ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 361 บุกหอคอยร้อยสมบัติ
บทที่ 361 บุกหอคอยร้อยสมบัติ
สวี่หยางยืนอยู่ข้างกายเหอซีเสวี่ย
“ขอบคุณเจ้านะ สวี่หยาง”
ทันใดนั้นเหอซีเสวี่ยก็ส่งเสียงมา
สวี่หยางสีหน้าแปลกใจ “เซียนเหอ ทำไมถึงพูดจาสุภาพกับข้าแบบนี้ล่ะ?”
“สามวันก่อน ข้าถูกเฉินเหยียนลี่ดูถูก เจ้าอาสาออกโรงช่วย ตอนนั้นข้าตกใจมากเลย”
สวี่หยางอึ้งไป “ท่านหมายถึงเรื่องนั้นสินะ ข้าลืมไปแล้ว”
“ถึงเจ้าจะลืม แต่ข้าจำมันได้ขึ้นใจ”
สวี่หยางหัวเราะเบาๆ “ท่านเป็นสตรีของข้า การปกป้องท่านเป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว! ไม่ต้องพูดถึงนางเป็นแค่ขอบเขตสร้างรากฐานเลย ต่อให้เป็นขอบเขตจินตาน ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด หรือแม้แต่ขอบเขตแปรเทวา ข้าสวี่หยางก็พร้อมบุกน้ำลุยไฟเพื่อท่านเสมอ”
เหอซีเสวี่ยตื้นตันใจเป็นอย่างยิ่ง
นางจ้องมองไปที่สวี่หยางไม่ละสายตา ใบหน้าของเขายิ่งดูดีขึ้นทุกที คำพูดที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจเติมเต็มทั่วร่างของเหอซีเสวี่ย
“เด็กน้อย ข้าตัดสินใจแล้ว”
สวี่หยางถาม “ตัดสินใจอะไรหรือ?”
เมื่อเห็นสวี่หยางหันมามอง เหอซีเสวี่ยก็หน้าแดงระเรื่อ เบือนหน้าหนีแล้วพูดว่า “ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าอยากให้ข้าทำแบบนั้นไม่ใช่หรือ! ครั้งนี้ถึงแม้เจ้าจะไม่ผ่านด่านสุดท้ายได้ ข้า…ข้าก็จะช่วยเจ้าทำแบบนั้น”
“แบบไหนหรือ?”
สวี่หยางกะพริบตา ถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
เหอซีเสวี่ยงุนงง ตามมาด้วยใบหน้างามที่ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความโกรธ “หากเจ้ายังเป็นเช่นนี้อีก ข้าก็จะไม่สนใจเจ้าแล้ว”
คำขู่นี้อ่อนแอเกินไปแล้วกระมัง??
สวี่หยางหัวเราะในใจ รีบปลอบโยน “ได้ๆ เซียนเหอ ข้าแค่ล้อเล่นกับท่านเท่านั้น ข้าต้องขอบคุณท่านไว้ก่อน รอให้ถึงเวลานั้น ข้าจะรอให้ท่านมารับใช้”
“น่ารังเกียจ”
เหอซีเสวี่ยบ่นงึมงำ
ผู้คนมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ
ในตอนนี้เอง สวี่หยางเปิดหน้าต่างระบบคะแนนพิเศษ
【ชื่อ: สวี่หยาง】
【คะแนนพิเศษ: 16000 คะแนน】
【ขอบเขต: ขอบเขตจินตานระดับหนึ่ง】
【วิชายุทธ์: เคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดิน: ขั้นปรมาจารย์ (ปลดปล่อยคุณสมบัติ: ลมหายใจหล่อเลี้ยงปราณ ศาสตร์ลับแห่งการรักษา ภวังค์จิตขยายใหญ่ เพิ่มพูนรากฐาน: รากฐานวิญญาณขั้นสวรรค์)】
