ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 101 สิ่งที่แสวงหา
บทที่ 101 สิ่งที่แสวงหา
เย่อวี๋หรานส่ายหน้า “มนุษย์ถือกำเนิดมาบนโลกย่อมมีสิ่งที่ตนแสวงหา ในชีวิตนี้ข้าก็มีเช่นกัน ข้าแสวงหาชื่อเสียงและผลประโยชน์ ปรารถนาให้คนในครอบครัวมีชีวิตที่สงบสุขปลอดภัย ทุกสิ่งที่ข้าทำอยู่ในตอนนี้ก็เพื่อให้คนในครอบครัวสกุลจูมีชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนสิ่งที่เจ้าแสวงหา ต่อให้เจ้าไม่พูด ข้าก็พอจะเดาออก”
“เดา…เดาว่าเป็นอะไร?!” ไม่นะ นางดูออกจริง ๆ หรือ?!
“เจ้าสวมชุดแพรไหมเนื้อดี มองตาเดียวก็รู้ว่ามาจากตระกูลใหญ่ ไม่เข้าใจมุมมองเชิงคุณค่าของชาวบ้าน แต่กลับใส่ใจการเกษตร ครอบครัวเจ้าคงทำงานที่เกี่ยวข้องกับด้านนี้กระมัง ผู้อื่นมองเห็น ‘ฟางโต่ว’ ก็คิดถึงแต่ผลกำไร ตั้งราคาเท่าไหร่ ทำเงินได้กี่มากน้อย แต่เจ้ากลับเร่งรัดให้ข้าเผยแพร่ออกไปให้ทุกคนรับรู้ มอบผลประโยชน์แก่ส่วนรวม…” กล่าวถึงตรงนี้ เย่อวี๋หรานยิ้มเล็กน้อยจึงพูดสืบไปว่า “แสดงชัดว่า ‘ผลประโยชน์’ ธรรมดาไม่อาจทำให้เจ้าหวั่นไหวได้ สิ่งที่เจ้าต้องการคงเป็น ‘ชื่อเสียง’ กระมัง”
กานอี้เซียนใจเต้นระทึก แม้จะไม่ได้ถูกต้องไปเสียทั้งหมด แต่ก็ห่างไม่ไกลแล้ว
เขาพยายามทุกวิถีทางเพื่อตีสนิทจูต้าเหนียง คิดจะประกาศให้ใต้หล้ารับรู้ถึงความลับของสิ่งของในมือนาง สิ่งที่แสวงหาไม่ใช่ ‘ชื่อเสียง’ หรอกหรือ?
ขอเพียงเขาทำให้ชาวประชาบนผืนดินใต้อาณัติของเขามีกินอิ่มท้อง เก็บเกี่ยวผลผลิตได้มาก เมื่อเรื่องนี้รายงานขึ้นไปยังสวรรค์เบื้องบน ถู่ตี้เฉินอย่างเขาก็นับว่านั่งตำแหน่งนี้ได้อย่างมั่นคงและมีหน้ามีตา
ถ้าหากชาวบ้านเพาะปลูกแล้วมีกินไม่อิ่มท้อง เช่นนั้นเขาก็…
“ดูจากสีหน้าเจ้า ข้าคงเดาถูกแล้วกระมัง?” เย่อวี๋หรานถาม
กานอี้เซียนก้มหน้าทอดถอนใจ “อื้ม จูต้าเหนียง ท่านร้ายกาจจริง ๆ ข้านึกว่าข้าปลอมตัวได้แนบเนียนแล้วเสียอีก…”
เย่อวี๋หรานถึงกับยิ้มออกมา “เจ้าคิดว่าในโลกนี้มีนายพรานที่ใส่ชุดแพรไหมด้วยงั้นหรือ?”
“เอ้อ…” กานอี้เซียนก้มมองอาภรณ์เซียนจำแลงบนร่างตนเอง แล้วมองเสื้อผ้าบนร่างจูต้าเหนียง ทั้งสับสนงุนงงไม่คลาย ทั้งคล้ายจะเข้าใจอะไรบางอย่าง “มีอะไรไม่เหมือนกันด้วยหรือ?”
