ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 360 ยังเหมือนเดิม คอยดูแลข้าเป็นอย่างดี
บทที่ 360 ยังเหมือนเดิม คอยดูแลข้าเป็นอย่างดี
“ตู้ม…!!!”
สวี่หยางโจมตีด้วยพลังอันมหาศาล
หญิงชุดแดงถูกกระแทกจนพื้นยุบตัวลงเป็นหลุม
“เจ้า…เจ้ากล้า…”
หญิงชุดแดงปิดหน้า พบว่ามีเลือดไหลออกมา ฟันหน้ามีอาการโยกคลอนเหมือนจะหลุดร่วงลงมา
“แค่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย ยังกล้าพูดจาไม่ดีใส่ขอบเขตจินตานยอดฝีมือ อาจารย์ของเจ้าสอนเจ้ามาอย่างไรกัน??”
สวี่หยางจ้องมองใบหน้าบิดเบี้ยวของหญิงสาว พูดเสียงเย็นชาออกไปอย่างชัดเจน
“หา…!!!”
หญิงสาวแทบจะล้มทั้งยืน เจ้ากล้าอย่างไร เจ้ากล้าดีอย่างไร?? นางอยากจะตะโกน แต่กลับตะโกนไม่ออก
ยังดีที่เฟยลี่ซินรีบเข้ามาประคองนางขึ้น
เวลานี้ใบหน้าของเฟยลี่ซินซีดเผือดสลับแดงก่ำ เขาโกรธมาก อยากจะสังหารสวี่หยางทันที แต่หากเขาลงมือ เหอซีเสวี่ยจะต้องออกโรงแน่นอน
ก่อนหน้านี้จริงๆ แล้ว เหอซีเสวี่ย พูดไม่ผิดเลยสักประโยค นั่นก็คือ เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเหอซีเสวี่ยจริงๆ เขารู้ตัวดีในเรื่องนี้
อีกเรื่องที่ทำให้โกรธก็คือ เมื่อครู่ตอนที่สวี่หยางลงมือ ในฐานะที่เขาเป็นยอดฝีมือแห่งขอบเขตจินตานกลับ…ไม่ทันตอบโต้เลยแม้แต่น้อย!!
ช่างน่าอับอายขายหน้าเสียจริง
“สวี่หยาง เจ้ากล้าไปที่สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีแล้วตีศิษย์น้องของข้าต่อหน้าทุกคนหรือไม่”
เฟยลี่ซินกล่าวทีละคำ จ้องมองไปที่สวี่หยางอย่างเอาเป็นเอาตาย
เขาคิดจะใช้ท่าทีเช่นนี้กดดันสวี่หยางให้เกิดความหวาดกลัว แต่น่าเสียดาย เขาผิดหวังแน่แล้ว
บนใบหน้าของสวี่หยางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
เหตุผลก็ง่ายๆ คนตรงหน้าเป็นแค่ผู้อาวุโสประจำสำนัก ไม่ใช่ศิษย์สายตรง หากเรื่องนี้บานปลาย หวงเสี่ยวเหมยน่าจะออกหน้าแก้ไขได้
ยิ่งไปกว่านั้น ความขัดแย้งทั่วไปไม่กระทบต่อความร่วมมือระหว่างสองสำนัก ไม่เช่นนั้นทุกสำนักที่มีศิษย์ที่ขัดแย้งกัน คงไม่มีวันร่วมมือกันได้
“เซียนเหอ งั้นพวกเราไปกันเถอะ”
สวี่หยางคลายมือ หันไปพูดกับเหอซีเสวี่ย
ทุกคนต่างตกใจ เจ้าจะจากไปแล้วหรือ?? ไม่สนใจคำพูดของเฟยลี่ซินเลยหรือ
“เด็กน้อย ข้ากำลังพูดกับเจ้าอยู่” เฟยลี่ซินตะโกน
สวี่หยางหันหน้ากลับมา “อุ๊ย ศิษย์น้องหญิงของท่านเป็นฝ่ายดูหมิ่นพวกข้าชาวเมืองเซียนชิงหนิวและเซียนเหอก่อนนะ ข้าจัดการสั่งสอนนางแทนท่าน ท่านไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก”
“ขอบคุณเจ้างั้นหรือ?” เฟยลี่ซินแทบระเบิดปราณออกมาด้วยความเดือดดาล
ตู้ม!!
