ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 133 พวกเราสู้เด็ก ๆ ไม่ได้หรือเนี่ย
บทที่ 133 พวกเราสู้เด็ก ๆ ไม่ได้หรือเนี่ย
เรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเองกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนอื่นย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว
จูเหล่าโถวหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมรับว่าสองเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกันตรงไหน อย่างไรเสียเขากับแม่ม่ายฉินก็บริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น
บิดาไม่ยอมรับ จูซานกลับคิดว่าเป็นเรื่องดี เพราะอย่างน้อยบิดาเขาก็ไม่เลอะเลือนถึงขั้น ‘ยอมรับ’ ว่าเกิดเรื่องพรรค์นั้นขึ้นจริง ๆ
ถ้ายอมรับขึ้นมาจริง ๆ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร
กลับเรือนไปวันนั้น จูเหล่าโถวก็มีท่าทางกินปูนร้อนท้อง เขามักจะมองสีหน้าของเย่อวี๋หรานบ่อย ๆ อยากจะมองให้ออกว่านางรู้เรื่องนี้หรือไม่
เย่อวี๋หรานแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ให้ทุกคนสอบตัวอักษรที่เรียนไปกันเหมือนกับที่ผ่านมา แล้วก็มอบไข่ไก่เป็นรางวัลให้คนที่ทำคะแนนได้ดีที่สุด
“หา แพ้อีกแล้ว”
“พวกเราสู้ไม่ได้แม้แต่เด็ก ๆ หรือเนี่ย จริง ๆ เลย”
“ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าความจำดี พวกเขาจะผลัดกันได้รางวัลก็ไม่แปลก”
……
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไม่ได้สนใจว่าพวกผู้ใหญ่พูดอะไรกันบ้าง ครั้นเห็นว่าตนเองชนะผู้ใหญ่ได้อีกครั้งก็ดีใจยิ่งนัก
“ฮ่าฮ่าฮ่า…พี่ชาย ท่านร้ายกาจจริง ๆ!” เอ้อร์เป่าเอ่ยชม
“เจ้าก็ร้ายกาจเหมือนกัน เมื่อวานเจ้าก็ชนะนี่นา” ต้าเป่าไม่ลืมดูแลน้องชาย แม้ว่านั่นจะเป็นไข่ไก่ที่เขาชนะได้มา แต่ก็ยังแบ่งให้น้องชายคนละครึ่ง
เวลาเอ้อร์เป่าชนะก็แบ่งให้ต้าเป่าคนละครึ่งเช่นกัน
หมายความว่าสองคนนี้ผลัดกันชนะ แทบเรียกได้ว่าพวกเขาได้กินไข่ไก่มากกว่าพวกผู้ใหญ่ทุกวัน วันละครึ่งฟอง
แม้ว่าอาหารการกินในเรือนจะดีกว่าแต่ก่อนบ้างแล้ว ไม่เพียงได้กินเนื้อสัตว์ทุกสองสามวัน บางครั้งยังได้กินของทอดอีกด้วย แต่สำหรับต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า ตนเองชนะได้มากับทุกคนให้มานั้นเป็นความรู้สึกสองอย่างที่ต่างกันสิ้นเชิง
เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเป็นไข่ต้มธรรมดา แต่พวกเขากลับกินกันอย่างเอร็ดอร่อยเป็นพิเศษ
จูซื่อกับจูอู่เห็นอย่างนั้นก็อิจฉาเหลือล้น “ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะวนมาถึงตาพวกเราบ้าง”
ยังมีคนมาเจรจากับต้าเป่าเอ้อร์เป่าว่าคราวหน้าปล่อยให้พวกเขาชนะบ้าง พวกเขาจะเอาไข่ไก่ให้เด็กทั้งสองกิน
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ากะพริบตาปริบ ๆ แล้วเอ่ยว่า “พวกข้าชอบกินไข่ที่ชนะได้มาเองมากกว่า”
จูซื่อกับจูอู่ “…” ก็ไข่เหมือนกันไม่ใช่เรอะ?