【วิชายุทธ์: ดัชนีฝังเข็ม: ขั้นปรมาจารย์ (ปลดปล่อยคุณสมบัติ: เคล็ดดัชนีวิถี)】
【วิชายุทธ์: กลิ่นอายอำพรางกลิ่นอาย: ขั้นปรมาจารย์ (ปลดปล่อยคุณสมบัติ: ติดตามกลิ่นอาย) (จิตตรวจตรา)】
【วิชายุทธ์: เคล็ดวิชามังกรขับขาน: ขั้นปรมาจารย์ (ปลดปล่อยคุณสมบัติ: คลื่นกระแทกจิตเทวะ)】
【วิชายุทธ์ : ตำราหล่อเลี้ยงกายา : ขั้นปรมาจารย์ 。(คุณสมบัติที่ปลดปล่อย: ทนทานเท่าตัว 。)】
【 เคล็ดวิชา : เคล็ดปลูกถ่ายพินิศวิญญาณ : ขั้นปรมาจารย์ 。(คุณสมบัติที่ปลดปล่อย: ภวังค์จิต ).】
【 เคล็ดวิชา : เคล็ดวิชาเพลิงวิภาส : ขั้นปรมาจารย์ 。(คุณสมบัติที่ปลดปล่อย: เคล็ดลูกไฟคู่ 。)】
【 เคล็ดวิชา : เคล็ดมารทมิฬอเวจี : ขั้นปรมาจารย์ 。(คุณสมบัติที่ปลดปล่อย: กายาหมอก 。)】
【 ทักษะ : ศาสตร์ทำยันต์เบื้องต้น ขั้นปรมาจารย์ 。(คุณสมบัติที่ปลดปล่อย: รู้แจ้งวิถียันต์อักขระ 。)】
【 เคล็ดวิชา : ศาสตร์การบ่มเพาะต้าเหยี่ยน ขั้นสมบูรณ์ :0/240000.】
【 เคล็ดวิชา : ตำราโบราณกลั่นวิญญาณ ขั้นสมบูรณ์ :0/60000.】
【ศิลปะกระบี่:ศิลปะกระบี่เจ็ดช่องทวารแห่งปัญญา ขั้นเชี่ยวชาญ :0/40000.】
【 กฎ : วิชาบัญชาสวรรค์ : ขั้นปรมาจารย์ 。(คุณสมบัติที่ปลดปล่อย: ระดับเจ็ด พลังแห่งกฎ)】
【 พลังวิเศษ : ความเป็นอมตะ 。】
【ภรรยา หลินอวี้ ความนิยมชมชอบ:100+8.】
【ภรรยา เสิ่นม่านอวิ๋น ความนิยมชมชอบ:100。】
【ภรรยา หลินหวั่นชิง ความนิยมชมชอบ:100.】
【ภรรยา หลินไห่ถัง ความนิยมชมชอบ:100.】
【ภรรยา เหอซีเสวี่ย ความนิยมชมชอบ:100.】
【คนที่แอบชอบ หวงเสี่ยวเหมย ความนิยมชมชอบ:100+1.(เพราะ หวงเสี่ยวเหมย เป็น กายาหยกสวรรค์ จึงได้รับคุณลักษณะแบบสุ่ม +1.)】
【ภรรยา เฉินซือซือ ความนิยมชมชอบ:100。】
…………
“ประเสริฐ……”
สวี่หยางพยักหน้าเบาๆ
แม้ว่าวิชายุทธ์บางอย่างจะยังไม่ถึงขั้นสูงสุด แต่ด้วยพลังปราณของเขาในตอนนี้ ก็แทบจะไร้สิ่งใดขวางกั้น
สิ่งเดียวที่ต้องระวังคือ ศิษย์บางคนของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี
ศิษย์สายตรงของเกาะสวรรค์แห่งแรก เหาปิง นั้นอยู่ในขอบเขตจินตานเรียบร้อยแล้ว
ศิษย์สายตรงของเกาะสวรรค์แห่งที่สอง โม่เหวินลี่ ก็อยู่ในขอบเขตจินตานเช่นเดียวกัน
กล่าวโดยสรุป เกาะสวรรค์ทั้งเจ็ดของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี ล้วนมีศิษย์สายตรงเข้ามา ณ ที่แห่งนี้
นอกจากนี้ ในบรรดาผู้คนจากฝ่ายอื่นๆ บางคนก็ปกปิดพลังปราณของตนไว้
