ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 368 ขุนพลใหญ่แห่งราชวงศ์หนาน
บทที่ 368 ขุนพลใหญ่แห่งราชวงศ์หนาน
เมื่อได้ยินคำพูดเหน็บแนมของหวงเสี่ยวเหมยแล้ว สวี่หยางก็รู้สึกสงสัย “เหตุใดเจ้าจึงกล่าวเช่นนั้น?”
“สมบัติศักดิ์สิทธิ์ขั้นสี่ที่อยู่ในมือของเจ้ากลับมีมากกว่าข้าเสียอีก ยิ่งเมื่อนับรวมกับสมบัติแห่งสวรรค์และโลก และยันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้ามีอยู่มากมายเหล่านั้น…”
หวงเสี่ยวเหมยส่ายหัวแล้วกล่าวต่อ “ไม่สิ ต้องบอกว่าแม้แต่ศิษย์สายตรงของตระกูลใหญ่ ก็ยังไม่มั่งคั่งเท่าเจ้าเลย”
สวี่หยางหัวเราะแห้งๆ ขณะที่ทั้งสองกำลังจะพักผ่อนสักครู่ จู่ๆ ก็มีดาบยักษ์วิ่งตรงมาจากที่ไกลๆ ราวกับลำแสงเลเซอร์
ดาบยักษ์เล่มนั้นมิได้โจมตีมาทางพวกเขา
แต่มีคนอยู่บนนั้นสังเกตเห็นสถานการณ์ที่นี่จึงบินมาสำรวจ
มีคนยืนอยู่บนดาบนั้นคนหนึ่ง
เมื่อเห็นเครื่องแต่งกายของอีกฝ่าย หวงเสี่ยวเหมยก็ตกใจยิ่งนัก “เป็นคนของราชวงศ์หนาน”
“ราชวงศ์หนานหรือ?” สวี่หยางรู้สึกประหลาดใจ
“เมื่อครั้งที่ข้าอยู่ที่สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี เคยมีผู้บำเพ็ญมนุษย์จากเมืองโบราณของราชวงศ์หนานมาเยือน เป็นขุนพลในราชสำนักของราชวงศ์หนาน แต่งกายคล้ายๆ แบบนี้ สนามรบแห่งนี้เกรงว่าเคยมีคนของราชวงศ์หนานมาต่อสู้ที่นี่เป็นแน่แท้”
สวี่หยางขมวดคิ้วกล่าวว่า “ถูกต้องแล้ว ราชวงศ์หนานในฐานะผู้ทรงอำนาจที่สุดในโลกเซียนของพวกเรา ต้องมีความเกี่ยวข้องกับโลกเบื้องบนอย่างแน่นอน”
“ตอนนี้เกรงว่าก็ยังคงมีความเกี่ยวข้องกันอยู่ เพียงแต่ว่าฝ่ายของพวกเราอ่อนแอเกินไป นอกจากขอบเขตแปรเทวาแล้ว ผู้บำเพ็ญมนุษย์ธรรมดา พวกเขาไม่ได้ใส่ใจเลย”
หวงเสี่ยวเหมยผู้ซึ่งได้เห็นและได้ยินมามากมายในสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีเข้าใจเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี
ไม่นานนักคนบนดาบยักษ์ก็ลงมา
“ตัวข้านั้นชื่อฟ่านอี๋ เป็นขุนพลแห่งราชวงศ์หนาน ไม่ทราบว่าท่านทั้งสองเป็นศิษย์ของสำนักใด?”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่ลงมาจากดาบยักษ์มองไปที่ทั้งสองคนแล้วถามขึ้น
สวี่หยางรู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าของตนเองนั้นล้วนแต่เป็นผู้คนจากยุคโบราณ
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหอคอยร้อยสมบัติจำลองผู้คนและสนามรบจากยุคโบราณขึ้นมาได้อย่างไร
แต่จากสิ่งที่เห็นในตอนนี้ ผู้คนตรงหน้าเขาดูเหมือนจะมีความคิดเป็นของตัวเอง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ยังคงรักษาสภาพแบบเดิมไว้ไม่เปลี่ยนแปลง
ดังนั้น สวี่หยางจึงไม่กล้าประมาทต่อผู้บำเพ็ญมนุษย์ในอดีต จึงประสานมือคำนับแล้วกล่าวว่า “กราบเรียนท่านผู้อาวุโส พวกข้ามาจากสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีขอรับ”
“สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีงั้นหรือ สำนักเล็กๆ ไร้ชื่อเสียงนั่นกลับผลิตสองคนอัจฉริยะอย่างพวกเจ้าออกมาได้”
ฟ่านอี๋พยักหน้าเล็กน้อยพลางพูด
เมื่อได้ยินดังนั้น
สวี่หยางและหวงเสี่ยวเหมยต่างหุบยิ้ม
สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีอันทรงพลังกลับกลายเป็นสำนักเล็กๆ ไร้ชื่อเสียงในปากของฟ่านอี๋
ฟ่านอี๋กล่าวต่อ “พวกเจ้าทำได้ดีทีเดียว สาปีศาจถกำจัดทหารกองหนึ่งที่ทางเข้าถ้ำปีศาจนี่ได้สำเร็จ นี่คือรางวัลของพวกเจ้า”
เม็ดยาอมฤตปรากฏขึ้นในอากาศตรงหน้าพวกเขาสองเม็ด
สวี่หยางประหลาดใจเพราะพบว่ายาอมฤตในมือนั้นเป็นของที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“นี่คือยาบำรุงพลังวิญญาณ สาปีศาจถเพิ่มพลังวิญญาณได้โดยตรง ทั้งยังกินได้เรื่อยๆ ไม่มีผลข้างเคียงและไม่เกิดการดื้อยา”
สวี่หยางและหวงเสี่ยวเหมยต่างก็ตกใจยิ่งนัก!
