ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 367 ความลับโบราณ
บทที่ 367 ความลับโบราณ
ทั่วสนามรบเสียงปืนใหญ่ดังสนั่นหวั่นไหว
บนท้องฟ้านกยักษ์บินผ่าน มีเหล่าปีศาจร่างประหลาดนั่งอยู่บนหลังนกกำลังบุกโจมตีฝ่ายมนุษย์อย่างบ้าคลั่ง
ฝ่ายมนุษย์เองก็เห็นได้ชัดว่าเป็นรองอย่างมาก
ประการแรก ฝ่ายนี้ไม่มีอาวุธที่ดีในขณะที่ฝ่ายปีศาจมีป้อมปืนใหญ่และเรือเหาะขนาดมหึมา
ประการที่สองจำนวนผู้บำเพ็ญมนุษย์ฝ่ายนี้ก็มีน้อยมาก ตอนนี้สถานการณ์ของฝ่ายมนุษย์กำลังถูกล้อมอยู่
สวี่หยางปล่อยจิตเทวะออกมาจึงรับรู้ได้ถึงความเสียเปรียบของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
มนุษย์กำลังตกอยู่ในอันตราย
“นี่คือสงครามใหญ่ระหว่างเทพและปีศาจสมัยโบราณ!”
สวี่หยางซ่อนตัวอยู่หลังรถศึกขนาดยักษ์ที่ถูกทิ้งร้าง
“เป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขั้นขอบเขตมหายาน”
หวงเสี่ยวเหมยกล่าว
“ขอบเขตมหายาน??”
“ใช่หลังจากขอบเขตแปรเทวาก็คือขอบเขตหลอมสุญตารวมกาย และสุดท้ายคือขอบเขตมหายาน!!” หวงเสี่ยวเหมยเหมือนนึกอะไรได้จึงอธิบายว่า “ก่อนหน้านี้ตอนที่ข้ากำลังค้นหาเกี่ยวกับธาตุของตัวเอง ข้าได้เห็นโดยบังเอิญ ดูเหมือนจะเกี่ยวกับขอบเขตของผู้บำเพ็ญมนุษย์ในอดีต!!”
สวี่หยางอึ้งไป
ตอนที่เขาและลี่เจี้ยนเจิ้นคุยโม้กันก็พูดแบบนี้พอดี
ไม่คิดว่าจะเป็นความจริงเลยจริงๆ
“สวี่หยาง เจ้าคิดอะไรออกแล้วหรือไม่”
หวงเสี่ยวเหมยถาม
“ไม่มีอะไร ข้าแค่คิดว่าในโลกเซียนของพวกเรา ขอบเขตแปรเทวาก็ถือว่าแข็งแกร่งมากแล้ว ยากจะจินตนาการได้ว่าขอบเขตหลอมสุญตา หรือแม้กระทั่งขอบเขตมหายานนั้นจะทรงพลังมากเพียงใด”
“อืม ที่นี่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานและขอบเขตเจี่ยตานล้วนเป็นเพียงทหารเล็กๆ ส่วนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดและขอบเขตแปรเทวา ที่นี่ถือเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ระดับกลางเท่านั้น”
หวงเสี่ยวเหมยกล่าว
ระหว่างที่คุยกันในที่สุดสองก็พบที่ที่ค่อนข้างปลอดภัยแห่งหนึ่ง
ที่นี่มีเพียงคนเผ่ามารไม่กี่คนเท่านั้น
จริงๆ แล้ว พวกเขาสามารถจำแนกคนเผ่ามารได้ง่ายมาก
ถึงแม้พวกเขาจะมีรูปร่างที่แตกต่างกันไปบ้าง เช่นบางคนมีสองเท้าอยู่บนศีรษะ บางคนมีสี่มือ บางคนดูแทบไม่ต่างจากมนุษย์เลย
แต่ปราณมารที่อยู่ในตัวพวกเขานั้นสามารถมองเห็นได้ชัดเจน
ปราณมารชนิดนี้แตกต่างจากผู้บำเพ็ญมารอย่างลี่เจี้ยนเจิ้นโดยสิ้นเชิง
ปราณมารของลี่เจี้ยนเจิ้นถึงแม้จะดูน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วก็เป็นเพียงพลังที่ถูกเปลี่ยนมาจากพลังหลิงเท่านั้น