พลังลมปราณขอบเขตจินตานทะลักออกมา พลังลมปราณอันมหาศาลห่อหุ้มร่างของสวี่หยาง
“เด็กน้อย ลองพูดอีกครั้งซิ”
“เฟยลี่ซิน ข้าว่าเจ้าคงอยากตายแล้วสินะ” เหอซีเสวี่ยหัวเราะเย็นชา ปล่อยพลังออกมามากขึ้นเพื่อปกป้องสวี่หยาง
สวี่หยางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขาเองก็เป็นยอดฝีมือขอบเขตจินตาน เพียงแต่เพื่อให้ได้เปรียบในหอร้อยสมบัติ เขาจึงทำตามคำแนะนำของเหอซีเสวี่ย ปิดบังพลังปราณของตนเอาไว้
สวี่หยางมองเฟยลี่ซิน กล่าวอย่างใจเย็น “พูดอีกครั้งก็ได้ ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ท่านจะทำอะไรข้างั้นหรือ กัดข้าหรือไง??”
เฟยลี่ซินโกรธจนตัวสั่น บรรดาผู้ติดตามของเขาที่ยืนอยู่ด้านหลังก็จ้องสวี่หยางด้วยความอาฆาตแค้น
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ไม่ได้ลงมือทำร้ายกัน
ในตอนนั้นเอง เสียงหญิงสาวเย็นชาก็ดังขึ้น
“เฟยลี่ซินผู้อาวุโส ท่านปฏิบัติต่อแขกผู้มีเกียรติของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีของพวกข้าเช่นนี้หรือ?”
เมื่อเห็นว่าใครเป็นผู้มา สวี่หยางก็ถอนหายใจเบาๆ ด้วยความโล่งอก
เพราะผู้ที่เดินเข้ามาคือ หวงเสี่ยวเหมย
นางสวมชุดกระโปรงยาวสีเหลือง รูปร่างอรชรงดงามยิ่งนัก เมื่อเทียบกับครั้งก่อน นางผอมลงไปรอบหนึ่ง ทำให้ดูผอมบางและงดงามยิ่งขึ้น
“หวงชิ่นจวน”
เฟยลี่ซินขมวดคิ้ว
เห็นได้ชัดว่าเขาได้ยินเรื่องความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสวี่หยางและหวงเสี่ยวเหมยมาแล้ว
“หวงชิ่นจวน สวี่หยางเป็นฝ่ายลงมือก่อน”
“ข้ารู้เรื่องแล้ว ทำไมเจ้าไม่พูดถึงเรื่องที่ตัวเองดูถูกคนอื่นเล่า? ข้าคิดว่าสวี่หยางตบเบาไปด้วยซ้ำ”
สายตาของนางมองไปยังหญิงสาวชุดแดงที่ยืนอยู่ด้านหลังเฟยลี่ซิน
ใบหน้าของหญิงสาวซีดขาวเล็กน้อย
หวงเสี่ยวเหมยกลับช่วยพูดแทนคนนอก นางรีบก้มหน้าลง ไม่กล้าพูดอะไรอีกต่อไป ในเรื่องนี้หวังว่าเฟยลี่ซินจะช่วยนางได้
หวงเสี่ยวเหมยเดินมาทีละก้าว มาถึงตรงหน้าหญิงชุดแดง “ยังไม่รีบไปอีกหรือ”
“เจ้าค่ะ หวงชิ่นจวน”
หญิงชุดแดงปากสั่น ไม่มีความกล้าขัดขืนใดๆ แม้แต่น้อย
เฟยลี่ซินสูดลมหายใจลึก พูดเสียงเรียบ “หวงชิ่นจวน งั้นพวกข้าก็ขอตัวก่อน”