การสัมผัสพลังปราณของพวกเขาเป็นเรื่องยาก ยิ่งไปกว่านั้นหลายคนก็อยู่ในขอบเขตจินตานแล้ว
โชคดีที่สวี่หยางมีหยกโบราณที่สามารถมองเห็นพลังปราณได้ ผ่านการสัมผัสของหยกโบราณ เขาสามารถมองเห็นพลังปราณของบุคคลเหล่านี้ได้ทั้งหมด
“ผู้แข็งแกร่งช่างมากมายนัก”
สวี่หยางตระหนักว่าตนเองมิได้มีความได้เปรียบมากนัก
แน่นอน หากนับรวมสมบัติศักดิ์สิทธิ์ขั้นสี่ กระบี่สายฝนมรกต และสมบัติศักดิ์สิทธิ์ป้องกันบางอย่างของเขาแล้ว ก็ยังถือว่ามีความได้เปรียบพอสมควร
นอกจากนี้ ไพ่ตายอีกใบของตนเองก็คือจิตเทวะ
ภายในหอคอยร้อยสมบัติ แม้พลังปราณจะถูกกดทอนลงในระดับหนึ่ง แต่พลังจิตเทวะกลับไม่เป็นเช่นนั้น
ปริมาณพลังจิตเทวะของชายหนุ่มมีจุดเด่นตรงที่สามารถโจมตีผู้อื่นโดยไม่ทันตั้งตัว
ต่อมา ปรากฏผู้อาวุโสในชุดคลุมสีฟ้าผู้หนึ่งได้กล่าวให้กำลังใจอยู่ด้านหน้าหอคอยร้อยสมบัติ
ท้ายที่สุดเขาบอกว่ามีผู้เข้าไปในหอคอยร้อยสมบัติทั้งหมดหนึ่งร้อยคน
ภายในหอคอยร้อยสมบัติ เพียงแค่ตั้งสมาธิว่าอยากจะกลับออกมาจากที่นั่น ก็สามารถกลับออกมาได้ทันที
นี่เป็นการหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บล้มตาย
หอคอยร้อยสมบัติจะส่งผู้ที่ต้องการกลับออกมาโดยเร็วที่สุด
แต่ในสถานการณ์จริง ก็ยังมีเหตุให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
เพราะบางคนเมื่อเผชิญการต่อสู้ครั้งใหญ่ สมองจะไม่ตอบสนองให้มีสมาธิกลับออกไปในทันที
นี่ทำให้พวกเขาตายอยู่ในนั้น โดยที่สมองไม่ทันได้ตอบสนอง จนกระทั่งสิ้นใจ
โดยธรรมดา อัตราการเสียชีวิตจะอยู่ที่ราวหนึ่่งจากสิบส่วนของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด
“สวี่หยาง ระวังตัวด้วยล่ะ” เหอซีเสวี่ยกำชับ ก่อนมองตามสวี่หยางที่กำลังเดินไปข้างหน้า
“สวี่หยาง เมื่อถึงเวลาขึ้นไปที่ชั้นสิบ พวกเราจะได้พบกัน”
กู่ลี่นาลาส่งเสียงบอกมาอีกคน
“รับทราบ”
เมื่อพูดจบ สวี่หยางก็เห็นหญิงสาวจากสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีที่ถูกเขาตบหน้าไปเมื่อสามวันก่อนปรากฏตัวขึ้น
นางชื่อเฉินเหยียนลี่ ในตอนนี้ นางมองมาทางสวี่หยางด้วยสายตาเคียดแค้น
สวี่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย
ข้างกายนางยังยืนอยู่ศิษย์อัจฉริยะจากเกาะเซียนที่หนึ่ง เหาปิง
ชายผู้นี้มีผมขาวทั้งศีรษะ และมีใบหน้าที่ดูวิปริตผิดธรรมดาอยู่บ้าง