“เจ้าดูเสื้อผ้าที่ข้าใส่อยู่ เป็นผ้าเนื้อหยาบสำหรับสวมใส่เวลาทำงาน แค่มองก็ทราบว่าเป็นสตรีชาวบ้านยากจนในชนบท แต่เมื่อมองการแต่งกายของเจ้า กลับเหมือนคุณชายที่มาท่องเที่ยวในชนบท เจ้าบอกว่าตัวเองเป็นนายพราน แต่เขาไท่ตังขึ้นชื่อว่ามีสัตว์ป่าดุร้ายชุกชุม ต่อให้เป็นนายพรานก็รู้แจ้งแก่ใจ ไม่มีใครกล้าอาศัยอยู่บนเขาไท่ตังแม้แต่คนเดียว อย่างมากก็เพียงอาศัยอยู่บริเวณเชิงเขา”
เย่อวี๋หรานกล่าวอีกว่า “แต่แค่มองเจ้าก็รู้ได้ เจ้าอาจมีวิชาป้องกันตัวอยู่บ้าง แต่เจ้าจะต้องเข้าใจอะไรเกี่ยวกับเขาไท่ตังคลาดเคลื่อนไปแล้วเป็นแน่”
บนเขาไท่ตังมีเจ้าป่า ต่อให้เป็นนายพราน โดยทั่วไปถ้าไม่มีสหายไปด้วยก็ไม่กล้าขึ้นเขาไปล่าสัตว์ตามลำพังเด็ดขาด
เหมือนกานอี้เซียนที่พูดไว้ว่าอาศัยอยู่บนเขานั้นอย่าแม้แต่จะคิด
ครอบครัวนายพรานที่มีอยู่เพียงหยิบมือ พวกเขาเองก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านตรงเชิงเขา หรือไม่ก็สร้างกระท่อมขึ้นบริเวณใกล้ ๆ เชิงเขา แล้วไปพักที่กระท่อมเป็นบางครั้งบางคราว ปกติก็ไม่ได้อาศัยอยู่ที่นั่น
ผู้ใดกล้าพอจะอยู่บนเขาไท่ตังจนถึงยามฟ้ามืด?
นั่นคือไม่ต้องการชีวิตแล้วชัด ๆ
เมื่อเย่อวี๋หรานอธิบายให้ฟังเช่นนี้ กานอี้เซียนถึงค่อยเข้าใจว่าตนเองเผย ‘พิรุธ’ อันใดออกไป
เขานึกยินดีอยู่บ้าง จูต้าเหนียงเหมือนจะเข้าใจคลาดเคลื่อนไป ขณะเดียวกันก็รู้สึกเศร้าใจ ที่แท้สิ่งที่เขาเข้าใจว่าเรียบง่ายสมถะ ในสายตาของจูต้าเหนียงกลับเห็นเป็นพิรุธ
เฮ้อ…เขาตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องเป็นถู่ตี้เฉินที่ดีที่สุดในโลกให้ได้ ดูท่าคงอีกยาวไกล
“จูต้าเหนียง ท่านร้ายกาจจริง ๆ!” สายตาเช่นนี้ไม่ธรรมดาเลย
“ข้าไม่ได้ร้ายกาจ แต่เจ้าแค่บังเอิญได้มาพบข้า ถ้าเปลี่ยนเป็นสตรีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากคนอื่นก็มองออกเช่นกัน” เย่อวี๋หรานยิ้ม “ถ้าเจ้าต้องการมีชื่อเสียง ข้ามีวิธีการอยู่วิธีหนึ่ง สามารถทำให้เจ้ามีชื่อเสียงลือลั่นได้แน่นอน”
เมื่อกานอี้เซียนได้ยินคำว่า ‘ชื่อเสียงลือลั่น’ ก็รีบโบกมือเป็นพัลวัน “ไม่ต้อง ๆ จูต้าเหนียง ข้าช่วยท่าน ที่จริงก็แค่หวังให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบ ๆ เขาไท่ตังมีชีวิตที่ดีขึ้นมาหน่อย ข้าแสวงหาชื่อเสียงก็จริง แต่ไม่ใช่ชื่อเสียงแบบที่ท่านพูดถึง”
เขาหยัดตัวตรง แสดงการคารวะต่อนางอย่างจริงจัง
“ก่อนหน้านี้ล่วงเกินแล้ว จูต้าเหนียงโปรดอย่าถือสา”
เย่อวี๋หรานย่อมไม่ยอมรับการคารวะนี้เพียงเพราะเห็นแก่ที่ตนเองอายุมากกว่า แต่รีบเบี่ยงกายหลบไปข้าง ๆ โบกมือพูดว่า “บัณฑิตอย่างพวกเจ้าก็เป็นเสียอย่างนี้ คร่ำครึพิธีรีตอง เจ้ามีจิตใจเมตตาเอื้ออารี หรือข้าเป็นแม่เฒ่าใจโฉดที่ทำแต่เรื่องไม่ดีเหมือนในคำร่ำลืออย่างนั้นหรือ?”
“ต้องไม่ใช่อยู่แล้ว” กานอี้เซียนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “จูต้าเหนียงเป็นคนดี!”