เขาสะบัดแขนเสื้อยาว จากไปอย่างโกรธเคือง
รอจนพวกเขาจากไปเรียบร้อยแล้ว หวงเสี่ยวเหมยจึงเดินมาหยุดยืนข้างกายพวกของสวี่หยาง “เซียนเหอ เรื่องเมื่อครู่ต้องขออภัยด้วย”
“ขอบคุณหวงชิ่นจวนที่ช่วยไว้” เหอซีเสวี่ยพยักหน้าเล็กน้อย
หวงเสี่ยวเหมยแม้จะยังไม่ถึงขั้นขอบเขตจินตาน แต่ในฐานะศิษย์สายตรงก็มีตำแหน่งสูงมากแล้ว ในอนาคต หญิงสาวผู้นี้จะต้องบรรลุถึงขอบเขตจินตานอย่างแน่นอน หรือแม้กระทั่งขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด
“ข้าได้ให้คนเตรียมห้องพักไว้ให้พวกท่านเรียบร้อยแล้ว เสี่ยวหง เจ้าพาแขกไปเถอะ”
“เจ้าค่ะ”
หญิงสาวคนหนึ่งเดินตามมาด้านหลังหวงเสี่ยวเหมยรีบรับคำสั่งอย่างรวดเร็ว
“สวี่หยาง พวกเราไปเดินเล่นกันเถอะ”
หวงเสี่ยวเหมยเชิญสวี่หยางออกมาคุยเป็นการส่วนตัว
“ได้สิ”
บนทางเดินเล็กๆ แห่งนี้ค่อนข้างปลอดผู้คน
“ขอบใจเจ้ามาก ที่มาได้ทันเวลาพอดี”
สวี่หยางกล่าว
“ข้าเห็นตั้งแต่พวกเจ้าลงเรือมาแล้ว”
“เจ้าผอมลงนะ” สวี่หยางกล่าวขณะย่างก้าวบนทางเดินหินสีเขียว
“จริงหรือ ดีจัง!! หลังจากเป็นศิษย์สายตรงแล้ว ข้ากินเก่งมาก……”
หวงเสี่ยวเหมยกำแขนตัวเองแน่น “เมื่อก่อนดูอวบใช่มั้ย?? ช่วงนี้ข้าพยายามลดน้ำหนักอย่างหนักเลยนะ”
การสนทนากับสวี่หยางนั้น หวงเสี่ยวเหมยไม่ได้เคอะเขินแต่อย่างใด พูดคุยเรื่องรูปร่างของตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ
สวี่หยางได้แต่นิ่งเงียบ มองไปรอบๆ ส่ายหน้าแล้วกล่าว “อย่างไรเสีย ตอนนี้เจ้าก็เป็นศิษย์สายตรงแล้ว เป็นดั่งนางฟ้าตัวน้อยๆ ควรระวังคำพูดหน่อย หากผู้ใดได้ยินเข้า จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของเจ้าได้”
“สวี่หยาง เจ้าช่างจู้จี้เหมือนท่านอาจารย์ข้าไม่มีผิด”
หวงเสี่ยวเหมยปิดปากหัวเราะ
“ข้าเป็นห่วงเจ้าต่างหาก”
“ข้าต้องขอบคุณเจ้าที่เป็นห่วงข้าแล้ว”
หวงเสี่ยวเหมยพูดขึ้นทันใดว่า “จริงสิ เมื่อครู่เจ้ากล้ามากเลยนะ ที่ลงมือตบผู้หญิงคนนั้นจริงๆ เจ้ารู้ไหมว่านางก็เป็นคนที่จะเข้าไปในหอคอยร้อยสมบัติในครั้งนี้ด้วย ถึงแม้เจ้าจะไม่กลัวนาง แต่เจ้ารู้ไหมว่านางมีผู้ช่วยมากมายอยู่ข้างกาย ถ้าพวกเขาร่วมมือกันจัดการเจ้า เจ้าจะรับมือได้อย่างไร?”
