ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 145 เขาไม่กล้าเชื่อใจนางอีกแล้ว
บทที่ 145 เขาไม่กล้าเชื่อใจนางอีกแล้ว
เมื่อเข้าไปใกล้ นางก็ได้ยินเสียงผู้หญิงดังมาจากข้านใน ทั้งยังคุ้นหูอยู่บ้าง
แม้หญิงปากสว่างจะคิดไม่ออกว่าเป็นใครแต่ก็ยังนึกตกใจ ลูกชายคนที่สามของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เพิ่งจะหย่าภรรยาไปไม่ใช่หรือ ไม่ทันไรก็มาข้องแวะกับผู้หญิงอีกคนแล้ว?
คงไม่ใช่ว่าเริ่มสานสัมพันธ์กันตั้งแต่ยังไม่หย่าภรรยาหรอกนะ?
ทันใดนั้น ข้างในก็มีเสียงตื่นเต้นดีใจดังขึ้น “โหยวโหย่ว เจ้าดูเร็ว ลูกในท้องข้าดิ้นแล้ว”
“จริงรึ?!” ต่อจากนั้นคือน้ำเสียงแตกตื่นยินดีของจูซาน “ข้าขอจับหน่อย”
“เจ้าจับดูสิ สัมผัสได้หรือไม่?”
“สัมผัสได้แล้ว เขาดิ้นจริง ๆ ด้วย”
……
อะไรนะ?! ถึงกับมีลูกกันแล้ว?! หญิงปากสว่างหาช่องส่องดูว่าเสียงที่คุ้นหูนั้นเป็นเสียงของลูกสาวบ้านไหนกันแน่
อย่าให้เป็นลูกสาวที่ยังไม่ออกเรือนของใครสักคนก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นก็มีเรื่องสนุกให้ดูแล้วสิ
แต่สิ่งที่นางคิดไม่ถึงก็คือเจ้าของน้ำเสียงนั้นหาใช่ใครที่ไหน แต่เป็นภรรยาผู้ถูกหย่าขาดไปแล้วของจูซาน?!
หญิงปากสว่างเบิกตากว้าง ลือกันว่าจูซานถูกภรรยาสวมหมวกเขียวไม่ใช่หรือไร หรือเรื่องราวไม่ได้เป็นเช่นนั้น?
จุ๊ ๆๆๆ…หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ก็ช่างใจดำจริง ๆ ถึงกับใจร้ายปลดลูกสะใภ้ได้ลงคอ ช่างเป็นสตรีใจดำอำมหิตยิ่งนัก
หญิงปากสว่างคิดว่าตนเองจับจุดอ่อนของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ได้แล้ว
ถ้าจูเหล่าโถวรู้เรื่องนี้จะต้องมีปากเสียงกับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์แน่นอน
นางอดจะแขวะจูซานไม่ได้ ภรรยาตนเองอุ้มท้องโตขนาดนั้นแล้วยังถูกปลดก็ไม่ปริปากสักคำ ช่างขี้ขลาดตาขาวจริง ๆ ไร้ประโยชน์เหมือนบิดาตาขาวของเขาไม่มีผิด
นางไม่ได้ทำให้ ‘ยวนยางป่า[1]’ คู่นี้แตกตื่น แต่ค่อย ๆ จากไปอย่างเงียบ ๆ
ก่อนนี้นางตั้งใจปล่อยข่าวลือออกไปว่าจูซานหย่าภรรยาเพราะถูกสวมหมวกเขียว แต่ก็ถูกหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ชิงตัดหน้า พูดว่านางไม่ชอบลูกสะใภ้คนนี้เพราะไม่เคารพผู้อาวุโส ทำให้ข่าวลือนั้นสลายไปก่อนที่จะสร้างคลื่นลมอะไรได้เสียอีก
ทุกคนจึงเข้าใจกันว่าสาเหตุที่หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ปลดลูกสะใภ้เป็นเพราะอีกฝ่ายไม่เชื่อฟังแม่สามี ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดามาก
ตั้งแต่แรกหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ก็ไม่ชอบสะใภ้ใหญ่ซึ่งคลอดแต่ลูกชายออกมา เอาแต่บีบคั้นบรรดาลูกสะใภ้ ทุกคนก็รอดูอยู่ว่าจะลงเอยอย่างไร
น่าเสียดาย ใครก็นึกไม่ถึงว่าผู้ที่ถูกหย่ากลับไม่ใช่สะใภ้ใหญ่ แต่เป็นสะใภ้สามที่ไม่ค่อยจะปรากฏตัวให้เห็น
ราตรีมืดมิดมากขึ้นเรื่อย ๆ