“กินไปเรื่อยๆ ไม่มีผลข้างเคียงทั้งยังไม่เกิดการดื้อยา นี่มันโอสถวิเศษชั้นใดกัน??”
ในใจของทั้งสองล้วนคิดด้วยความสั่นสะเทือน
ฟ่านอี๋เห็นท่าทางของพวกเขาก็ไม่รู้สึกแปลกใจจึงกล่าวต่อ “ทำงานให้ดี ต่อไปสมาคมเซียนจะมีการส่งมอบเม็ดยาหยินหยางอีกมาก ข้าไปก่อนล่ะ”
พูดจบฟ่านอี๋ก็จากไป
สวี่หยางและหวงเสี่ยวเหมยต่างถือเม็ดยาหยินหยางคนละเม็ดสบตากัน
“ฟังจากที่ผู้อาวุโสท่านนั้นพูด เม็ดยาหยินหยางนี้ไม่มีผลข้างเคียง นั่นก็หมายความว่าถ้ากินไปเรื่อยๆ ก็จะเพิ่มพลังวิญญาณได้ไม่จำกัดงั้นหรือ?”
หวงเสี่ยวเหมยคิดในใจอย่างไม่อยากเชื่อ
สวี่หยางเดาว่า “พวกผู้แข็งแกร่งเหล่านั้นถึงได้เก่งกาจถึงเพียงนี้ จะต้องมีสมบัติแห่งสวรรค์และโลกที่ดีกว่านี้แน่ๆ มียาอมฤตดีๆ แบบนี้ ข้าไม่แปลกใจเลย”
หวงเสี่ยวเหมยได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า “ใช่แล้ว ถ้ามองแบบนี้ มีของแบบนี้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาสร้างรากฐาน หรือโอสถสำหรับหลอมรวมพลังขอบเขตจินตาน หรือยาอมฤตประเภทนี้แล้ว เพียงแค่กินเม็ดยาหยินหยางก็สาปีศาจถเลื่อนขั้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ”
“ตอนหลังน่าจะมีข้อจำกัดบ้าง เช่น เมื่อถึงขอบเขตแปรเทวาหรือขั้นอื่นๆ จะมีอุปสรรค”
“อาจจะใช่”
“ไปกันเถอะ พวกเราไปดูข้างในกัน เม็ดยาหยินหยางนี่เก็บไว้ก่อน”
สวี่หยางเก็บเม็ดยาหยินหยางไว้ คิดในใจว่าต่อไปจะลองปรุงยาอมฤตประเภทนี้ขึ้นมาเองดูบ้าง
ทั้งสองพุ่งเข้าไปในปากถ้ำใต้ดิน
ไม่นานนักก็เดินทางไปได้ห้าสิบกว่าลี้แล้ว
ระหว่างทาง พวกเขาพบศพของผู้บำเพ็ญมนุษย์จำนวนมากในถ้ำ อวัยวะภายในและเลือดย้อมถ้ำเป็นสีแดง
ที่นี่มีกลิ่นเลือด ปราณอำมหิตคลื่นกระเพื่อมไม่ขาดสาย เป็นสถานที่อันตรายยิ่งนัก
ในไม่ช้าพวกเขาก็พบพื้นดิน
ปีศาจสามตนถืออาวุุธสามง่ามล้อมรอบกองไฟกำลังทำการย่างขาคนกินอย่างเอร็ดอร่อย
น่าสังเกตว่าปีศาจทั้งสามตนนี้มีเขาคู่บนหน้าผากด้วย
โดยตนที่อยู่ตรงกลางมีปีกขนาดใหญ่อยู่ด้านหลัง
“ปีศาจบินได้สองเขาขอบเขตจินตานตอนกลาง!!”
