ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 10 ฟังว่ามีคนได้กินมื้อพิเศษ
บทที่ 10 ฟังว่ามีคนได้กินมื้อพิเศษ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมีของกินล่อตาล่อใจอยู่ตรงหน้าหรือไม่ หลี่ซื่อจึงลงครัวอย่างขยันขันแข็ง เก็บหัวไชเท้าออกมาล้างจนสะอาด หั่นเป็นแผ่นบาง แล้วซอยเป็นเส้นฝอยเสียงดังฉับ ๆๆๆ
“ท่านแม่ ในโถน้ำมันไม่มีน้ำมันแล้ว จะให้ข้าผัดไปทั้งอย่างนี้หรือไปยืมจากเพื่อนบ้านมาสักหน่อยดีเจ้าคะ?”
ถ้าเป็นหลิวซื่อพบว่าน้ำมันหมดแล้วก็คงจะไม่ส่งเสียงสักแอะ ผัดไปทั้งอย่างนี้แน่นอน แต่หลี่ซื่อกลับไม่เหมือนกัน นางเป็นสายกิน ย่อมรู้ว่าผัดผักใส่น้ำมันกับไม่ใส่น้ำมันนั้นรสชาติย่อมแตกต่างกัน
ขณะนั้นเย่อวี๋หรานจึงนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานนี้โถน้ำมันถูกนาง ‘ล้าง’ ไปแล้ว
“เจ้ารอก่อน”
นางกลับห้องไปหยิบเครื่องในปลาที่หลิวซื่อชำแหละเอาไว้เมื่อวานนี้ออกมา
ถ้าใช้อย่างประหยัด เครื่องในปลาเท่านี้สามารถเคี่ยวเอาน้ำมันออกมาได้นิดหน่อย แบ่งใช้ได้หลายมื้อ แต่ว่าเย่อวี๋หรานใคร่ครวญแล้ว ไม่ประหยัดน้ำมันถึงเพียงนั้นจะดีกว่า จึงไม่ได้ให้หลี่ซื่อทำวิธีนั้น
“ท่านแม่ คิดไม่ถึงว่าจะมีไข่ปลาด้วย แต่มีน้อยเกินไป ไม่อย่างนั้นเอามาทำแกงไข่ปลาก็อร่อยมากเหมือนกัน”
เย่อวี๋หรานกลอกตาใส่นาง “ยังจะมาแกงไข่ปลา เจ้ารู้ไหมว่าไข่ปลาพวกนี้ ถ้าเปลี่ยนเป็นปลาเล็ก ๆ ได้จะมีสักกี่ตัว?”
“กี่ตัวเจ้าคะ?”
“พันตัวขึ้นไป”
หลี่ซื่อนับไม่หวาดไม่ไหว “พันตัวขึ้นไปคือกี่ตัวเจ้าคะ หมายความว่ามีเยอะเลยใช่หรือไม่? ท่านแม่ ท่านมีความรู้มากจริง ๆ ตอนที่ข้าแต่งออกมา แม่ข้ายังบอกว่าข้าวาสนาดี แต่งเข้าบ้านที่แม่สามีมีความรู้มากที่สุดในหมู่บ้าน ฮิ ๆๆๆ…”
เย่อวี๋หรานกล้าพูดเลยว่ามารดาของหลี่ซื่อไม่เคยกล่าววาจาเช่นนี้แน่นอน
ด้วยนิสัยดุร้ายป่าเถื่อนของเจ้าของร่างเดิม พวกนางคงพูดว่า แม่สามีที่ร้ายกาจขนาดนี้ บ้านไหนจะกล้าให้ลูกสาวแต่งเข้ามา? แต่งเข้าไปแล้วก็คงต้องถูกเคี่ยวกรำไปทั้งชีวิต
ความสามารถในการพูดโกหกตาไม่กะพริบของหลี่ซื่อไม่ใช่ว่าสูงส่งธรรมดาเลยจริง ๆ
เย่อวี๋หรานมองนางแวบหนึ่ง “อะไรกัน มาประจบข้าแบบนี้อยากจะเรียนหนังสือกับข้าอย่างนั้นหรือ? ได้สิ แค่ต่อไปเจ้าตั้งใจทำงาน ไม่แอบอู้ ข้าก็จะสอนให้”