แต่ปราณมารของเผ่ามารนั้นเป็นพลังยุทธ์พิเศษของเผ่ามาร
คล้ายกับพลังหลิง
นี่คือความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุด
ในตอนนี้ไม่ไกลจากพวกเขามีปีศาจสองหัวที่มีพลังอยู่ในขอบเขตเจี่ยตาน
ส่วนเขาและหวงเสี่ยวเหมยมีกำลังวิชาเพียงแค่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงสุดเท่านั้น
แต่พวกเขาต้องฆ่าปีศาจที่นี่ให้ได้หนึ่งร้อยตัว จึงจะถือว่าผ่านการทดสอบ
ที่นี่ไม่ได้จำกัดขอบเขตของฝ่ายศัตรู
นั่นก็คือถึงแม้เขาจะฆ่าปีศาจที่อ่อนแอที่สุดหนึ่งร้อยตัวก็ถือว่าผ่านด่านแล้ว
นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดด้านเวลาซึ่งคือสามเดือน
นั่นก็คือต้องฆ่าปีศาจอย่างน้อยหนึ่งตัวต่อวันจึงจะผ่านด่านได้
นี่เป็นเรื่องยาก
แต่ว่า…
ในชั่วขณะถัดมาสวี่หยางและหวงเสี่ยวเหมยก็ลงมือพร้อมกันอย่างเข้าใจกันดี
“หืม? มนุษย์ มนุษย์อันน่าชัง…”
ปีศาจสองหัวหันหน้ามา
ตู้ม!!
เจ้าปีศาจต่อยหมัดของมันออกมา
เนื่องจากมันไม่ทันได้หยิบอาวุธที่อยู่ข้างกาย
สิ่งนี้ทำให้สวี่หยางและหวงเสี่ยวเหมยมีโอกาสที่ดี
กระบี่วิเศษถูกควงไปมา
สวี่หยางตัดหัวของมารร้ายออก เกิดเสียงการต่อสู้สนั่นหวั่นไหว
“ผิวหนังช่างแข็งแกร่งนัก” สวี่หยางรู้สึกประหลาดใจ
ส่วนหวงเสี่ยวเหมยนั้นแทงทะลุหน้าอกของเจ้าปีศาจได้เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่สังหารปีศาจตัวนี้ได้สำเร็จ ตัวเลข 1 ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของคนทั้งสอง
นี่แสดงว่าการสังหารปีศาจตัวแรกของพวกเขานั้นสำเร็จลุล่วงด้วยดีทุกประการ
“ดีมาก ออกไปจากที่นี่กันเถอะ มิเช่นนั้น กลิ่นเลือดของปีศาจตัวนี้จะดึงดูดปีศาจตัวอื่นๆ ให้มาที่นี่”
คนทั้งสองเดินตามกันไป คนหนึ่งอยู่ข้างหน้า อีกคนอยู่ข้างหลัง
สวี่หยางหยิบกระบี่สายฝนมรกตออกมา
นี่คืออาวุธที่เป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่
หวงเสี่ยวเหมยมองมาด้วยความสนใจ
“เจ้าหยิบไพ่ตายออกมาแล้วหรือ”
“ใช่แล้ว!!”
“ดูเหมือนข้าก็ต้องใช้ไม้ตายบ้างแล้ว”
หวงเสี่ยวเหมยหยิบดาบยาวเล่มหนึ่งออกมา
สวี่หยางเลิกคิ้ว “ที่แท้ก็เป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ขั้นสี่ด้วย”
“ข้าเป็นศิษย์สายตรงนะ เจ้าคิดว่าข้ายากจนหรือไร”
หวงเสี่ยวเหมยหัวเราะเบาๆ ทันใดนั้นสวี่หยางหันหลังกลับ “มีคนตามมา”
“ศัตรูหรือผู้บำเพ็ญมนุษย์?”
“ศัตรู”
พูดจบสวี่หยางสูดหายใจลึกอย่างน่ากลัว จิตเทวะแผ่กระจายออกไป ปราณโดยรอบพุ่งเข้าสู่จมูกและปากของสวี่หยางด้วยความเร็วอันน่าตกใจ สุดท้ายก็พ่นออกมาอย่างบ้าคลั่ง
มังกรคำราม!