หวงเสี่ยวเหมยสูดหายใจเข้าลึก ปราณพยายามซ่อนลมปราณของตนเอง
ปีศาจตรงหน้าเหล่านี้ไม่ใช่ปีศาจธรรมดาอย่างแน่นอน
นอกจากตนที่มีปีกแล้ว อีกทั้งสองตนเป็นขอบเขตจินตานตอนต้นและมีเกล็ดสีดำขลับปกคลุมร่างกาย
เกล็ดเหล่านี้ดูน่ากลัวยิ่งนักเหมือนเกราะ จึงคาดได้ว่ามีพลังป้องกันสูง
“ข้าเคยเห็นในตำราโบราณ ไม่ว่าจะเป็นพลังป้องกันหรือพลังโจมตี ล้วนแข็งแกร่งมาก พวกมันฝึกฝนได้รวดเร็วด้วย!” หวงเสี่ยวเหมยกล่าวต่อ
“เอ๊ะ พวกมันกำลังกินอะไรอยู่น่ะ??”
ทันใดนั้นสวี่หยางสังเกตเห็นว่าสิ่งที่พวกมันกำลังกินอยู่นั้นเป็นสีแดงฉาน
ปีศาจขอบเขตจินตานตอนกลางตนนั้นหยิบยาอมฤตสีเลือดออกมาเม็ดหนึ่งแล้วกินลงไปทันที
ในไม่ช้าดวงตาทั้งสองของมันก็ปรากฏภาพสีเลือด ปราณปีศาจที่อยู่บนร่างก็เข้มข้นขึ้นอีกหลายส่วน
ปีศาจทั้งสองที่อยู่ข้างๆ ต่างมองด้วยความอิจฉา
เห็นได้ชัดว่ายาอมฤตสีเลือดนี้มีแรงดึงดูดต่อพวกมันเป็นอย่างมาก
เมื่อเห็นเช่นนั้น สวี่หยางก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เพราะตอนอยู่ในโลกมนุษ ย์ตอนจัดการกับปีศาจเต่านั้น ปีศาจเต่าเคยบอกว่าปีศาจตะขาบโบราณที่ควบคุมราชสำนักอยู่กำลังให้พวกมันทำการหลอมรวมยาอมฤตประเภทนี้อยู่เช่นกัน
จริงๆ แล้วยาอมฤตประเภทนี้ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับพวกปีศาจ
ตอนนั้นสวี่หยางก็รู้สึกแปลกใจมาก
ในเมื่อไม่มีประโยชน์แล้วทำไมยังต้องทำการหลอมรวมยาอมฤตอีกล่ะ??
“หรือว่าปีศาจตะขาบโบราณกับปีศาจพวกนี้มีความเกี่ยวข้องกัน”
พอคิดถึงตรงนี้ใจของสวี่หยางก็หนักอึ้ง
ความเกี่ยวข้องนี้หมายความว่าพวกเผ่าพันธุ์ปีศาจต้องมีช่องทางมายังโลกของพวกเขาแน่นอน
เผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งขนาดนี้ หากเข้ามาในโลกเซียนของพวกเขาจะเกิดผลลัพธ์อะไรขึ้นบ้าง???
สิ่งมีชีวิตล้มตาย! นรกบนดินอุบัติขึ้น!
“หลังจากกลับไปแล้ว สงสัยคงต้องทำการค้นหาให้ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
สวี่หยางสูดลมหายใจลึกๆ แล้วกล่าวกับหวงเสี่ยวเหมยว่า “มีเพียงตนเดียวที่อยู่ในขอบเขตจินตานตอนกลาง ข้าจะจัดการเอง ส่วนอีกทั้งสองตนนั้น เจ้าช่วยรั้งมันไว้ได้หรือไม่”
หวงเสี่ยวเหมยหัวเราะแล้วกล่าวว่า “เจ้าแน่ใจหรือ ไม่อยากให้ข้าจัดการตนที่แข็งแกร่งนั่นแทนหรือ?”
“เจ้ามั่นใจในตัวเองดีนัก ทำได้หรือ”
“ก่อนหน้านี้ตัวเจ้าเป็นฝ่ายสังหารมาตลอด ครั้งนี้ปล่อยให้ข้าทำบ้าง สวี่หยาง อย่าลืมสิว่าร่างกายของข้าไม่ธรรมดานะ”
พูดจบหวงเสี่ยวเหมยก็เข้าโจมตีทันทีโดยไม่รอให้สวี่หยางตอบกลับ
“ผู้หญิงคนนี้…” สวี่หยางยิ้มแล้วเข้าโจมตีตามติดทางด้านหลัง
“มนุษย์!!!”