“เอ่อ…เมื่อครู่ข้าคิดไม่ทัน ก็เลยลงมือไปแล้ว” สวี่หยางเกาหัวแกรกๆ ปิดบังความอึดอัดไม่ไหว
“เจ้านี่นา ทำไมถึงได้ใจร้อนกว่าแต่ก่อน อีกฝ่ายก็ไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในขอบเขตจินตานสักหน่อย ทำไมถึงได้ใจร้อนขนาดนั้น”
“ใครบอกว่าข้าใจร้อน? ผู้หญิงคนนั้นสมควรโดนตบจริงๆ”
สวี่หยางหัวเราะเบาๆ “อีกอย่าง ในที่สุดข้าก็เป็นผู้ที่บรรลุขอบเขตจินตานแล้วนี่นา”
ก่อนหน้านี้ สวี่หยางเคยส่งจดหมายบอกหวงเสี่ยวเหมยเรื่องที่ตนเองสามารถบรรลุขอบเขตจินตานได้สำเร็จแล้ว หวงเสี่ยวเหมยก็รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว
พอได้ยินดังนั้น หวงเสี่ยวเหมยยิ่งอดใจไม่ไหว “ไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าฝึกฝนยังไง ความเร็วยังมากกว่าข้าอีก”
“นั่นสินะ”
สวี่หยางพยักหน้า ไม่ปิดบัง ปล่อยพลังลมปราณขอบเขตจินตานออกมาเล็กน้อย
“นี่มัน…”
หวงเสี่ยวเหมยตกใจ เพราะมวลพลังขอบเขตจินตานของสวี่หยางสูงมาก
ระหว่างเดินมาด้วยกัน หลังจากฟังเรื่องราวจากสวี่หยาง หวงเสี่ยวเหมยจึงรู้ว่าช่วงก่อนหน้านี้มีอะไรเกิดขึ้นกับสวี่หยางบ้าง
“เจ้านี่มันยอดคนเหนือมนุษย์ชัดๆ ข้าฝึกฝนอย่างยากลำบากมานานขนาดนี้ มีทรัพยากรมหาศาล ยังไม่สามารถบรรลุขอบเขตจินตานเลย ส่วนเจ้ากลับทำได้ไวขนาดนี้”
สวี่หยางยิ้มเล็กน้อย “ข้าก็เพียงแต่โชคดี ได้โอสถเสริมสร้างพลังจินตานมาตั้งแต่แรก เลยสามารถเลื่อนขอบเขตได้ก่อนกำหนด! ว่าแต่ครั้งก่อนข้าได้ส่งมอบวัตถุดิบสำหรับหลอมรวมโอสถวิเศษไว้ให้เจ้าไม่ใช่หรือ เจ้าเตรียมตัวสำหรับการเลื่อนระดับพลังเข้าสู่ขอบเขตจินตานไปถึงไหนแล้ว?”
“ฟึ่บ!!”
หวงเสี่ยวเหมยหยิบของบางอย่างออกมา
สวี่หยางเห็นยาอมฤตในมือนางแล้วตาก็สว่างวาว “โอสถเสริมพลังจินตาน!!”
หวงเสี่ยวเหมยยิ้มพลางพยักหน้า “ใช่แล้ว ข้าเตรียมพร้อมแล้ว ต้องขอบคุณเจ้าที่ช่วยสนับสนุน ไม่อย่างนั้นข้าคงต้องใช้เวลาอีกนานมากทีเดียว”
“ฮ่าๆๆ ดีเลยนะ เจ้าจะทำการหลอมรวมพลังเมื่อไหร่ เวลานั้นข้าจะมาช่วยเจ้า”
สวี่หยางอาสาอย่างกระตือรือร้น
“ข้าน่าจะหลอมรวมพลังเพื่อเลื่อนขอบเขตหลังจบงานที่หอคอยร้อยสมบัตินี้”
“ส่วนเจ้า สวี่หยาง เจ้ายังมีภรรยาอีกหลายคนต้องดูแล ข้าไม่อยากรบกวนหรอก”
หวงเสี่ยวเหมยส่ายหน้าเบาๆ ปฏิเสธสวี่หยาง
“อย่างนั้นไม่ได้นะ ถ้ามีคนของฟางจงป๋อแฝงตัวเข้ามาข้างกายเจ้าจะทำอย่างไร?”