ครั้งนี้จิตเทวะกระแทกลมปราณที่น่ากลัวแผ่กระจายออกไปเหมือนลำโพงขนาดใหญ่
หวงเสี่ยวเหมยตกใจจนหน้าซีด ถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว
เพื่อไม่ให้นางโดนสวี่หยางทำร้ายโดยไม่ได้ตั้งใจ
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สวี่หยางปลดปล่อยมังกรคำรามอย่างสมบูรณ์
ฝ่ายตรงข้ามมีปีศาจสามหัว มีกำลังภายในขอบเขตจินตาน
คลื่นกระแทกทำให้พวกมันยืนนิ่งอยู่กับที่ เสื้อผ้าบนตัวต่างฉีกขาดเป็นชิ้นๆ กลายเป็นผ้าขาดไม่เหลือชิ้นดี
ด้วยประสบการณ์ที่เคยเอาชนะผู้แข็งแกร่งมาก่อน ตอนนี้ สวี่หยางสามารถต่อสู้ได้อย่างคล่องแคล่วยิ่งขึ้น
ชายหนุ่มกระโจนออกไปด้วยความเร็วดุจลูกธนู
ในขณะที่ปีศาจที่เป็นคู่ต่อสู้ยังไม่ทันได้ตอบโต้ กระบี่สายฝนมรกตของสวี่หยางก็ฟันฉับลงไปแล้ว
“จิตเทวะของเจ้าช่างทรงพลังนัก”
หวงเสี่ยวเหมยมองไปที่สวี่หยางด้วยความประหลาดใจ กล่าวชื่นชม
สวี่หยางยิ้มเล็กน้อย ตอนนี้ตัวเลขตรงหน้าของเขาคือ 4 แล้ว
แม้แต่ตัวเขาก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าตนเองในขณะนี้ ผู้มีขอบเขตสร้างรากฐานระดับสูงสุดจะสามารถกำจัดปีศาจที่มีความแข็งแกร่งมากกว่าตนเองได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มยังพบจุดสำคัญอีกอย่างหนึ่ง
นั่นคือปีศาจเหล่านี้มีความสามารถต้านทานต่อการโจมตีของจิตเทวะได้อ่อนแอมาก
พวกเขารีบออกสำรวจบริเวณอื่นทันที
บนท้องฟ้า สวี่หยางควบคุมเรือเหาะใบไม้ ด้านล่างเป็นภูเขาและพื้นดินสีดำเป็นจุดๆ มีศพกระจายอยู่ทั่ว
เมืองและถนนหนทางต่างๆ ถูกทำลายเสียหาย บรรดาปีศาจและผู้บำเพ็ญมนุษย์นับไม่ถ้วนต่อสู้กัน เสียงการต่อสู้ดังระงมไปทั่ว
“สนามรบโบราณกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว”
หวงเสี่ยวเหมยรู้สึกตกใจอย่างยิ่ง
“ไม่รู้ว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์พวกนี้มาจากกลุ่มอำนาจใดกันบ้าง”
“ข้าเคยเห็นในตำราโบราณของสำนัก ในสมัยโบราณใต้สำนักมีดาวเคราะห์น้อยนับไม่ถ้วน พวกเขารับสานุศิษย์อัจฉริยะจากดาวเคราะห์เล็กๆ เหล่านี้ผ่านการทดสอบด้วยเคล็ดวิชาพิเศษ จากนั้นใช้สานุศิษย์อัจฉริยะเหล่านี้ต่อสู้กับเผ่าปีศาจสงครามดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง”
“แล้วตอนนี้ทำไมถึงไม่มีล่ะ” สวี่หยางตกใจ
หวงเสี่ยวเหมยคิดสักครู่แล้วส่ายหน้า “สงครามอาจมีอยู่ตลอด เพียงแต่ที่นี่พลังของพวกเราอ่อนแอเกินไป หรือไม่ก็ด้วยเหตุผลบางอย่าง สำนักโบราณเหล่านั้นไม่ได้ใส่ใจพวกเราเลย”
สวี่หยางมองไปที่หวงเสี่ยวเหมยอย่างประหลาดใจ