“เอาล่ะ หยุดรังแกเด็กได้แล้ว นั่งลงกินข้าวเถอะ” เย่อวี๋หรานเห็นว่าพอสมควรแล้วก็เรียกทุกคนมากินข้าว
วันนี้ก็เป็นลูกชิ้นกากเต้าหู้รสเนื้ออีกแล้ว ได้กินทุกสองสามวัน ยามนี้หาได้แปลกใหม่แต่อย่างใด
“ท่านแม่ เมื่อไหร่ท่านจะทำอาหารใหม่ ๆ เสียทีขอรับ?” จูซื่อโหยหาอาหารฝีมือมารดา “ได้กินเจ้านี่ทุกวัน ต่อให้เป็นเนื้อหงส์เนื้อมังกรก็กินจนเบื่อแล้ว”
“เบื่อแล้วก็ไม่ต้องกิน” เย่อวี๋หรานกล่าว “คิดว่าพวกเราอยู่ดีกินดีกันแล้วงั้นหรือ เจ้าไปดูคนอื่นบ้าง เขาอยากกินลูกชิ้นกากเต้าหู้สักครั้งยังไม่ได้กิน”
“ท่านแม่ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ข้าแค่อยากเปลี่ยนไปกินอย่างอื่นบ้าง”
“ได้ พรุ่งนี้กากเต้าหู้ที่เหลือก็เอามาทำแป้งกรอบแล้วกัน ทำลูกชิ้นปลาด้วย ได้แล้วใช่ไหม?”
จูซื่อตาสว่างวาบ “ได้ ท่านแม่ อย่าลืมใส่เนื้อปลาในลูกชิ้นเยอะ ๆ นะขอรับ อย่างไรเสียเรือนเราก็มีปลา”
“มีปลาก็ต้องกินอย่างประหยัด พอเข้าหน้าหนาวพวกเราก็จะไม่มีรายรับตลอดฤดูกาล ถ้าไม่เก็บของกินเอาไว้บ้างถึงตอนนั้นจะกินอะไร?”
แม้ตอนนี้เย่อวี๋หรานกำลังคิดว่าเดือนสิบเอ็ดและเดือนสิบสองจะปลูกอะไรดี แต่จะสามารถปลูกรอดหรือไม่ รอดสักเท่าไหร่ ล้วนไม่อาจรู้ได้
นางทบทวนดูจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม คิดว่าของที่สามารถเตรียมเอาไว้ได้ก็เริ่มเตรียมไว้เลยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นถึงเวลามาอะไรก็ไม่มีให้กิน จะร้อนใจอย่างไรก็ไร้ประโยชน์
ยุคนี้ไม่เหมือนยุคปัจจุบันที่ยังสามารถสร้างเรือนกระจกอะไรพวกนั้น ด้วยฐานะครอบครัวสกุลจู ไม่หิวตายก็ไม่เลวแล้ว
กินข้าวเสร็จ เย่อวี๋หรานก็เรียกบรรดาลูกสะใภ้มาหารือว่าปีนี้ต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่มาเพิ่มหรือไม่
ถ้าเป็นปีที่แล้วนางคงไม่กล้าเสนอขึ้นมา แต่ปีนี้มีรายรับมากกว่าเดิม ในมือลูกสะใภ้มีเงินไม่มากก็น้อย เอาเงินกองกลางจ่ายให้บางส่วน พวกนางออกเพิ่มอีกบางส่วนก็น่าจะพอซื้อผ้าหลายพับกลับมาได้
“แม้ว่ากว่าจะเข้าหน้าหนาวยังเหลือเวลาอีกพักหนึ่ง แต่เรื่องที่ควรเตรียมก็ควรเตรียมไว้แต่เนิ่น ๆ พวกเจ้าลองคำนวณดูสักหน่อยว่าตัดเสื้อให้ทุกคนคนละตัวต้องใช้ผ้ากี่พับ พวกเจ้ามีเงินเท่าไหร่ พอซื้อหรือไม่ ถ้าไม่พอก็ยืมเงินจากกองกลางไปก่อน ปีหน้าค่อยคืน”
เย่อวี๋หรานไม่คิดจะให้เปล่า ด้วยเงื่อนไขครอบครัวสกุลจูยามนี้ยังไม่อาจแบกรับค่าใช้จ่ายยิบย่อยพวกนี้ได้ อะไรที่ควรให้พวกนางแบ่งเบาก็ต้องให้พวกนางช่วยกันแบ่งเบา
“ตัดชุดใหม่หรือเจ้าคะ? ได้ ท่านแม่ ข้าอยากได้ผ้าสีขาวเจ้าค่ะ” หลี่ซื่อกล่าว “ผ้าขาวราคาถูก อย่างไรเสียพวกเราก็ย้อมผ้ากันเองได้ ซื้อกลับมาให้เสี่ยวเม่ยช่วยย้อมสักหน่อยก็สามารถย้อมสีสวย ๆ ออกมาได้เหมือนกัน แบบนี้ทั้งประหยัดเงินและยังสามารถตัดชุดใหม่ได้ด้วย”
หลิวซื่อเองก็ยินดีเช่นกัน นางแต่งเข้าเรือนสกุลจูมาหลายปีแล้ว ว่ากันตามจริงก็ไม่เคยตัดชุดใหม่เลย
แต่ถ้าจะให้ออกเงินเอง หลิวซื่อกลับลังเลเสียแล้ว นางมักรู้สึกว่าตนเองยากจนที่สุดในครอบครัว
พี่สะใภ้ใหญ่มีลูกชายสองคน แม่สามีจะละเลยกว่านี้ก็ต้อง ‘สนับสนุน’ หลานชายทั้งสองอยู่ดี น้องสะใภ้สี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เป็นคนมีเงินแน่นอน การค้าขายทั้งหลายล้วนมีนางเป็นคนจัดการ ส่วนน้องสะใภ้ห้า ตอนนี้นางมีน้องสาวสองคนมาช่วยอีกแรง จะต้องมีเงินในมือแน่นอน
พูดไปพูดมาก็มีแต่นางคนเดียวที่ ‘ต่อสู้เพียงลำพัง’ ทำงานมากที่สุด แต่กลับได้เงินน้อยที่สุด
“ท่านแม่ ถ้าอย่างนั้น…” หลิวซื่อคิดคำนวณในใจแล้วว่า “ท่านหมายความว่าขาดเท่าไหร่ก็จะช่วยเท่านั้นหรือเจ้าคะ? ถ้าอย่างนั้นพี่สะใภ้ใหญ่มีลูกชายสองคน ท่านก็จะให้เงินอุดหนุนพวกเขาด้วยใช่ไหม?”