หลี่ซื่อลมหายใจสะดุด “อันนั้น…ช่างมันเถอะเจ้าค่ะ ตั้งแต่เล็กแม่ข้าก็ด่าว่าข้าหัวช้า ไม่มีสมอง แล้วจะจำตัวอักษรพวกนั้นได้อย่างไร? ข้าคงเรียนแล้วไม่จำแน่เจ้าค่ะ”
“เจ้าแน่ใจ?” เย่อวี๋หรานนิ่งมาก ยังคงพูดอีกว่า “ข้ายังคิดว่าจะเก็บไข่ไก่ไว้เยอะหน่อย สอนหนังสือให้ทุกคน ถึงเวลามาใครเรียนได้ดีที่สุดก็ให้รางวัลคนนั้นเป็นไข่หนึ่งฟอง ดูท่าเจ้าคงหมดหวังแล้ว”
แผนการแรกของเย่อวี๋หราน ก็คือกวาดล้างความไม่รู้หนังสือให้หมดไปจากครอบครัวสกุลจู
เมื่อคนเรารู้หนังสือ โลกทัศน์ก็จะเปิดกว้าง เข้าใจหลักเหตุผลมากขึ้น
นางไม่ได้คาดหวังว่าบรรดาลูกชายและลูกสะใภ้ของเจ้าของร่างเดิมจะต้องรู้ตัวอักษรจำนวนมาก หรือเข้าใจหลักการยิ่งใหญ่อะไรได้ ทว่าหลัก ๆ คือการเพิ่มโอกาสก้าวหน้าให้กับพวกเขา และสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ขึ้นภายในครอบครัวสกุลจู
เย่อวี๋หรานมองไปไกลกว่านั้น สิ่งที่นางเล็งไว้ก็คือคนรุ่นที่สามของสกุลจู หรือก็คือต้าเป่าและเอ้อร์เป่า
ในขณะที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าหลบอยู่ในมุมหนึ่งตัวสั่นเทิ้ม ท่านย่า ท่านทำเป็นไม่เห็นพวกข้าได้หรือไม่?
เย่อวี๋หรานถลึงตาใส่ ฝันไปเถอะ!
“ท่านแม่ ท่านพูดจริงหรือ?” หลี่ซื่อฟังแล้วก็รีบถามขึ้น
นางไม่สนใจเรื่องเรียนหนังสือ มันกินไม่ได้สักหน่อย แต่ไข่ไก่นั้นไม่เหมือนกัน ถ้านางสามารถกินไข่ไก่ได้วันละฟองเหมือนจูปาเม่ยคงจะมีความสุขยิ่งนัก
“จริงแท้แน่นอน แต่เจ้าหัวช้าแบบนี้ เรียนแล้วก็ยังจำไม่ได้ ไข่ไก่ก็คงจะไปไม่ถึงมือเจ้า จะจริงหรือไม่จริงแล้วเกี่ยวอันใดกับเจ้า?” เย่อวี๋หรานจงใจพูดแหย่
หลี่ซื่อร้อนใจเสียแล้ว จึงรีบพูดว่า “จะไม่เกี่ยวได้อย่างไรเจ้าคะ? ข้า…”
“แต่เจ้าหัวช้าไม่ใช่หรือ?”
“เอ้อ” หลี่ซื่อสมองหมุนเร็วรี่ รีบพูดว่า “แต่ว่าท่านแม่หลักแหลมมากนี่นา ท่านแม่ฉลาดปราดเปรื่องน่าเกรงขาม สติปัญญากว้างไกลไร้ขอบเขต จะต้องมีวิธีสอนลูกสะใภ้หัวช้าอย่างข้าให้รู้เรื่องได้แน่ ใช่หรือไม่เจ้าคะ? ท่านแม่ เอาอย่างนี้ดีไหมเจ้าคะ ตอนนี้ท่านกำลังสะสมไข่ไก่อยู่ไม่ใช่หรือ? ไม่สู้ท่านสอนข้าก่อนสักหน่อย แบบนี้พอถึงตอนที่ท่านสอนทุกคน ข้าจะได้แสดงออกได้โดดเด่นขึ้นมาอีกนิด มีโอกาสกินไข่ไก่เพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย?”