สวี่หยางพูดถึงฟางจงป๋อแล้วคำรามเย็นชา “คนผู้นี้ต้องการจัดการข้าด้วย เขาต้องขัดขวางเจ้าไม่ให้เลื่อนขอบเขตได้สำเร็จแน่นอน”
“เขาจัดการเจ้างั้นหรือ?”
สวี่หยางพยักหน้า “ใช่แล้ว”
จากนั้น เขาเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้ฟัง
หวงเสี่ยวเหมยขมวดคิ้ว “ฟางจงป๋อผู้นี้ ช่างน่าชังนัก”
“เจ้าวางใจได้ หากครั้งนี้ข้าพบเขาในนั้น ข้าจะจัดการเขาเอง”
หวงเสี่ยวเหมยรู้สึกซาบซึ้งใจ “สวี่หยาง เจ้าก็ยังเหมือนเดิม คอยดูแลข้าเป็นอย่างดี”
โดยไม่รู้ตัว ทั้งสองมาถึงถนนแห่งหนึ่งในย่านนี้
หวงเสี่ยวเหมยพาสวี่หยางมาที่ห้องพักซึ่งนางเปิดไว้ล่วงหน้า
“ข้าจองห้องไว้ให้เจ้าแล้ว เป็นห้องที่ดีที่สุดที่นี่ ไม่เพียงแต่ปราณวิญญาณอุดมสมบูรณ์ ที่นี่ยังปลอดภัยมากด้วย นอกจากนี้ ของชิ้นนี้ให้เจ้าเก็บไว้”
หวงเสี่ยวเหมยหยิบม้วนกระดาษออกมา
“นี่คือแผนที่ภายในหอคอยร้อยสมบัติ อาจารย์ของข้ามอบให้ เจ้าห้ามให้ใครเด็ดขาด เมื่อถึงเวลาค่อยคืนให้ข้า”
สวี่หยางรับม้วนกระดาษที่หนักอึ้งมา มองหวงเสี่ยวเหมยแวบหนึ่ง “ขอบคุณ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก”
หลังจากคุยกันสองสามคำ หวงเสี่ยวเหมยโบกมือลาสวี่หยาง
กลับมาในห้อง สวี่หยางนั่งลงบนเตียง พักผ่อนสักครู่ จากนั้นก็คลี่ม้วนกระดาษออก
นี่เป็นแผนที่สำหรับใช้ภายในสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี มีค่ายิ่งนัก ในบันทึกมีรายละเอียดเกี่ยวกับหอคอยร้อยสมบัติตั้งแต่ชั้นที่หนึ่งจนถึงชั้นที่แปดไว้อย่างชัดเจน เรียกได้ว่าเป็นข้อมูลที่ละเอียดมาก
อย่างไรก็ตาม เมื่ออ่านมาถึงข้อมูลของหอคอยชั้นที่หกเป็นต้นไป เนื้อหาในบันทึกก็เริ่มคลุมเครือ เพียงแค่บอกรายละเอียดเอาไว้คร่าวๆ ว่าศัตรูคืออะไร ส่วนจะแก้ไขอย่างไร ภายในบันทึกไม่ได้กล่าวไว้
ชายหนุ่มอ่านอย่างถี่ถ้วน อ่านจนดึกดื่นตลอดคืน
วันรุ่งขึ้น พอรุ่งสาง สวี่หยางก็ได้รับข่าวสารจากกู่ลี่นาลา สอบถามว่าเขาอยู่ที่ไหน
“หญิงผู้นี้ร้อนใจขนาดนี้เชียวหรือ?”