เย่อวี๋หรานมองนางแวบหนึ่ง “ให้”
“งั้นข้าไม่มีลูกก็เสียเปรียบแล้วน่ะสิ?” หลิวซื่อพูดเสียงเบามาก
“ปีหน้าก็ต้องคืนนี่นา แล้วจะเสียเปรียบได้อย่างไร?” ไม่รอให้เย่อวี๋หรานตอบ หลี่ซื่อก็ยืนขึ้นมาพูดว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ต่างหากที่ลำบากจริง ๆ ต้องเลี้ยงเด็กตั้งสองคน เงินในมือจะต้องไม่พอแน่นอน ข้าไม่กล้ารับประกันว่าจะช่วยอุดหนุนเด็กทั้งสองคน แต่ช่วยค่าถุงเท้าสักคู่ข้าพอจะสนับสนุนได้อยู่”
หลิ่วซื่อมีสีหน้าซาบซึ้ง “ขอบคุณเจ้านะ น้องสะใภ้สี่”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกเจ้าค่ะ พี่สะใภ้ใหญ่ นี่เป็นเรื่องสมควรทำทั้งนั้น ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็เป็นหลานชายของข้า นอกจากนี้ปกติพวกเขาก็ช่วยข้าทำงานไม่น้อย ข้าให้ถุงเท้าสักคู่จะเป็นไรไป? เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง” หลี่ซื่อกล่าวด้วยท่าทางใจป้ำ
หลินซื่อเห็นหลี่ซื่อแสดงความเอื้อเฟื้อเพื่อประจบท่านแม่ ก็รีบแย่งงานมาให้น้องสาวสองคนของตนเอง นางพูดว่า “พี่สะใภ้ใหญ่คนเดียวคงทำไม่ไหว ถึงตอนนั้นก็ให้ข้าช่วยท่านทำรองเท้าเถอะเจ้าค่ะ น้องสาวสองคนของข้าอยู่ด้วยพอดี ฝีมือของพวกนางถึงจะธรรมดาไปบ้าง แต่ก็พอดูได้”
“ขอบคุณนะ แต่รองเท้าเด็กค่อนข้างสิ้นเปลือง พื้นรองเท้าจะต้องทำให้หนาหน่อย ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ข้าทำเองดีกว่า” หลิ่วซื่อย่อมไม่สะดวกใจเอางานที่ยากที่สุดให้คนอื่นทำอยู่แล้ว
ในสมัยนี้ใช้รองเท้าผ้า พื้นรองเท้าก็ทำจากผ้าเช่นกัน โดยวางผ้าซ้อนกันทีละชั้น จากนั้นใช้ด้ายป่านเย็บเข้าด้วยกันทีละเข็ม ทำให้พื้นรองเท้าทั้งแข็งและหนาจึงจะทนทานต่อการใช้งาน
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พี่สะใภ้ใหญ่ เด็กสาวคนใดไม่เคยทำเรื่องพวกนี้บ้าง? ถ้าเย็บรองเท้าไม่เป็น ต่อไปก็คงจะแต่งไม่ออก ให้พวกนางฝึกฝีมือเอาไว้ ท่านอย่ารังเกียจที่พวกนางทำได้ไม่ดีก็พอแล้ว” หลินซื่อกล่าว
หลิ่วซื่อพูดเสียงเบา “ไม่รังเกียจ ขอบคุณนะ”