นางยังลูบหน้าท้องเบา ๆ เน้นว่า “ท่านแม่ ข้าไม่ได้โลภมากอยากกินนะ แต่ว่าตอนนี้ข้ากินปากเดียวสองชีวิต ข้าได้กินก็เท่ากับว่าหลานสาวสุดที่รักของท่านได้กินไม่ใช่หรือเจ้าคะ? ข้าจะได้กินหรือไม่ได้กินไข่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สิ่งสำคัญคือไม่อาจปล่อยให้หลานสาวที่น่ารักของท่านแม่ต้องหิวโหย”
เย่อวี๋หรานแทบเก็บสีหน้าเอาไว้ไม่อยู่ หลี่ซื่อผู้นี้ช่างตลกเกินไปแล้ว
เพื่อของกินแล้ว สมองช่างทำงานรวดเร็วจริง ๆ! นางเพิ่งจะต่อบันได อีกฝ่ายก็ปีนป่ายขึ้นมาอย่างว่องไว ทั้งยังคิดจะขึ้นไปสูงกว่านี้อีกขั้น
นางทำเป็นครุ่นคิดพลางจ้องมองหลี่ซื่อ มองแล้วมองอีกอยู่เช่นนั้น
หลี่ซื่อประหม่า รู้สึกเหมือนว่าความคิดอ่านเล็ก ๆ ของตนเองถูกมองออกจนทะลุปรุโปร่ง
แต่จะเป็นไปได้อย่างไรกัน?
นางสามารถตบตาแม่สามีได้ตลอดมา เพื่อไข่ไก่แล้ว ครั้งนี้จะผิดพลาดไม่ได้
เย่อวี๋หรานเห็นว่าพอสมควรแล้วก็ผงกศีรษะ กล่าวอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “คงได้แต่ทำแบบนี้ เจ้าโง่ขนาดนี้ แต่ใครใช้ให้เจ้าเป็นคนที่ข้าชอบที่สุดในบรรดาลูกสะใภ้ล่ะ? ถ้าไม่อยากให้เจ้าเป็นตัวถ่วงคนอื่นมากเกินไป ข้าก็ได้แต่ต้องเพิ่มคาบพิเศษให้เจ้าแล้ว[1]”
ความจริงแล้ว นางคิดว่าจำเป็นต้องให้มีใครสักคนเรียนได้ไวสักหน่อย เพื่อให้คนอื่นเห็นว่ามีคนได้รับผลประโยชน์ คนอื่น ๆ ก็จะได้พยายามพัฒนาตัวเองตามไปด้วย
ไม่มีใครสังเกตว่าหลินซื่อที่เพิ่งตื่นนอนกำลังจะเข้ามาในครัวเพื่อตักน้ำล้างหน้า และมาได้ยินคำว่า ‘เพิ่มคาบพิเศษ’ เข้าพอดี
เพิ่มคาบพิเศษ!
นางใจเต้นระทึก รีบหลบไปแอบฟังทันที
“ท่านแม่ ท่านช่างดีจริง ๆ ท่านเป็นแม่สามีที่ดีเลิศที่สุดในปฐพี! ข้าแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ของท่านนับว่าโชคดียิ่งนัก!” หลี่ซื่อลิงโลดยินดี ถ้อยคำน่าฟังที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินซื้อล้วนยกมาพูดให้แม่สามีฟังจนหมดสิ้น
เย่อวี๋หรานฟังจนเบิกบานใจ มีตัวป่วนผู้นี้อยู่ ชั่วชีวิตนี้ของนางก็คงจะไม่เงียบเหงาแล้ว!
ปากหวานปานนี้ เจ้าของร่างเดิมจะโปรดปรานนางก็ไม่แปลก
ครั้นแอบฟังต่อไปก็ไม่เห็นว่ามีสาระสำคัญอะไรแล้ว หลินซื่อลอบขุ่นเคือง
ไม่ใช่แค่อุ้มท้องหรอกหรือ วิเศษวิโสนักหรือไร?