นอกจากนี้ ฟางจงป๋อก็ตามหลังเขามาด้วย ดูท่าทางเหมือนเป็นลูกน้องของเหาปิง
“ดูเหมือนจะรวมพันธมิตรกันแล้วสินะ”
สวี่หยางพึมพำ
ตอนนี้ก็มีคนเข้าไปในหอร้อยสมบัติแล้ว
ไม่นาน สวี่หยางก็ยืนอยู่ที่ประตูหอร้อยสมบัติ
ที่หน้าประตูกลับมีสิ่งที่เหมือนค่ายอาคมเชื่อมเขตแดนสร้างเอาไว้
สวี่หยางก้าวเข้าไป
เบื้องหน้าปรากฏแสงสว่างสีขาววูบวาบ
ชั่วขณะถัดมา เขาก็เข้าสู่หอคอยร้อยสมบัติแล้ว
ทว่ากลับเป็นพื้นที่สีดำมืดมิด
สำหรับเรื่องนี้ สวี่หยางไม่แปลกใจเลย
หอคอยร้อยสมบัตินี้ถึงจะเรียกว่าหอคอย แต่จริงๆ แล้ว ในหอคอยทุกชั้นล้วนเป็นพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
คล้ายกับดินแดนลับสำหรับการฝึกวรยุทธ์ที่เคยเข้าไปครั้งก่อน
เพียงแต่ว่าหอคอยร้อยสมบัตินี้จะสูงส่งกว่าหน่อย ที่นี่ดูสมจริงมากกว่า
“ในบันทึกบอกว่าหอคอยชั้นที่หนึ่ง จะมีผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่หน้าตาเหมือนกับตัวเราราวกับแกะ ท่าทางและเคล็ดวิชาก็แทบจะเหมือนเราปรากฏตัวออกมา”
สวี่หยางมีสีหน้าระแวดระวัง
ชั่วขณะถัดมา!!
“อึ่ม!”
ไม่ผิดจากที่คิด พื้นที่สีดำกะพริบไหวครู่หนึ่ง
ตรงหน้าจู่ๆ ก็ปรากฏเงาเลือนลางขึ้นมา
เงาเลือนนี้ค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้น ในที่สุดกลับกลายเป็นร่างของตนเองที่เหมือนกันราวกับแกะ
สวี่หยางขยับมือ เงาเลือนตรงหน้าก็ขยับมือเช่นกัน
ช่างเหมือนกันราวกับแกะ
สวี่หยางหัวเราะ
ในบันทึกระบุว่า บุคคลผู้นี้ไม่เพียงแต่เหมือนกับตัวเขาเองราวกับแกะ วิชาที่ฝึกฝนก็เหมือนกันด้วย
บัดนี้ ณ ที่แห่งนี้ ล้วนแต่เป็นพลังปราณขอบเขตกลั่นลมปราณระดับหนึ่ง
เนื่องจากวิชาที่ฝึกฝนต่ำเกินไป ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงย่อมใช้ไม่ได้อยู่แล้ว
สวี่หยางหยิบศัสตราศักดิ์สิทธิ์ธรรมดาขึ้นมาเล่มหนึ่ง ภาพลวงตาตรงหน้ากลับหยิบศัสตราศักดิ์สิทธิ์ที่เหมือนกันราวกับแกะขึ้นมาเช่นกัน
นี่คือการจำลองอย่างเต็มรูปแบบ
สวี่หยางขยับ ฝ่ายตรงข้ามก็ขยับเช่นกัน
วิธีรับมือนั้นง่ายนิดเดียว นั่นก็คือต้องเร็วกว่าเงานี้ให้ได้
สุดท้ายแล้วสิ่งที่ถูกจำลองก็ยังคงต้องอาศัยการเคลื่อนไหวของเขาเพื่อดำเนินการ
เพียงแต่ร่างจำลองผู้นี้ก็เร็วมากเช่นกัน ดังนั้นคนธรรมดาที่พบเจอความเร็วนี้ จึงคิดว่าเป็นการเคลื่อนไหวพร้อมกัน แต่จริงๆ แล้วจะช้ากว่าราว 0.001 วินาที
สวี่หยางตัดสินใจว่าจะใช้เวลา 0.001 วินาทีนี้ กำจัดอีกฝ่ายให้สิ้นซาก
ฆ่า!