จางเยียนได้กินมันเทศที่ปรุงสุกใหม่ ๆ ก็โปรดปรานยิ่งแล้ว “อร่อย อร่อยมาก โหยวโหย่ว เจ้าช่างดีกับข้าจริง ๆ”
จูซานไม่ได้บอกนางว่าของพวกนี้มารดาเขาเป็นคนค้นพบ
นางกินอาหารอยู่ตรงนั้น จูซานก็เริ่มรวบรวมกิ่งไม้แห้ง เตรียมจะเอามาทำเป็นเตียงชั่วคราวให้นางไปก่อน
ถึงตอนนี้จะเป็นฤดูใบไม้ร่วง อากาศยังไม่หนาว แต่นางตั้งครรภ์อยู่ เขากังวลว่านางจะไม่สบายเอาได้
“ผู้ชายที่เช่าครรภ์ของเจ้าเป็นคนปัญญาอ่อนจริง ๆ หรือ?” จูซานยังถือสาเรื่องนี้อยู่ไม่มากก็น้อย
แต่ว่าคนที่เช่าภรรยาของเขาเป็นคนปัญญาอ่อนคนหนึ่ง จะอย่างไรก็ดีกว่าผู้ชายปกติธรรมดามากแล้ว
ไม่อย่างนั้น เมื่อเด็กคนนี้คลอดออกมา เขาก็ไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้าลูกคนนี้อย่างไรจริง ๆ
“ใช่แล้ว แค่คนปัญญาอ่อนคนหนึ่ง” จางเยียนไม่กลัวว่าเขาจะไปสืบเสาะแม้แต่น้อย บอกเขาว่าคนผู้นั้นชื่อแซ่อะไร รวมถึงอาศัยอยู่ที่ไหน
ถ้าถามหาคนปัญญาอ่อน ไม่แน่ว่าจะมีคนรู้จัก เพราะเพียงเอ่ยถึง ‘แม่เฒ่าเหมยกับคนปัญญาอ่อน’ กับคนแถวนั้นย่อมจะต้องมีคนรู้แน่นอนว่าหมายถึงใคร
นางวิพากษ์วิจารณ์ว่าแม่เฒ่าเหมยราวกับเป็นคนเสียสติก็ไม่ปาน ใช้ชีวิตอยู่กับลูกชายปัญญาอ่อนเช่นนั้น ไม่กลัวว่าจะต้องไร้คนเลี้ยงดูยามแก่เฒ่าและจัดงานศพให้นางเลยหรือไร?
“จริง ๆ เลย เจ้าไม่รู้หรอกว่าบ้านพวกเขาจนจะตายอยู่แล้ว ไข่ไก่ฟองเดียวยังไม่กล้ากิน แต่เห็นแก่ที่ข้าเป็นคนท้อง นางจึงเอามาให้ข้ากินทีละฟองอยู่เรื่อย ๆ”
“ลูกชายนางสู้จูชีไม่ได้แม้ครึ่งส่วน ตาเหล่ปากเบี้ยว ดูแล้วน่าขนลุกขนพอง”
“เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชายนางเป็นคนปัญญาอ่อน ทำอะไรไม่ได้ ข้าจะยอมให้ทางนั้น ‘เช่า’ ครรภ์ของข้าแต่โดยดี?”
“ข้าก็แค่คิดเผื่อลูกของพวกเรา ไม่ได้คิดเผื่อตัวเองเสียหน่อย”
……
จูซานจดจำเอาไว้ ตั้งใจว่าจะไปสืบดูสักหน่อย
เขาพบว่าตอนนี้ตนเองไม่กล้าเชื่อใจจางเยียนอีกต่อไปแล้ว สตรีผู้นี้ไม่เหมือนพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รอง เป็นคนมากอุบายกล้าคิดกล้าทำ ถ้าไม่ระวังเอาไว้ก็ไม่รู้จะชักนำเภทภัยแบบไหนมาให้
แต่ถ้าสิ่งที่นางพูดมาเป็นความจริง…
จูซานไม่แน่ใจว่าตนเองจะยกโทษให้นางได้หรือไม่
ถ้านางไม่ตั้งครรภ์ เรื่องนี้ผ่านแล้วก็ผ่านไป แต่นางกลับเป็นมารดาของลูกของเขาเสียแล้ว ต่อไปเขาจะอธิบายให้ลูกฟังว่าอย่างไร?
จางเยียนเห็นว่าสีท้องฟ้าข้างนอกมืดสนิททั้งยังได้ยินเสียงลมพัดหวีดหวิวก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา “โหยวโหย่ว เจ้าคงจะอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนข้าใช่ไหม? ดึกดื่นค่ำคืนแบบนี้ ข้าอยู่ที่นี่คนเดียว ข้ากลัว”
“อืม” จูซานรับปาก
กระท่อมหลังนี้อยู่ห่างไกลผู้คน ปกติก็มีเพียงเขากับน้องชายแวะมาพักบ้างตอนขึ้นเขามาจับนก นอกจากนั้นก็ไม่มีใครมาอีก
แต่ถึงจะปลอดคนก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีสัตว์ร้ายแวะเวียนมา
นางเป็นผู้หญิงอุ้มท้องแก่อยู่ที่นี่คนเดียว เขาจะวางใจได้อย่างไร?
