ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 21 อัดอั้นตันใจ
บทที่ 21 อัดอั้นตันใจ
หลิวซื่อก้มหน้าเล็กน้อย มุมปากกระตุก กล่าวอย่างขมฝาดอยู่บ้าง “ขอบคุณ!”
“ไอ้หยา ท่านอย่าเกรงใจกันแบบนี้สิพี่สะใภ้รอง ที่ข้าพูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริงนะ ได้พูดกับท่านแบบนี้ จิตใจของข้าก็ปลอดโปร่งขึ้นมาก” หลินซื่อเอ่ยอย่างยินดี “พี่สะใภ้รอง ถ้ามีเวลาว่างก็มานั่งเล่นที่ห้องข้าสิเจ้าคะ พวกเราจะได้คุยกันสักหน่อย”
จากนั้นหลิวซื่อก็ได้แต่มองตามเงาหลังอีกฝ่ายที่จากไปไกล
เจ้าโล่งใจแล้ว แต่ข้าอึดอัดใจน่ะสิ
เรือนสกุลจูก็ใหญ่เท่านี้ โชคของหลิวซื่อดูจะไม่ใคร่ดีเท่าไหร่ เมื่อครู่เพิ่งเจอหลินซื่อ เดินไปอีกไม่กี่ก้าวก็เจอหลี่ซื่อที่กำลังครวญเพลง ท่าทางเหมือนเพิ่งจะกลับมาจากไปดูจูปาเม่ย
“พี่สะใภ้รอง ท่านล้างจานเสร็จแล้วหรือ?”
ถ้าไม่มีอะไรก็ช่างเถอะ ทว่าหลี่ซื่อก็ถามขึ้นมาจนได้
หลิวซื่ออัดอั้นตันใจ
แต่หลี่ซื่อเดินผ่านไปอย่างพออกพอใจมาก
“น้องสะใภ้สี่”
“หืม?” หลี่ซื่อหันกลับไป
เรียกออกไปแล้ว หลิวซื่อก็มาเสียใจทีหลัง แต่ว่าอีกฝ่ายหันหน้ากลับมาแล้ว นางได้แต่บังคับตัวเองให้ทำต่อไป
“ตกลงมีเรื่องอะไร?”
“เมื่อครู่เจ้าแอบไปหาเสี่ยวเม่ยลับหลังท่านแม่ใช่ไหม?” หลิวซื่อถามเสียงเบา
หลี่ซื่อมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า ยิ้มเยาะ “เจ้าเห็นแล้ว?”
“เปล่า ไม่ใช่ข้า มีคนอื่นเห็น…นางไปหาท่านแม่แล้ว เจ้าระวังตัวหน่อย” สุดท้ายหลิวซื่อก็ข่มความรู้สึกในใจไม่ได้ และพูดออกมาแล้ว
แต่เพราะเสียใจทีหลัง นางจึงเสริมไปอีกประโยค “อย่าพูดว่าข้าเป็นคนบอกนะ”
หลังจากนั้นก็ไม่กล้ามองหน้าหลี่ซื่ออีก ได้แต่รีบร้อนจากไป
หลี่ซื่อกลอกตามองบน เรื่องนี้ไม่ต้องบอกนางก็รู้ว่าใครทำ พี่สะใภ้ใหญ่เป็นมนุษย์ท่อนไม้ พี่สะใภ้สามไม่อยู่บ้าน นอกจากน้องสะใภ้ห้าที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับนางแล้วยังจะมีใครอีก?
นางไม่สงสัยสักนิดว่าพี่สะใภ้รองโกหกหรือไม่ ด้วยนิสัยอ่อนแอขี้ขลาดอย่างพี่สะใภ้รอง เหมือนคนที่จะกล้าปั้นน้ำเป็นตัวหรือ?
แต่ว่าหลี่ซื่อไม่กลัวสักนิด นางยังอยากให้หลินซื่อว่าร้ายตนเองให้เยอะ ๆ หน่อย เรื่องนี้ท่านแม่เป็นคนสั่งให้นางทำ การที่หลินซื่อวิ่งแจ้นไปฟ้องร้องนางต่อหน้าท่านแม่แล้วจะได้ประโยชน์อะไร?