ชักกระบี่ยาวออกมาในทันที
พลังกระบี่แผ่ซ่านไปทั่ว
“ฟิ้ววว !!!”
ข้าฟาดฟันออกไปต่อเนื่องสามกระบี่
กระบี่สองกระบวนท่าแรกถูกภาพลวงตานี้ต้านทานจนกระทั่งกระบี่สุดท้าย หัวของภาพลวงตากระเด็นออกไป
พร้อมกับที่ภาพลวงตาหายไป สวี่หยางพบว่าฉากด้านหน้าก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป
สุดท้ายก็กลายเป็นฉากปกติ พื้นที่มืดสลัวแห่งหนึ่ง
ข้างกายในเวลาเดียวกันก็ปรากฏผู้ที่ผ่านด่านสำเร็จอีกจำนวนหนึ่ง
“สวี่หยาง เจ้าก็เร็วพอตัวนะ”
ทันใดนั้น เสียงที่มีความไม่กลมกลืนกับบรรยากาศรอบตัวก็ดังขึ้น
สวี่หยางมองไปแล้วหัวเราะ ที่แท้ก็เป็นไอ้หมอนี่ เหรินฉางโจว
เหรินฉางโจวพูดต่อ “ข้าไม่อยากคุยกับเจ้ามากนัก เพื่อนของข้าไปชั้นสองกันหมดแล้ว ไว้ค่อยมาหาเจ้าทีหลังดีกว่า”
ทว่าคิดไม่ถึงว่าสวี่หยางจะพุ่งเข้าไปทันทีด้วยความเร็วสูงสุด
ถึงแม้ตอนนี้เขาจะเป็นเพียงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับหนึ่ง แต่อีกฝ่ายก็ถูกกดพลังอยู่เช่นกัน
แต่ชายหนุ่มได้เปรียบกว่า
ความเข้าใจวิชายุทธ์ของเขาได้ถึงระดับสูงสุดแล้ว
แทบจะในชั่วพริบตาก็พุ่งเข้าไปถึงตัวเหรินฉางโจว
“เจ้าและข้าต่างก็เป็นขอบเขตกลั่นลมปราณระดับหนึ่ง เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวเจ้างั้นหรือ? เด็กน้อยไร้ความรู้ ตายซะ!”
เขาถือศัสตราศักดิ์สิทธิ์ในมือ ปล่อยพลังลมปราณอย่างรุนแรง ฟาดใส่สวี่หยาง
“ช่างเถอะ เอาหัวเจ้าไปรับรางวัลก็ไม่เลว”
สวบ!!
ทันใดนั้น เหรินฉางโจวรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก รีบก้มหน้าลงมอง
รูเลือดขนาดเท่าปากชามปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
“เกิดอะไรขึ้น?”
เหรินฉางโจวพึมพำ คุกเข่าลงกับพื้น!!
สวี่หยางยื่นนิ้วออกมา เมื่อครู่ใช้วิชาดัชนีฝังเข็มได้ไม่เลวเลย
โชคดีที่เขาใช้เคล็ดวิชาระดับต่ำ มิเช่นนั้น ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับหนึ่ง ใช้เคล็ดวิชาระดับสูง พลังลมปราณคงไม่เพียงพออย่างแน่นอน
มองดูสวี่หยางก้าวเข้ามาทีละก้าว ในขณะนี้ เหรินฉางโจวตื่นตระหนกโดยสมบูรณ์แล้ว
“อย่า…อย่าฆ่าข้า คนที่ต้องการจัดการเจ้าไม่ใช่ข้า ไม่ใช่ข้า แต่เป็นฟางจงป๋อ เขาให้ผลประโยชน์ข้า บอกให้จัดการเจ้า ข้าก็แค่ทำตามคำสั่ง!”
สวี่หยางหัวเราะ “ข้ารู้แล้ว”
“เจ้ารู้แล้ว!!”