ที่ผ่านมาวัน ๆ กินแต่โจ๊กเปล่าก็ไม่อิ่มกันอยู่แล้ว แม่สามียังจะมาทำมื้อพิเศษให้นางกินโดยเฉพาะอีก ชักจะเกินไปแล้ว
หน้าก็ไม่อยากจะล้างแล้ว ได้แต่กลับห้องนอนไปบิดเนื้อจูอู่อยู่หลายที
จูอู่ที่กำลังหลับสบายตื่นขึ้นมาเพราะความเจ็บ ได้แต่มุ่นคิ้วมองนาง “เจ้าทำอะไร? ข้าไปหาเรื่องเจ้าอีกหรืออย่างไร?”
“เจ้านั่นแหละหาเรื่องข้า!” หลินซื่อโมโหจนตาแดง บิดเนื้อหนังเขาต่อไป
“เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า? ข้านอนอยู่ดี ๆ จะไปหาเรื่องเจ้าได้อย่างไร?” จูอู่รีบจับมือนางไว้ให้นางหยุด
หลินซื่อเป็นแค่เด็กสาวคนหนึ่ง เรี่ยวแรงจะสู้จูอู่ที่ทำไร่ทำนาอยู่เป็นประจำได้อย่างไร ถูกจับเอาไว้ก็ขยับไม่ไหวแล้ว
“เจ้าปล่อยข้านะ!”
“ไม่ปล่อย ปล่อยแล้วเจ้าก็จะมาบิดข้าอีก”
“ข้าบิดเจ้าแล้วจะทำไม? ข้าบิดเจ้าไม่ได้รึ? เจ้าปล่อยนะ”
“ข้าไม่ได้กวนโมโหเจ้าสักหน่อย เจ้ามาบิดข้าทำไม?”
“เจ้านั่นแหละกวนโมโหข้า”
ใครก็ตามถ้าถูกคนอื่นบิดเนื้ออย่างไร้เหตุผล จิตใจก็คงจะไม่เป็นสุขเท่าไหร่นัก จูอู่เห็นว่านางทำตัวดุร้ายวุ่นวายไม่หยุด ทั้งยังไม่มีเหตุผล เขาก็พลิกตัวลุกขึ้นจากเตียงด้วยความโมโห
“คร้านจะสนใจเจ้าแล้ว!”
แล้วก็ออกไปจากห้อง
หลินซื่อโมโหกว่าเดิม กำปั้นเล็ก ๆ ทุบลงบนเตียงแรง ๆ หลายที โมโหจนน้ำตาร่วง “แม่ของเจ้ารังแกข้าก็แล้วไปเถอะ แต่เจ้ายังมารังแกข้าอีก สกุลจูของพวกเจ้ารังแกคนอื่นแบบนี้ได้อย่างไรกัน? เกินไปแล้วนะ”
ทันใดนั้นก็นึกเสียใจขึ้นมา ตนเองไม่ฟังคำของมารดา อยากจะแต่งเข้าบ้านสกุลจูให้ได้
แม่สามีเป็นคนร้ายกาจก็ช่างเถอะ นี่ยังจะมาลำเอียงอีก
สามีของนางยังเป็นคนไม่รู้หนาวรู้ร้อน เห็นนางถูกรังแกยังทำเป็นมองไม่เห็นราวกับคนตาบอด แต่งให้ผู้ชายแบบนี้มีประโยชน์ตรงไหนกัน?
ถ้าเลยเวลากินข้าวไปแล้วก็จะไม่มีข้าวให้กิน
แม้แต่อาหารเช้านางก็ไม่อยากที่จะกินมันแล้ว
[1] คำนี้มาจากภาษาจีน 开小灶 หมายถึง การจัดเตรียมอาหารคุณภาพสูงเพื่อคนคนหนึ่งโดยเฉพาะ หรือเพิ่มคอร์สพิเศษให้ ใช้อุปมาถึงการดูแลใครคนหนึ่งเป็นพิเศษ สิ่งที่เย่อวี๋หรานพูดกับหลี่ซื่อหมายความว่า จะสอนเสริมให้หลี่ซื่อก่อนเริ่มเรียนร่วมกับคนอื่น ส่วนหลินซื่อที่ได้ยินแต่ท่อนหลังจึงเข้าใจไปอีกทาง