สวี่หยางส่ายหน้า ตอบกลับไปว่าเขาพักอยู่ที่ใด
“ข้าจะไปหาเจ้าทันที เจ้ารอข้า ตอนเที่ยงข้าจะเลี้ยงอาหารเจ้า อย่าได้ไปไหนเชียว รอข้าให้ดี!!”
สวี่หยางถอนหายใจแล้วส่ายหน้า เขารู้ดีอยู่แล้วว่าทำไมกู่ลี่นาลาถึงร้อนใจขนาดนี้ ก็ไม่พ้นอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับหอคอยร้อยสมบัติในมือเขานั่นเอง
แน่นอน เขาไม่มีทางบอกข้อมูลในมือให้กู่ลี่นาลารับรู้ทั้งหมด จนถึงตอนนี้ กู่ลี่นาลายังไม่ได้ให้ความช่วยเหลือพิเศษอันใดแก่เขา เขาจำเป็นต้องเก็บสิ่งที่มีประโยชน์บางอย่างไว้ในมือ เผื่อเวลาที่เขาต้องการความช่วยเหลือจริงๆ กู่ลี่นาลาจะได้ไม่เมินเฉย
อีกด้านหนึ่ง สวี่หยางรู้สึกว่ากู่ลี่นาลาอาจจะกลายเป็นคู่แข่ง จึงตั้งใจเก็บไพ่ตายไว้ในมือด้วย
…
ครู่หนึ่ง กู่ลี่นาลาก็เดินเข้ามา
ตามคาด เมื่อนางเข้ามาก็ถามสวี่หยางถึงกลยุทธ์ในการเอาชนะหอคอยร้อยสมบัติ
“สวี่หยาง เจ้าสามารถวางใจได้ หากเจ้าบอกข้า ต่อไปถ้าเจ้าเจอปัญหาอะไรในหอคอยร้อยสมบัติ ข้ากู่ลี่นาลาจะช่วยเหลือเจ้าโดยไม่ลังเลเลยสักนิด”
สวี่หยางยิ้มและพยักหน้า “อืม งั้นก็ขอบคุณมากนะ”
“แล้วกลยุทธ์นี่…”
“ข้าจะบอกเจ้า”
สวี่หยางเล่าสถานการณ์ในหอคอยร้อยสมบัติชั้นแรกถึงสิบคร่าวๆ
กู่ลี่นาลากำลังฟังอย่างตั้งใจ แต่พบว่าสวี่หยางหยุดพูดอย่างกะทันหัน
“แค่นี้เองหรือ??”
“ใช่ แค่นี้แหละ”
“สวี่หยาง เจ้ากำลังปิดบังอะไรอยู่ใช่ไหม รีบพูดต่อสิ”
กู่ลี่นาลากระวนกระวายใจ
“ส่วนที่เหลือข้าก็ยังไม่ได้ดูละเอียด รอเข้าไปในหอคอยร้อยสมบัติก่อนแล้วกัน”
พูดจบ สวี่หยางไม่อยากพูดอะไรอีก ทิ้งให้กู่ลี่นาลานั่งงงอยู่คนเดียว
…
หลังจากผ่านไปสามวัน
วันนี้เป็นวันที่หอคอยร้อยสมบัติเปิดอย่างเป็นทางการ บนลานกว้างใหญ่มีผู้คนมากมายราวกับภูเขาและทะเล ทุกกลุ่มอำนาจต่างมีตำแหน่งของตนเองแยกกันชัดเจน
ฝ่ายเมืองเซียนชิงหนิวมีผู้เข้าร่วมทั้งหมดห้าคน ข้างกายเคหาสน์เขาเทพกระบี่ สำนักไท่อี้ สำนักเกาซาน และกลุ่มอำนาจอื่นๆ ต่างมีสามถึงห้าคน
แน่นอนว่าสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีมีจำนวนคนมากที่สุด