจ้าจะรับมือได้หรือ”
เฉินซือซือกล่าวด้วยใบหน้าซีดเผือด และไอออกมาอย่างรุนแรง
ทันใดนั้น นางก็กระอักเลือดสีดำลงบนผิวน้ำ เลือดปนไปกับก้อนน้ำแข็ง จมลงสู่เบื้องล่าง
การต่อสู้เมื่อครู่ ทำให้อาการบาดเจ็บของนางกำเริบ สภาพจึงไม่สู้ดีนัก
มิเช่นนั้น นางคงลงมือกับสวี่หยางไปนานแล้ว
เฉินซือซือก้มหน้า ปอยผมและหน้าม้าปิดบังแววตาของนาง นางเม้มปากยิ้ม ก่อนจะเงยหน้ามองสวี่หยาง แล้วกล่าวว่า “เช่นนั้น พวกเราร่วมมือกันหาทางออกจากที่นี่ รอให้ได้สมบัติแล้วจึงค่อยแบ่งกัน เจ้าเห็นเป็นเช่นไร”
บัดนี้ พลังปราณของนางลดลงอย่างมาก จึงต้องการถ่วงเวลา และหาโอกาสให้ตนเอง
หากพลังปราณฟื้นตัว แม้สวี่หยางจะมียันต์ศักดิ์สิทธิ์มากมายเพียงใดก็ไร้ประโยชน์
สวี่หยางหัวเราะเบา ๆ “แม่นางเฉิน เจ้าอย่าได้เห็นข้าเป็นคนโง่เลย”
เฉินซือซือหน้าบึ้งตึง “เช่นนั้นเจ้าต้องการจะเอาอย่างไร”
“ของที่นี่ ข้าต้องการทั้งหมด”
“ตูม!!”
เฉินซือซือเผยปราณสีดำพุ่งตรงไปที่ใบหน้าของสวี่หยาง
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไปตายเสีย”
คลื่นเสียงรุนแรงพุ่งเข้าใส่สวี่หยาง
สวี่หยางแค่นเสียงเย็นชา เร่งยันต์พันธนาการในภวังค์จิตของเฉินซือซือ
จิตใจของเฉินซือซือสั่นสะท้าน ทันใดนั้นก็มีความรู้สึกหนาวเย็นจนเจ็บปวดในภวังค์จิต
ราวกับว่าอุณหภูมิของทะเลลดลงอย่างกะทันหันนับครั้งไม่ถ้วน ทำให้นางไม่สามารถควบคุมจิตเทวะได้ตามใจ จนการโจมตีของนางกลายเป็นเรื่องตลก
“เจ้ากล้าทำเรื่องเช่นนี้กับข้า!!”
สีหน้าของเฉินซือซือเปลี่ยนไป นางรีบตั้งสติ ควบคุมจิตเทวะ ปกป้องภวังค์จิต
นางคิดว่าอย่างไรเสีย ตัวเองก็เป็นขอบเขตจินตานผู้ยิ่งใหญ่
ด้วยความแข็งแกร่งของจิตเทวะ นางอาจจะต้านทานได้
แต่ไม่นาน นางก็สิ้นหวัง
จิตเทวะของสวี่หยางเปรียบเสมือนมหาสมุทร ไม่ใช่อะไรที่นางจะต้านทานได้
เทียบได้กับร่างวิญญาณ!!
นางหน้าถอดสี “เป็นไปได้อย่างไร!!”
“ฟู่!”