พวกปีศาจทางด้านล่างต่างเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกัน ส่งเสียงคำรามสะเทือนฟ้า
“ฆ่าพวกมันซะ”
ปีศาจขอบเขตจินตานตอนกลางจ้องมองด้วยความโกรธแค้น
ปีศาจอีกสองตนชูสามง่ามขึ้นฟันปราณในอากาศ เนื่องจากความเร็วสูงเกินไป จึงเกิดเสียงระเบิดดังสนั่น
แข็งแกร่ง!!!
ต้องยอมรับว่าปีศาจที่บรรลุถึงขอบเขตจินตานนั้นแข็งแกร่งมากจริงๆ
สวี่หยางรวบรวมสมาธิใช้เคล็ดปีศาจทมิฬอเวจี กระบี่สายฝนมรกตได้รับการหนุนจากวิชามาร จึงสามารถขัดขวางปีศาจทั้งสองตนนี้ได้ในทันที
ตู้ม ตู้ม ตู้ม…
ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือด เสียงระเบิดของปีศาจทั้งสองตนดังขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น แต่พวกมันก็ไม่เป็นอะไร
“ผู้สืบทอดรุ่นหลังในช่วงขอบเขตสร้างรากฐานมีพลังปราณที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ผู้นี้ต้องเป็นอัจฉริยะแห่งเผ่ามนุษย์แน่นอน!”
“ฆ่ามันเดี๋ยวนี้”
ทั้งสองปีศาจปรากฏสีหน้าประหลาดใจจากนั้นโจมตีสวี่หยางด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น
แต่ในชั่วขณะถัดมา พลังมืดมนต์ดำก็ห่อหุ้มพวกมันไว้โดยตรง
พลังมืดมนต์ดำมีพลังกัดกร่อนอย่างรุนแรง
ในไม่ช้าก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของปีศาจดังมาจากด้านในม่านหมอกสีดำนั้น
สวบ…
กระบี่สายฝนมรกตบินเข้าไป ทั้งสองปีศาจสูญเสียลมปราณอย่างรวดเร็ว
ในเวลาเดียวกัน หวงเสี่ยวเหมยก็กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดอยู่ไม่ห่างออกไป
ในที่สุด นางก็ใช้ไม้ตายสุดท้ายพลังอันทรงพลัง ทำให้ผมของนางกลายเป็นสีขาวโพลน
เมื่อเห็นภาพนี้สวี่หยางก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
“ผมกลายเป็นสีขาวไปแล้ว!!”
ซูเปอร์ไซย่า?
ผมสีขาวของหวงเสี่ยวเหมยดุจดั่งสายน้ำตกแห่งสรวงสวรรค์ปลิวไสวไปตามกระแสลม
พลังวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ห่อหุ้มปีศาจ ดาบที่เป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่ในมือหญิงสาวเหลือเพียงเงาของสายฟ้าธรรมดา คมดาบกำลังกรีดคอของปีศาจในขอบเขตจินตานตอนกลางคืนนั้นด้วยความแม่นยำ
เกล็ดบนตัวปีศาจตัวนี้แข็งแกร่งมาก
ถึงอย่างนั้นภายใต้การกรีดแบบนี้ในไม่ช้าบริเวณคอ หน้าอกและแผ่นหลังของปีศาจก็เต็มไปด้วยเลือดไหลทะลัก
“มนุษย์ชั่วช้า ขอให้พวกเจ้าต้องตายอย่างทรมาน…”
ตู้ม!
ปีศาจเลือกที่จะระเบิดตัวเองหนีความทรมาน
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้สวี่หยางและหวงเสี่ยวเหมยตกใจจนหน้าซีด
พวกเขาเดินทางมาอย่างราบรื่นเกินไปจนทำให้สูญเสียความเคารพต่อผู้ที่แข็งแกร่ง!!
ไม่คิดเลยว่าศัตรูจะกล้าหาญพอที่จะระเบิดตัวเองเช่นนี้
“กรี๊ดดด…”
ในทันใดนั้น หวงเสี่ยวเหมยร้องโหยหวน
คลื่นกระแทกอันมหาศาลทำให้เสื้อผ้าบนตัวนางแหลกละเอียด เสื้อคลุมไร้ซึ่งพลังวิญญาณ อาวุธที่เป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่ในมือก็ปลิวหายไปด้วยเช่นกัน
สวี่หยางตาไวมือไวรับอาวุธของนางไว้ทันควัน หลังจากนั้นก็โอบกอดหวงเสี่ยวเหมยที่กำลังจะร่วงลงพื้นเอาไว้ได้อย่างทันเวลาหวุดหวิด!