เพิ่งจะเข้ามาได้ก็รีบร้อนหาเรื่องไปทั่ว สมควรแล้วที่หลินซื่อจะซวยเสียเอง
หลี่ซื่อไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย เดินกลับไปห้องของตัวเอง
กลับเป็นหลิวซื่อที่หัวใจเต้นตึกตักไปตลอดทาง ทำท่าทางอย่างคนกินปูนร้อนท้อง
เมื่อเย่อวี๋หรานกลับไปที่ห้อง จูปาเม่ยก็จัดการภายในห้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว อย่างไรเสียนางก็โตแล้ว ไม่ได้ทำจนสกปรกไปทั่วห้อง หลัก ๆ ก็คือเสื้อผ้ากองนั้นของนางและคราบอาเจียน ประกอบกับภายในห้องระบายอากาศได้ไม่ค่อยดี ดังนั้นภายในเวลาสั้น ๆ แค่ช่วงเช้า จึงได้หมักหมมจนเป็นกลิ่นที่ยากจะทนทาน
ตอนนี้อ่างล้างเท้าและเสื้อผ้าของจูปาเม่ยถูกนำออกไปแล้ว บนพื้นก็โปรยขี้เถ้าแล้วกวาดออกไป ภายในห้องมีลมโกรก ไม่มีกลิ่นเหม็นเหมือนก่อนหน้านี้อีก
เพียงแต่ยังพอได้กลิ่นจาง ๆ อยู่บ้าง
เย่อวี๋หรานทราบว่ากลิ่นนี้ไม่ได้จะหายไปง่าย ๆ สมัยโบราณไม่ได้ก้าวหน้าเหมือนยุคปัจจุบันที่มีทั้งน้ำหอม เปลือกส้ม เปลือกส้มโอ น้ำส้มสายชูอะไรพวกนี้
นางเจอสิ่งที่เหมาะสมจากในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม นั่นก็คือหญ้าไล่ยุง
อย่างไรเสียหญ้าไล่ยุงก็มีกลิ่น กลิ่นนั้นอย่างไรก็ดีกว่ากลิ่นนี้
หญ้าไล่ยุงหรืออีกชื่อคือหญ้าหอมไล่ยุงเซียงเย่เทียนจู๋ขุย[1] เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปีที่มีใบเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี มีพลังชีวิตแข็งแกร่ง ทางเหนือหรือทางใต้ล้วนสามารถปลูกได้
พืชชนิดนี้ลำต้นอวบน้ำ ใบเกิดสลับกัน ขอบใบหยักมน พื้นใบเรียบลื่น
ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเรือนสกุลจูมีพืชชนิดนี้ขึ้นเต็มไปหมด ส่งกลิ่นหอมจาง ๆ ฟุ้งกระจาย สามารถขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในห้องได้
เย่อวี๋หรานไม่ลังเลแม้แต่น้อย หยิบตะกร้าออกไปเก็บกลับมาจำนวนมาก นอกจากนี้ยังหาโถดินเผาแตก ๆ มาเสียบหญ้าไล่ยุงไว้จนแน่นแล้ววางไว้บนโต๊ะ อีกทั้งยังนำหญ้าไล่ยุงที่เหลือมาทุบแล้วนำไปวางไว้ตามจุดที่ลมโกรกภายในห้อง
เมื่อจัดการเช่นนี้ กลิ่นในห้องก็ดีขึ้นมาก
เย่อวี๋หรานผ่อนลมหายใจออกมา นางไม่อยากให้ตอนจะเข้านอนแล้วยังต้องดมกลิ่นไม่พึงประสงค์นี้ ไม่อย่างนั้นจะหลับลงได้อย่างไรกัน?
ตอนที่นางกำลังวุ่นวายอยู่ จูปาเม่ยก็อาบน้ำเสร็จ และเอาเสื้อผ้าไปแช่เรียบร้อยแล้ว
ส่วนอ่างล้างเท้าใบนั้นถูกนางนำไปไว้ด้านข้างอย่างรังเกียจ เพียงเทน้ำผสมขี้เถ้าใส่ไว้ง่าย ๆ เท่านั้น
นางยืนอยู่หลังเย่อวี๋หราน เรียกเสียงเบา “ท่านแม่”
“เสร็จแล้วหรือ?” เย่อวี๋หรานหันกลับมา มองเสื้อผ้าที่ไม่ค่อยพอดีตัวอยู่บ้างบนร่างของอีกฝ่าย แล้วเอ่ยถามขึ้นมา
จูปาเม่ยพูดอย่างขลาดกลัว “ยังเจ้าค่ะ ข้าแช่เสื้อผ้าไว้ตรงนั้นแล้ว แต่กลิ่นแรงมาก ข้าเลยอยากแช่นานสักหน่อย…” ทั้งยังกล่าวเสริมเสียงเบาหวิวตามมาว่า “แล้วก็ ข้าหิวแล้ว”
เพิ่งพูดจบ ท้องก็ร้องโครกครากประกอบฉากขึ้นมา
เย่อวี๋หรานพยักพเยิด “เอาล่ะ ข้าวเที่ยงที่เก็บไว้ให้เจ้าอยู่ในตะกร้าบนโต๊ะ มันเทศสองหัว”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านแม่” จูปาเม่ยเห็นของในตะกร้าก็เดาว่าคงเป็นสิ่งที่ท่านแม่พูดถึง
ก่อนหน้านี้ตอนที่พี่สะใภ้สี่ไปดูนางก็พูดถึงเจ้าสิ่งนี้ บอกว่ามันกินทั้งเปลือกได้เลย อร่อยเชียวล่ะ
จูปาเม่ยอยากเอายัดเข้าปากใจจะขาด แต่เพราะมีเย่อวี๋หรานคอยมองอยู่ข้าง ๆ ดังนั้นเพื่อให้ดูสุภาพเรียบร้อย นางได้แต่บิเป็นชิ้นเล็ก ๆ ส่งเข้าปากกินอย่างสงบเสงี่ยม
ถึงเจ้านี่จะเย็นแล้ว แต่กินลงไปก็มีรสชาติหอมหวานนุ่มละมุนลิ้นอย่างที่พี่สะใภ้สี่บอกไว้จริง ๆ
เจ้านี่อร่อยก็จริง แต่ว่านิ่มร่วนไปหน่อย กินแล้วบางทีก็ติดคอได้ง่าย
เย่อวี๋หรานเห็นแล้วก็เทน้ำใส่จอกส่งมาให้
จูปาเม่ยยินดีปรีดา “ท่านแม่ ท่านไม่โกรธแล้วหรือ?”