ถัดมา นางกระอักโลหิต หน้ามืดตามัวล้มลงสู่ผืนน้ำ
ก่อนหน้านี้นางบาดเจ็บ วิญญาณเพิ่งถูกเล่นงาน ทำให้นางไม่สามารถต้านทานเคล็ดวิชาได้ จึงหมดสติไป
เห็นนางกำลังจะตกลงไปในน้ำ สวี่หยางจึงยื่นมือออกแล้วใช้พลังยุทธ์พยุงเฉินซือซือไว้
สวี่หยางหยิบถุงเก็บของของนาง แล้วพยักหน้าเล็กน้อย “การเดินทางครั้งนี้ได้กำไรมาก คงต้องไปจากที่นี่ก่อน”
เขานำเรือส่านหลิงเฟยออกมา ควบคุมหุ่นเชิดวานรทองแดงให้อุ้มเฉินซือซือไว้ แล้วสวี่หยางก็รีบออกจากที่นี่ไปอย่างรวดเร็ว
“ยาบรรลุจินตานสองเม็ด”
“ยาสร้างจินตานสองเม็ด”
“คุณภาพไม่เลว”
สวี่หยางยิ้มพลางพยักหน้า มองเฉินซือซือที่ยังคงหมดสติอยู่ ทันใดนั้นก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงนำบัวหิมะออกมา
“บัวหิมะสามต้น ของดี”
ในเวลานี้…
สวี่หยางได้ขับเคลื่อนเรือส่านหลิงเฟยกลับมายังเกาะเสี่ยวเย่อีกครั้ง
เขาใช้จิตเทวะตรวจสอบโดยรอบ พบว่าปลอดภัยดี
จากนั้น จึงมองไปยังร่างของเฉินซือซือที่นอนอยู่บนพื้น ก่อนจะเดินเข้าไปหา และลงมือเสริมยันต์พันธนาการบนร่างนางอีกชั้น
ด้วยระดับที่แข็งแกร่งขึ้น เฉินซือซือจะไม่สามารถขัดขืนได้อีก
…….
หนึ่งวันผ่านไป
เฉินซือซือผู้บริสุทธิ์งดงาม มุมปากมีเลือดไหล ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย ใบหน้างามเผยความเจ็บปวดออกมา
ตอนนี้นางอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ ไม่เพียงแต่บาดเจ็บทางร่างกาย แต่จิตเทวะยังได้รับผลกระทบอีกด้วย
แท้จริงแล้วนางรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าภวังค์จิตของนางมีปัญหา
ทว่าไร้เรี่ยวแรงที่จะขัดขืน ได้แต่ปล่อยให้สวี่หยางเข้าออกตามใจชอบ
“ใกล้จะตื่นแล้วหรือ?”
สวี่หยางจ้องมองไปยังหว่างคิ้วของเฉินซือซือที่ขมวดเข้าหากัน เขารู้สึกได้ว่า ลมปราณของนางเริ่มไม่คงที่
เหตุที่เขายังเก็บนางไว้ ก็เพราะสตรีผู้นี้มีประโยชน์มาก
อย่างไรเสีย นางก็เป็นผู้บำเพ็ญมารขอบเขตจินตาน การควบคุมนางก็เท่ากับว่าเขามีผู้คุ้มกันที่แข็งแกร่งอยู่เคียงข้าง
ประการที่สอง นางหาใช่หญิงสาวเลวร้าย
แม้เป็นผู้บำเพ็ญมาร แต่เขาตรวจดูถุงเก็บของของนางแล้ว ไม่พบเจอสิ่งของที่ใช้เลือดเนื้อในการบำเพ็ญเพียร
สุดท้าย เก็บนางไว้เพื่อสืบเรื่องราวของสำนักมารดีกว่า
หนึ่งชั่วยามผ่านไป
เฉินซือซือฟื้นขึ้นในที่สุด
ทันทีที่ลืมตา สิ่งแรกที่นางทำคือจ้องมองสวี่หยางด้วยความระแวดระวัง รวบรวมพลังยุทธ์ เตรียมพร้อมจู่โจมทุกเมื่อ
ทว่าร่างกายกลับส่งความเจ็บปวดราวกับจะฉีกขาด
ราวกับมีบางสิ่งฉีกกระชากทั่วร่าง ทำให้นางไม่อาจต้านทานได้
รับรู้ได้ถึงภวังค์จิตถูกกดลง พลังยุทธ์ในร่างกายล้วนได้รับผลกระทบ นางผู้เป็นถึงผู้บำเพ็ญมารขอบเขตจินตานจะทนได้อย่างไร?
เฉินซือซือรีบควานหาที่เอว เตรียมใช้ยันต์สังหารสวี่หยาง
แม้ต้องตายตกตามกันไป ก็ไม่เสียดาย!!
ทว่าเมื่อสัมผัสดู กลับไม่พบถุงเก็บของ
นางสิ้นหวังโดยสมบูรณ์ จ้องมองสวี่หยางแล้วเอ่ยถาม “เจ้าทำอะไรข้า”
ดวงตาสงบนิ่งไร้ระลอกของสวี่หยางมองตอบ “เตือนเจ้า อย่าดิ้นรน มิเช่นนั้น ยิ่งดิ้นรนเจ้าจะยิ่งทรมาน”
“แค่ก แค่ก แค่ก…”
เฉินซือซือไอสองสามครั้ง “เจ้า หมิ่นเกียรติข้า!”
“เกียรติ?”
สวี่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย “ว่าอย่างไร?”
“แสร้ง แสร้งอีก! ตอนข้าสลบ เจ้าทนความงามของข้าไหวรึ?”
เฉินซือซือมั่นใจในรูปโฉมของนางยิ่งนัก
ขณะเดียวกัน ความเจ็บปวดจากร่างกายท่อนล่าง ทำให้นางคิดว่าสวี่หยางต้องล่วงเกินนางแล้วแน่ ๆ
นางมิใช่หญิงบริสุทธิ์อีกต่อไป
สวี่หยาง “…”
หญิงผู้นี้มั่นใจในตนเองเกินไปแล้ว
สวี่หยางส่ายหน้ามองนางแล้วกล่าว “เจ้าคิดมากไปแล้ว ข้าเพียงรักษาเบื้องต้นให้เจ้าเท่านั้น มิได้ทำสิ่งใด”
“มิได้ทำ?”
“มิจำเป็นต้องหลอกเจ้า”
ได้รับคำตอบที่แน่ชัด แต่เฉินซือซือก็มีสีหน้าเคลือบแคลงเล็กน้อย
นางมองดูเสื้อผ้าของตนเอง ดูเหมือนมิได้มีร่องรอยของการถูกแตะต้อง
ลูกตากลมโตกลอกไปมา เฉินซือซือรีบฉีกยิ้มกว้าง “สหายเต๋า เราต่างมิได้มีเรื่องบาดหมางกันมิใช่หรือ? เช่นนั้นเจ้าช่วยข้า กำจัดข้อจำกัดในภวังค์จิตของข้าออกไป แล้วข้าจะจากไปทันที”
“เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ”
สวี่หยางส่ายหน้า รู้สึกว่านางช่างไร้เดียงสา
“เช่นนั้น เจ้าจะจัดการกับข้าอย่างไร” เฉินซือซือถามด้วยสีหน้าเย็นชา
นางคาดเดาความต้องการของสวี่หยาง จึงตัดสินใจทำตัวอ่อนหวานเพื่อผูกมิตรกับสวี่หยางก่อน
สวี่หยางกล่าวว่า “เจ้าวางใจเถิด หากเจ้าเชื่อฟัง ข้อจำกัดในภวังค์จิตของเจ้า ข้าจะไม่ปลดปล่อยมันออกมา เจ้าสามารถฝึกฝนและใช้ชีวิตต่อไปได้ ข้ายังสามารถช่วยรักษาเจ้า ให้เจ้ากลับสู่จุดสูงสุดได้”
แม้เฉินซือซือจะกลับคืนสู่จุดสูงสุด ก็ไม่อาจใช้พลังปราณของตนทำลายยันต์พันธนาการของเขาได้
“เช่นนั้นหรือ แล้วเจ้าต้องการให้ข้าทำสิ่งใด”
“ข้าต้องการทราบเรื่องราวของสำนักมาร ส่วนเรื่องอื่น… ข้ายังไม่แน่ใจ”
สวี่หยางส่ายหน้า แล้วถามว่า “ข้าขอถามเจ้าก่อน เจ้ามาจากที่ใด เหตุใดฉายาของเจ้าจึงเป็นเจ้าสาวผี”
“ข้ามาจากราชวงศ์หนาน และเป็นผู้บำเพ็ญอิสระอยู่ที่นั่น”
“ผู้บำเพ็ญอิสระหรือ” สวี่หยางมีสีหน้าแปลกใจ “ผู้บำเพ็ญอิสระสามารถบ่มเพาะจนถึงขอบเขตจินตานได้ เจ้าช่างเก่งกาจนัก แล้วเหตุใดเจ้าจึงได้ชื่อว่าเจ้าสาวผี”
“ครั้งหนึ่ง ข้าเคยแสร้งแต่งงานเพื่อจัดการศัตรู ในวันแต่งงาน ข้าสวมชุดเจ้าสาวสีแดง สังหารคนในตระกูลศัตรูจนหมดสิ้น ในปีนั้น ข้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น ต่อมาไม่รู้ว่าผู้ใดตั้งฉายาผู้บำเพ็ญมารนี้ให้ข้า”
สวี่หยางพยักหน้าเล็กน้อย
ไม่คิดเลยว่าเฉินซือซือจะเคยประสบเรื่องราวเช่นนั้นมาก่อน
เขาถามคำถามอีกเล็กน้อย สุดท้ายจึงถามถึงเรื่องราวระหว่างนางกับลี่เจี้ยนเจิ้น
“ข้ากับเขานั้นเป็นเพียงแค่การร่วมมือกัน เท่าที่จริงแล้วเรื่องสำนักมารของเขา ข้าก็ไม่ได้รู้เรื่องมากมายอะไรนัก เขาแค่ให้ตำแหน่งผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์แก่ข้า ต้องการให้ข้าทำงานให้เขา! เพียงแต่ข้าไม่ต้องการอยู่ใต้อาณัติของผู้ใด ข้าจึงมิได้ตอบตกลง”
“แล้วที่ตั้งของสำนักมารล่ะ?”