สายตาของทั้งคู่สบกันก่อนจะเลื่อนหลบไปพร้อมกัน
หวงเสี่ยวเหมยพูดต่อ “บนชั้นสุดท้ายของหอคอยร้อยสมบัตินี้ มีข้อมูลเกี่ยวกับโลกเบื้องบน ตอนนี้ข้าสงสัยว่านี่คือเคล็ดวิชาทดสอบอย่างหนึ่งของโลกเบื้องบน”
สวี่หยางพยักหน้า “หวงเสี่ยวเหมย หากมีเคล็ดวิชาที่จะไปยังโลกเบื้องบนได้ เจ้าอยากจะขึ้นไปหรือไม่”
หวงเสี่ยวเหมยถอนหายใจ “ไม่รู้สิ แล้วเจ้าล่ะ”
“ข้าจะพาภรรยาของข้าไปด้วย เจ้าอยากไปไหม”
“ถึงเวลาแล้วค่อยว่ากันดีกว่า”
ขณะที่กำลังพูดคุยกัน นางเห็นทหารปีศาจคู่หนึ่งอยู่ข้างหน้า ดวงตาของนางสว่างวาบ
“ปีศาจขอบเขตเจี่ยตานกลุ่มหนึ่งเป็นโอกาสที่ดี”
“เอ๊ะ ข้างกายปีศาจกลุ่มนี้มีประตูหลุมลึกขนาดใหญ่อยู่ด้วย นี่คืออะไรกัน”
“ประตูเผ่าปีศาจ ตำนานเล่าว่าปีศาจทั้งหมดปีนขึ้นมาจากหลุมลึกลึกลับใต้พิภพ พวกเราไปดูกันเถอะ จะได้ไปดูด้วยว่าประตูนั้นเป็นอย่างไร”
สวี่หยางตกใจ”ที่แท้เผ่าปีศาจอาศัยอยู่ใต้พิภพหรือนี่”
“ไม่นับว่าเป็นใต้พิภพ จะว่าอย่างไรดีล่ะ คล้ายกับค่ายอาคมเชื่อมเขตแดนขนาดยักษ์ จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความมืดมิด นั่นก็คือส่วนลึกใต้พิภพจึงจะสามารถเรียกพวกมันออกมาได้”
สวี่หยางพยักหน้า “งั้นต้องดูให้ดีๆ ว่าเป็นค่ายอาคมแบบใด”
สายตามองไปยังปากทางเข้าเหวลึกตรงหน้า ทางเข้านี้มืดสนิทเต็มไปด้วยกลิ่นอายลึกลับน่าสะพรึงกลัว
ในใจเขาคาดเดาว่ากลุ่มปีศาจพวกนี้น่าจะเป็นผู้พิทักษ์ทางเข้าแห่งนี้
ขณะนี้ ปีศาจกลุ่มนี้ราวสิบกว่าตนก็เห็นสวี่หยางและหวงเสี่ยวเหมยแล้ว
“มีผู้บำเพ็ญมนุษย์ ฆ่าเสีย!”
พวกปีศาจหลายตนต่างหยิบอาวุุธมารออกมา
ปราณปีศาจทะลักฟ้า หมอกปราณสีดำอำมหิตกลายเป็นยักษ์กระดูกขนาดใหญ่ทีละตนกำลังฟาดใส่เรือวิญญาณของสวี่หยางและหวงเสี่ยวเหมย
“ตู้ม!”
เรือวิญญาณยิงปืนใหญ่ออกไป
เรือใบเล็กลำนี้เป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ขั้นสี่
ปืนใหญ่นัดนี้ระเบิดยักษ์กระดูกพวกนั้นจนแตกกระจาย
อย่างไรก็ตามการใช้หินวิญญาณก็มหาศาลมาก
สวี่หยางโบกมือ หินวิญญาณนับไม่ถ้วนบรรจุเข้าไปอีกครั้ง
หวงเสี่ยวเหมยบินออกไปควบคุมดาบบินขั้นสี่ปล่อยพลังมหาศาล ปราณสังหารคุกคามสังหารปีศาจตัวที่เป็นหัวหน้าได้ในครั้งเดียว
สวี่หยางยิงปืนใหญ่นัดที่สอง
ตู้ม!
นัดนี้ระเบิดพวกปีศาจที่เหลือทิ้งออกไปโดยตรง
สุดท้ายแล้ว สวี่หยางสามารถสังหารปีศาจได้หกตน ส่วนหวงเสี่ยวเหมยสังหารไปสี่ตน
“สวี่หยาง บางครั้งข้าสงสัยจริงๆ ว่าเจ้าเป็นศิษย์สายตรงของกลุ่มอิทธิพลใหญ่ หรือเป็นบุตรนอกสมรสของยอดฝีมือบางคนใช่หรือไม่”
หลังจากลงจอด หวงเสี่ยวเหมยอดไม่ได้ที่จะเย้าแหย่