เย่อวี๋หรานที่ถูกชมว่าเป็นคนดีอีกครั้งถึงกับนิ่งงัน
“จริง ๆ นะ ตั้งแต่ข้าพบจูต้าเหนียงครั้งแรกก็รู้แล้วว่าจูต้าเหนียงเป็นคนดีมาก ๆ แม้ข้าจะไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดทุกคนจึงพูดถึงท่านเช่นนั้น แต่ข้ารู้ดี แท้จริงแล้วจูต้าเหนียงเป็นคนที่มีจิตใจดีงามยิ่งนัก ท่านมักช่วยเหลือคนอื่น และมีความสามารถที่จะทำเช่นนั้นด้วย ก็เหมือนกับ ‘ฟางโต่ว’ ที่ท่านคิดค้นขึ้นมาคราวก่อน ในฤดูกาลเก็บเกี่ยวนี้มีชาวบ้านรอบ ๆ เขาไท่ตังใช้งานฟางโต่วกันมากมาย ท่านอาจไม่รู้ว่าปีนี้พวกเขาสบายกว่าปีที่แล้วมากโข ทั้งยังมีเรี่ยวแรงเหลือไปทำเรื่องอื่นอีกมากมาย”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ กานอี้เซียนก็แบ่งปันเรื่องราวของชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณเชิงเขาไท่ตังให้เย่อวี๋หรานฟังว่า หลังชาวบ้านรู้จักฟางโต่วแล้ว พวกเขามีความสุขกันมากเพียงใด
ครอบครัวที่มีแรงงานไม่พอยังวิตกกันอยู่ว่าจะเก็บเกี่ยวกันไหวได้อย่างไร แต่เมื่อมีของสิ่งนี้ อาศัยกำลังตนเองก็สามารถเก็บเกี่ยวข้าวในที่นาของตนจนแล้วเสร็จได้
มีช่างไม้บางคนมองการณ์ไกล รีบทำฟางโต่วติดต่อกันหลายคืน แล้วนำออกมาขายโดยใช้ชื่อว่า ‘ฟางโต่วหมู่บ้านสกุลจู’ หรือ ‘ฟางโต่วสกุลเย่’ บางคนอาศัยการค้าขายนี้หาเลี้ยงทั้งครอบครัวได้เลยทีเดียว
เย่อวี๋หรานฟังอยู่ก็ประหลาดใจยิ่งนัก เขาไท่ตังเป็นภูเขาที่มีขนาดใหญ่โตโอฬาร หมู่บ้านข้างเคียงไม่ได้หมายถึงหมู่บ้านเพียงไม่กี่แห่ง แต่หมายถึงหมู่บ้านทั้งหมดที่ตั้งรายล้อมเชิงเขาไท่ตัง
นางไม่รู้ว่ามีหมู่บ้านทั้งหมดกี่แห่ง จากในความทรงจำเจ้าของร่างเดิม หลังนางติดตามจูเหล่าโถวมาที่หมู่บ้านสกุลจูแล้วก็ไม่เคยไปจากเขาไท่ตังอีกเลย
เช่นนี้สามารถจินตนาการได้เลยว่าเขาไท่ตังมีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด
ช่างไม้เอย ไช่ต้าเหนียง และชื่ออื่น ๆ อีกมากมายที่กานอี้เซียนพูดถึง นางไม่พบจากในความทรงจำเจ้าของร่างคนเก่าเลยแม้แต่น้อย นี่หมายความว่าอย่างไร?
ก็หมายความว่าหูตาของเจ้าหนุ่มนี่ไม่ธรรมดาเลยอย่างไรเล่า ในช่วงเวลาสั้น ๆ แค่นี้ ไม่พูดถึงว่าเขาสามารถทำให้ฟางโต่วเผยแพร่ออกไปได้ไกลขนาดนี้ แต่ยังสำรวจผลจากการทดลองใช้งานมาแล้วด้วย?
เย่อวี๋หรานต้องมองกานอี้เซียนที่กำลังพูดจาอย่างตื่นเต้นใหม่อีกครั้ง ตระหนักอย่างลึกล้ำว่า ขาใหญ่ข้างนี้ นางต้องกอดไว้ให้แน่นเลยเชียว
คนโบราณจะส่งข่าวสารออกไปต้องใช้อะไร?
บอกต่อกันด้วยคำพูดหรือเขียนจดหมายถึงกัน ในยุคที่ไม่มีโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตเช่นนี้ ถ้ากานอี้เซียนอยากรู้ข่าวสารจากทั่วสารทิศอย่างชัดเจนและรวดเร็วจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรคนและสิ่งของจำนวนมหาศาล
เขาสืบมาจนกระจ่างได้ ก็เพียงพอจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของเขาแล้ว
“จูต้าเหนียง ท่านรู้หรือไม่ว่าแหจับปลาของท่านร้ายกาจเพียงใด? ถึงมันจะไม่ได้ยอดเยี่ยมเท่าฟางโต่วที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนทุกรูปนาม แต่ต้องสามารถเลี้ยงคนได้จำนวนไม่น้อย เช่นเดียวกับฟางโต่วที่เลี้ยงครอบครัวช่างไม้…”
เย่อวี๋หรานฟังไปสักพักก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง พลันพูดแทรกกานอี้เซียนที่กำลังพูดอย่างออกรส “ช้าก่อน เจ้าหมายความว่าจะให้ข้าสอนวิธีสานแหตกปลาให้คนอื่นโดยไม่คิดเงิน?”
“ใช่แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกคนก็สามารถไปจับปลาที่แม่น้ำกันเองได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปลืองเงินไปซื้อกับคนอื่นอีก”
เย่อวี๋หรานหมดคำจะบรรยาย “เจ้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า?”
กานอี้เซียนยังไม่เข้าใจ “เปล่านี่นา ข้าไม่ได้เข้าใจอะไรผิด”