เฉินซือซือส่ายหน้า “ข้าไม่รู้จริง ๆ!”
สวี่หยางไม่ได้สนใจว่านางพูดโกหกหรือไม่ เขาพยักหน้ากล่าว “เฉินซือซือ ตอนนี้เจ้าคงจะโกรธข้ามากสินะ?”
“ข้าคงไม่กล้าโกรธ” เฉินซือซือกล่าวอย่างใจเย็น
“เจ้าจะโกรธข้าก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ข้ากับเจ้าไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกันชัดเจน ข้าสามารถรับรองได้อย่างหนึ่งว่า เมื่อข้าก้าวสู่ขอบเขตเจี่ยตานข้าจะคืนอิสรภาพให้แก่เจ้า” สวี่หยางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม เป็นการโยนขนมหวานให้แก่นาง
แม้ตอนนี้เขาจะสามารถควบคุมเฉินซือซือได้ แต่มิอาจล่วงรู้ความคิดที่แท้จริงของนางได้
เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากหญิงสาวผู้นี้ได้ จึงจำเป็นต้องให้รางวัลแก่นางบ้าง
มีเพียงการให้รู้สึกถึงความหวังในการมีชีวิตอยู่ จึงจะทำให้นางมีแรงผลักดัน ทำงานให้เขาได้!!
และเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
ดวงตาของเฉินซือซือเป็นประกาย “เจ้าพูดจริงหรือ?”
“แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง แต่เจ้าต้องทำตามสามข้อนี้ให้ได้”
“หนึ่ง ต้องรับรองว่าจะไม่ทำสิ่งที่เป็นภัยแก่ข้า”
“สอง หากมีเรื่องใดเกี่ยวกับสำนักมาร รวมถึงข่าวกรองสำคัญ ๆ จำเป็นต้องแจ้งแก่ข้า”
“สาม เชื่อฟัง ข้าให้เจ้าทำสิ่งใด ก็จงทำ!! แน่นอน แม่นางเฉินโปรดวางใจ ข้าเป็นสุภาพบุรุษ จะไม่บังคับให้เจ้าทำเรื่องชั่วช้าใด ๆ”
เฉินซือซือครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็ตอบตกลง
ไม่มีหนทางอื่น ตอนนี้นางเป็นดังปลาบนเขียง หากไม่ตกลงจะรับมืออย่างไรเล่า?
นางเห็นหวังต้าเป่าผู้นี้ไม่ได้ทำอะไรนางจริง ๆ จึงตัดสินใจตกลงไปก่อน พลังปราณฟื้นฟูเมื่อใด ค่อยคิจะแก้แค้นทีหลังก็ได้
“ข้าตกลง ข้าสามารถช่วยเจ้าได้ แต่เจ้าเป็นใครกันแน่? เจ้าเป็นบุตรลับ ๆ ของชิงหนิวเจินเหรินจริง ๆ หรือ?”
หากเป็นเช่นนั้นจริง นางติดตามหวังต้าเป่าไปก็ไม่เสียหายอะไร
เมื่อคิดว่าขณะนี้สามารถควบคุมเฉินซือซือได้แล้ว การเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงก็ไม่มีอะไรเสียหาย
ท้ายที่สุด หากติดต่อกันในภายหลัง นางก็จะรู้ตัวตนของเขาอยู่ดี
สวี่หยางจึงถอดหน้ากากออก
เฉินซือซือตกตะลึง ร้องออกมาว่า “ท่านคือเซียนผู้ยิ่งใหญ่!!”
สวี่หยาง “…”
สวี่หยางตระหนักได้ว่าลี่เจี้ยนเจิ้นคงบอกเรื่องที่เขาเป็นเซียนผู้ยิ่งใหญ่ออกไปแล้ว
เช่นนี้จะทำอย่างไรดี?
มองดูท่าทีชื่นชมของเฉินซือซือ สวี่หยางกัดฟันตัดสินใจแสร้งทำต่อไป
“ฮ่า ๆ ดูท่าลี่เจี้ยนเจิ้นบอกเรื่องข้าแก่เจ้าแล้วสินะ?”
สวี่หยางยืนกอดอก พูดเสียงเบา
“ใช่ ลี่เจี้ยนเจิ้นเคยกล่าวถึงท่านกับข้า ผู้อาวุโส ท่านอายุห้าปีก็สามารถสังหารผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานได้ อายุสิบปีก็ต่อกรกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานได้อย่างทัดเทียม… ยังบอกอีกว่าท่านคือ เซียนแห่งแดนยมโลกในยุคบรรพกาล…”
เฉินซือซือรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที ใบหน้าแดงก่ำรีบคุกเข่าลง “ผู้อาวุโส โปรดรับการคำนับจากข้าด้วย”
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เฉินซือซือจะตื่นเต้นเช่นนี้
ก่อนหน้านี้ นางคิดว่าเขาคือผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานธรรมดา ๆ ส่วนนางคือผู้บำเพ็ญมารขอบเขตจินตานผู้ยิ่งใหญ่ แต่เมื่อถูกควบคุม ใจย่อมรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจ
แต่ตอนนี้ นางกลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ
แม้กระทั่งรู้สึกโชคดี
การได้ติดตามเซียนแห่งแดนยมโลก อย่างน้อยก็รับประกันว่าจะไปถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้
สวี่หยางจ้องมองใบหน้าของเฉินซือซือ พบว่านางมีความสุขและตื่นเต้นอย่างแท้จริง
ในใจรู้สึกอับจนคำพูด
ชื่อเสียงของเซียนแห่งแดนยมโลกนั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คิดไว้มาก
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงตัดสินใจที่จะแสร้งเป็นเซียนแห่งแดนยมโลกต่อไป
“เจ้าช่างเป็นเด็กดี รู้จักกาลเทศะ” เขาพยักหน้า “ลุกขึ้นเถิด ร่างกายของเจ้ายังไม่หายดี ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ”
“ตกลง!!”
เฉินซือซือลุกขึ้นยืน แต่โค้งคำนับอย่างนอบน้อม กล่าวอย่างจริงจังว่า “ข้าชื่อเฉินซือซือ ขอคารวะท่านเซียนแห่งแดนยมโลก ต่อจากนี้ไป ท่านจะใช้ข้าเป็นทาสก็ได้ ข้าไม่มีข้อโต้แย้ง”
“ต่อหน้าคนนอก อย่าเรียกข้าว่าเซียนแห่งแดนยมโลกเลย เรื่องเหล่านั้นผ่านมานานแล้ว ดั่งสุภาษิตที่ว่า ‘วีรบุรุษไม่รื้อฟื้นความกล้าหาญในอดีต’ สิ่งที่ข้าต้องทำตอนนี้คือ ฟื้นฟูการบำเพ็ญเพียรของข้าให้กลับมาดังเดิม”
สวี่หยางเตือนนางด้วยความโกรธ
“รับทราบ”
เฉินซือซือยิ้มหวานให้เขา พอใจสวี่หยางยิ่ง
สมกับเป็นเซียนแห่งแดนยมโลกในยุคบรรพกาล การพูดจา และพลังปราณล้วนแตกต่าง
อีกทั้งก่อนหน้านี้ที่นางหมดสติไป เขาสามารถทำอะไรกับนางก็ได้ แต่กลับไม่ทำ
บัดนี้ทุกสิ่งอธิบายได้แล้ว
ท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่ช่างไม่ธรรมดาเสียจริง
ทว่าในใจนางกลับผิดหวังอยู่บ้าง
เพราะสิ่งนี้หมายความว่า ท่านเซียนแห่งแดนยมโลกดูเหมือนจะไม่สนใจนาง