หัวใจของเหรินฉางโจวพลันหล่นวูบ
แผนการของเขากลับตกอยู่ในสายตาของสวี่หยางหมดสิ้น
“ข้าต้องทำเช่นไร เจ้าถึงจะไม่สังหารข้า”
เขาอ้อนวอนกล่าว
“ข้าไม่กินเนื้อวัว”
สวี่หยางยิ้ม ก่อนใช้วิชาดัชนีฝังเข็มออกไปอีกครั้ง
ครั้งนี้ นิ้วของเขาแทงทะลุกะโหลกศีรษะของเขาเหรินฉางโจว
เห็นร่างของเหรินฉางโจวโซเซครู่หนึ่ง ก่อนจะ ‘ปุ้บ’ ล้มลงกับพื้น
“นี่ต้องโทษว่าผู้ใดใช้ให้พวกเจ้าถึงกับคิดจะสังหารข้ากันล่ะ”
สวี่หยางส่ายหน้า แล้วเดินจากไป
บนหอคอยชั้นที่สอง มีร่างจำลองที่เหมือนกันราวกับแกะปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง
เช่นเดียวกับก่อนหน้า เขาก็ใช้ความเร็วระดับสูงสุด ฆ่าอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย
บนหอคอยชั้นที่สาม มีตัวเขาเองที่เหมือนกันราวกับแกะปรากฏตัวออกมาสามคน
จนกระทั่งถึงหอคอยชั้นที่สี่ ศัตรูจึงกลายเป็นผู้ที่อยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณระดับห้า
ต้องไม่ลืมว่าเมื่อขึ้นมาถึงหอคอยชั้นนี้ พลังปราณของตนเองคือขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสี่ นั่นหมายความว่าหอคอยร้อยสมบัติต้องการให้ผู้เข้าแข่งขันต่อสู้กับศัตรูที่มีความแข็งแกร่งมากกว่าตนเอง
แต่อย่างไรก็ตาม สวี่หยางต่อสู้ได้ไม่ยากเย็น
หลังจากเอาชนะศัตรูแล้ว สภาพแวดล้อมตรงหน้าก็กลับคืนสู่สภาพเดิมอีกครั้ง เป็นพื้นที่สีขาวสะอาดตา
ในเวลาเดียวกัน เขาเห็นคนที่สามารถผ่านการทดสอบได้เช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดเหรินฉางโจวถึงไม่ตามมา?”
“ใช่แล้ว ไม่ใช่ว่าจะจัดการสวี่หยางหรอกหรือ?”
สวี่หยางซ่อนพลังลมปราณของตนเอง
“หืม? สองคนนี้เป็นคนของสำนักไท่อี้ แม้แต่คนของสำนักไท่อี้ยังเอากับเขาด้วยหรือนี่”
สวี่หยางดีดนิ้ว ลูกไฟสองลูกพลันพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
“อ๊ากกกก…”
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น
สวี่หยางก้าวเท้าเดียว ฟันกระบี่ยาวลงไป ร่างของฝ่ายตรงข้ามก็ล้มลง
“อ่อนแอเกินไป!!”
จากการต่อสู้ครั้งนี้ สวี่หยางพบว่าสถานการณ์ในขณะนี้เป็นประโยชน์ต่อตนเองอย่างยิ่ง
การที่ทุกคนถูกกดพลังให้อยู่ในขอบเขตเดียวกัน ส่งผลดีต่อเขาอย่างไม่น่าเชื่อ
เพราะเขาได้ฝึกฝนวิชายุทธ์ขั้นต่ำจำนวนมากจนเกิดความชำนาญช่ำชอง ในขณะที่คนเหล่านี้ไม่ได้ทำเช่นนั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ สวี่หยางยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น
เดินหน้าต่อไป
โดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มก็มาถึงหอคอยชั้นที่เก้าแล้ว
ศัตรูที่นี่กลับเป็นผู้แข็งแกร่งในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง!!
ส่วนสวี่หยางเป็นเพียงแค่ผู้ที่อยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้าขั้นแรกเท่านั้น