“โกรธก็ส่วนโกรธ ให้โกรธอย่างไรเจ้าก็เป็นลูกสาวของข้าไม่ใช่หรือ?” เย่อวี๋หรานว่า
จูปาเม่ยเห็นโอกาสแล้วก็รีบคว้าไว้ทันที “ท่านแม่ ข้าสำนึกผิดแล้วจริง ๆ ต่อไปข้าจะเชื่อฟังท่านทุกอย่าง จะไม่ทำให้ท่านโมโหอีกแล้ว”
“อย่ารีบพูดเร็วเกินไป คอยดูความประพฤติของเจ้า”
จูปาเม่ยรีบยืนยันว่านางพูดได้ทำได้แน่นอน
มันเทศสองหัวจะมีเยอะเท่าไหร่กันเชียว ครั้นดื่มน้ำตามลงไป ไม่นานก็กินจนหมด
“กินเสร็จแล้วก็ไปซักผ้าเถอะ” เย่อวี๋หรานบอก
“…”
ข้าเพิ่งกินเสร็จ ให้พักสักหน่อยไม่ได้หรือ?
“ไม่อยากไป?”
“เปล่าเจ้าค่ะ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” จูปาเม่ยออกมาจากห้อง ครุ่นคิดไปตลอดทาง
เฮ้อ…เหมือนว่าท่านแม่จะไม่เอ็นดูนางเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ทำอย่างไรดี?
เย่อวี๋หรานไม่มีจิตใจจะไปสนใจความคิดอ่านเล็ก ๆ ของจูปาเม่ย ขณะนี้นางกำลังคิดเรื่องมันเทศ เช้าวันนี้มันเทศที่ขนกลับมาได้มีเกือบสองหาบเลยทีเดียว
เนื่องจากจูเหล่าโถวกับลูกชายยังไม่เคยขุดมันเทศมาก่อน มีบางส่วนถูกขุดเสียหาย ส่วนนี้ต้องรีบจัดการทันที ไม่ว่าจะล้างให้สะอาดแล้วนำมารับประทาน หรือล้างแล้วนำไปตากแดดก็ต้องรีบดำเนินการโดยไว
นอกจากนี้ นางไม่แน่ใจว่าตนเองควรขึ้นเขาไปอีกสักรอบดีหรือไม่ อาศัย ‘นิ้วทองคำ’ ของตัวเองไปหาเสบียงกลับมาเพิ่มสักหน่อย
นางเกรงว่าถ้าวุ่นวายมากไปอาจทำให้คนสกุลจูนึกสงสัย แต่ถ้านางไม่ไปทำก็กลัวว่าพวกเขาจะไม่สามารถหาเสบียงอาหารมาได้ง่าย ๆ
แค่คิดก็ทราบได้ว่าถ้าง่ายดายเพียงนั้น ละแวกเขาไท่ตังมีผู้คนมากมายปานนี้ ไฉนไม่เคยได้ยินว่ามีคนหากินกับภูเขาลูกนี้มาก่อน?
โดยพื้นฐานแล้วชาวบ้านบริเวณเชิงเขาไท่ตังทำการเกษตรเป็นหลัก มีนายพรานอยู่ไม่กี่คน เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตพึ่งพาเขาไท่ตังในการเลี้ยงชีพ
[1] เซียงเย่เทียนจู๋ขุย หรือ เจอเรเนียม (Geranium) มีชื่อภาษาไทยว่า ปากนกกระเรียน เป็นไม้ดอกอายุหลายปี ออกดอกเป็นช่อสีสันสดใส ใบมีกลิ่นหอมใช้ไล่ยุงได้ น้ำมันหอมระเหยเจอเรเนียมยังมีสรรพคุณขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ช่วยให้ผ่อนคลายและมีสมาธิ