ไม่ใช่เพื่อนางก็เพื่อลูกคนนี้ เขาจำเป็นต้องปกป้องให้ดี
“โหยวโหย่ว เจ้าช่างดีจริง ๆ!” จางเยียนพลันรู้สึกซาบซึ้งใจ อยากโผเข้าสู่อ้อมกอดเขาออดอ้อนเอาใจสักครา
จูซานยั้งไหล่ของนางเอาไว้อีกครั้ง ไม่ให้นางเข้ามาใกล้
“โหยวโหย่ว เจ้าทำอะไร? ทำไมไม่ให้ข้ากอดเจ้า?” จวบจนบัดนี้ จางเยียนจึงเพิ่งสังเกตว่าท่าทีที่จูซานมีต่อตนเองเย็นชากว่าในอดีตมากนัก
แต่นางไม่เต็มใจเชื่อ นางใกล้จะคลอดลูกให้เขาอยู่รอมร่อ เขาจะเปลี่ยนไปได้อย่างไร?
“เจ้าท้องโตขนาดนี้ยังไม่รู้จักกลัวว่าจะกระทบถึงลูกในครรภ์อีก” จูซานหาข้ออ้างมาอธิบาย “แม่ข้าบ่นให้เมียเจ้าสี่ทุกวัน กลัวว่าครรภ์นางจะกระทบกระเทือน ไม่อนุญาตให้นางออกมาเดินเพ่นพ่านด้วยซ้ำ เจ้าก็ระวังหน่อย ท้องของเจ้าดูไปแล้วก็เล็กกว่าของนางหน่อยเดียว”
“ที่แท้โหยวโหย่วก็เป็นห่วงข้านี่เอง ฮิ ๆๆๆ…ตกใจหมด ข้านึกว่าเจ้าไม่รักข้าแล้วเสียอีก” จางเยียนหัวเราะดีใจ
จูซานเงียบขรึม
เขาคิดว่าถ้าไม่มีเด็กคนนี้ ทุกอย่างก็คงจะไม่ซับซ้อนเช่นนี้หรอกกระมัง?
หญิงปากสว่างนอนไม่หลับทั้งคืนเพราะมีเรื่องในใจ
จูหย่งหนิงรำคาญที่นางเอาแต่พลิกตัวไปมา “ดึกดื่นแล้วเจ้ายังไม่ยอมนอน คิดจะทำอะไร?”
“เจ้านอนไปเถอะ ไม่ต้องมายุ่งกับข้า” หญิงปากสว่างไม่อยากสนใจเขา
นางพลิกตัวกระสับกระส่าย ในห้วงสะลึมสะลือเริ่มจะง่วงขึ้นมา ฟ้าก็สว่างเสียแล้ว
หญิงปากสว่างง่วงงุนยิ่งนัก แต่ครั้นนึกถึงเรื่องที่ต้องทำต่อจากนั้น นางก็พลันมีสติแจ่มใสขึ้นมา จึงกระวีกระวาดลุกจากเตียง
เมื่อจูหย่งหนิงตื่นขึ้นมาก็พบว่าภรรยาของเขาไม่อยู่แล้ว
จูหย่งหนิง “…” มารดามันเถอะ ภรรยาผู้นี้จะวุ่นวายไปจนถึงเมื่อไหร่?
เขาก็บอกแล้วไม่ใช่หรือ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากช่วยบ้านเดิมของนาง แต่เป็นเพราะพี่น้องที่บ้านเดิมของนางเป็นผีพนัน ไร้ทางเยียวยาแล้ว
ครอบครัวเขาก็ไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง ไม่มีปัญญาไปถมหลุมที่ไร้ก้นให้พี่น้องของนางได้ ทำไมนางไม่ฟังกันบ้าง?
ราตรีนั้น นอกจากหญิงปากสว่างที่นอนไม่หลับ หลี่ซื่อที่เอนกายอยู่บนเตียงก็นอนกระสับกระส่ายเช่นกัน เพราะนางเจ็บท้องไม่หาย
จะว่าไปก็ประหลาดนัก มันไม่ใช่ว่าเจ็บตลอดเวลา แต่เจ็บขึ้นมาเป็นระลอก
เริ่มแรกเพียงเจ็บแปลบ แต่เมื่อผ่านไปนานเข้ากลับเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ ความเจ็บที่เว้นช่วงไปก็กระชั้นเข้ามา
จวบจนยามฟ้าจวนสว่าง หลี่ซื่อก็ทนไม่ไหว เจ็บปวดจนร้องออกมา “โอ๊ย”
[1] โดยทั่วไปแล้ว ยวนยาง 鸳鸯 มักใช้อุปมาถึงสามีภรรยาหรือคนรักที่มั่นคงต่อกัน แต่ ‘ยวนยางป่า’ 野鸳鸯 สื่อถึงคู่รักที่ไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคม มีความหมายในทางไม่ดี